สวัสดีค่ะ/ครับ ทุกคนที่หลงเข้ามาอ่านกระทู้นี้ ขอแนะนำก่อนว่า เราไม่ได้เป็นคนเล่าเรื่องเก่งเท่าไหร่ และ กระทู้นี้อาจจะไม่มีคนอ่านเลยด้วยซ่ำ 555 แต่ไม่เป็นไร ขอทำกระทู้ทิ้งไว้แล้วกัน กระทู้นี้จะมาเล่าเกี่ยวกับตัวเราเอง ขอใช้ชื่อว่า ลิลลี่แล้วกันนะ จะเล่าตั้งแตเริ่มจนถึงปัจจุบันเลย
จัดให้ตัวเองอยู้ในเพศไหนในกลุ่ม LGBTQ+?
ลี่ขอบอกก่อนเลยว่า ลี่เป็นผู้ชาย ที่ไว้ผมยาว ที่ไทยน่าจะเรียกว่ากะเทยมั้ง ไม่รู้สิ เรารู้สึกว่าเราไม่ได้ดีพอที่จะจัดเข้าไปอยู่ในหมวด Transgender แต่ถ้าใครมาถามเรา เราก็จะตอบไปว่าเราเป็นยูนิคอร์น ก็น่าจะอยู่ในหมวก Self-Identity แหละมั้ง
ชอบผู้ชายหรือผู้หญิง?
ถ้าถามลี่ในสมัยก่อนตอนประมาณม.1-3 ก็จะตอบว่าได้ทั้งคู่ แต่เอนๆมาทางฝั่งผู้ชายมากกว่า เพราะเราก็ยังมองว่า ผู้ชายคนนี้หล่อตรงสเป็คมาก ผู้หญิงคนนี้สวย คนนี้น่ารัก แต่ ถ้าถามตอนนี้ คงตอบได้ว่าเราชอบผู้ชาย มองว่าผู้หญิงคนนั้นหน้าตาสวยบ้าง แต่ไม่บ่อย ส่วนใหญ่จะมองผู้ชายมากกว่า 555
ทำไมถึงรู้ตัวว่าตัวเองเป็น LGBTQ+
สำหรับลี่ เราว่าเราโชคดีอย่างนึงคือ เราไม่ได้เป็นมาตั้งแต่เกิดทำให้เรามีทั้งเพื่อนผู้ชาย และ เพื่อนผู้หญิง เริ่มรู้ตัวเองว่าไม่ได้ชอบแค่ผู้หญิงแล้วนะก็ตอนป.6 ตอนนั้นเลิกกับแฟนเก่าด้วย แล้วก็โดนเพื่อนปั่นว่าชอบเพื่อนผู้ชายในห้อง จริงๆต้องบอกก่อนว่าตอนเด็กๆลี่เป็นคนที่แหย่ง่าย แค่เพื่อนท่องตัวเลขภาษาเกาหลีง่ายๆเราก็ร้องไห้แล้ว 5555 ประกอบกับ ลุงที่บ้านชอบแซวว่าเราเป็นตุ๊ด เราเป็นกะเทย คงเพราะแบบนั้นมั้งเราเลย เริ่มรู้สึกว่า เราอาจจะไม่ได้ชอบผู้หญิงแล้วก็ได้ จนเข้าม.1 ก็สาวแตกมาก จริตคือ คุณแม่มาเอง5555 แต่ว่าที่บ้านยังไม่รู้เพราะเวลาอยู่บ้านเราอยู่แต่ในห้อง แล้วก็เป็นคนเงียบๆ ไม่ใครสุงสิงกับใคร จนบางครั้งก็นั่งคุยกับตัวเองว่า หรือเราจะไม่ได้เป็น จนมาม.4 ก็เริ่มนิ่งขึ้น เอาง่ายๆก็คือเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น จนย้ายมาอยู่อังกฤษตอนม.5 แล้วก็เริ่มใช้ชีวิตเป็น LGBTQ+
Coming Out ตอนไหน?
