สวัสดีครับ พบกับผม "ตรัยโศก" อีกครั้ง
เรื่องที่ท่านกำลังอ่านอยู่นี้ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง
ผมอยู่ในเหตุการณ์ เพียงแต่ไม่สามารถมองเห็น
หรือรับรู้ในสิ่งเหนือธรรมชาติเหล่านั้นที่เกิดขึ้น
ทำได้เพียงฟังจากปากคนที่อยู่ในเหตุการณ์ด้วยกัน
เล่าให้ฟัง
แล้วก็หยิบเอาเรื่องนั้นมาเขียน
โดยใช้การบรรยายผ่านตัวผมเอง
อาจมีการใส่สีตีไข่บ้างนิดหน่อย
เพื่อเพิ่มอรรถรส ในการอ่าน
หวังว่าคงจะพอทำให้ท่านรู้สึกสนุกกับเรื่องราวเหล่านี้
กันนะครับ
เมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว
ผมได้มีโอกาสบวชทดแทนคุณพ่อแม่
แม้จะเลยอายุบวชมาแล้ว 5-6 ปี
ผมจึงตัดสินใจลางานกับหัวหน้า
(ความจริงคือลาออกเลยนั่นแหละครับ)
ขับรถจากเมืองเชียงใหม่สู่อุตรดิตถ์
บ้านเกิดเมืองนอนใช้เวลาร่วมสี่ช่วงโมง
เมื่อถึงบ้านผมพบแม่กับพ่อนั่งอยู่ใต้ต้นมะปรางหน้าบ้าน
ผมจึงกล่าวทักทายตามปกติ
ด้วยความที่ผมจากบ้านไปหลายปี
และไม่เคยกลับมาเหยียบที่นี่เลยจนกระทั่งวันนี้
แม่ร้องไห้เข้ามากอดผม เอามือเหี่ยวๆของแกลูบหน้า
ลูบหัวปากก็ถามผมเป็นชุด พลางร้องไห้ไปด้วย
"กลับมาแล้วเหรอลูกเป็นยังไงบ้างลูกแม่
ผอมไปรึเปล่า ทำไมจะกลับมาไม่โทรมาหาก่อน"
คำถามเหล่านั้น อ้อมกอดนั้น มือเหี่ยวๆคู่นั้น
ดวงตาที่เอ่อล้นไปด้วยน้ำตา มันเป็นทุกอย่างที่ผม
คุ้นเคย และได้ทอดทิ้งไว้เบื้องหลังเป็นเวลานาน
ผมไม่ตอบอะไรทั้งนั้น พูดไม่ออก
เหมือนมีอะไรเป็นก้อนจุกอยู่ที่ลำคอ
พยายามกลั้นน้ำตาอย่างยากเย็นที่สุด
ส่วนพ่อนั้นเหลือบตามองนิดนึงแล้วหันหน้าไปทาง
อื่น
พ่อคงยังโกรธผมอยู่ และแน่นอน
ผมก็ยังโกรธท่านอยู่เช่นกัน
ผมกับพ่อไม่ค่อยลงรอยกัน ผมเป็นเด็กหัวช้า
แถมยังดื้อรั้นเป็นที่หนึ่ง
ด้วยความที่ผมเป็นลูกคนเดียว
จึงเป็นความหวังของที่บ้าน
พ่อมักจะเคี่ยวเข็ญผมตั้งแต่เรียนม.ต้น
มักจะเอาผมไปเปรียบกับลูกชายบ้านนั้น ลูกสาว
บ้านนี้ อยู่เป็นประจำ
"ทำไมไม่เอาอย่างพี่อ้อยเค้า ดูสิเค้าเรียนเก่งจะตาย
เกรดออกมาพ่อแม่ยิ้มหน้าบานแล้วดูมืงสิไม่ได้
เรื่อง"
ผมก็มักจะเถียงท่านทุกครั้งอย่างไม่ยอมเหมือนกัน
แล้วเหตุการณ์ก็เริ่มบานปลาย
