ขอความคิดเห็น/ทัศนคติ/ทางออก ระหว่าเรื่องครอบครัวกับปัญหา Sex ในชีวิตคู่ครับ

ผมขอความคิดเห็นหรือทัศนคติในเรื่องชีวิตคู่กับเรื่องเซ็กซ์หน่อยได้ไหมครับ
1.ผมคบหากับผู้หญิงคนนึงจนเป็นแฟนกันมา 8 ปี (1 พฤศจิกายน 2557)   มีทะเลาะกันบ้างตามปกติแต่เราท้งคู่ก็ปรับความเข้าใจกันดี จนกระทั่งปีที่ 8 (11 พฤศจิกายน 2554) ผมจึงตกลงแต่งงานกันและใช้ชีวิตคู่เรื่อยมา ผมทั้งคู่เรารักกันครับ ช่วยเหลือเกื้อกูลกันดี ไปเที่ยวกัน เราทั้งคู่ไม่มีลูกด้วยกัน ไม่ได้จดทะเบียนสมรส จนกระทั่งปีที่ 7 ของการแต่งงาน ผมรู้สึกว่าผมไม่ได้รักเขาแบบสามี-ภรรยาแล้ว  โดยผมรุ้สึกแบบนั้นมันแห้งเหือดหายไปโดยไม่รู้ตัวว่ามันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไร  ผมได้บอกเลิกเขาวันปีที่ 7 ของการแต่งงาน (17 มีนาคม 2562)
2.เราทั้งคู่ต่างก็เสียใจและเศร้ามากๆ ต่างคนต่างร้องไห้ ในวันที่ผมบอกเลิกเขา
 
รายละเอียดของเรื่องราว....
- ช่วงที่เป็นแฟนกัน เราทั้งคู่ไม่มีความสัมพันธ์อื่นใดนอกจากการกอดกัน หอมแก้มกัน เพียงเท่านั้น เพราะเขาขอไว้
- ผมรับรู้ได้จากความรู้สึกส่วนตัวว่า แฟนผมไม่เคยมีเรื่องพวกนี้เข้ามาในชีวิต เขาไม่เป็นทุกอย่างแม้กระทั่งการจับอวัยวะเพศของผม เขาไม่รู้ได้เลยว่าต้องจับในตำแหน่งใด
- เมื่อหลังจากแต่งงานกันแล้ว ผมก็แทบจะไม่เคยได้มีการร่วมรักกับเขาได้เลย คือว่าเขาจะไม่พร้อมในเรื่องต่างๆ ผมไม่เคยได้อยู่หว่างขาเขาเลยแมแต่น้อย การจะมีข้ออ้างและบ่ายเบี่ยงตลอด หรือถ้าเขาหมดหนทางที่จะบ่ายเบี่ยง เราทั้งคู่ก็จะไม่เคยทำสำเร็จเลย มันจะต้องทะเลาะกันทุกครั้ง และทุกครั้งผมจะหยุดการทะลาะกันด้วยการ บอกเขาว่า ไม่เป็นไร ผมไปจัดการตัวเองเองก็ได้ ผมไม่อยากให้เขาเสียใจหรือทุกข์ใจ เหตุการ์ณเป็นแบบนี้เรื่อยมา ผมได้ร้องขอเขาทุกวัน แต่นานๆครั้ง ตามแต่เวลาจะเอื้ออำนวย ประมาณ 3-4 สัปดาห์ต่อการชวนทำกิจกรรม (เนื่องจากหลายๆปัจจัยที่เขาพยายามไม่อยากมีเรื่องแบบนั้น) 
- โดยการประมาณการของผมเองนั้นคิดว่า ตั้งแต่แต่งงานกันมา 5.5 ปี นั้น ผมมีกิจกรรมในการร่วมรักกับภรรยาผมไม่น่าจะเกิน 10 ครั้ง แต่นั้นก็ได้หมายความว่า ผมมีการร่วมเพศกันนะครับ ผมแทบจะไม่เคยได้มีการสอดใส่กับเขาเลย (อาจจะมีเพียง 1-2 ครั้ง แต่ก็ไม่ได้เข้าไปสุดอวัยวะ เพียงแต่เข้าไปเพียงส่วนปลายๆเท่านั้น) 
- ผมเป็นคู่รักที่ไม่เคยได้จูบปากกัน
- ผมไม่เคยมีฟิลลิ่งของการกอดกันหลังจากการร่วมรักกัน
- ผมไม่เคยมีความรู้สึกในการหลั่งในแม้แต่ครั้งเดียว
- ผมพยายามคุยกับเขาด้วยเหตุผลต่างๆถึงเรื่องพวกนี้ แต่เขาจะมีคำพูดอยู่อย่างนึงที่พูดทุกครั้งคือ “พี่ก็คิดแต่เรื่องนี้”