เด็กที่เป็นเพศที่3 ที่ไทยส่วนใหญ่พ่อ แม่ จะรู้อยู่แล้วว่าลูกตัวเองเป็นแต่แค่ไม่พูด และซัพพอร์ตลูกเต็มที่ แต่จะมีป้าข้างบ้านที่คอยสอดส่องและบอกพ่อกับแม่ว่าลูกเธอเป็นกะเทยนะ 555 แต่สำหรับลี่ อย่างที่บอกคือ ลี่ไม่ได้เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่แรก ที่บ้านก็เลยไม่รู้ เขามีเอะใจบ้าง ที่ตอนม.4 ชอบพาเพื่อนผู้ชายมาบ้าน แต่ก็ไม่มีอะไร แต่ก็ใช้ชีวิตแบบโลก2ใบมาโดนตลอด ถามว่าอึดอัดไหม ก็มีบ้างนิดหน่อยแต่เพราะเราเป็นคนนิ่งๆเป็นทุนเดิมอยู่แล้วเลยไม่อะไรมาก ตอนที่บอกกับที่บ้าน ว่าเป็นเกย์ คือตอนที่ย้ายมาอยู่อังกฤษแล้ว แต่การ Coming Out ของลี่มันไม่ได้เหมือนแบบในหนังเมกา หรือ สวยงามเหมือนคนอื่นเท่าไหร่ 555 คือ ครอบครัวของลี่มีแค่แม่ ซึ่งแม่แยกทางกับพ่อ ตอนเด็กๆเลยใช้ชีวิตอยู่กับป้า เพราะแม่มาทำงานที่อังกฤษ ซึ่งตอนนั้นจำได้ว่าย้ายมาแล้วอยากไว้ผมยาวมากๆๆๆๆๆๆ คืออยากสวยว่างั้นแหละ แต่แม่ไม่ยอม แม่อยากให้ตัดผม ก็เลยทะเลาะกัน สุดท้ายเราก็เลยต้องบอกไปว่าทำไมถึงไม่อยากตัดผม ตอนแรกก็เหมือนว่าแม่จะไม่ยอมรับนะ ที่เราเป็นแบบนี้ เรารู้สึกดาวน์มาก แย่มากเพราะเราไม่อยากทำให้ใครผิดหวัง แต่เราทำให้แม่รู้สึกผิดหวังช่วงแรกๆคือไม่คุยกับแม่เลย หรือบางครั้งก็คุยน้อยมาก การที่ลี่ออกมาเปิดตัวว่าเป็นเพศที่3 มันเหมือนกับการไปกระตุ้นชนวนที่ทำให้เกิดแผ่นดินไหว ทั้งที่บ้านป้า ทั้งพี่ชาย ทั้งเพื่อนแม่ ต่างเข้ามาถามเหตุการณ์ แต่สุดท้ายก็คงต้องขอบคุณแฟนแม่แล้วก็เพื่อนๆของเขาเนี่ยแหละ ที่ทำให้แม่เปิดใจกับเรา ในระหว่างที่พิมพ์แล้วนึกถึงเหตุการณ์วันนั้น คือน้ำตาไหลเลย ความรู้สึกในวันนั้นมันกลับมาเฉยเลย 555 ตอนนี้ก็ใช้ชีวิตปกติ แม่ก็เข้าใจเขาก็ไม่ได้ปิดกั้นเรา หรืออะไรเราแล้ว แต่บางครั้งก็ชอบไล่ให้ไปตัดผม แต่เราก็บอกไม่ตัดอยู่ดี 5555
การใช้ชีวิตในอังกฤษ กับการเป็น LGBTQ+
บอกเลยว่า สำหรับลี่มันไม่ได้ง่าย แต่มันไม่ได้ยาก ช่วงแรกๆที่ย้ายมาขอเรียกว่าเบื่อสุดๆ เพราะ 3เดือนที่ต้องอยู่บ้าน มีออกไปเรียนภาษาบ้างอาทิตย์ละวัน จนหาที่เรียนได้ ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะประเทศนี้ใช้อายุเป็นเกณฑ์ในการศึกษาเพราะเด็กทุกคนต้องได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่ง ฟรีจ้าาา ในโรงเรียนรัฐนะ ทำให้เราที่ย้ายมาตอนอายุ17 หาโรงเรียนยากมาก College ก็ดูเหมือนจะไม่อยากรับ แต่ก็โชคดีที่ได้เรียนที่โรงเรียนนึงแถวบ้าน จำได้ว่าตอนที่ไปเหยียบครั้งแรก บอกแม่ว่า ที่นี่คือที่ๆหนูจะได้มาเรียน มันมีความรู้สึกอะไรบางอย่างทำให้รู้สึกว่า ที่นี่แหละที่ของฉัน พอหลังจากเข้ามาเรียนแล้ว 3เดือนแรก ปรับตัวยากมาก ทั้งสำเนียง Geordie และการพูดแบบแรพโย่วของเพื่อน ทำให้ฟังไม่ค่อยทัน