จากพ่อด่าลูก อัพเกรดเป็น พ่อลูกทะเลาะกัน
สุดท้ายแม่ก็ต้องเป็นคนเข้ามาห้าม
ผมจบ ม. ต้นก็เข้าเรียนสายอาชีพเพราะได้โควต้า
ตอนนั้น ผมสามารถเลือกลงได้สองสถาบัน
คือวิทยาลัยเทคนิค ในสาขาอิเล็กทรอนิกส์
กับวิทยาลัยอาชีวะในสาขา คอมพิวเตอร์ธุรกิจ
และสาขางานออกแบบ
ใจผมมุ่งเป้าไปที่สถาบันที่สอง 100%
แต่พ่อซึ่งเป็นคนหัวโบราณ
มองว่าสถาบันที่ผมอยากไปนั้นส่วนใหญ่มีแต่ผู้หญิง
ท่านอยากให้เรียนที่สถาบันแรก
ผมก็แย้งว่าผมไม่ถนัดสาขานั้นหัวไปไม่ไหวหรอก
ท่านก็บอกว่าเรียนๆไปก็ถนัดเองนั่นแหละ
ถ้าจะเลือกเรียนอีกที่ ท่านจะไม่ส่งเรียน ไปหาเงิน
เอาเอง
สุดท้ายผมก็ต้องเข้าเรียนในสถาบันที่พ่อผมต้องการ
การเข้าเรียนที่นั่น ผมบอกได้เลยว่า ผมไม่ตั้งใจ
เรียนอย่างที่สุด อ้างกับตัวเองว่าไม่ชอบ
เรียนไม่ไหว ซึ่งตอนนี้มาย้อนคิดดู ถ้าผมตั้งใจเรียน
จริงๆ มันก็ไปได้นะ
ผลการเรียนผมออกมาในแต่ละเทอมต่ำเตี้ยเรี่ยดิน
จะรอดมิรอดแหล่ บางวันก็ไปเรียน
บางวันก็ไม่ไป
บางวิชา(ส่วนใหญ่เลยล่ะ) อาจารย์แจ้งว่า
ถ้าเธอขาดเรียนอีกชั่วโมงเดียวนะ
สองคำจำให้แม่น "ข.ร." ผมก็ต้องจำใจเข้าเรียน
เพื่อรักษาสถานะนักศึกษาไว้ จนเวลาผ่านไป
ผมเรียนอยู่ที่นี่ก็จะครบสามปีแล้ว
เหลืออีกเทอมเดียว เทอมสุดท้าย คือการฝึกงาน
ผมก็ไม่ไปเอาดื้อๆ
เพราะช่วงนั้นผมได้เริ่มทำงานแล้ว เริ่มหาเงินเองได้
คิดว่าตนเองนั้นเก่ง ปีกกล้าขาแข็ง ไม่ต้องพึ่งพ่อแม่
ผมกลับบ้านไปบอกแม่
"แม่ ผมจะไม่เรียนแล้วนะ"
แค่นั้นก็หันหลังเดินไปคล่อมมอเตอร์ไซค์แล้วขับออก
ไปเลย ไม่รอฟังอะไรทั้งนั้น
และแน่นอนครับเมื่อวันจบการศึกษาก็มาถึง
พ่อรู้เรื่องว่าผมเรียนไม่จบ ก็บอกว่าให้กลับมาคุย
ที่บ้าน
ผมก็กลับไป และแน่นอนครับ อย่างที่ทุกท่านคิด
ผมกับพ่อทะเลาะกันอย่างรุนแรง
มันรุนแรงกว่าครั้งไหนๆ
ถึงแม่จะมาห้ามทัพ สงครามครั้งนี้ก็ไม่ยอมสงบลง
และจุดแตกหักก็มาถึง
"มืงออกจากบ้านกูไปเลยนะ มืงไม่ใช่ลูกกู"
พ่อตะโกนใส่ผมสีหน้าแดงกล่ำด้วยความโกรธ
ผมก็ "เออ กูไปแน่และกูจะไม่กลับมาเหยียบที่นี่อีก"
(ลองย้อนคิดไปแล้ว ผมนี่มันเนรคุณจริงๆ)
ผมไปจริงๆครับ ผมออกจากบ้านมาทำงานในตัว
จังหวัด 1 ปี
จากนั้นกลับไปสมัครเรียนที่อาชีวะในสาขางานที่ผม
