สัมภาษณ์ "ยุทธนา มุกดาสนิท" กับ ๒๐ ปีที่คร่ำหวอดในวงการบันเทิง


กว่า ๒๐ ปีแล้ว ที่ชื่อของ ยุทธนา มุกดาสนิท อยู่คู่กับวงการบันเทิงไทยมาโดยตลอด เขาได้สร้างสรรค์ผลงานสู่สายตาผู้ชมมานับไม่ถ้วน ทั้งภาพยนตร์ ละครเวที ละครทีวี คว้ารางวัลจากการทำงานไปครองมากมายทั้งในประเทศ และต่างประเทศ 

หลังจากผันตัวออกจากบริษัทแกรมมี่ ฟิล์ม ด้วยผลงานเรื่องสุดท้ายคือ ยุวชนทหารฯ แล้ว ด้วยใจรักในศิลปการแสดงที่มีอยู่ในจิตวิญญาณ เขาจึงหันมาเปิดสถาบันสอนศิลป การแสดง โดยมุ่งเน้นให้เป็นสถานศึกษาเพื่อให้วิชาความรู้แก่ผู้มีใจรักทางด้านการแสดง ในนาม บางกอกแอคเตอร์ส สตูดิโอ ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามสวนสันติภาพ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โดยสถาบันมีหลักสูตรการสอนทั้งการเขียนบท การใช้เสียงในการแสดง การเต้น การกำกับฯ รวมไปถึงการเปิดเป็นบริษัทจัดหานักแสดงให้แก่ผู้ผลิตละคร ภาพยนตร์ และภาพยนตร์โฆษณาต่างๆ อีกด้วย และผลงานชิ้นแรกของบางกอกแอคเตอร์สก็คือ การได้ร่วมทำงานละครเวทีเรื่อง จุมพิตนางแมงมุม กับคณะละครสองแปด ซึ่งสร้างความฮือฮาให้แก่ผู้ที่ชื่นชอบละครเวทีไม่น้อย และมีทีท่าว่าอาจจะกลับมาเปิดการแสดงอีกครั้งในเร็ววันนี้ และบ่ายวันหนึ่ง ผู้เขียนก็พาตัวเองฝ่าการจราจรอันคับคั่งแวะไปเยี่ยมเยียน พูดคุยกับยุทธนา ที่บางกอกแอคเตอร์ส สตูดิโอ 

สถาบันจะมีการยกระดับถึงขั้นได้รับการรับรองสถานะจากกระทรวงศึกษาฯไหม

“ก็กำลังดำเนินการอยู่ คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เนื่องจากว่าที่เราสอนเป็นแบบวิชาการจริง ไม่ใช่ว่าเปิดมาเป็นเทรนนิ่งคอร์สเฉยๆ แล้วก็ผ่านไป คิดว่าไม่เกินสิ้นปีนี้ก็คงเรียบร้อย” 

ตั้งใจอยากให้สถาบันนี้เป็นอย่างไรคะ

“คิดไว้ว่าอยากให้เป็นแบบอคาเดมี สคูล  (Academy School) ที่มีคุณภาพระดับเท่ามหาวิทยาลัย แต่คนที่เดินถนนก็สามารถเรียนได้เลย แต่ด้วยคุณภาพระดับมหาวิทยาลัย จึงต้องเรียนวิชาอื่นด้วย ก่อนที่จะไปวิชาเอก ซึ่งถ้าคุณสนใจตรงนี้ ก็เข้ามาเรียนได้เลย ผมอยากให้พัฒนาไปถึงตรงนั้น”

คุณสมบัติของคนที่ควรจะก้าวเข้ามา ควรเป็นอย่างไร

“มีใจรักเพียงอย่างเดียว อย่างรุ่นแรกที่เรียนก็มีตั้งหลายคนที่อายุ ๕๐ กว่า ๒-๓ คนมาเรียน เรียนเพราะไม่ได้อยากเป็นดารา หรือเพราะตัวเองเป็นแฟนหนังมาตลอดชีวิต แต่เขาอยากจะเข้าใจว่าโลกของละครเป็นอย่างไร แล้วเล่นได้อย่างไร ซึ่งผมก็บอกว่าน่าจะมีประโยชน์ เพราะอย่างที่เขาบอก ดูหนัง ดูละคร แล้วย้อนดูตัวเอง ก็เป็นความจริงมาก เท่าที่ผมมีประสบการณ์มา คือการที่เราเรียนรู้อยากจะแสดงเป็นคนอื่น จะทำให้เราเข้าใจคนอื่นมากขึ้น แทนที่โลกของเราจะปิดและอยู่แต่ในโลกของครอบครัว พอมาตรงนี้บ้าง เราจะได้รีแลกซ์ แล้วก็เข้าใจคน เข้าใจชีวิตมากมาย เขาก็บอกว่าหลังจากจบคอร์สไป เขาก็รู้สึกว่าสบายใจ ตอนนี้ก็ฟรีขึ้นไป ไปทำโน่นทำนี่โดยไม่คิดว่าจะสนใจต้องไปแสดง การเรียนการแสดงนี่ สิ่งแรกที่จะได้ก็คือ ในเรื่องของสมาธิ เรื่องของจิตใจ” 