แล้วเราเป็นคนที่ไม่ค่อยเปิดใจให้กับใครเนื่องจากปัญหาในอดีตมันฝังใจมากๆ เรียกได้ว่าใช้เวลาเกือบ3เดือนในการที่จะคุยกับเพื่อน และตอนแรกเพื่อนก็ยังไม่รู้ว่าเป็นLGBT ตัวซ้ำ ก็พูดคุย เล่น หยอกกับเราปกติ แล้วพอเราComing Out แล้ว ทุกคนก็ปฏิบัติกับเราปกติ ไม่ได้แบ่งแยกอะไร ไม่ได้เหยียดว่าเราเป็นคนเอเชีย ไม่ได้เหยียดที่เราเป็นตุ๊ด แต่เป็นเราเองมากกว่าที่กลัวไปหมด แถมด้วยความต่างของอายุ ถ้าตอนนั้น เราก็อายุ18 ส่วนคนอื่นในกลุ่มอายุ 16 ทำให้เราไม่สามารถเล่นถึงเนื้อถึงตัวได้มาก เพราะมันค่อนข้างที่จะผิดกฏหมาย แต่ก็มีแกล้งๆหยอดเพื่อนที่หล่อที่สุดในกลุ่มด้วยบางครั้ง 5555 เพื่อนก็ดีกับเรามากๆๆๆ เหมือนเคยมีครั้งนึงที่มีเด็กYear ล่างๆ มาถามเราอะไรสักอย่างนี่แหละที่มันออก Racist นิดๆ แต่เราก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะเราไม่ใช่คนที่เวิ่นเว้อ แถมคนถามเป็นเด็กด้วย เลยไมไ่ด้ใส่ใจ เพื่อนเราก็ออกตัวปกป้องเรา เพื่อนในที่นี้ก็คือเพื่อนผู้ชายแท้ๆนะ สังคมอังกฤษค่อนข้างเปิดกว้างเรื่องเพศนะ เขาไม่ได้กำหนดว่า ผู้ชายต้องเป็นเพื่อนกับผู้ชายเท่านั้น ผู้หญิงต้องเป็นเพื่อนกับผู้หญิง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกกลุ่มจะต้องคละชายหญิง บางกลุ่มก็หญิงล้วน บางกลุ่มก็ชายล้วน บางกลุ่มก็คละชายหญิง ส่วนLGBTQ+ไม่ได้จำเป็นจะต้องไปอยู่กลุ่มที่ตัวเองมีเพศสภาพและจิตใจเป็นเพศนั้นเสมอไป ซึ่งจุดนี้แตกต่างจากที่ไทยพอสมควร จากที่เราเจอมา คือ กะเทย ตุ๊ด ไม่สามารถเข้าไปอยู่กลุ่มเดียวกันกับผู้ชายได้ คุยเป็นเพื่อนได้ แต่ไม่สามารถอยู่ในกลุ่มได้ แต่พอเราย้ายมา เราก็มาอยู่กลุ่มที่คละชายหญิง แต่คละในที่นี้คือมีผู้หญิงอยู่1คน 5555 เราเคารพเราดีมาก เราเลยเคารพเพื่อนเรากลับ
พอเรียนจบจากที่นั่น ก็เริ่มมีเพื่อนที่เป็นคนไทย เพราะมาทำงานร้านอาหารไทย แต่เพื่อนที่อยู่กลุ่มเดียวกันเป็นคนไทยที่ส่วนใหญ่โตที่อังกฤษกันหมด ทำให้เขาก็ไม่ได้แบ่งแยกอะไรกับเรามากมาย และ ทุกคนก็น่ารัก เป็นพี่เป็นเพื่อนที่น่าเคารพมากในหลายๆเรื่อง ทำให้เราไม่เหงาเพราะพวกนางชวนแต่ออกไปดื่ม ออกไปผับ 5555 เรื่องสวัสดิการของที่นี่ LGBTQ+ ได้เหมือนกับชายแท้ หญิงแท้หมวดทุกอย่าง แม้แต่เรื่องการแต่งงาน พอมามหาลัยที่ต่างเมืองก็มีเพื่อนที่เป็นชายแท้หญิงแท้ ที่ยอมรับเราในแบบที่เราเป็น และพวกเขาค่อนข้างที่จะโตเป็นผู้ใหญ่กันหมดแล้ว 5555 จะใช้ชีวิตลำบากก็แค่ตรงที่บางครั้งไปเที่ยว Night Club ( Pub คือ ที่ๆขายแอลกอฮอล แต่เป็นแบบนั่งชิล มีอาหารขายนิดหน่อย มีทีวีให้ดูบอล มีโต๊ะพูลบลาๆ ส่วนNight Club จะเป็น แนวเต้นแดนซ์โยกๆดื่มเหล้า โยกๆ) แล้วส่วนใหญ่มีแค่ห้องน้ำชายหญิง วันไหนที่แต่งตัวแบบแมนๆไปก็ไม่เป้นไร แต่วันไหนแต่งแบบสาวๆไปก็คือ เลือกไม่ถูกเลยว่าจะเข้าห้องไหน
อยู่อังกฤษ เคยโดนเหยียดไหม?