ชื่นชอบ
ถึงผมจะเลือกเรียนในสาขาและสถาบันที่ผมตั้ง
เป้าไว้ตั้งแต่แรก
แต่เกรดเฉลี่ยก็ยังลุ่มๆดอนๆ ดีกว่าที่ชเก่านิดหน่อย
ผมเรียนไปทำงานไปด้วย
ในระหว่างนั้นก็ติดต่อไปหาแม่บ้างเพื่อให้ท่านรู้ว่าเรา
ยังอยู่นะ เราสบสบายดี
จนในวันจบการศึกษา
หลังจากรับใบประกาศแล้วผมโทรหาแม่อีกครั้ง
"แม่ ผมเรียนจบละนะ พรุ่งนี้ผมจะขึ้นเชียงใหม่เลย
จะไปหางานทำ"
ผมโทรบอกท่านแค่นั้นก็วางสาย
ตัดสินใจไม่เรียนต่อในระดับ ปริญญาตรี
เลือกทำงานเลยดีกว่าคิดว่าเรียนไปก็เสียเวลาหาเงิน
(ทุกวันนี้ความคิดนั้นก็ไม่เปลี่ยน และผมก็ไม่เสียใจ
ด้วยที่ตัดสินใจเลือกแบบนั้น)
จากนั้น ผมก็ทำงานอยู่ที่เชียงใหม่เรื่อยมา
เป็นงานเกี่ยวกับ IT ที่ผมถนัด
กลับมาที่เวลาปัจจุบัน
“ แม่ ผมจะบวชนะ”
แม่นิ่งอึ้งไป แม่แต่พ่อก็ยังหันกลับมามองหน้าผม
ผมบอกกับแม่ความจริงก็บอกพ่อด้วยนั่นแหละ
แม่ถามผมว่าจะบวชเมื่อไหร่ ยังไง
วัดก็ยังไม่ได้ไปติดต่อ การ์ดก็เตรียมไม่ทัน
ของที่ต้องใช้พวก อัฐบริขานก็ยังไม่มี
ผมบอกแม่ว่าไม่ต้องกังวลเรื่องพวกนั้น
วัดผมดูไว้แล้วพรุ่งนี้จะพาแม่ไปติดต่อกับเจ้าอาวาส
ส่วนของที่จำเป็นต้องใช้ ผมซื้อมาครบหมดแล้วอยู่
ในรถ
การ์ดเชิญไม่ต้องเพราะผมกะว่าจะบวชเงียบๆ
ไม่ต้องเชิญใครให้เอิกเกริก
คืนนั้น ผมไม่ได้นอนที่บ้านเนื่องด้วยทิฐิอันแรงกล้า
ว่าข้านั้นเก่ง ลองเคยลั่นวาจาว่าจะไม่กลับเข้าบ้านนี้
ก็ไม่กลับเข้าไปดังคำพูด ผมเช่าโรงแรมนอน
พอรุ่งเช้าก็รับแม่ไปที่วัดเพื่อติดต่อเรื่องบวช
เวลาผ่านไปจนกระทั่งถึงวันบวช
ผมคิดว่ายังไงพ่อก็คงไม่มาแน่
ผมไม้ได้คุยกับท่านเลย
เพราะเมื่อติดต่อกับทางวัดเรียบร้อย
ผมก็ขอนอนที่วัดซะเลยเพื่อหัดท่องขานนาค
ส่วนแม่ ตามมานอนที่วัด 1 วันก่อนวันบวช
ตอนเช้า ถึงเวลาปลงผมนาค
ผมก็ต้องแปลกใจเป็นอย่างมาก
เพราะญาติพี่น้องพี่ป้าน้าอารวมทั้งเพื่อนฝูงสมัยเรียน
ทุกคนหลั่งไหลเข้ามาในวัดเพื่อมางานบวชผม
ผมงงว่าคนเหล่านั้นทราบได้ยังไง
ว่าผมจะบวชที่นี่ วันนี้ และคนที่คิดว่าคงไม่มาก็มา
พ่อผมเดินเข้ามาภายในเต็นท์ที่ทางวัดจัดไว้ให้
ท่านหยิบกรรไกรมือไม้สั่น
ท่านเล็มผมของผมออกหยิบมือหนึ่งแล้ววางลงบนใบ
บัว
