เรื่องที่จะเล่าอาจยาวเเละอาจทำให้คนที่อ่านมึนงงได้ เพราะตอนที่จขท.พิมคือมีอารมณ์รวมด้วยทุกตัวอักษรไม่อาจมีเหตุผลที่โตพอ เเละเป็นความเห็นข้างเดียวที่ต้องการจะระบายของจขท.ออกมา
จขท.ยอมรับว่าตัวเองเป็นคนพูดไม่เก่ง ตอนมัธยมเพื่อนเลยมีไม่ค่อยเยอะเกือบจะกลายเป็นธาตุอากาศของห้องด้วยซ้ำ ทำให้ไม่ค่อยมีสิทธิมีเสียงกับเพื่อนในห้องเท่าไร เเล้วเป็นคนมีอะไรจะชอบเก็บเอาไว้ไม่พูดออกมา เเต่ไม่ใช่ไม่มีเพื่อนสนิทหรือกลุ่มนะก็ยังมีอยู่
พอขึ้นปี1ด้วยความที่เราอยากเปลี่ยนแปลงตัวเองจึงพยายามที่จะครบเพื่อนกลุ่มหนึ่งซึ่งมีอยู่3-4คน และมีคนหนึ่งที่เราสนิทกว่าคนอื่นตอนนั้นขอเเทนว่าA เเต่พอสักเดือน2เดือนกลุ่มของเราก็ขยายจนมีเพื่อนกว่า10คนแบบงงๆ ตอนนั้นรู้สึกว่าตัวเองได้เข้มเเข็งขึ้นมาเเล้วนิดนึง เเต่พอนานๆAเราสนิทก็เริ่มไปสนิทกับเพื่อนที่เข้ามาใหม่ เราจึงเริ่มไปสนิทกับเพื่อนอีกคนก็ได้ขอเเทนว่าB ด้วยความที่กลุ่มมันใหญ่เวลาไปไหนมาไหนเพื่อนก็จะไม่ค่อยบอกกัน ช่วงนั้นก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เเต่ช่วงนั้นจะเเอบๆน้อยใจAนิดหน่อย เเต่ราก็ไม่ได้พูดอะไรเพราะเราไม่อยากให้Aมองว่าเราเป็นพวกน่ารำคาญ ห่วงเพื่อน
จนกระทั่งวันหนึ่งที่มีงานของมหาลัยที่ต้องทำให้รุ่นพี่ที่จะจบ เราก็ไปช่วยงานเพราะเพื่อนกลุ่มเราทุกคนคือเป็นสายกิจกรรมกัน เพื่อนในกลุ่มก็ให้เราออกแบบงาน เราก็ทำเเต่มันดันไม่ถูกใจรุ่นพี่ปี2-3 เขาให้เราออกแบบใหม่ เราก็เริ่มโมโหขึ้นมาเเหละเพราะรุ่นพี่ให้เเก้งานตอนสายๆตอนบ่ายต้องได้ เพื่อนในกลุ่มก็ดันเห็นดีเห็นงาม เราก็เลยเอาว่ะเเก้ให้ก็ได้ พอเสร็จเอามาให้ดูรุ่นพี่ก็บอกว่าได้ เเต่พอเย็น เราเห็นเพื่อนในกลุ่มขอเเทนCเอาที่เราออกแบบไปแก้ โดยที่ไม่บอกเราสักคำ เเต่เราดันเดินไปเห็นว่าCเอาไปแก้ ด้วยความคิดน้อย งอนเดินไปซื้อของกินประชดเลยกับB ยังไม่กลับมาช่วยงาน เเต่ไม่ได้บอกเพื่อนคนอื่นว่าเราเห็นนะว่าCเอาไปงานแก้ พอกลับมาก็รอว่าCจะบอกว่าแก้งานเราไปนะ เเต่จนค่ำก็ไม่มาพูด แล้วช่วงเวลานันห็ไม่มีใครพูดกับเราเลยสักคน ไม่มีเลยสักคนจริงๆ จนเราต้องถามเพื่อนว่าได้เเก้แบบไหมเพราะมันไม่เหมือนเดิม เพื่อนก็เลยเอาแบบให้ดูกลายเป็นว่าCส่งรูปที่แก้ให้เพื่อนคนอื่นหมดเเต่ไม่บอกเรา(Bรู้ว่าเปลี่ยนเเบบเเต่ไม่ได้เห็นแบบใหม่เหมือนเรา) ที่มันงงก็คือในเมื่อเพื่อนในกลุ่มมีเเบบที่เปลี่ยนใหม่หมดทำไมไม่มีใครบอกเราเลยสักคำ ไม่ต้องเป็นCก็ได้ ขนาดAยังไม่บอกเราเลย เเหละพอมันรู้สึกเสียความรู้สึกมากๆ เราเลยไม่ทำงานเเหละ แล้วก็ได้ไปนั่งร้องไห้กับB จนทุกคนเริ่มกลับกันหมด
