ฉันจะมาวิเคราะห์ MV - On The Ground SOLO ของ ROSE'

 
ทำสนองนีสตัวเอง
กับการวิเคราะห์ MV - On The Ground โซโล่ที่พึ่งปล่อยมา
สดๆร้อนๆ ของน้องแชง หาอ่านมาหลายวันไม่มีใครทำ 
เลยทำเองเลยจ๊ มาลองดูกันว่าเราเจออะไรใน MV บ้าง
ไปกันเลย Let's go!!


***แวะให้เครดิตก่อนน้า 
ROSÉ - 'On The Ground' M/V  https://www.youtube.com/watch?v=CKZvWhCqx1s
แปลเพลงจากพี่อายตา - https://www.youtube.com/watch?v=i1RSXj-u8pE&t=567s
และจากTranslate Song Studio - https://www.youtube.com/watch?v=dWL4ZjMGvNY

['On The Ground' - ฉาก 1 ]
- no lyrics -
เปิดตัว mv มา มีอุกาบาตตกลงมาจากท้องฟ้า เหมือนเป็นการเล่นคำกับชื่อเพลง on the ground : กลับลงสู่ดิน,บนพื้นดิน (แอบบตกใจเบาๆไม่คิดว่าจะเจออุกาบาตตก ซึ่งเอาจริงๆก้ไม่มั้นใจเหมือนกันว่าเป็นอุกาบาตหรือเปล่าด้วยนะประเด็น ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า)
['On The Ground' - ฉาก 2 ]
- no lyrics -
ต่อมาจะเห็นว่ามีรถคันนึง ซึ่งน่าจะเป็นรถลีมูซีนโดนไฟไหมอยู่ (แอบคิดเล่นๆเหมือนกันว่าที่ไฟไหม้นี้เพราะอุกาบาตตกใส่หรือเปล่า) ซึ่งถ้าสังเกตุดีๆจะพบว่าที่ทะเบียนรถไม่มีเลขทะเบียน แต่มีเขียนไว้ว่า ROSE' แทน เหมือนเขาจะสื่อว่าโร่เซ่กับลังโดนทำลายอยู่ ร้อนรุ่มดังไฟเผาอะไรแบบนี้  
['On The Ground' - ฉาก 3 ]
- no lyrics -
ฉากต่อมาน้องแชงหรือโร่เซ่ของเราในชุดสีชมพูดำ(ซึ่งน่าจะสื่อถึงวง-BLACKPINK) ก็กำลังนั่งเหม๋อลอยอยู่ ดูไม่มีความสุขเลย แล้วแชนเดอร์เรียก็ล่วงลงมา เล่นคำกับคำว่า On The Ground อีกแล้ว
['On The Ground' - ฉาก 4 ] 
**ฉากนี้รายละเอียดคือเยอะมาก ลองไปดูกัน

My life’s been magic seems fantastic
ชีวิตของฉันเหมือนดั่งต้องมนตร์ มันดูเเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์
I used to have a hole in the wall with a mattress
ทั้งที่ฉันเคยใช้ชีวิตอยู่ในห้องเล็กเท่ารูหนูกับฟูกแค่ผืนเดียว
It’s funny when you want it, suddenly you have it
มันก็ตลกดีนะเมื่อคุณคิดว่าอยากได้อะไร แล้วทันใดนั้นคุณก็ได้สิ่งนั้นมา
You find out that your gold’s just plastic
แต่สุดท้ายกลับพบว่าทองที่ได้มามันก็เป็นเพียงแค่ทองพลาสติก

     ต่อจากเหตุการณ์ที่แชนเดอร์เรียได้ล่วงลงมา เราจะเห็นได้ว่าโรเซ่อยู่ในห้องๆหนึ่งที่ดูผ่านๆแล้วเหมือนจะเป็นก้ำกึ่งอยู่ระหว่างห้องแต่งตัวของศิลปินที่สังเกตุได้จากโต๊ะแต่งหน้าตัวใหญ่ กับรองเท้าที่วางระแกะระกะตามพื้น กับห้องนอนย้อนยุคมี่เห็นตามหนังแฟนตาซี  