แต่สิ่งที่ผมไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น
พ่อของผมร้องไห้สะอึกสะอื้น
น้ำตาของชายที่ผมทะเลาะด้วยนับครั้งไม่ถ้วน
น้ำตาที่ผมไม่เคยเห็นและไม่คิดว่าจะได้เห็น
ผมเงยหน้ามองท่านบอกไม่ถูกว่าคิดอะไรอยู่ตอนนั้น
ผมไม่ร้องไห้ ไม่มีน้ำตาสักหยด
ผมมึนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้
นั่งพนมมือมองหน้าท่านทำอะไรไม่ถูก
“ พ่อขอโทษนะลูก”
ท่านเอ่ยขึ้นพลางเอามือลูบหัวผมเบาๆแล้วสะอื้นไห้
เท่านั้นเองเพียงเท่านั้นจริงๆ
ราวกับมีคนเอาฆ้อนอันใหญ่เท่าเสาบ้าน
ทุบเพื่อทำลายกำแพงทุกอย่างที่อยู่ในใจผม
ทุบทิฐิทั้งหมดที่ผมถือไว้ตลอดหลายปีที่ผ่านมาจน
แตกละเอียด
แค่คำพูดไม่กี่คำนั้นเอง คำพูดนั้น
ที่ออกจากปากชายที่ผมไม่เคยพูดด้วยกว่า 4 5 ปี
ผมร้องไห้โฮเหมือนเด็ก 2 ขวบที่ถูกพี่แย่งของเล่น
ร้องไห้โฮแบบไม่อายใครหน้าไหนทั้งนั้น
ผมหันไปมองสบตากับแม่ทั้งที่ยังแหกปากร้องไห้อยู่
แล้วหันกลับมาหาพ่อ ที่ยังคงสะอึกสะอื้นอยู่อย่างนั้น
ผมมองท่านและยังคงร้องไห้โฮอยู่แบบนั้น
จนท่านเจ้าอาวาสเดินเข้ามาแล้วกล่าวกับผมเบาๆ
“กราบเท้าพ่อสิ ขอขมาท่านซะ สำหรับทุกเรื่องที่
เคยทำให้ท่านเสียใจน่ะ”
ผมก้มลงกราบเท้าพ่อ ท่านเอามือลูบหัว
ประคองผมขึ้นแล้วดึงผมไปกอดไว้
มันเป็นกอดที่ผมไม่เคยได้สัมผัสตั้งแต่จำความได้
กอดนั้นอบอุ่นมากอบอุ่นมากจริงๆ
จากภาพสองพ่อลูกที่เคยตะเบ็งเสียงใส่กันอย่างไม่มี
ใครยอมใคร
ตอนนี้กลับเป็นภาพของสองพ่อลูกที่ยืนกอดกัน
พากันร้องไห้เป็นเผาเต่า
หลังจากพีธีการต่างๆก็ดำเนินไปอย่างราบรื่น
(ยกเว้นก็แต่ตอนแห่นาคนี่แหละ ถึงวัดที่ผมจะจำ
พรรษา กับ วัดที่ผมจะต้องเข้าอุโบสถเพื่อทำพิธี
อุปสมบทนั้นจะอยู่คนละที่เพราะเป็นคนละวัดกัน
แต่มันห่างกันแค่ 3 กม. เท่านั้นเอง
แต่ผมต้องติดอยู่ในขบวนแห่นาคเกือบ 2 ชั่วโมง)
กว่าจะเสร็จสิ้นพิธีการทั้งหมดก็เกือบเย็นย่ำ
พ่อกับแม่ เมื่อไปส่งผมที่วัดแล้วท่านก็กลับบ้าน
ไปด้วยสีหน้ามีความสุข
เย็นนั้น เจ้าอาวาสเรียกผมไปพบ
บอกว่าพระบวชใหม่นั้นกุศลแรงนะ
เพราะศีลยังบริสุทธิ์อยู่
คืนนี้ หากได้ยินเสียงอะไรก็ไม่ต้องออกมาดู
ให้แผ่เมตตาเข้าไว้
ผมก็พยักหน้ารับเป็นการเข้าใจ