เเละพอเช้าวันต่อมาไม่มีใครทักมาหาเราสักคนเลยเรื่องของเมื่อวาน และมันเป็นช่วงปิดภาคเรียน เราเลยไลน์ไปบอกเพื่อนว่ากลับบ้านเเล้วนะ ย้อนกลับไปตอนนั้นรู้สึกว่าตัวเองกำลังนี้ปัญหามากๆ เเต่มันก็เเก้อะไรไม่ทันเเล้ว
ช่วงเวลาที่ปิดเราก็ทักไปหาA(จริงๆเราเเคร์Aมากๆนะเพราะนี้เป็นเพื่อนที่เราไม่อยากเสียไป เราเลยพยายามไม่เซ้าซี้Aมาก เรื่องที่Aไปสนิทกับเพื่อนใหม่เราก็ไม่ได้ว่าอะไรเเต่ก็มีแอบงอนๆอยู่บ้าง)เเละเล่าาเรื่องราวที่เกิดขึ้นเเละความรู้สึกของเราตอนนั้น เเต่Aกลับบอกว่าชินเเล้วกับนิสัยเรา และมันเป็นสันดานของเรา คือยอมรับว่านิสัยขี้น้อยใจเนี่ยเป็นบ่อยเเต่เราก็พยายามเเก้ไข เเต่เรื่องครั้งนี้มันหนักมากสำหรับเรา กลายเป็นว่าเเทนที่Aเข้าใจเราขึ้นกลับกลายเป็นว่าAบอกให้เราไปเเคร์Bแทน ไม่อยากเป็นเพื่อนเลวๆของเรา เสียใจมากตอนนั้นเหมือนAไม่ได้เเคร์ความรู้สึกเราเลย
จนเปิดภาคเรียน2เราก็ไปรอกลุ่มเพื่อนๆที่ห้องเรียน เพราะไม่มีใครบอกว่าให้ไปรอกันที่ไหน (ปกติกลุ่มเราจะไม่ค่อยตอบไลน์กลุ่มกันจะทักคุยเป็นคนๆไป)เราก็รอจนเพื่อนมา เเต่ไม่มีใครมองหรือทักเราเลยสักคน กลายเป็นว่าทั้งวันเหมือนเพื่อนทำเป็นมองไม่เห็นเรา โดยเฉพาะAที่เดินผ่านเราก็รีบเดินแล้วจับมือเพื่อนในกลุ่มที่เหมือนจะมาคุยกับเราไป เเม้เเต่Bที่เราคิดว่าเพื่อนจะมาทักก็ไม่คุยไม่พูดอะไรกับเราเลย วันนั้นทั้งวันคืองงมากเกิดอะไรขึ้น ทำไมไม่มีใครฟังหรือถามเรื่องราวของเราบ้าง เเต่เพราะมันเสียความรู้สึกมากๆอีกนั้นเเหละเลยทำให้เราไม่กล้าที่จะคุยหรือทักกับเพื่อนกลุ่มนั้นอีกเลย ทุกวันนี้ก็คือยังงงและน้อยใจมากที่เพื่อนทำแบบนี้กับเรา ตอนนั้นเเค่สักคนก็ยังดีที่มาถามเรา รู้สึกท้อจนไม่อยากไปมหาลัย เเต่เพราะโควิดรอบ2ทำให้มหาลัยปิดเลยไม่ได้เจอเพื่อนๆเท่าไร เเต่ตอนนี้รู้สึกเครียดมากๆเพราะนี้ก็ผ่านมา3-4เดือนเเล้ว เเต่เราก็ยังร้องไห้เเล้วนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ลืม ถ้าเราเป็นคนตรงๆหรือเเรงๆตอนนั้นคงถามว่าทำไมถึงทำเเบบนี้เเล้วทะเลาะตบตีไปแล้วโกรธก็โกรธ เเต่เราไม่ได้กล้าอะไรขนาดนั้น จะให้หาเพื่อนใหม่ก็ยังไม่รู้ว่าจะได้ไหม ตอนนี้เหมือนต้องอยู่คนเดียวให้ชิน
หากใครอ่านมาถึงตรงนี้เเล้วมีอะไรอยากจะเเนะหรือตักเตือนจขท.จะขอบคุณเป็นอย่างมาก เพราะอย่างน้อยจขท.จะได้รู้สึกว่ามีคนที่จะรับฟังอยู่ และอีกคำถามจขท.จะต้องไปปรึกษาเเพทย์ไหม บ้างคนอาจจะว่าเป็นเรื่องไร้สาระก็เเค่เพื่อนกลุ่มเดียวเเต่จขท.รู้สึกว่ามันหนักมาก จนไม่กล้าที่จะคบหาเพื่อนใหม่ๆเพราะมันฝั่งใจเเล้วกล้วจะต้องมาเจอกับเรื่องเดิมๆ เเละกลัวว่ามันจะกระทบกับชีวิตในอนาคตอีก