     ซึ่ง mv พยายามจะสื่ออกมาใน ทั้งสองมุมอย่างกลมกลืน เหมือนกับชีวิตที่ผ่านมาของโรเซ่นั้นมันน่าอัศจรรย์มากจนเหมือนเนื่อเรื่องในละคร ทั้งที่เมื่อก่อนเทอก็เป็นแค่คนธรรมดาที่มีความฟันอยากเป็นศิลปินอาศัยอยู่ในห้องเล็กๆเท่านั้น แล้วอยู่ดีๆเธอก็ดังขึ้นมา ซึ่งใน mv เองก็มีหลายสิ่งที่สื่อว่าตอนนี้เทอประสบความสำเร็จแล้ว เพราะว่าห้องแต่งตัวที่เทออยู่ไม่ใช่ที่เกาหลี แต่เป็นที่นิวยอร์ก ที่สหรัฐอเมริกา! จากข้อความบนผนังที่เขียนว่า AMERICAN ART และอีกสองคำที่น่าจะเป็น whitney museum ;  เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะอเมริกัน ในนิวยอร์ก โดยสถาปนิกชื่อ renzo piano (ซึ่งทางเราไม่คิดว่ามันบังเอิญแน่ๆที่สถาปนิกชื่อ piano !! YGคือดีเทลสุดๆ) แต่ถึงตอนนี้โรเซ่จะประสบความสำเรจแล้ว แต่เทอกลับไม่มีความสุขเลย จากสีหน้าของเทออะนะ
['On The Ground' - ฉาก 5 ] 
Every day, every night
ทุกๆวัน ทุกๆคืน
I been thinkin’ back on you and I
ฉันคิดถึงเรื่องราวของเทอและฉัน
Every day, every night
ในทุกวัน ในทุกคืน
I worked my whole life
ฉันทำงานมาตลอดทั้งชีวิต
Just to get it right, just to be liked
ต้องทำแบบนั้น ต้องเป็นแบบนี้
Look at me, I’m never coming down
ลองดูฉันสิ ฉันไม่เคยล่วงลงมาเลยนะ

     ในฉากนี้ยังเป็นสถาณที่เดิม แต่ภาพกลับเปลี่ยนเป็นขาวดำเหมือนเวลาเราดูทีวีสมัยก่อน ( ซึ่งจริงๆถ้าสังเกตุดู ทุกฉากที่ถ่ายในห้องนี้ ภาพของ mv จะเป็นภาพที่เหมือนภาพฟิล์มทั้งหมด ส่งเสริมกับที่ได้อธิบายไปตอนแรกว่า ''ชีวิตที่ผ่านมาของโรเซ่นั้นมันน่าอัศจรรย์มากจนเหมือนเนื่อเรื่องในละคร'' ) 
     ซึ่งถ้าเราแวบไปดูในฉากต่อไป โรเซ่จะเดินออกมาจากโรงละคร เหมือนกับเขาจะสื่อว่า ภาพที่เซตให้เราเห็นในห้องแต่งตัวเนี้ย เป็นภาพในหนังเรื่องหนึ่งที่ฉายในโรงภาพยนตร์ซึ่งโรเซ่เป็นนักแสดงในเรื่อง
    และจากที่แอบบอกไปในฉากก่อนแล้ว ว่าในฉากนี้โรเซ่ได้เดินออกมาจากโรงละครแห่งหนึ่ง แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคงมีไฟสปอตไลท์ฉายมาที่ตัวของโรเซ่อยู่ดี ถึงแม้ว่าตอนนี้เทอจะไม่ได้อยู่ในจอภาพยนตร์แล้วก็ตาม แถมยังมีแชนเดอร์เรียห้อยอยู่ในอากาศได้เฉยเลย!!  เหมือนกับว่าเทอต้องแสดงโชว์ตลอดเวลา ถึงแม้ว่าเทอจะลงมาจากเวทีแล้วก็ตาม
      Look at me, I’m never coming down ! น้อง never coming down ของจริง ภาพนี้แทบไม่ต้องอธิบายเลย สื่อแบบตรงตัวมากๆ (แต่คงเป็นแค่คำพูดประชดตัวเองมากกว่า จากฉากที่ 3 ยังจำกันได้ไหมที่มีแชนเดอร์เรียล่วงลงมา ลึกๆแล้วโรเซ่น่าจะอยาก On The Ground มากกว่า)
['On The Ground' - ฉาก 6 ] 
I worked my whole life
ฉันทำงานมาตลอดทั้งชีวิต
Just to get high, just to realize
เพื่อให้ตัวเองไปอยู่ในจุดที่สูงที่สุด แต่แล้วก็พบว่า
Everything I need is on the
ทุกสิ่งที่ฉันต้องการ
Everything I need is on the
ทุกสิ่งที่ฉันต้องการก็แค่..

     ในฉากนี้เหมือนจำลองว่าโรเซ่กำลังทำการแสดงอยู่บนเวที แต่แอบมีฉากหลังเป็นป้ายทางเข้าโรงหนังที่มีเขียนไว้ว่า  show nightly ; ทำการแสดงทุกคืน SAT and SUN matimee : วันเสาร์และวันอาทิตย์ในรอบบ่าย evening 5 pm - matinee7 am; รอบค่ำ 5 โมงเย็น - รอบบ่าย 7 โมงเช้า

     ย่ำว่าเทอทำงานหนักมาก ไม่เว้นแม้แม้วันเสาร์-อาทิตย์ ไม่ว่าจะเป็นเวลาเช้ามากหรือจะเป็นเวลาดึกมากแค่ไหนก็ตาม เทอก็ต้องทำงาน  
      และในตอนนี้เทอเริ่มรู้สึกว่า...เทอต้องการแบบนี้จริงๆหรือ (หน้าน้องแชงคือออกมาเป็นคำพูดเลย สงสารมาก สิ่งที่ต้องแลกกับความสำเร็จ คงเหนื่อยมามากจริงๆถึงได้แต่งเพลงออกมาแบบนี้)
['On The Ground' - ฉาก 7] 
On the ground
แค่เป็นคนธรรมดา
Everything I need is on the ground
สิ่งฉันต้องการก็แค่เป็นคนธรรมดา