ครั้งเมื่อผมบวช ตอน พระบวชใหม่กุศลแรง"ตรัยโศก"
เรื่องที่ท่านกำลังอ่านอยู่นี้ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง
ผมอยู่ในเหตุการณ์ เพียงแต่ไม่สามารถมองเห็น
หรือรับรู้ในสิ่งเหนือธรรมชาติเหล่านั้นที่เกิดขึ้น
ทำได้เพียงฟังจากปากคนที่อยู่ในเหตุการณ์ด้วยกัน
เล่าให้ฟัง
แล้วก็หยิบเอาเรื่องนั้นมาเขียน
โดยใช้การบรรยายผ่านตัวผมเอง
อาจมีการใส่สีตีไข่บ้างนิดหน่อย
เพื่อเพิ่มอรรถรส ในการอ่าน
หวังว่าคงจะพอทำให้ท่านรู้สึกสนุกกับเรื่องราวเหล่านี้
กันนะครับ
เมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว
ผมได้มีโอกาสบวชทดแทนคุณพ่อแม่
แม้จะเลยอายุบวชมาแล้ว 5-6 ปี
ผมจึงตัดสินใจลางานกับหัวหน้า
(ความจริงคือลาออกเลยนั่นแหละครับ)
ขับรถจากเมืองเชียงใหม่สู่อุตรดิตถ์
บ้านเกิดเมืองนอนใช้เวลาร่วมสี่ช่วงโมง
เมื่อถึงบ้านผมพบแม่กับพ่อนั่งอยู่ใต้ต้นมะปรางหน้าบ้าน
ผมจึงกล่าวทักทายตามปกติ
ด้วยความที่ผมจากบ้านไปหลายปี
และไม่เคยกลับมาเหยียบที่นี่เลยจนกระทั่งวันนี้
แม่ร้องไห้เข้ามากอดผม เอามือเหี่ยวๆของแกลูบหน้า
ลูบหัวปากก็ถามผมเป็นชุด พลางร้องไห้ไปด้วย
"กลับมาแล้วเหรอลูกเป็นยังไงบ้างลูกแม่
ผอมไปรึเปล่า ทำไมจะกลับมาไม่โทรมาหาก่อน"
คำถามเหล่านั้น อ้อมกอดนั้น มือเหี่ยวๆคู่นั้น
ดวงตาที่เอ่อล้นไปด้วยน้ำตา มันเป็นทุกอย่างที่ผม
คุ้นเคย และได้ทอดทิ้งไว้เบื้องหลังเป็นเวลานาน
ผมไม่ตอบอะไรทั้งนั้น พูดไม่ออก
เหมือนมีอะไรเป็นก้อนจุกอยู่ที่ลำคอ
พยายามกลั้นน้ำตาอย่างยากเย็นที่สุด
ส่วนพ่อนั้นเหลือบตามองนิดนึงแล้วหันหน้าไปทาง
อื่น
พ่อคงยังโกรธผมอยู่ และแน่นอน
ผมก็ยังโกรธท่านอยู่เช่นกัน
ผมกับพ่อไม่ค่อยลงรอยกัน ผมเป็นเด็กหัวช้า
แถมยังดื้อรั้นเป็นที่หนึ่ง
ด้วยความที่ผมเป็นลูกคนเดียว
จึงเป็นความหวังของที่บ้าน
พ่อมักจะเคี่ยวเข็ญผมตั้งแต่เรียนม.ต้น
มักจะเอาผมไปเปรียบกับลูกชายบ้านนั้น ลูกสาว
บ้านนี้ อยู่เป็นประจำ
"ทำไมไม่เอาอย่างพี่อ้อยเค้า ดูสิเค้าเรียนเก่งจะตาย
เกรดออกมาพ่อแม่ยิ้มหน้าบานแล้วดูมืงสิไม่ได้
เรื่อง"
ผมก็มักจะเถียงท่านทุกครั้งอย่างไม่ยอมเหมือนกัน
แล้วเหตุการณ์ก็เริ่มบานปลาย