- ผมก็บอกว่า ผมไม่ได้อยากมี ห้องอาหาร, ห้องน้ำ, ห้องรับแขก, ระเบียง, บันได้ หรือ ขอแบบ เช้า-กลางวัน-เย็นนะ ผมขอเพียงเดือนละครั้งก็ยังดี ไม่ได้เลยเหรอ สุดท้ายเราก็จะทะเลาะกัน
- ผมพยายามบอกว่า เราไปหาหมอกันไหม ให้เขาช่วยเร่องนี้ ก็ได้ยินคำตอบกลับมาว่า ชอบเหรอเขาเรื่องในบ้านไปบอกคนอื่น
- ผมพยายามบอกว่าไปคุยกับรุ่นพี่ผมไหมที่เคยมีปัญหาเรื่องพวกนี้ จนกระทั่งเขาก้ต้องเลิกกับสามีเขา เพราะพี่เขาอยากจะบอกกับภรรยาผมว่าเรื่องแบบนี้มันสำคัญมาก เพราะเขาก็พลาดเรื่องนี้มาแล้ว แต่เขาก็ไม่ไป
- ผมหยุดการทะเลาะกันด้วยการเงียบแล้วก็บอกว่า ช่างมันเถอะๆๆๆ พี่ไปช่วยตัวเองก็ได้
- ผมเคยช่วยตัวเองในห้องทำงานของผม เขาเปิดประตูมาเจอ เขาก็พูด (อะไรไม่รู้ จำไม่ได้แล้ว) ทำให้ผมรู้สึกอับอาย รู้สึกแย่มาก
- การช่วยตัวเองของผม ผมต้องแอบทำและต้องรีบทำให้เร็ว เพื่อจะได้ไม่ต้องมีใครมาเจอ ไม่สามารถเสพความสุขในเรื่องแบบนั้นได้เลย
- ปีที่ 5.5 ของการแต่งงาน ผมเลิกที่จะขอมีอะไรกับภรรยาผมตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แต่ผมก็ยังคงใช้ชีวิตร่วมกันกับเขา ยังคงรักและเป็นห่วงเขา ไปเที่ยวด้วยกัน ทุกอย่างที่คู่รักทั่วไปกระทำกันในภาพภายนอกที่เห็น โดยไม่ได้แสร้งทำ
- ผมยืนยันว่า ผมไม่เคยบอกพร่องต่อหน้าที่สามีและหน้าที่หัวหน้าครอบครัวแม้แต่น้อย ผมดูแลเขาดีมากๆรวมทั้งการดูแลพ่อแม่ของเขาเหมือนพ่อแม่ของผม
- เขาก็ดูแลเรื่องอื่นๆในบ้านดีมากๆ บ้านของผมสะอาดเรียบร้อยมาก
- เขาเป็นที่ปรึกษาของผมได้ดี ถึงแม้เขาจะไม่สามารถช่วยทางด้านการเงินกับผมได้ (ค่าใช้จ่ายในบ้านทุกอย่างผมเป็นคนรับผิดชอบหมดทุกอย่าง รวมทั้งค่าไปเที่ยวที่ใดๆ รวมทั้งพ่อแม่ของเขาด้วยเช่นกัน)  
- จนในปีที่ 7 ผมเรื่มรู้สึกว่าผมไม่ได้รักเขาแล้วอย่างที่สามี-ภรรยา รักกัน ผมได้บอกเลิกกับเขา ผมไม่มีใครอื่นและเขาก็ไม่มีเช่นกัน หลังจากเขาเริ่มรับรู้ว่าผมพูดกับเขาจริงในการที่ขอเลิกกัน เราก็พยายามปรับตัวกันอีกครั้ง แต่ปัญหาของผมตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่เขา ผมไม่รู้อยากมีอะไรกับเขาเลย ไม่รู้สึกมีความต้องการอะไรกับเขาเลย 
- เขายอมไปหาหมอแล้ว เป็นหมอจิตวิทยา (หมอชื่อดังเกี่ยวกับเรื่องเพศและชีวิตคู่เชียวนะครับ) เราเรื่องของเราทั้งหมดให้หมอฟัง หมอบอกกับผมว่า ส่วนที่ผมผิดคือ ผมไม่ยอมทะเลาะให้ถึงที่สุด ไม่ทะเลาะให้แตกหัก แพราะผมยอมอยู่ตลอด ส่วนภรรยาผมหมอบอกว่า เคสของผมค่อนข้างกลับมาได้ยาก เพราะโดนเก็บกดมานานมาก
- หมอแนะนำให้ผมไปสะกดจิตเพื่อให้อยากมี sex กับภรรยา ผมเข้าครอสแล้ว แต่สุดท้ายก็ไม่สำเร็จ