เป็นเพราะว่าบ้านเราขาดบุคลากรหรือเปล่า ถึงอยากจะทำโรงเรียนทางด้านนี้ 

“ตอนนี้มีนักแสดงเกิดขึ้นใหม่เยอะเลย ดูจากในทีวี จากประสบการณ์ที่เราทำงานมากว่า ๒๐ ปี ก็มีความรู้สึกว่า ถ้าเขาได้เรียนอีกหน่อยก็จะดีขึ้น อย่างผมเองงานที่ผ่านมาหลายเรื่องที่ผมใช้นักแสดงหน้าใหม่ และทุกครั้งก็ฝึก และก็รู้สึกว่าเขาเก่งขึ้น จะเห็นว่าหลายคนก็ได้รับรางวัลไปเลยจากการได้เล่นหนังเรื่องเดียว เพราะว่าเขาได้ฝึกอย่างถูกต้อง ทีนี้ในประเทศไทยเราที่มีการเรียนการสอนอย่างถูกต้อง เป็นวิชาการก็จะมีเฉพาะในรั้วมหาวิทยาลัยและในมหาวิทยาลัยปิดอีกต่างหาก ซึ่งต้องสอบเข้า และคนที่เรียนทางด้านนี้โดยตรงจากมหาวิทยาลัยก็ไม่ค่อยกลับมาทำงานทางด้านนี้ เพราะมีงานอย่างอื่นทำ ไม่ว่าจะสอนอะไรไปก็ไม่ได้ออกมาเพื่อทำหน้าที่นี้ เพราะว่าเขาจบปริญญาตรี ก็จะไปทำอย่างอื่น บางคนเหมือนกับว่ามาเรียนเพื่อประดับความรู้มากกว่า ก็เลยดูเหมือนว่าจะขัดแย้งกับตลาดที่เปิดกว้างขึ้น เพราะทางโทรทัศน์มีละครอยู่เยอะ แต่บุคลากรไม่พอ โรงเรียนการแสดงก็มีเปิดอยู่หลายที่ ไม่ว่าจะเป็นของกันตนาฯ หรือว่าครูช่าง หรือภัทราวดี ซึ่งก็เป็นส่วนดี แต่ผมคิดว่าก็เป็นแต่ละ Skill แต่ละวิธีการแต่ละแบบไป ส่วนของผมกับพรรคพวก ไม่ว่าจะเป็น คุณรัศมี คุณบุรณี ที่ทำรวมกลุ่มกันของการแสดงก็มีวิธีการแสดงเป็นแบบหนึ่ง ผมเองก็คิดว่าตัวเองผ่านการทำงานมาทั้งละครเวที ละครทีวี แล้วก็หนัง คงพอจะจับได้ว่าทิศทางของมันควรจะเป็นอย่างไร ควรจะมีหลักสูตรการสอนเป็นอย่างไร คือขอให้เราเป็นอีกทางหนึ่งที่ร่วมในกระแสการฝึกฝนคนรุ่นใหม่ ที่จะเข้าสู่วงการให้มีคุณภาพ เมื่อคนมีคุณภาพแล้ว งานที่ออกมาก็จะมีคุณภาพไม่น้อยกว่าต่างประเทศเลย” 

“ดั่งผีเสื้อโบยบิน” ละครเวทีเรื่องแรกที่ทำไปเป็นอย่างไรบ้างคะ

“เป็นงานทดลองของผม ซึ่งดีใจมาก เพราะที่ออกมาถือว่าประสบความสำเร็จกว่าที่ตัวเองคิดมากในแง่ปฏิกิริยาของคนดู คือเป็นเธียเตอร์เล็กๆ ที่คนมาหนแรกยังเลี้ยวเข้าซอยผิดซอยถูกอยู่เลย แต่ว่าคิดว่าคนที่มาดูแล้ว ได้ความประทับใจที่ดี แล้วก็หลายคนบอกว่าถ้ามีอีกก็จะมาอีก และจะชวนเพื่อนเพิ่มขึ้นมา ในต่างประเทศเขาจะมีละครห้องแถวเล็กแบบนี้ เราก็อยากจะลองทำดู เป็นละครเวที ความยาวชั่วโมง ชั่วโมงครึ่ง พองานออกมาก็รู้สึกว่าไม่ผิดหวังเลย รู้สึกสบายใจที่เห็นคนดูเดินออกมาพร้อมด้วยความรู้สึกที่ดี ถือว่าเป็นการเปิดตัวหนแรกที่ดี แล้วก็เป็นกำลังใจให้แก่คนทำ เพื่อที่จะหาโปรดักชั่นเล็กๆ ต่างๆ แนวคิดใหม่ๆ หรือให้เด็กใหม่ๆ มากำกับฯ มีงานทดลองแปลกๆ ในละครห้องแถวเล็กๆ แบบนี้ให้ดูกันไปเรื่อยๆ” 