จากพ่อด่าลูก อัพเกรดเป็น พ่อลูกทะเลาะกัน
สุดท้ายแม่ก็ต้องเป็นคนเข้ามาห้าม
ผมจบ ม. ต้นก็เข้าเรียนสายอาชีพเพราะได้โควต้า
ตอนนั้น ผมสามารถเลือกลงได้สองสถาบัน
คือวิทยาลัยเทคนิค ในสาขาอิเล็กทรอนิกส์
กับวิทยาลัยอาชีวะในสาขา คอมพิวเตอร์ธุรกิจ
และสาขางานออกแบบ
ใจผมมุ่งเป้าไปที่สถาบันที่สอง 100%
แต่พ่อซึ่งเป็นคนหัวโบราณ
มองว่าสถาบันที่ผมอยากไปนั้นส่วนใหญ่มีแต่ผู้หญิง
ท่านอยากให้เรียนที่สถาบันแรก
ผมก็แย้งว่าผมไม่ถนัดสาขานั้นหัวไปไม่ไหวหรอก
ท่านก็บอกว่าเรียนๆไปก็ถนัดเองนั่นแหละ
ถ้าจะเลือกเรียนอีกที่ ท่านจะไม่ส่งเรียน ไปหาเงิน
เอาเอง
สุดท้ายผมก็ต้องเข้าเรียนในสถาบันที่พ่อผมต้องการ
การเข้าเรียนที่นั่น ผมบอกได้เลยว่า ผมไม่ตั้งใจ
เรียนอย่างที่สุด อ้างกับตัวเองว่าไม่ชอบ
เรียนไม่ไหว ซึ่งตอนนี้มาย้อนคิดดู ถ้าผมตั้งใจเรียน
จริงๆ มันก็ไปได้นะ
ผลการเรียนผมออกมาในแต่ละเทอมต่ำเตี้ยเรี่ยดิน
จะรอดมิรอดแหล่ บางวันก็ไปเรียน
บางวันก็ไม่ไป
บางวิชา(ส่วนใหญ่เลยล่ะ) อาจารย์แจ้งว่า
ถ้าเธอขาดเรียนอีกชั่วโมงเดียวนะ
สองคำจำให้แม่น "ข.ร." ผมก็ต้องจำใจเข้าเรียน
เพื่อรักษาสถานะนักศึกษาไว้ จนเวลาผ่านไป
ผมเรียนอยู่ที่นี่ก็จะครบสามปีแล้ว
เหลืออีกเทอมเดียว เทอมสุดท้าย คือการฝึกงาน
ผมก็ไม่ไปเอาดื้อๆ
เพราะช่วงนั้นผมได้เริ่มทำงานแล้ว เริ่มหาเงินเองได้
คิดว่าตนเองนั้นเก่ง ปีกกล้าขาแข็ง ไม่ต้องพึ่งพ่อแม่
ผมกลับบ้านไปบอกแม่
"แม่ ผมจะไม่เรียนแล้วนะ"
แค่นั้นก็หันหลังเดินไปคล่อมมอเตอร์ไซค์แล้วขับออก
ไปเลย ไม่รอฟังอะไรทั้งนั้น
และแน่นอนครับเมื่อวันจบการศึกษาก็มาถึง
พ่อรู้เรื่องว่าผมเรียนไม่จบ ก็บอกว่าให้กลับมาคุย
ที่บ้าน
ผมก็กลับไป และแน่นอนครับ อย่างที่ทุกท่านคิด
ผมกับพ่อทะเลาะกันอย่างรุนแรง
มันรุนแรงกว่าครั้งไหนๆ
ถึงแม่จะมาห้ามทัพ สงครามครั้งนี้ก็ไม่ยอมสงบลง
และจุดแตกหักก็มาถึง
"มืงออกจากบ้านกูไปเลยนะ มืงไม่ใช่ลูกกู"
พ่อตะโกนใส่ผมสีหน้าแดงกล่ำด้วยความโกรธ
ผมก็ "เออ กูไปแน่และกูจะไม่กลับมาเหยียบที่นี่อีก"
(ลองย้อนคิดไปแล้ว ผมนี่มันเนรคุณจริงๆ)
ผมไปจริงๆครับ ผมออกจากบ้านมาทำงานในตัว
จังหวัด 1 ปี
จากนั้นกลับไปสมัครเรียนที่อาชีวะในสาขางานที่ผม
