JJNY : งง!ข้าว700กระสอบของใคร ด่านปิดมาเป็นปี│โรงงานร้องจ๊าก ค่านํ้าอ่วม│กรรมการสิทธิฯตื่น!│ไหนว่าไม่ต้องคืน? ยายถูกฟ้อง

งง! ข้าว 700 กระสอบ ที่แม่ฮ่องสอน เป็นของใคร ชาวบ้านยันด่านปิดมาเป็นปี สวนทาง 'บิ๊กตู่' พูด
https://www.khaosod.co.th/special-stories/news_6185789
 
 
งง! กองข้าวปริศนา 700 กระสอบที่แม่ฮ่องสอน เป็นของใคร ชาวบ้านยันด่านปิดมาเป็นปี สวนทางคำสัมภาษณ์ ‘บิ๊กตู่’ จี้ตรวจสอบด่วน หวั่นไม่ปลอดภัย
 
กลายเป็นประเด็นที่กำลังมีการวิพากษ์วิจารณ์และตั้งข้อสงสัยกันอยู่ว่า ข้าวสารหลายร้อยกระสอบที่ตั้งอยู่ บริเวณ บ้านแม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน นั้นเป็นของใคร
 
โดย น.ส.ชนเขตต์ บุญญขันธ์ ประธานหอการค้า จ.แม่ฮ่องสอน โพสต์ตั้งคำถามถึงกองข้าวดังกล่าวว่า เป็นของใครกันแน่ ความว่า 
 
ข้อมูลล่าสุด 22 มีนาคม 64 เวลา 07.20 น.ข้าวสารและเสบียงตามภาพยังกองอยู่ที่เดิม หลังจากมีข่าวออกไปยังไม่มีใครแตะ KNU กั้นทางน้ำไม่ให้ผ่านเข้าพม่า ของยังไม่มีการเคลื่อนย้าย
 
จากข่าวเรื่องข้าวสาร 700 กระสอบริมฝั่งสาละวินที่บ้านแม่สามแลบ ในฐานะคนแม่ฮ่องสอน​ ขอสรุปข้อมูลเรื่องด่านรอบๆ บ้านเราให้ทราบดังนี้ก่อน
 
1. แม่ฮ่องสอนมีด่านชายแดนทั้งหมด 5 แห่ง (ห้วยผึ้ง น้ำเพียงดิน ห้วยต้นนุ่น เสาหิน แม่สามแลบ)​ ทุกแห่งเป็น “จุดผ่อนปรนทางการค้า” แม่ฮ่องสอนไม่มีด่านถาวร
 
2. วันที่ 20 มีนาคม 63 มีคำสั่งจังหวัดให้ปิดทั้ง 5 จุดผ่อนปรนการค้าของแม่ฮ่องสอน​ จากสถานการณ์​Covid-19
 
3. วันที่ 1 กรกฎาคม​ 63 มีคำสั่งให้ “เปิด” จุดผ่อนปรน​ทางการค้า 3 แห่งคือ ห้วยผึ้ง ห้วยต้นนุ่น แม่สามแลบ เพื่อการขนส่งสินค้าเท่านั้น (ขนถ่ายของแบบท้ายชนท้าย)​ ห้ามมีการเข้าออกของคนหรือยานพาหนะ และเปิดเฉพาะวันจันทร์ อังคาร พุธ
 
4. วันที่ 1 กันยายน 63 มีคำสั่งปิดจุดผ่อนปรนในข้อ 3 ทั้งหมด เพราะเกิดการระบาดระลอก 2 ในพม่า (คำสั่งนี้ให้ปิดช่วง 3-17 กันยายน 63)
 
5. สถานการณ์​ในพม่ายังไม่ดีขึ้น จึงมีคำสั่งให้ขยายการปิดทุกด่านถึง 30 กันยายน 63
 
6. การระบาดในพม่ายังน่ากลัว มีคำสั่งขยายการปิดด่านออกไปอีก จนถึง 31 ตุลาคม 63
 
7. จังหวัดมีคำสั่งขยายเวลาปิดด่านตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 63 ไปจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง อันนี้คือคำสั่งฉบับสุดท้ายที่ออกมา เรื่องการปิดด่านในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน​
 