คุยถึงเรื่องหนังบ้าง ทำไมถึงเลือก “ชั่วฟ้าดินสลาย” มาทำคะ

“ชั่วฟ้าดินสลาย เป็นเรื่องที่ตัวเองชอบมาก และคิดว่าบางทีไม่จำเป็นต้องทำหนังร่วมสมัย แต่ขอให้มีบรรยากาศของมันอยู่ ผมมีความรู้สึกว่า ช่วงนี้ไม่ค่อยมีหนังแบบที่เป็นเรื่องราวของความรักโรแมนติคอยู่ในตลาดเลย และตัวเองก็นึกอยู่ว่าต้องถ่ายทำสวยๆ ตั้งใจจะไปถ่ายทำในลาว เพราะมีภูมิทัศน์สวยๆ และคิดว่าก็มีโครงเรื่องที่เข้มข้นของมัน เป็นตัวเรื่องที่เศร้า โรแมนติค และจบลงด้วยโศกนาฏกรรมที่ดีมาก คิดว่าน่าจะเป็นเรื่องที่ไม่ใช่รักหวานแหววอย่างเดียว แต่มีน้ำหนัก มีน้ำตาในความโรแมนติคของมันอยู่ ก็เลยคิดอยากทำ”

แล้ววางตัวแสดงเอาไว้บ้างหรือยังคะ

“ตอนนี้วางไว้เพียงคนเดียว เพราะเป็นรักสามเส้าของผู้ชายแก่กับเมียสาว แล้วก็หลานชาย ตอนนี้เมียสาวกับหลานชายยังไม่แน่ใจว่าจะใช้ดาราใหม่หรืออาจจะลองออดิชั่นดูก่อนสำหรับ ๒ ตัวละครนี้ ส่วนผู้ชายที่เล่นเป็นลุง ได้ติดต่อ ฉัตรชัย เปล่งพานิช ไว้แล้ว ซึ่งเขาก็ยินดี ซึ่งคิดว่าคุณนกมีความสามารถมากในการแสดงบทนี้ ถ่ายทอดบทนี้ ต้องถือว่าเป็นบทสำคัญ เป็นเซ็นเตอร์ เป็นตัวที่ทำให้เกิดเรื่องนี้ขึ้น” 

มีความคิดเห็นอย่างไรบ้างคะ กับหนังไทยในปีนี้

“เอาที่เห็นในเทร็นด์ก่อน ก็คึกคักขึ้นจากกระแสสุริโยไท อย่างบางระจันก็เป็นหนังประสบความสำเร็จ แล้วช่วงหลังๆ นี้ก็มีหนังออกมาหลายเรื่อง แล้วก็หลากหลายรูปแบบกันไป ไม่ว่า จัน ดารา ขวัญ&เรียม แล้วยังมีปอ[หวีดสยอง ซึ่งก็เป็นทางเลือกสำหรับคนดู ผมได้ดู ๑๔ ตุลาฯ จัน ดารา ถ้าพูดถึงคุณภาพการทำงานในเอเชีย เราไม่แพ้ใครเลย เพียงแต่ว่าเรื่องจะถูกใจประชาชนหรือเปล่า เข้าถึงใจของคนไทยหรือไม่เท่านั้น ตอนนี้ตลาดชักกว้างขึ้น ตอนนี้หนังไทยบางเรื่องจะคิดไปทำตลาดในต่างประเทศ แต่ก็รู้สึกว่ายากเหมือนกัน เพราะว่าความชอบของคนในประเทศกับคนต่างประเทศไม่ค่อยเหมือนกัน แต่ว่าถ้าทำแล้วประสานกันได้ อย่างเรื่องที่ผมดีใจไปกับเขาด้วยอย่างยิ่งเลยคือเรื่อง ฟ้าทะลายโจร ซึ่งในประเทศไทยไม่ประสบความสำเร็จเลย แต่ตัวเราเองดูแล้วก็ชอบ แต่ก็ได้ข่าวว่าในต่างประเทศประสบความสำเร็จมาก และก็ขายได้ ทำให้เรามีกำลังใจที่จะทำหนังทดลองแบบดีๆ ออกมาอีก” 

