JJNY : ยื่นไต่สวน"ตู่-จุรินทร์"│ตั้งวอร์รูมตามการวินิจฉัย│จีนหวั่น‘เมียนมา’กระทบ‘แรร์เอิร์ธ’│ยันพ.ร.บ.ประชามติเข้าสภา

ยื่น ป.ป.ช.ไต่สวน "บิ๊กตู่-จุรินทร์" ปมทำสัญญาลวงขายถุงมือยาง 1.12 แสนล้าน
https://www.thairath.co.th/news/politic/2047357

 
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาฯ เพื่อไทย ยื่นหนังสือต่อ ป.ป.ช ให้ไต่สวน "บิ๊กตู่-จุรินทร์-อคส." เพื่อหาตัวผู้กระทำความผิด และติดตามเงิน อคส. คืน กรณี ทุจริตทำสัญญาลวง ซื้อขายถุงมือยาง มูลค่า 112,500 ล้านบาท 
 
วันที่ 10 มี.ค. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย เดินทางมาที่สำนักงาน ป.ป.ช. เพื่อยื่นหนังสือ จำนวน 32 หน้า พร้อมพยานหลักฐานสิ่งที่ส่งมาด้วย จำนวน 47 รายการ กล่าวหา พลเอกประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี ประธานกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ และนายจุรินทร์ รมว.พาณิชย์ ผู้กำกับดูแล อคส. กับพวกอีกหลายรายต่อกรรมการ ป.ป.ช. ให้ไต่สวนเป็นกรณีเร่งด่วน กรณีมีการทุจริตทำสัญญาลวงซื้อขายถุงมือยางของ อคส. มูลค่า 112,500 ล้านบาท (หนึ่งแสนหนึ่งหมื่นสองพันห้าร้อยล้านบาท) ภายหลังที่ตนได้อภิปรายเรื่องดังกล่าว เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2564 ดังนี้

บุคคลที่อยู่ในข่ายตามกฎหมายที่ต้องรับผิดชอบ และพฤติการณ์ในการกระทำที่ขอให้ ป.ป.ช. ไต่สวน ได้แก่
 
1. พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ เป็นเจ้าพนักงานและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมาย กรณีจงใจร่วมกับนายจุรินทร์ปกปิดการกระทำทุจริตในหน่วยงานของรัฐ และละเว้นไม่ระงับยับยั้งความเสียหายอันเกิดจากการทุจริต ทำให้ผู้กระทำผิดยักย้าย ซ่อนเร้น จำหน่ายจ่ายโอนเงินที่ทุจริตไปจนสิ้น ทั้งที่อยู่ในวิสัยและอำนาจหน้าที่จะระงับยับยั้งความเสียหายได้แต่ละเว้นไม่กระทำการ ทั้งที่พลเอกประยุทธ์รู้เรื่องการทุจริตว่าก่อนหน้าวันที่ 14 กันยายน 2563 แต่กลับร่วมปกปิดการทุจริตในเรื่องนี้ ทำให้สูญเงินของรัฐที่จะระงับยับยั้งได้ไม่น้อยกว่า 400 ล้านบาท
 
2. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะผู้กำกับดูแล อคส. เป็นเจ้าพนักงานและเจ้าหน้าที่ของรัฐ กรณีเอื้อประโยชน์แต่งตั้งคนสนิทและผู้ช่วย ส.ส. โดยไม่มีคุณสมบัติ ความรู้ ความสามารถเฉพาะตำแหน่งตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นประธานคณะกรรมการ อคส. และภายหลังแต่งตั้งมีการจัดทำสัญญาลวงซื้อขายถุงมือยางของ อคส. มูลค่า 112,500 ล้านบาท มูลค่าความเสียหาย 2,000 ล้านบาท โดยมีพยานหลักฐานเป็นรายงานการประชุมและคลิปเสียงของนายสุชาติ ประธาน อคส. พาดพิงนายจุรินทร์ และนายจุรินทร์ ละเว้นการที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายต่อกรณีดังกล่าว แต่กลับร่วมปกปิดการทุจริตในเรื่องนี้ ทำให้สูญเงินของรัฐที่จะระงับยับยั้งได้ไม่น้อยกว่า 400 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีพฤติกรรมหลายประการที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ต้องสอบสวนว่า นายจุรินทร์ ส่อว่ารู้เห็นเป็นใจกับประธานคณะกรรมการ อคส. อันเป็นความผิดต่ออำนาจหน้าที่ตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การคลังสินค้า (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2535 และปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมาย และมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ พ.ศ. 2542
 