สรุปได้ว่า จนถึงปัจจุบัน (วันนี้ 21 มีนาคม 64) ทุกช่องทางค้าชายแดนของจังหวัดแม่ฮ่องสอน​ยังปิดสนิท ไม่มีการเข้าออกของคน-สัตว์-สินค้า-พาหนะ หรือใดๆทั้งสิ้น! แม่ฮ่องสอน​ seal ตะเข็บชายแดนไว้แน่นหนามาก (เราถึงเป็นพื้นที่สีขาวปลอดภัยจากโควิดด้วย)​
 
แต่ในช่วงบ่ายวันที่ 20 มีนาคม 2564 ก็มีข่าว-มีภาพ-มีคลิป-มีข้อมูล​ว่ามีข้าวสารจำนวน 700 กระสอบวางกองอยู่บนฝั่งสาละวินตรงจุดผ่อนปรนบ้านแม่สามแลบ เหมือนจะเตรียมส่งข้ามไปพม่า และในวันที่ 21 มีนาคม 2564 ข้าวสารทั้งหมดก็ถูกส่งข้ามไปพม่า (ไปทางเรือ)
 
ข้องใจข้าวมาจากไหน เป็นของใครกัน
 
ประธานหอการค้า จ.แม่ฮ่องสอน โพสต์ระบุต่อว่า คำถามที่เกิดขึ้นคือ ข้าวมาจากไหน
 
1. ข้าวสารมาจากไหน? 700 กระสอบนี่จำนวนไม่น้อย เป็นของจากฝั่งไทย หรือต้นทางมาจากแม่สอดอย่างที่บางสายข่าวแจ้งมา (ว่าเป็นข้าวพม่า แต่ไปทางแม่สอดไม่ได้เพราะ KNU ไม่ให้ผ่าน เลยจำเป็นต้องส่งจากเมียวดีมาแม่สอดมาแม่ฮ่องสอน​ที่บ้านแม่สามแลบ เพื่อส่งกลับเข้าไปในพม่าอีกครั้ง)
 
2. ดำเนินการขนถ่ายข้ามแดนไปอย่างไร ในเมื่อทุกวันนี้ทุกจุดผ่อนปรนการค้าของแม่ฮ่องสอน​ยังปิดสนิท ยังไม่มีคำสั่งเปิด พ่อค้าแม่ค้าชายแดนจะขายของไปพม่าก็ยังขายไม่ได้
 
3. ปลายทางเอาไปไหน ในใบขนถ่ายสินค้าแจ้งว่า ส่งจากใครไปให้ใคร?
 
เอา 3 คำถามนี้ก่อน วันนี้ทั้งวันไล่หาคำตอบจากทุกที่ละหาไม่ได้ เลยขอมาเขียนไว้เผื่อใครมีคำตอบ หรือเผื่อใครจะช่วยกันระดมความคิดว่ามันน่ามีที่มาที่ไปอย่างไรหนอ เพราะสุดท้ายแล้วเราต้องช่วยกันปกป้องบ้านเรา ไม่ใช่นึกจะเอาของมากองก็เอามา นึกจะหายก็หายวับ คนพื้นที่ได้แต่ดูกันอย่างงงๆ
 
นี่ยังไม่ต้องไปถึงเรื่องการเตรียมพื้นที่ในจังหวัดเพื่อตั้งรับผู้ลี้ภัยจากความรุนแรงและการประหัตประหารในพม่า ยังไม่ต้องไปถึงเรื่องที่ว่า KNU ออกมาประกาศจะไม่รับผิดชอบหากเกิดเหตุรุนแรงใดๆระหว่างการขนส่งเสบียงสนับสนุนทหารพม่า ยังไม่ต้องไปถึงเรื่องที่ว่าข้าวสารนี้ไทยส่งไปช่วยกองกำลังทหารพม่าอย่างที่เขาว่ากันหรือไม่ และถ้าใช่เราไปช่วยเขาทำไมในขณะที่ทั่วโลกกำลังประนามเหตุรุนแรงจากฝีมือของทหารพม่าที่ทำให้มีประชาชนผู้บริสุทธิ์​เสียชีวิตไปแล้วกว่า 200 คน (หรือจริงๆคือเราจะส่งไปช่วยประชาชนผู้ยากลำบาก ถ้าเป็นแบบนี้ก็จะได้ช่วยกันแก้ข่าว)​
 