เคยไปอ่านในเพจBBC Thai มาแล้วมีคนไปเม้นว่า อังกฤษตัวเหยียด แล้วก็มีอีกเม้นที่บอกว่าแม้แต่ LGBTQ+ อังกฤษก็เหยียด
ลี่ขอใช้พื้นที่ตรงนี้ ยืนยัน นั่งยัน นอนยัน ตีลังกายัน เลยว่า อังกฤษไม่มีการเหยียดผิว ศาสนา และเพศ หรือถ้ามี ก็คือมีน้อยมากๆๆๆๆๆๆ เพราะ4ปีที่อยู่มา ไม่เคยโดนเหยียดเลยแต่ครั้งเดียว อาจจะมีมองๆเราบ้าง เพราะบ้านเราอยู่ในแถบชนบท คนเอเชียค่อนข้างน้อย ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเด็กๆ เพราะเขาไม่เคยเห็นคนเอเชีย แต่ไม่เคยโดนเหยียดเลยแม้แต่ครั้งเดียว เคยมีแต่โดนกวนทรีน ตะโกนถามว่ามาจากไหน พอลี่บอกไปเขาก็บอกให้เรากลับไป ตอนโดนก็แบบมองบน แต่พอคิดไปคิดมาก นางคงเมาแม่กัญมาแน่ๆ เล่าให้เพื่อนฟังเพื่อนก็ขำ เราก็ไม่ได้คิดอะไรอยู่แล้ว เอามาเป็นเรื่องตลกๆ ขำๆ
มีแฟนไหม? มีใครเข้ามาจีบไหม? แล้วชอบผู้ชายแบบไหน?
ถ้าถามว่าพอ เปิดตัวแล้วมีแฟนไหม ตอบเลยว่าโสดสนิท แต่ก็มีคนเข้ามาคุยบ้าง มาคุยแบบแนวจริงจังอยากคบจะน้อย แต่ถ้าชวนไปมีเซ็ก อะจะเยอะมากกว่า เราไม่ได้มองว่ามันเป็นเรื่องทุเรศนะ เรามองว่าเซ็กเป็นเรื่องธรรมชาติ มากๆ แล้วถ้าถามว่าชอบผู้ชายแบบไหน เราชอบผู้ชายหล่อ 555 ใครบ้างไม่ชอบคนหล่อ แต่หล่อในที่นี้ หมายถึงคนที่ตรงสเป็คเรา คือสูงกว่าเราเยอะๆเลย ผิวขาว หรือ แทน และผู้ชายคนนั้นต้องออกแนวนักกีฬาพูดง่ายๆคือ ต้องหุ่นดี แต่ถามว่าเขาหล่อและหุ่นดีเขามาเอาคนแบบเราไหม? ตอบเลยว่าไม่ 5555
จบกันไปแล้ว ที่พิมพ์มาทั้งหมด เพียงแค่อยากจะบอกว่า ไม่ว่าเราจะเป็นเพศที่ 3 4 5 6 7 8 เราควรจะใช้ชีวิตเป็นตัวของตัวเอง ไม่โกหก และใช้ชีวิตไปในทางที่ดี ไม่ว่าเราจะไปอยู่ที่ไหน จะเป็นเพศอะไร แต่ถ้าเราเป็นคนที่ ทำตัวดี เราก็จะได้รับการยอมรับ และ การเคารพจากผู้อื่น และการเป็นเพศที่3 มันไม่ใช่ตัวประหลาด เพศที่3 ไม่ใช่ตัวตลก เพราะฉะนั้น เราอย่าให้ใครมาทำให้เรารู้สึกแย่เพียงแค่เราเป็นเพศที่3 เพราะคนเดียวที่ทำให้เรารู้สึกแย่ได้นั้นคือตัวเราเอง
ขอบคุณค่ะ
TigerLiLy/ลิลลี่/ลิลลวย
ปล. ที่ใช้นามแฝงว่าลิลลี่ เพราะแม่ชอบดอกลิลลี่
ฉัน กับการเป็น LGBTQ+ ในอังกฤษ
จัดให้ตัวเองอยู้ในเพศไหนในกลุ่ม LGBTQ+?