ชื่นชอบ
ถึงผมจะเลือกเรียนในสาขาและสถาบันที่ผมตั้ง
เป้าไว้ตั้งแต่แรก
แต่เกรดเฉลี่ยก็ยังลุ่มๆดอนๆ ดีกว่าที่ชเก่านิดหน่อย
ผมเรียนไปทำงานไปด้วย
ในระหว่างนั้นก็ติดต่อไปหาแม่บ้างเพื่อให้ท่านรู้ว่าเรา
ยังอยู่นะ เราสบสบายดี
จนในวันจบการศึกษา
หลังจากรับใบประกาศแล้วผมโทรหาแม่อีกครั้ง
"แม่ ผมเรียนจบละนะ พรุ่งนี้ผมจะขึ้นเชียงใหม่เลย
จะไปหางานทำ"
ผมโทรบอกท่านแค่นั้นก็วางสาย
ตัดสินใจไม่เรียนต่อในระดับ ปริญญาตรี
เลือกทำงานเลยดีกว่าคิดว่าเรียนไปก็เสียเวลาหาเงิน
(ทุกวันนี้ความคิดนั้นก็ไม่เปลี่ยน และผมก็ไม่เสียใจ
ด้วยที่ตัดสินใจเลือกแบบนั้น)
จากนั้น ผมก็ทำงานอยู่ที่เชียงใหม่เรื่อยมา
เป็นงานเกี่ยวกับ IT ที่ผมถนัด
กลับมาที่เวลาปัจจุบัน
“ แม่ ผมจะบวชนะ”
แม่นิ่งอึ้งไป แม่แต่พ่อก็ยังหันกลับมามองหน้าผม
ผมบอกกับแม่ความจริงก็บอกพ่อด้วยนั่นแหละ
แม่ถามผมว่าจะบวชเมื่อไหร่ ยังไง
วัดก็ยังไม่ได้ไปติดต่อ การ์ดก็เตรียมไม่ทัน
ของที่ต้องใช้พวก อัฐบริขานก็ยังไม่มี
ผมบอกแม่ว่าไม่ต้องกังวลเรื่องพวกนั้น
วัดผมดูไว้แล้วพรุ่งนี้จะพาแม่ไปติดต่อกับเจ้าอาวาส
ส่วนของที่จำเป็นต้องใช้ ผมซื้อมาครบหมดแล้วอยู่
ในรถ
การ์ดเชิญไม่ต้องเพราะผมกะว่าจะบวชเงียบๆ
ไม่ต้องเชิญใครให้เอิกเกริก
คืนนั้น ผมไม่ได้นอนที่บ้านเนื่องด้วยทิฐิอันแรงกล้า
ว่าข้านั้นเก่ง ลองเคยลั่นวาจาว่าจะไม่กลับเข้าบ้านนี้
ก็ไม่กลับเข้าไปดังคำพูด ผมเช่าโรงแรมนอน
พอรุ่งเช้าก็รับแม่ไปที่วัดเพื่อติดต่อเรื่องบวช
เวลาผ่านไปจนกระทั่งถึงวันบวช
ผมคิดว่ายังไงพ่อก็คงไม่มาแน่
ผมไม้ได้คุยกับท่านเลย
เพราะเมื่อติดต่อกับทางวัดเรียบร้อย
ผมก็ขอนอนที่วัดซะเลยเพื่อหัดท่องขานนาค
ส่วนแม่ ตามมานอนที่วัด 1 วันก่อนวันบวช
ตอนเช้า ถึงเวลาปลงผมนาค
ผมก็ต้องแปลกใจเป็นอย่างมาก
เพราะญาติพี่น้องพี่ป้าน้าอารวมทั้งเพื่อนฝูงสมัยเรียน
ทุกคนหลั่งไหลเข้ามาในวัดเพื่อมางานบวชผม
ผมงงว่าคนเหล่านั้นทราบได้ยังไง
ว่าผมจะบวชที่นี่ วันนี้ และคนที่คิดว่าคงไม่มาก็มา
พ่อผมเดินเข้ามาภายในเต็นท์ที่ทางวัดจัดไว้ให้
ท่านหยิบกรรไกรมือไม้สั่น
ท่านเล็มผมของผมออกหยิบมือหนึ่งแล้ววางลงบนใบ
บัว