ชาวบ้านยัน ขนส่งสินค้าไม่ได้มา 1 ปีแล้ว
 
ขณะที่สำนักข่าว The Reporters สัมภาษณ์ชาวบ้านในพื้นที่ ระบุว่า ชาวบ้านยืนยันว่า ไม่สามารถขนส่งสินค้ามา 1 ปีแล้ว จากปกติ สามารถใช้เรือขนส่งสินค้าไปยังหมู่บ้านริมแม่น้ำสาละวิน ทั้งหมู่บ้านของไทย และในรัฐกะเหรี่ยง ซึ่งตรงข้ามบ้านแม่สามแลบ ไม่มีหมู่บ้านชาวเมียนมา อย่างที่นายกรัฐมนตรี กล่าว มีเพียงฐานทหารพม่า และฐานทหาร กองพลที่ 5 สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง หรือ KNU และมีศูนย์อพยพอีตูท่า ที่มีผู้ลี้ภัยชาวกะเหรี่ยง อยู่ในรัฐกะเหรี่ยง ห่างจากแม่สามแลบขึ้นไปประมาณ 40 กม. จึงอยากให้นายกรัฐมนตรี ตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ชัด
 
ที่สำคัญ ข้อกังวลมากที่สุดของชาวบ้าน คือความปลอดภัย ที่อยากให้รัฐบาล นำกองข้าวปริศนา ออกจากพื้นที่โดยด่วน จากสถานการณ์ตึงเครียด ที่กองทัพกะเหรี่ยง ประกาศคัดค้านการขนส่งเสบียงให้ทางทหารพม่า หากเกิดการปะทะกันจะส่งผลต่อความปลอดภัยของชาวบ้านโดยตรง
 
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 22 มี.ค.ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ ระบุว่า ส่วนใหญ่เขาจะข้ามมาซื้อของฝั่งไทย ก็ตกลงว่าให้ลงมากันทั้งหมด และเมื่อเขายืนยัน เราก็ให้ทหารเข้าให้ไปช่วยตามหลักมนุษยธรรม และเป็นเรื่องความมั่นคงด้วย
 
พื้นที่มันไม่ชัดเจน เราก็ไม่อยากให้เขาขึ้นที่สูง และอยากให้เขาเข้ามาซื้อของฝั่งบ้านเรา และเป็นการสั่งซื้อโดยตรงจากพ่อค้า อย่าให้เป็นเรื่องราวกันต่อไป มันคนละกรณีกันอย่าเอามาเกี่ยวข้อง อย่าว่าเราสนับสนุนอะไร มันคนละเรื่องกัน”นายกฯกล่าว
 
https://www.facebook.com/poy.chanakate/posts/10225209473205179
https://www.facebook.com/TheReportersTH/posts/2941443482772699
 

 
โรงงานร้องจ๊าก ถูกชาร์จค่านํ้าอ่วม
https://www.thansettakij.com/content/business/472697
 
ผ่าโมเดลเก็บค่าน้ำสาธารณะ 22 ลุ่มนํ้า ภาคอุตฯอ่วม จ่อถูกเก็บแบบขั้นบันได บิ๊กสภาอุตฯ-สภาหอฯ ประสานเสียงค้าน ชี้เก็บโหด ทำต้นทุนพุ่ง ธุรกิจเสี่ยงเจ๊งซ้ำพิษโควิด จี้ทบทวน
 
พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ประกอบด้วย 9 หมวด และบทเฉพาะกาล 106 มาตรา เป็นกฎหมายว่าด้วยการทรัพยากรน้ำฉบับแรกของประเทศไทย มีความสำคัญต่อการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบบูรณาการ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม 2562 เว้นแต่บทบัญญัติในหมวด 4 เรื่องการจัดสรรน้ำ และการใช้น้ำ และบทเฉพาะกาลมาตรา 104 ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 2 ปี ล่าสุดครบกำหนดเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2564 ที่ผ่านมา
 
อัพเดทใช้น้ำ 3 ประเภท
 
ทั้งนี้ในหมวด 4 มาตรา 41 การใช้น้ำทรัพยากรน้ำสาธารณะ แบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ การใช้น้ำประเภทที่หนึ่ง ได้แก่การใช้น้ำสาธารณะเพื่อการดำรงชีพการอุปโภคบริโภคในครัวเรือน การเกษตรหรือการเลี้ยงสัตว์เพื่อยังชีพ การอุตสาหกรรมในครัวเรือน การรักษาระบบนิเวศ จารีตประเพณี การบรรเทาสาธารณภัย การคมนาคม และการใช้น้ำปริมาณเล็กน้อย บทสรุปคือได้ใช้น้ำฟรีไม่ต้องขอรับใบอนุญาตการใช้น้ำ และไม่ต้องชำระค่าใช้น้ำ
 
ส่วนน้ำประเภทที่สอง ได้แก่การใช้ทรัพยากรน้ำสาธารณะเพื่อการอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมท่องเที่ยว การผลิตพลังงานไฟฟ้า การประปาและกิจการอื่นๆ และ น้ำประเภทที่ 3 ได้แก่ การใช้ทรัพยากรน้ำสาธารณะเพื่อกิจการขนาดใหญ่ที่ใช้น้ำปริมาณมาก หรืออาจก่อให้เกิดผลกระทบข้ามลุ่มน้ำ หรือครอบคลุมพื้นที่อย่างกว้างขวาง สถานะล่าสุดกฎกระทรวงต่างๆ ที่กำกับโดย 3 หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำ ประกอบด้วย กรมทรัพยากรน้ำ, กรมชลประทาน และกรมทรัพยากรน้ำบาดาล จำเป็นที่จะต้องออกอนุบัญญัติให้สอดคล้องตาม พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 มีความคืบหน้าตามลำดับ
 
เรียกเก็บแบบขั้นบันได
 
นายอธิวัฒน์ สุคนธประดิษฐ รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ภารกิจของกรมทรัพยากรน้ำ ภายใต้หมวด 4 (การจัดสรรน้ำและการใช้น้ำ) ของพ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ ได้ว่าจ้าง สำนักศูนย์วิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินการจะแล้วเสร็จสิ้นเดือนเมษายนนี้ เบื้องต้นการกำหนดอัตราค่าใช้น้ำสาธารณะ 3 ประเภท ในส่วนของภาคเกษตรที่เข้าข่ายเกษตรพาณิชย์-อุตสาหกรรม จะเก็บค่าน้ำจากเกษตรกรที่ถือครองที่ดินตั้งแต่ 66 ไร่ขึ้นไป
 
ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรม โรงแรม ท่องเที่ยว และรีสอร์ท (ผู้ที่ได้รับใบอนุญาตใช้น้ำประเภทที่สอง) จะมีการกำหนดการจัดเก็บในอัตราต่างกัน ตัวอย่าง กรณีที่มีปริมาณการใช้น้ำไม่เกิน 45,000 ลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.)ต่อเดือน ให้ชำระตามอัตราค่าใช้น้ำพื้นฐาน แต่หากมีปริมาณการใช้น้ำตั้งแต่ 45,001 แต่ไม่เกิน 90,000 ลบ.ม.ต่อเดือน ให้ชำระเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ10 ของอัตราค่าใช้น้ำพื้นฐาน และกรณีที่มีปริมาณการใช้น้ำเกินกว่า 90,000 ลบ.ม.ต่อเดือน ให้ชำระเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 20 ของของอัตราค่าใช้น้ำพื้นฐาน
 