ลี่ขอบอกก่อนเลยว่า ลี่เป็นผู้ชาย ที่ไว้ผมยาว ที่ไทยน่าจะเรียกว่ากะเทยมั้ง ไม่รู้สิ เรารู้สึกว่าเราไม่ได้ดีพอที่จะจัดเข้าไปอยู่ในหมวด Transgender แต่ถ้าใครมาถามเรา เราก็จะตอบไปว่าเราเป็นยูนิคอร์น ก็น่าจะอยู่ในหมวก Self-Identity แหละมั้ง
ชอบผู้ชายหรือผู้หญิง?
ถ้าถามลี่ในสมัยก่อนตอนประมาณม.1-3 ก็จะตอบว่าได้ทั้งคู่ แต่เอนๆมาทางฝั่งผู้ชายมากกว่า เพราะเราก็ยังมองว่า ผู้ชายคนนี้หล่อตรงสเป็คมาก ผู้หญิงคนนี้สวย คนนี้น่ารัก แต่ ถ้าถามตอนนี้ คงตอบได้ว่าเราชอบผู้ชาย มองว่าผู้หญิงคนนั้นหน้าตาสวยบ้าง แต่ไม่บ่อย ส่วนใหญ่จะมองผู้ชายมากกว่า 555
ทำไมถึงรู้ตัวว่าตัวเองเป็น LGBTQ+
สำหรับลี่ เราว่าเราโชคดีอย่างนึงคือ เราไม่ได้เป็นมาตั้งแต่เกิดทำให้เรามีทั้งเพื่อนผู้ชาย และ เพื่อนผู้หญิง เริ่มรู้ตัวเองว่าไม่ได้ชอบแค่ผู้หญิงแล้วนะก็ตอนป.6 ตอนนั้นเลิกกับแฟนเก่าด้วย แล้วก็โดนเพื่อนปั่นว่าชอบเพื่อนผู้ชายในห้อง จริงๆต้องบอกก่อนว่าตอนเด็กๆลี่เป็นคนที่แหย่ง่าย แค่เพื่อนท่องตัวเลขภาษาเกาหลีง่ายๆเราก็ร้องไห้แล้ว 5555 ประกอบกับ ลุงที่บ้านชอบแซวว่าเราเป็นตุ๊ด เราเป็นกะเทย คงเพราะแบบนั้นมั้งเราเลย เริ่มรู้สึกว่า เราอาจจะไม่ได้ชอบผู้หญิงแล้วก็ได้ จนเข้าม.1 ก็สาวแตกมาก จริตคือ คุณแม่มาเอง5555 แต่ว่าที่บ้านยังไม่รู้เพราะเวลาอยู่บ้านเราอยู่แต่ในห้อง แล้วก็เป็นคนเงียบๆ ไม่ใครสุงสิงกับใคร จนบางครั้งก็นั่งคุยกับตัวเองว่า หรือเราจะไม่ได้เป็น จนมาม.4 ก็เริ่มนิ่งขึ้น เอาง่ายๆก็คือเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น จนย้ายมาอยู่อังกฤษตอนม.5 แล้วก็เริ่มใช้ชีวิตเป็น LGBTQ+
Coming Out ตอนไหน?