3. นายสุชาติ เตชจักรเสมา ประธานกรรมการ อคส. เป็นเจ้าพนักงานและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อกฎหมาย และมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ พ.ศ. 2542 โดยมีข้อเท็จจริงจากคำซัดทอดของ พ.ต.อ.รุ่งโรจน์ รักษาการแทน ผอ.อคส.
 
4. กรรมการ อคส. เป็นเจ้าพนักงานและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อกฎหมาย และมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ พ.ศ. 2542 กรณีทราบเรื่องการจัดทำสัญญาซื้อขายถุงมือยาง เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2563 จากรายงาน พ.ต.อ.รุ่งโรจน์ รักษาการแทน ผอ.อคส. แล้วกระทำผิดหน้าที่ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ พ.ศ. 2542 พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การคลังสินค้า (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2535
 
5. พ.ต.อ.รุ่งโรจน์ พุทธิยาวัฒน์ รักษาการแทนผู้อำนวยการ อคส. เป็นเจ้าพนักงานและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อกฎหมาย และมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ พ.ศ. 2542 พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การคลังสินค้า (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2535 กับพวกอีกหลายรายในลักษณะแบ่งแยกหน้าที่กันกระทำ
 
นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ เห็นว่าระยะเวลาล่วงเลยมาพอสมควรแล้ว ยังไม่มีความคืบหน้าที่ พลเอกประยุทธ์ และนายจุรินทร์ ได้ดำเนินการให้ได้ตัวผู้กระทำความผิดตามกฎหมายและให้ได้เงินคืน พฤติการณ์การกระทำของบุคคลทั้งหมดข้างต้น ตนเห็นว่า นโยบายปราบปรามการทุจริต ที่พลเอกประยุทธ์ แถลงไว้ต่อรัฐสภา ไม่มีการปฏิบัติจริง พลเอกประยุทธ์ และนายจุรินทร์ มิได้ปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 164 และตามกฎหมาย ตามหลักธรรมาภิบาลและหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี จนเกิดเรื่องทุจริตดังกล่าว และจนขณะนี้พลเอกประยุทธ์ ยังได้ปล่อยให้นายจุรินทร์ และนายสุชาติ ประธาน อคส. ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะ ผู้กำกับ ควบคุม ดูแลงานใน อคส. ต่อไป ทั้งที่บุคคลทั้งสองเป็นผู้มีส่วนได้เสีย มิได้เป็นคนกลาง เนื่องจากถูกกล่าวหาแต่ยังมีอำนาจครอบงำ อคส. ทั้งทางตรงและทางอ้อมเข้าไปเกี่ยวข้องกับพยานหลักฐานในการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดและติดตามนำเงินคืนอีกต่อไปจนถึงวันนี้
 
"ตนเดินทางมาวันนี้เพื่อกล่าวหาตามกฎหมาย ในฐานะที่เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย รักษาผลประโยชน์ของรัฐและตนเป็นผู้อภิปรายไม่ไว้วางใจในเรื่องนี้ ตนหวังว่าเรื่องนี้จะเป็นบทพิสูจน์การทำหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่ามีความกล้าหาญในการตรวจสอบทุจริตของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ เพื่อไม่ปล่อยให้คนผิดต้องลอยนวล และหน่วยงานของรัฐต้องสูญเสียเงินจากการทุจริตในครั้งนี้" นายประเสริฐ กล่าว... 
 