Nah, but they don’t hear me though
ไม่ แต่พวกเขาไม่ได้ยินฉัน
(Yeah, what goes up, must come down)
(ใช่แล้ว เมื่อมีอะไรขึ้นไปสูง สุดท้ายก็ต้องตกลงมา)

(You’re running out of time)
(คุณหมดเวลาแล้ว)

      แล้วโรเซ่ก็ได้วิ่งผ่านเสาไฟฟ้าที่ลัดวงจร (ความรู้สึกคงแบบ ไม่ไหวแล้วโว้ยยยหยอกเย้า) แต่จริงๆในฉากนี้ก็มีความหมายแอบบแฟลงเหมือนกัน อย่างคำว่า electric ; สามารถเป็นแสลงความหมายว่า ''ความตึงเครียด'' ได้ อาจจะเปรียบเทียบประมาณว่าโรเซ่กำลังวิ่งหนี้จากความตึงเครียด หรือไม่ก็อาจจะสื่อว่าหนี้ออกจากความตึงเครียดนี้ไม่ได้ก็ได้
     ซึ่งเหตุผลของความเครียดของโรเซ่ก็คือ "การที่เทอรู้สึกไม่ชอบสิ่งที่เป็นอยู่ในตอนนี้" จากของความด้านหลังที่เขียนว่า no way your since 199... ; (น่าจะสื่อประมาณว่า)ฉันไม่มีความสุขตั้งแต่...เมื่อไหร่กัน   you are nowhere ; ฉันไม่มีที่ให้ไปเลย (ข้อความที่หายไปสามารถประติดประต่อได้กับฉากที่ 2 ที่รถไฟไหม้)
['On The Ground' - ฉาก 8 ]
My world’s been hectic, seems electric
โลกของฉันช่างวุ่นวาย และตึงเครียด
But I been wakin’ up with you voice in my head
แล้วฉันก็ตื่นขึ้นมาพร้อมกับเสียงของคุณ(น่าจะหมายถึงครอบครัวของโรเซ่)ที่ดังอยู่ในหัว
And I’m tryna send a message
และฉันก็พยายามที่จะบอกกับคุณ
To let you know that every single minute I’m without you, I regret it
ให้คุณได้รู้ว่าฉันเสียดายทุกนาทีที่ไม่ได้อยู่กับคุณ

    ฉากนี้โรเซ่เปลี่ยนชุดแล้ว และกำลังยืนพิ่งอญุ่ที่รถลีมูซีนคันหนึ่ง ซึ่งถ้ามองรอบๆดีๆจะเห็นได้ว่ามันเป็นเหตุการณ์ที่ต่อจากฉากเสาไฟรักวงจรเมื่อกี้ ซึ่งตอนนี้เหตุการณ์ได้สงบลงแล้ว เห็นได้จากควันที่ยังลอยอยู่ในอากาศรอบๆตัวของโรเซ่ สื่อว่าตอนนี้เทอสงบลงแล้ว และกำลังจะต้องไปทำงานต่อ
Every day, every night
ทุกๆวัน ทุกๆคืน
I been thinkin’ back on you and I
ฉันคิดถึงเรื่องราวของเทอและฉัน
Every day, every night
ในทุกวัน ในทุกคืน

เหมือนกับในตอนที่เทอนั่งรถ เทอก็มักจะนึกถึงครอบครัวของเทอ
['On The Ground' - ฉาก 9]
I worked my whole life
ฉันทำงานมาตลอดทั้งชีวิต
Just to get it right, just to be liked
ต้องทำแบบนั้น ต้องเป็นแบบนี้
Look at me, I’m never coming down
ลองดูฉันสิ ฉันไม่เคยล่วงลงมาเลยนะ
   ในฉากนี้จะเห็นว่าโรเซ่ยืนอยู่ด้านหน้าอาคารหลังหนึ่ง ที่เขียนไว้ว่า happy holiday ; วันหยุดสุขสันต์ sorry we're close ; ขอโทษด้วยพวกเราปิด เหมือนจะสื่อว่างานที่โรเซ่ทำหนักมากจนวันหยุดยังไม่มี
เพราะเทอทำงานหนักมากทำให้ตอนนี้เทออยู่สูงจนเทียบเมฆบนท้องฟ้า กลายเป็นว่าตอนนี้ทุกคนเห็นแต่แสงภายนอกของเทอ แต่ไม่อาจมองเห็นตัวตนข้างในของเทอได้ แม่จะอยู่ตรงหน้า เพราะเงาแสงของตัวเทอเองบังตัวตนจริงๆไปแล้ว
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่