เด็กที่เป็นเพศที่3 ที่ไทยส่วนใหญ่พ่อ แม่ จะรู้อยู่แล้วว่าลูกตัวเองเป็นแต่แค่ไม่พูด และซัพพอร์ตลูกเต็มที่ แต่จะมีป้าข้างบ้านที่คอยสอดส่องและบอกพ่อกับแม่ว่าลูกเธอเป็นกะเทยนะ 555 แต่สำหรับลี่ อย่างที่บอกคือ ลี่ไม่ได้เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่แรก ที่บ้านก็เลยไม่รู้ เขามีเอะใจบ้าง ที่ตอนม.4 ชอบพาเพื่อนผู้ชายมาบ้าน แต่ก็ไม่มีอะไร แต่ก็ใช้ชีวิตแบบโลก2ใบมาโดนตลอด ถามว่าอึดอัดไหม ก็มีบ้างนิดหน่อยแต่เพราะเราเป็นคนนิ่งๆเป็นทุนเดิมอยู่แล้วเลยไม่อะไรมาก ตอนที่บอกกับที่บ้าน ว่าเป็นเกย์ คือตอนที่ย้ายมาอยู่อังกฤษแล้ว แต่การ Coming Out ของลี่มันไม่ได้เหมือนแบบในหนังเมกา หรือ สวยงามเหมือนคนอื่นเท่าไหร่ 555 คือ ครอบครัวของลี่มีแค่แม่ ซึ่งแม่แยกทางกับพ่อ ตอนเด็กๆเลยใช้ชีวิตอยู่กับป้า เพราะแม่มาทำงานที่อังกฤษ ซึ่งตอนนั้นจำได้ว่าย้ายมาแล้วอยากไว้ผมยาวมากๆๆๆๆๆๆ คืออยากสวยว่างั้นแหละ แต่แม่ไม่ยอม แม่อยากให้ตัดผม ก็เลยทะเลาะกัน สุดท้ายเราก็เลยต้องบอกไปว่าทำไมถึงไม่อยากตัดผม ตอนแรกก็เหมือนว่าแม่จะไม่ยอมรับนะ ที่เราเป็นแบบนี้ เรารู้สึกดาวน์มาก แย่มากเพราะเราไม่อยากทำให้ใครผิดหวัง แต่เราทำให้แม่รู้สึกผิดหวังช่วงแรกๆคือไม่คุยกับแม่เลย หรือบางครั้งก็คุยน้อยมาก การที่ลี่ออกมาเปิดตัวว่าเป็นเพศที่3 มันเหมือนกับการไปกระตุ้นชนวนที่ทำให้เกิดแผ่นดินไหว ทั้งที่บ้านป้า ทั้งพี่ชาย ทั้งเพื่อนแม่ ต่างเข้ามาถามเหตุการณ์ แต่สุดท้ายก็คงต้องขอบคุณแฟนแม่แล้วก็เพื่อนๆของเขาเนี่ยแหละ ที่ทำให้แม่เปิดใจกับเรา ในระหว่างที่พิมพ์แล้วนึกถึงเหตุการณ์วันนั้น คือน้ำตาไหลเลย ความรู้สึกในวันนั้นมันกลับมาเฉยเลย 555 ตอนนี้ก็ใช้ชีวิตปกติ แม่ก็เข้าใจเขาก็ไม่ได้ปิดกั้นเรา หรืออะไรเราแล้ว แต่บางครั้งก็ชอบไล่ให้ไปตัดผม แต่เราก็บอกไม่ตัดอยู่ดี 5555
การใช้ชีวิตในอังกฤษ กับการเป็น LGBTQ+
บอกเลยว่า สำหรับลี่มันไม่ได้ง่าย แต่มันไม่ได้ยาก ช่วงแรกๆที่ย้ายมาขอเรียกว่าเบื่อสุดๆ เพราะ 3เดือนที่ต้องอยู่บ้าน มีออกไปเรียนภาษาบ้างอาทิตย์ละวัน จนหาที่เรียนได้ ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะประเทศนี้ใช้อายุเป็นเกณฑ์ในการศึกษาเพราะเด็กทุกคนต้องได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่ง ฟรีจ้าาา ในโรงเรียนรัฐนะ ทำให้เราที่ย้ายมาตอนอายุ17 หาโรงเรียนยากมาก College ก็ดูเหมือนจะไม่อยากรับ แต่ก็โชคดีที่ได้เรียนที่โรงเรียนนึงแถวบ้าน จำได้ว่าตอนที่ไปเหยียบครั้งแรก บอกแม่ว่า ที่นี่คือที่ๆหนูจะได้มาเรียน มันมีความรู้สึกอะไรบางอย่างทำให้รู้สึกว่า ที่นี่แหละที่ของฉัน พอหลังจากเข้ามาเรียนแล้ว 3เดือนแรก ปรับตัวยากมาก ทั้งสำเนียง Geordie และการพูดแบบแรพโย่วของเพื่อน ทำให้ฟังไม่ค่อยทัน