แล้วไม่กังวลหรือคะกับการทำ “ชั่วฟ้าดินสลาย” เพราะเดี๋ยวนี้หนังเขามักใช้เทคนิคพิเศษมากๆ 

“ก็ไม่แน่ใจความคิดของตัวเองเลย แต่ในขณะที่มีกระแสอย่างหนึ่ง แล้วถ้าเราตามกระแสตลอดเวลา มันอาจจะไปได้ตรงปลายกระแส หรืออาจจะเป็นไปไม่ได้ก็ได้ จะเห็นว่าคนทำหนังเนี่ย หนึ่งจะต้องมีใจรักในชิ้นงานนั้น แล้วสำรวจไปด้วยว่า ช่วงนั้นมีอะไรดาษดื่นแล้ว เราจึงเป็นอีกแบบหนึ่งซึ่งคนอาจจะสนใจ คือการคิดแบบนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย คือเป็นการทำโดยไม่ได้เอาใจตลาด แต่เราก็ทำการตลาดนะ แต่เป็นการตลาดแบบเชิงตรงกันข้ามอยู่ ข้อดีคือ ถ้าเผื่อเป็นช่องว่างอยู่พอดี เราก็จะแจ๊คพอท แต่ข้อเสียคือ ถ้าคนไม่ต้องรสนิยมนั้น ก็จะไม่มีคนสนใจไปเลย ตัวเองก็ทำแบบทดลองอย่างนี้ตลอด รู้สึกว่าท้าทายดี คิดว่าไม่สนุกนะถ้าจะทำตามกันไปหมด” 

เวลาที่รู้สึกแย่มากๆ ทำอย่างไรคะ

“ก็พยายามทำเรื่องต่อไป เพราะถือว่าแต่ละเรื่องเป็นบทเรียนว่าทำไมสิ่งที่เราทำเนี่ย เราคิดอย่างหนึ่ง แล้วคนไม่ชอบ หรือว่าหลายคนดูแล้วก็ชอบอย่าง โอเนกาทีฟ ส่วนใหญ่คนดูแล้วพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าชอบมาก ดูแล้วดูซ้ำ ๓-๔ รอบ แต่ก็เป็นหนังที่ทำรายได้กลางๆ แค่ ๒๐ ล้านเท่านั้นเอง ซึ่งอาจเป็นเพราะแนววิธีโฆษณา ไม่จูงใจ เพราะโลกยุคไอทีเนี่ย การโฆษณามาอันดับแรก จากประสบการณ์ที่ทำมาก็ได้ทั้งแจ๊คพอท และขาดทุนมหาศาล ทำให้ตัวเองรู้สึกว่าสนุก สนุกที่จะค้นหาต่อไป ถ้าประสบความสำเร็จไปหมด ชีวิตก็คงไม่สนุก ไม่ตื่นเต้น อย่างผมเปิดมาเรื่องแรก ทำ เทพธิดาบาร์ ๒๑ ก็พัง เจ๊งมาก แต่ว่ากระแสวิจารณ์ที่เข้ามาดีมาก เรื่องที่ ๒ มาทำ ไฟนรกฯ ก็ได้ตังค์ เรื่องที่ ๓ ก็ได้ขึ้นมาอีก เรื่องที่ ๔ ก็พัง เรื่องที่ ๕ ก็เป็นกลางๆ เรื่องที่ ๖ ก็มากลางๆ อีก คือ ผีเสื้อและดอกไม้ แต่ก็ได้รางวัลจากต่างประเทศ ก็ทำให้เราเองคุ้นชิน ไม่รู้สึกดีใจจนเกินไป หรือเสียใจจนเกินไป เพราะว่าทำให้เห็นความไม่แน่นอนของวงการ ซึ่งไม่ใช่เฉพาะเมืองไทย เป็นทั้งหมดทั่วโลกด้วยซ้ำ”

แต่สำหรับ ยุทธนา มุกดาสนิท แล้ว แฟนๆ มั่นใจได้ว่า เขาจะไม่มีวันหันหลังให้แก่การทำงานศิลปะในแขนงนี้อย่างแน่นอน แต่พลังสำคัญในการทำงานของเขาก็คือ กำลังใจจากผู้ชมนั่นเอง

สัมภาษณ์โดย "ปริศนา"

ขอขอบพระคุณนิตยสารสกุลไทย ฉบับที่ 2468 ปีที่ 48 ประจำวันอังคารที่ 5 กุมภาพันธ์ 2545

แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่