มีปัญหากับเพื่อนในกลุ่ม
เเละเป็นความเห็นข้างเดียวที่ต้องการจะระบายของจขท.ออกมาพอขึ้นปี1ด้วยความที่เราอยากเปลี่ยนแปลงตัวเองจึงพยายามที่จะครบเพื่อนกลุ่มหนึ่งซึ่งมีอยู่3-4คน และมีคนหนึ่งที่เราสนิทกว่าคนอื่นตอนนั้นขอเเทนว่าA เเต่พอสักเดือน2เดือนกลุ่มของเราก็ขยายจนมีเพื่อนกว่า10คนแบบงงๆ ตอนนั้นรู้สึกว่าตัวเองได้เข้มเเข็งขึ้นมาเเล้วนิดนึง เเต่พอนานๆAเราสนิทก็เริ่มไปสนิทกับเพื่อนที่เข้ามาใหม่ เราจึงเริ่มไปสนิทกับเพื่อนอีกคนก็ได้ขอเเทนว่าB ด้วยความที่กลุ่มมันใหญ่เวลาไปไหนมาไหนเพื่อนก็จะไม่ค่อยบอกกัน ช่วงนั้นก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เเต่ช่วงนั้นจะเเอบๆน้อยใจAนิดหน่อย เเต่ราก็ไม่ได้พูดอะไรเพราะเราไม่อยากให้Aมองว่าเราเป็นพวกน่ารำคาญ ห่วงเพื่อน
จนกระทั่งวันหนึ่งที่มีงานของมหาลัยที่ต้องทำให้รุ่นพี่ที่จะจบ เราก็ไปช่วยงานเพราะเพื่อนกลุ่มเราทุกคนคือเป็นสายกิจกรรมกัน เพื่อนในกลุ่มก็ให้เราออกแบบงาน เราก็ทำเเต่มันดันไม่ถูกใจรุ่นพี่ปี2-3 เขาให้เราออกแบบใหม่ เราก็เริ่มโมโหขึ้นมาเเหละเพราะรุ่นพี่ให้เเก้งานตอนสายๆตอนบ่ายต้องได้ เพื่อนในกลุ่มก็ดันเห็นดีเห็นงาม เราก็เลยเอาว่ะเเก้ให้ก็ได้ พอเสร็จเอามาให้ดูรุ่นพี่ก็บอกว่าได้ เเต่พอเย็น เราเห็นเพื่อนในกลุ่มขอเเทนCเอาที่เราออกแบบไปแก้ โดยที่ไม่บอกเราสักคำ เเต่เราดันเดินไปเห็นว่าCเอาไปแก้ ด้วยความคิดน้อย งอนเดินไปซื้อของกินประชดเลยกับB ยังไม่กลับมาช่วยงาน เเต่ไม่ได้บอกเพื่อนคนอื่นว่าเราเห็นนะว่าCเอาไปงานแก้ พอกลับมาก็รอว่าCจะบอกว่าแก้งานเราไปนะ เเต่จนค่ำก็ไม่มาพูด แล้วช่วงเวลานันห็ไม่มีใครพูดกับเราเลยสักคน ไม่มีเลยสักคนจริงๆ จนเราต้องถามเพื่อนว่าได้เเก้แบบไหมเพราะมันไม่เหมือนเดิม เพื่อนก็เลยเอาแบบให้ดูกลายเป็นว่าCส่งรูปที่แก้ให้เพื่อนคนอื่นหมดเเต่ไม่บอกเรา(Bรู้ว่าเปลี่ยนเเบบเเต่ไม่ได้เห็นแบบใหม่เหมือนเรา) ที่มันงงก็คือในเมื่อเพื่อนในกลุ่มมีเเบบที่เปลี่ยนใหม่หมดทำไมไม่มีใครบอกเราเลยสักคำ ไม่ต้องเป็นCก็ได้ ขนาดAยังไม่บอกเราเลย เเหละพอมันรู้สึกเสียความรู้สึกมากๆ เราเลยไม่ทำงานเเหละ แล้วก็ได้ไปนั่งร้องไห้กับB จนทุกคนเริ่มกลับกันหมด
เเละพอเช้าวันต่อมาไม่มีใครทักมาหาเราสักคนเลยเรื่องของเมื่อวาน และมันเป็นช่วงปิดภาคเรียน เราเลยไลน์ไปบอกเพื่อนว่ากลับบ้านเเล้วนะ ย้อนกลับไปตอนนั้นรู้สึกว่าตัวเองกำลังนี้ปัญหามากๆ เเต่มันก็เเก้อะไรไม่ทันเเล้ว