แล้วเราเป็นคนที่ไม่ค่อยเปิดใจให้กับใครเนื่องจากปัญหาในอดีตมันฝังใจมากๆ เรียกได้ว่าใช้เวลาเกือบ3เดือนในการที่จะคุยกับเพื่อน และตอนแรกเพื่อนก็ยังไม่รู้ว่าเป็นLGBT ตัวซ้ำ ก็พูดคุย เล่น หยอกกับเราปกติ แล้วพอเราComing Out แล้ว ทุกคนก็ปฏิบัติกับเราปกติ ไม่ได้แบ่งแยกอะไร ไม่ได้เหยียดว่าเราเป็นคนเอเชีย ไม่ได้เหยียดที่เราเป็นตุ๊ด แต่เป็นเราเองมากกว่าที่กลัวไปหมด แถมด้วยความต่างของอายุ ถ้าตอนนั้น เราก็อายุ18 ส่วนคนอื่นในกลุ่มอายุ 16 ทำให้เราไม่สามารถเล่นถึงเนื้อถึงตัวได้มาก เพราะมันค่อนข้างที่จะผิดกฏหมาย แต่ก็มีแกล้งๆหยอดเพื่อนที่หล่อที่สุดในกลุ่มด้วยบางครั้ง 5555 เพื่อนก็ดีกับเรามากๆๆๆ เหมือนเคยมีครั้งนึงที่มีเด็กYear ล่างๆ มาถามเราอะไรสักอย่างนี่แหละที่มันออก Racist นิดๆ แต่เราก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะเราไม่ใช่คนที่เวิ่นเว้อ แถมคนถามเป็นเด็กด้วย เลยไมไ่ด้ใส่ใจ เพื่อนเราก็ออกตัวปกป้องเรา เพื่อนในที่นี้ก็คือเพื่อนผู้ชายแท้ๆนะ สังคมอังกฤษค่อนข้างเปิดกว้างเรื่องเพศนะ เขาไม่ได้กำหนดว่า ผู้ชายต้องเป็นเพื่อนกับผู้ชายเท่านั้น ผู้หญิงต้องเป็นเพื่อนกับผู้หญิง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกกลุ่มจะต้องคละชายหญิง บางกลุ่มก็หญิงล้วน บางกลุ่มก็ชายล้วน บางกลุ่มก็คละชายหญิง ส่วนLGBTQ+ไม่ได้จำเป็นจะต้องไปอยู่กลุ่มที่ตัวเองมีเพศสภาพและจิตใจเป็นเพศนั้นเสมอไป ซึ่งจุดนี้แตกต่างจากที่ไทยพอสมควร จากที่เราเจอมา คือ กะเทย ตุ๊ด ไม่สามารถเข้าไปอยู่กลุ่มเดียวกันกับผู้ชายได้ คุยเป็นเพื่อนได้ แต่ไม่สามารถอยู่ในกลุ่มได้ แต่พอเราย้ายมา เราก็มาอยู่กลุ่มที่คละชายหญิง แต่คละในที่นี้คือมีผู้หญิงอยู่1คน 5555 เราเคารพเราดีมาก เราเลยเคารพเพื่อนเรากลับ
พอเรียนจบจากที่นั่น ก็เริ่มมีเพื่อนที่เป็นคนไทย เพราะมาทำงานร้านอาหารไทย แต่เพื่อนที่อยู่กลุ่มเดียวกันเป็นคนไทยที่ส่วนใหญ่โตที่อังกฤษกันหมด ทำให้เขาก็ไม่ได้แบ่งแยกอะไรกับเรามากมาย และ ทุกคนก็น่ารัก เป็นพี่เป็นเพื่อนที่น่าเคารพมากในหลายๆเรื่อง ทำให้เราไม่เหงาเพราะพวกนางชวนแต่ออกไปดื่ม ออกไปผับ 5555 เรื่องสวัสดิการของที่นี่ LGBTQ+ ได้เหมือนกับชายแท้ หญิงแท้หมวดทุกอย่าง แม้แต่เรื่องการแต่งงาน พอมามหาลัยที่ต่างเมืองก็มีเพื่อนที่เป็นชายแท้หญิงแท้ ที่ยอมรับเราในแบบที่เราเป็น และพวกเขาค่อนข้างที่จะโตเป็นผู้ใหญ่กันหมดแล้ว 5555 จะใช้ชีวิตลำบากก็แค่ตรงที่บางครั้งไปเที่ยว Night Club ( Pub คือ ที่ๆขายแอลกอฮอล แต่เป็นแบบนั่งชิล มีอาหารขายนิดหน่อย มีทีวีให้ดูบอล มีโต๊ะพูลบลาๆ ส่วนNight Club จะเป็น แนวเต้นแดนซ์โยกๆดื่มเหล้า โยกๆ) แล้วส่วนใหญ่มีแค่ห้องน้ำชายหญิง วันไหนที่แต่งตัวแบบแมนๆไปก็ไม่เป้นไร แต่วันไหนแต่งแบบสาวๆไปก็คือ เลือกไม่ถูกเลยว่าจะเข้าห้องไหน
อยู่อังกฤษ เคยโดนเหยียดไหม?