ส่วนผู้ได้รับใบอนุญาตใช้น้ำประเภทที่สาม ตัวอย่างกรณี,ใช้น้ำตั้งแต่ 90,000 แต่ไม่เกิน 135,000 ลบ.ม.ต่อเดือน ให้ชำระเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ40 ของอัตราค่าใช้น้ำพื้นฐาน และกรณีที่มีปริมาณการใช้น้ำเกินกว่า 135,001 ลบ.ม.ต่อเดือนขึ้นไป ให้ชำระเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 50 ของอัตราค่าใช้น้ำพื้นฐาน (กราฟิกประกอบ)
 
การใช้น้ำทั้ง 3 ประเภท กำลังจัดรับฟังความคิดเห็นในภูมิภาคต่างๆ ยังไม่ได้ข้อสรุป ต้องกลับมาประชุม กับ สทนช.และ อีก 2 หน่วยงาน ได้แก่ กรมชลประทาน และกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ว่าในแต่ละลุ่มน้ำจะใช้อัตราเดียวกัน หรือราคาแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝนในแต่ละปี
 
บิ๊กเอกชนรุมค้าน
 
นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย  (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ทาง ส.อ.ท. ไม่เห็นด้วยกับอัตราค่าใช้น้ำข้างต้น เสนอให้มีการทบทวนตัวเลขต่าง ๆ จากจะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่การผลิต ของภาคอุตสาหกรรมที่จะมีต้นทุนเพิ่มสูงขึ้นมากเช่น โรงจัดหาหรือจำหน่ายน้ำ เยื่อและกระดาษ ผลิตไฟฟ้า เคมีและปิโตรเคมี โรงกลั่น น้ำมัน ยาง ปูนซีเมนต์ อาหารและเครื่องดื่ม ที่มีการใช้น้ำในปริมาณสูงมากกว่า 45,000 ลบ.ม.ต่อวัน ไม่ใช่ 45,000 ลบ.ม.ต่อเดือน
 
การกำหนดอัตราค่าใช้น้ำประเภท 2 และ 3 ควรกำหนดเป็นค่าเดียว (ไม่ใช่แบบขั้นบันได) และอัตราค่าใช้น้ำประเภท 2 และ 3 ควรมีราคาที่เท่ากัน ปัจจุบันค่าใช้น้ำ ที่กลุ่มอุตสาหกรรมจ่าย อาทิ กรมชลประทาน ค่าน้ำ 50 สตางค์ ต่อลูกบาศ์ก์เมตร,อีสต์วอร์เตอร์ 11.50-12.50 บาทต่อลูกบาศก์เมตร และนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด หากเป็นน้ำดิบ ราคา 14-16 บาทต่อลูกบาศก์เมตร ถ้าเป็นน้ำประปา จะอยู่ที่ 23-24 บาทต่อลูกบาศก์เมตร
 
ทั้งนี้การกำหนดค่าใช้น้ำในกฎหมายใหม่ การแข่งขันจะสู้เพื่อนบ้านไม่ได้ เช่น “เวียดนาม” มีค่าใช้น้ำประปาสำหรับภาคอุตสาหกรรมเพียง 15-20 บาทต่อ ลบ.ม. "เมียนมา" 24 บาทต่อ ลบ.ม. และ "ลาว" ประมาณ 15 บาทต่อลบ.ม. หากมีต้นทุนเพิ่มจากใช้น้ำแหล่งน้ำสาธารณะ จะกระทบต่อผู้บริโภคสินค้าต่อไป
 
เช่นเดียวกับนายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย  กล่าวว่า ไม่เห็นด้วย การจัดเก็บอัตราค่าน้ำโหดมาก เป็นการเพิ่มภาระต้นทุนโดยเฉพาะโรงแรมที่เวลานี้ สถานะย่ำแย่มาจากผลกระทบโควิด หากมีต้นทุนเพิ่มอีกเจ๊งแน่นอน
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่