ช่วงเวลาที่ปิดเราก็ทักไปหาA(จริงๆเราเเคร์Aมากๆนะเพราะนี้เป็นเพื่อนที่เราไม่อยากเสียไป เราเลยพยายามไม่เซ้าซี้Aมาก เรื่องที่Aไปสนิทกับเพื่อนใหม่เราก็ไม่ได้ว่าอะไรเเต่ก็มีแอบงอนๆอยู่บ้าง)เเละเล่าาเรื่องราวที่เกิดขึ้นเเละความรู้สึกของเราตอนนั้น เเต่Aกลับบอกว่าชินเเล้วกับนิสัยเรา และมันเป็นสันดานของเรา คือยอมรับว่านิสัยขี้น้อยใจเนี่ยเป็นบ่อยเเต่เราก็พยายามเเก้ไข เเต่เรื่องครั้งนี้มันหนักมากสำหรับเรา กลายเป็นว่าเเทนที่Aเข้าใจเราขึ้นกลับกลายเป็นว่าAบอกให้เราไปเเคร์Bแทน ไม่อยากเป็นเพื่อนเลวๆของเรา เสียใจมากตอนนั้นเหมือนAไม่ได้เเคร์ความรู้สึกเราเลย
จนเปิดภาคเรียน2เราก็ไปรอกลุ่มเพื่อนๆที่ห้องเรียน เพราะไม่มีใครบอกว่าให้ไปรอกันที่ไหน (ปกติกลุ่มเราจะไม่ค่อยตอบไลน์กลุ่มกันจะทักคุยเป็นคนๆไป)เราก็รอจนเพื่อนมา เเต่ไม่มีใครมองหรือทักเราเลยสักคน กลายเป็นว่าทั้งวันเหมือนเพื่อนทำเป็นมองไม่เห็นเรา โดยเฉพาะAที่เดินผ่านเราก็รีบเดินแล้วจับมือเพื่อนในกลุ่มที่เหมือนจะมาคุยกับเราไป เเม้เเต่Bที่เราคิดว่าเพื่อนจะมาทักก็ไม่คุยไม่พูดอะไรกับเราเลย วันนั้นทั้งวันคืองงมากเกิดอะไรขึ้น ทำไมไม่มีใครฟังหรือถามเรื่องราวของเราบ้าง เเต่เพราะมันเสียความรู้สึกมากๆอีกนั้นเเหละเลยทำให้เราไม่กล้าที่จะคุยหรือทักกับเพื่อนกลุ่มนั้นอีกเลย ทุกวันนี้ก็คือยังงงและน้อยใจมากที่เพื่อนทำแบบนี้กับเรา ตอนนั้นเเค่สักคนก็ยังดีที่มาถามเรา รู้สึกท้อจนไม่อยากไปมหาลัย เเต่เพราะโควิดรอบ2ทำให้มหาลัยปิดเลยไม่ได้เจอเพื่อนๆเท่าไร เเต่ตอนนี้รู้สึกเครียดมากๆเพราะนี้ก็ผ่านมา3-4เดือนเเล้ว เเต่เราก็ยังร้องไห้เเล้วนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ลืม ถ้าเราเป็นคนตรงๆหรือเเรงๆตอนนั้นคงถามว่าทำไมถึงทำเเบบนี้เเล้วทะเลาะตบตีไปแล้วโกรธก็โกรธ เเต่เราไม่ได้กล้าอะไรขนาดนั้น จะให้หาเพื่อนใหม่ก็ยังไม่รู้ว่าจะได้ไหม ตอนนี้เหมือนต้องอยู่คนเดียวให้ชิน
หากใครอ่านมาถึงตรงนี้เเล้วมีอะไรอยากจะเเนะหรือตักเตือนจขท.จะขอบคุณเป็นอย่างมาก เพราะอย่างน้อยจขท.จะได้รู้สึกว่ามีคนที่จะรับฟังอยู่ และอีกคำถามจขท.จะต้องไปปรึกษาเเพทย์ไหม บ้างคนอาจจะว่าเป็นเรื่องไร้สาระก็เเค่เพื่อนกลุ่มเดียวเเต่จขท.รู้สึกว่ามันหนักมาก จนไม่กล้าที่จะคบหาเพื่อนใหม่ๆเพราะมันฝั่งใจเเล้วกล้วจะต้องมาเจอกับเรื่องเดิมๆ เเละกลัวว่ามันจะกระทบกับชีวิตในอนาคตอีก