เคยไปอ่านในเพจBBC Thai มาแล้วมีคนไปเม้นว่า อังกฤษตัวเหยียด แล้วก็มีอีกเม้นที่บอกว่าแม้แต่ LGBTQ+ อังกฤษก็เหยียด
ลี่ขอใช้พื้นที่ตรงนี้ ยืนยัน นั่งยัน นอนยัน ตีลังกายัน เลยว่า อังกฤษไม่มีการเหยียดผิว ศาสนา และเพศ หรือถ้ามี ก็คือมีน้อยมากๆๆๆๆๆๆ เพราะ4ปีที่อยู่มา ไม่เคยโดนเหยียดเลยแต่ครั้งเดียว อาจจะมีมองๆเราบ้าง เพราะบ้านเราอยู่ในแถบชนบท คนเอเชียค่อนข้างน้อย ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเด็กๆ เพราะเขาไม่เคยเห็นคนเอเชีย แต่ไม่เคยโดนเหยียดเลยแม้แต่ครั้งเดียว เคยมีแต่โดนกวนทรีน ตะโกนถามว่ามาจากไหน พอลี่บอกไปเขาก็บอกให้เรากลับไป ตอนโดนก็แบบมองบน แต่พอคิดไปคิดมาก นางคงเมาแม่กัญมาแน่ๆ เล่าให้เพื่อนฟังเพื่อนก็ขำ เราก็ไม่ได้คิดอะไรอยู่แล้ว เอามาเป็นเรื่องตลกๆ ขำๆ
มีแฟนไหม? มีใครเข้ามาจีบไหม? แล้วชอบผู้ชายแบบไหน?
ถ้าถามว่าพอ เปิดตัวแล้วมีแฟนไหม ตอบเลยว่าโสดสนิท แต่ก็มีคนเข้ามาคุยบ้าง มาคุยแบบแนวจริงจังอยากคบจะน้อย แต่ถ้าชวนไปมีเซ็ก อะจะเยอะมากกว่า เราไม่ได้มองว่ามันเป็นเรื่องทุเรศนะ เรามองว่าเซ็กเป็นเรื่องธรรมชาติ มากๆ แล้วถ้าถามว่าชอบผู้ชายแบบไหน เราชอบผู้ชายหล่อ 555 ใครบ้างไม่ชอบคนหล่อ แต่หล่อในที่นี้ หมายถึงคนที่ตรงสเป็คเรา คือสูงกว่าเราเยอะๆเลย ผิวขาว หรือ แทน และผู้ชายคนนั้นต้องออกแนวนักกีฬาพูดง่ายๆคือ ต้องหุ่นดี แต่ถามว่าเขาหล่อและหุ่นดีเขามาเอาคนแบบเราไหม? ตอบเลยว่าไม่ 5555
จบกันไปแล้ว ที่พิมพ์มาทั้งหมด เพียงแค่อยากจะบอกว่า ไม่ว่าเราจะเป็นเพศที่ 3 4 5 6 7 8 เราควรจะใช้ชีวิตเป็นตัวของตัวเอง ไม่โกหก และใช้ชีวิตไปในทางที่ดี ไม่ว่าเราจะไปอยู่ที่ไหน จะเป็นเพศอะไร แต่ถ้าเราเป็นคนที่ ทำตัวดี เราก็จะได้รับการยอมรับ และ การเคารพจากผู้อื่น และการเป็นเพศที่3 มันไม่ใช่ตัวประหลาด เพศที่3 ไม่ใช่ตัวตลก เพราะฉะนั้น เราอย่าให้ใครมาทำให้เรารู้สึกแย่เพียงแค่เราเป็นเพศที่3 เพราะคนเดียวที่ทำให้เรารู้สึกแย่ได้นั้นคือตัวเราเอง
ขอบคุณค่ะ
TigerLiLy/ลิลลี่/ลิลลวย
ปล. ที่ใช้นามแฝงว่าลิลลี่ เพราะแม่ชอบดอกลิลลี่