 
ฝ่ายค้านตั้งวอร์รูมติดตามการวินิจฉัยศาลรธน.ปมแก้ รธน. ยังมั่นใจอำนาจสภาแก้รธน.ได้
https://www.matichon.co.th/economy/news_2616476
 
ฝ่ายค้าน ตั้งวอร์รูมติดตามการวินิจฉัยศาลรธน.ปมแก้ รธน. ยังมั่นใจอำนาจสภาแก้รธน.ได้
 
เมื่อวันที่ 10 มีนาคม ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา และเลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ศาลนัดวินิจฉัยกรณีที่ประธานรัฐสภาขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 วรรคหนึ่ง(2) กรณีมีปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาในวันที่พรุ่งนี้ว่า เราได้ทำความเห็นไปในนามฝ่ายค้านทั้งหมด 7 ข้อ เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญได้รับฟังข้อมูลได้รอบด้าน ต่อไปคงต้องรอติดตามผลการวินิจฉัย แต่เรายังมั่นใจว่าอำนาจการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจของรัฐสภา แต่ทั้งนี้พรรคร่วมฝ่ายค้านเราได้ตั้งวอร์รูมเวลา 14.00 น. ของวันที่ 11 มีนาคม เพื่อติดตามคำวินิจฉัยของศาล
 
เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านมีการพูดคุยเรื่องแผนสำรองไหมถ้าตั้ง ส.ส.ร.ไม่ได้ หรือไม่ นายประเสริฐกล่าวว่า เรายังไม่ได้คุยกันอย่างเป็นทางการ ต้องรอดูทิศทางคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก่อน แล้วค่อยมาแสดงความคิดเห็นร่วมกันอีกครั้งหนึ่ง


 
จีนหวั่นสถานการณ์ ‘เมียนมา’ กระทบ ‘แรร์เอิร์ธ’ หัวใจธุรกิจไฮเทค
https://www.prachachat.net/world-news/news-626784
 
สถานการณ์รัฐประหาร “เมียนมา” ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจหลายภาคส่วน หนึ่งในนั้นคืออุตสาหกรรมการผลิตแร่ “แรร์เอิร์ท” (rare-earth)  ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักในอุปกรณ์เทคโนโลยี ซึ่งเมียนมาเป็นประเทศที่พบแร่เหล่านี้เป็นจำนวนมาก แต่สถานการณ์ในเมียนมาขณะนี้กำลังสร้างความเสี่ยงให้กับ “จีน” ที่พึ่งพาการนำเข้าแรร์เอิร์ทจากเมียนมา ซึ่งอาจจะเกิดการหยุดชะงักของการผลิตและนำไปสู่ภาวะขาดแคลนแรร์เอิร์ทได้
 
นิกเคอิ เอเชีย รายงานว่า หลังการรัฐประหารในเมียนมาเมื่อต้นเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ได้เกิดความวุ่นวายในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ขณะเดียวกันกลุ่มธุรกิจต่างชาติบางส่วนได้ถอนความร่วมมือกับบริษัทในเมียนมา และอีกหลายบริษัทก็ได้หยุดดำเนินการเพื่อรอประเมินสถานการณ์และตัดสินใจทิศทางธุรกิจหลังจากนี้ ทำให้เกิดความกังวลว่าอุตสาหกรรมแรร์เอิร์ทในเมียนมาอาจหยุดชะงักไปด้วย
 
ทั้งนี้ แร่แรร์เอิร์ทเป็นกลุ่มแร่ธาตุหายาก เช่น เทอร์เบียมออกไซด์ (terbium oxide) โลหะนีโอดิเมียม (neodymium metal) และดิสโพรเซียมออกไซด์ (dysprosium oxide) ซึ่งขาดไม่ได้ในการผลิตอุปกรณ์เทคโนโลยีต่าง ๆ ตั้งแต่สมาร์ทโฟน รถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) เครื่องกำเนิดพลังงานลม และระบบป้องกันขีปนาวุธ
 