- เราทั้งคู่ก็พยายามปรับตัวกันอีกครั้งตลอดระยะเวลาของปี 2562 จนถึงต้นปี 2563 ผมเคยบอกเขาว่าผมจะพาเขาไปเที่ยวทีนึงก่อน ซึ่งเราคุยกันมานานแล้ว ผมก็เลยบอกว่าหลังจากกลับจากเที่ยวครั้งนี้ เราจะดูกันอีกครั้งว่าเราไปกันได้ไหม ถ้าไม่ได้เราแยกกันนะ ซึ่งก็ตกลงกันแบบนั้น
- หลังจากกลับมาจากเที่ยวครั้งนั้นใน เดือนมีนาคม 2563  ผมก็รู้สึกถึงความไม่มีความสุขแต่ก็ไม่ได้ถึงกับเป็นทุกข์ 
- จนเมื่อ สิงหาคม 2563 ผมก็ได้แยกบ้านกัน โดยที่ผมเข้าไปขอโทษพ่อและแม่ของเขา กราบเท้าพ่อแม่เขาว่าผมไม่สามารถทำได้ตามที่เคยให้สัญญาไว้ว่าจะดูและและรักลูกสาวเขา
- เราทั้งหมดต่างเสียใจ พ่อแม่ของเขาก็ดีมากๆ ก็เข้าใจในตัวผม ไม่ได้ถือโทษโกรธอะไร เราก็ยังไปมาหาสู่กันเช่นเดิม
- และแล้วเมื่อเดือนสิงหาคม ปลายเดือน ผมได้ไปเจอผู้หญิงคนนึง เราทั้งคู่คุยกันด้วยมิตรภาพที่ดี จวบจนผ่านไปหลายเดือน เราทั้งคู่ก็ชอบพอกัน และในที่สุดเราทั้งคู่ก็รู้สึกรักกัน  เขาก็ไม่เคยผ่านการแต่งงานมา และเขาก็รับรู้เรื่องของผมอย่างละเอียด ผมบอกแม้กระทั่งผมเป็นคนไม่ดีที่ทิ้งผู้หญิงคนนึงมา 
- ในระหว่างที่ผมไปมาหาสู่กับผู้หญิงคนนั้นนั้น ผมมีความสุขมาก แต่อีกใจนึงผมก็รู้สึกสงสารภรรยาเดิมของผมมาก (เขาเคยพิมพ์มาถามผมว่า ทำไมผมถึงปล่อยมือทิ้งเขาไว้กลางทาง) ผมอ่านแล้วผมนี่ร้องไห้อย่างถึงที่สุด  ผมไม่อยากมีไปมีรักใหม่ แต่ผมก็ไม่สามารถห้ามใจไม่ให้ไปรักคนได้ มันเกิดขึ้นมาเอง
- เวลาผ่านไปล่วงเลยจน 4 เดือน ผมมีทั้งสุขและทุกข์ในขณะเดียวกัน ผมไม่ได้รักภรรยาเดิมของผมแบบสามีภรรยา แต่ผมรู้สึกเห็นใจและสงสารเขาเป็นห่วงเขา ที่เขาต้องอยู่คนเดียว
- ผมไม่รู้ว่าตัดสินใจอย่างไรลงไป  ผมรู้สึกเป็นทุกข์มาก ผมจึงตัดสินใจบอกเลิกกับผู้หญิงคนใหม่ของผม ในวันที่ 27 ธันวาคม 2563  ด้วยความใจหายและเสียใจทั้งคู่
 - ผมกลับมาบ้าน ภรรยาเดิมของผมก็ได้โทรมาหา แล้วผมก็บอกว่าผมได้เลิกกับแฟนของผมแล้ว  เขาก็บอกว่าเขาขอกลับมาอยู่บ้านได้ไหม ผมก็ไม่ได้ปฎิเสธออกไป ก็ให้เขากลับเข้ามาอยู่ เพราะในความคิดของผม ผมก็เข้าใจไปเองว่า ผมคงรักภรรยาของผมเช่นเดิม 
- แต่สุดท้ายไม่เป้นเช่นนั้น ผมกลับมีความรู้สึกว่า ผมไม่อยากหอมแก้ม จูบ หรือจับอะไรของเขาแม้แต่นิดเดียว แต่ผมก็ยังคงใช้ชีวิตในบ้านเดียวกัน แต่มันรู้สึกไม่มีความสุข แต่ก็ก็เช่นกัน มันก็ไม่ได้มีความทุกข์อะไรมากนัก 
.
.
.
เพื่อนๆพอจะมีแนวคิดหรือความคิดเห็นหรือทัศนคติ/ความคิดเห็น หรือสิ่งใดที่อยากจะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการหาทางออกในเรื่องนี้ได้ไหมครับว่าผมควรทำอย่างไรต่อไปดี
 
ยินดีรับฟังทุกความคิดเห็นครับ
ขอขอบคุณล่วงหน้านะครับ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่