แต่สิ่งที่ผมไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น
พ่อของผมร้องไห้สะอึกสะอื้น
น้ำตาของชายที่ผมทะเลาะด้วยนับครั้งไม่ถ้วน
น้ำตาที่ผมไม่เคยเห็นและไม่คิดว่าจะได้เห็น
ผมเงยหน้ามองท่านบอกไม่ถูกว่าคิดอะไรอยู่ตอนนั้น
ผมไม่ร้องไห้ ไม่มีน้ำตาสักหยด
ผมมึนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้
นั่งพนมมือมองหน้าท่านทำอะไรไม่ถูก
“ พ่อขอโทษนะลูก”
ท่านเอ่ยขึ้นพลางเอามือลูบหัวผมเบาๆแล้วสะอื้นไห้
เท่านั้นเองเพียงเท่านั้นจริงๆ
ราวกับมีคนเอาฆ้อนอันใหญ่เท่าเสาบ้าน
ทุบเพื่อทำลายกำแพงทุกอย่างที่อยู่ในใจผม
ทุบทิฐิทั้งหมดที่ผมถือไว้ตลอดหลายปีที่ผ่านมาจน
แตกละเอียด
แค่คำพูดไม่กี่คำนั้นเอง คำพูดนั้น
ที่ออกจากปากชายที่ผมไม่เคยพูดด้วยกว่า 4 5 ปี
ผมร้องไห้โฮเหมือนเด็ก 2 ขวบที่ถูกพี่แย่งของเล่น
ร้องไห้โฮแบบไม่อายใครหน้าไหนทั้งนั้น
ผมหันไปมองสบตากับแม่ทั้งที่ยังแหกปากร้องไห้อยู่
แล้วหันกลับมาหาพ่อ ที่ยังคงสะอึกสะอื้นอยู่อย่างนั้น
ผมมองท่านและยังคงร้องไห้โฮอยู่แบบนั้น
จนท่านเจ้าอาวาสเดินเข้ามาแล้วกล่าวกับผมเบาๆ
“กราบเท้าพ่อสิ ขอขมาท่านซะ สำหรับทุกเรื่องที่
เคยทำให้ท่านเสียใจน่ะ”
ผมก้มลงกราบเท้าพ่อ ท่านเอามือลูบหัว
ประคองผมขึ้นแล้วดึงผมไปกอดไว้
มันเป็นกอดที่ผมไม่เคยได้สัมผัสตั้งแต่จำความได้
กอดนั้นอบอุ่นมากอบอุ่นมากจริงๆ
จากภาพสองพ่อลูกที่เคยตะเบ็งเสียงใส่กันอย่างไม่มี
ใครยอมใคร
ตอนนี้กลับเป็นภาพของสองพ่อลูกที่ยืนกอดกัน
พากันร้องไห้เป็นเผาเต่า
หลังจากพีธีการต่างๆก็ดำเนินไปอย่างราบรื่น
(ยกเว้นก็แต่ตอนแห่นาคนี่แหละ ถึงวัดที่ผมจะจำ
พรรษา กับ วัดที่ผมจะต้องเข้าอุโบสถเพื่อทำพิธี
อุปสมบทนั้นจะอยู่คนละที่เพราะเป็นคนละวัดกัน
แต่มันห่างกันแค่ 3 กม. เท่านั้นเอง
แต่ผมต้องติดอยู่ในขบวนแห่นาคเกือบ 2 ชั่วโมง)
กว่าจะเสร็จสิ้นพิธีการทั้งหมดก็เกือบเย็นย่ำ
พ่อกับแม่ เมื่อไปส่งผมที่วัดแล้วท่านก็กลับบ้าน
ไปด้วยสีหน้ามีความสุข
เย็นนั้น เจ้าอาวาสเรียกผมไปพบ
บอกว่าพระบวชใหม่นั้นกุศลแรงนะ
เพราะศีลยังบริสุทธิ์อยู่
คืนนี้ หากได้ยินเสียงอะไรก็ไม่ต้องออกมาดู
ให้แผ่เมตตาเข้าไว้
ผมก็พยักหน้ารับเป็นการเข้าใจ