เมียนมาเป็นหนึ่งในประเทศที่พบแหล่งแร่แรร์เอิร์ทเป็นจำนวนมาก โดยในปี 2020 เมียนมาสามารถผลิตได้ถึง 30,000 ตัน คิดเป็น 12.5% ของการผลิตแรร์เอิร์ทรวมทั่วโลก ตามข้อมูลของกรมสำรวจธรณีวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา ขณะที่จีนสามารถผลิตได้มากที่สุดในโลกอยู่ที่ 140,000 ตัน ในปี 2020 คิดเป็น 66.7% สหรัฐผลิตได้ 38,000 ตัน หรือ 15.8%
  
แม้จีนจะสามารถผลิตแรร์เอิร์ทได้เป็นจำนวนมาก แต่ยังคงไม่เพียงพอต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศ ทำให้จีนต้องพึ่งพาการนำเข้าจากภายนอก โดยเฉพาะเมียนมาที่ภาคอุตสาหกรรมทางตอนใต้ของจีนใช้เป็นแหล่งซัพพลายหลัก เนื่องจากแหล่งแร่แรร์เอิร์ทของจีนอยู่ทางตอนเหนือของประเทศซึ่งห่างไกลและมีต้นทุนในการขนส่งสูงกว่า ส่งผลให้แรร์เอิร์ทของเมียนมากว่าครึ่งที่ผลิตถูกส่งออกไปยังจีน
 
แต่การรัฐประหารในเมียนมาทำให้จีนวิตกกังวล แม้ว่าจะยังไม่มีรายงานว่าการผลิตแรร์เอิร์ทในเมียนมาหยุดชะงักลงในขณะนี้ แต่ “หม่า จินหลง” นักวิเคราะห์ของบริษัทการลงทุน เจ้อซาง ซีเคียวริตีส์ ระบุว่า “ความไร้เสถียรภาพทางการเมืองในเมียนมาอาจนำมาซึ่งความไม่แน่นอนของการจัดหาแรร์เอิร์ท
 
ความกังวลดังกล่าวทำให้เกิดภาวะอุปทานตึงตัว รวมกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมจีนที่ฟื้นตัวในเวลานี้ ส่งผลให้มูลค่าของแร่แรร์เอิร์ทเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ข้อมูลของ “ทอมสัน รอยเตอร์ส” เปิดเผยราคาซื้อขายทันที (spot prices) ของแรร์เอิร์ทในจีนแผ่นดินใหญ่ในสิ้นเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา เทียบกับ ต.ค. 2020 พบว่าราคาของเทอร์เบียมออกไซด์พุ่งขึ้นถึง 95% ส่วนโลหะนีโอดิเมียมเพิ่มขึ้น 87% และดิสโพรเซียมออกไซด์เพิ่ม 65%
 
นอกจากนี้ทางการจีนได้เพิ่มโควตาการผลิตแร่แรร์เอิร์ทในประเทศให้กับบริษัทผู้ผลิตแรร์เอิร์ทจีน 6 ราย หนึ่งในนั้นคือบริษัทไชน่านอร์เธิร์นแรร์เอิร์ธ (กรุ๊ป) ไฮเทค ที่ได้สัมปทานการขุดแร่เพิ่มเติมในพื้นที่ไบยุน โอโบ (Bayan Obo) ในเขตมองโกเลียในของจีน ทำให้ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2021 จะมีกำลังการผลิตเพิ่มเป็น 84,000 ตัน หรือเพิ่มขึ้น 30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2020
 
ไรอัน คาสติลลูกซ์” กรรมการผู้จัดการของบริษัทที่ปรึกษาด้านธุรกิจ อดามาส อินเทลลิเจนซ์ ชี้ว่า สถานการณ์ในปัจจุบันทำให้จีนเห็นควาเสี่ยงทางเศรษฐกิจจากการพึ่งพาแรร์เอิร์ทของเมียนมา และอาจเป็นประเด็นหนึ่งที่กำหนดท่าทีไม่พอใจของรัฐบาลจีนต่อการรัฐประหารในเมียนมาครั้งนี้
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่