JJNY : น้ำโขงแห้งหนัก│อสังหาฯปัจจัยลบรอบด้าน│สูตรลดเหลื่อมล้ำสิงคโปร์│เรืองไกรบี้ปมเก็บภาษีตู่│หนูฉุนจัด ดาวฤกษ์

น้ำโขงแห้งหนัก อเมริกา หนุน MRC เรียกร้องจีนให้ข้อมูลน้ำ
https://www.matichon.co.th/region/news_2600347
 
 
เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์น้ำในแม่น้ำโขงด้าน จ.เชียงรายว่ายังลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดดอนทราย และโขดหินโผล่พ้นน้ำมาเป็นจำนวนมากในแม่น้ำโขง ในพื้นที่ อ.เชียงของ และ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ทำให้การเดินเรือในแม่น้ำโขงเป็นไปได้อย่างยากลำบาก รวมไปถึงการทำการประมงในท้องถิ่น ซึ่งชาวประมงไม่สามารถนำเรือออกหาตามแหล่งน้ำที่เคยไปได้เพราะปริมาณน้ำลดระดับลง ทำให้แหล่งที่อยู่อาศัยของปลาเปลี่ยนแปลงไป
 
นอกจากนี้ยังพบว่าเรือสินค้าในแม่น้ำโขง ทั้งฝั่งประเทศไทย และสปป.ลาว เกยตื้นอยู่บนฝั่งหลายลำ เนื่องจากน้ำที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ประกอบการที่ท่าเรือต่างๆปิดตัวลงเพราะสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้เรือในแม่น้ำโขงหยุดเดินเรือในช่วงนี้ และทำให้การท่องเที่ยวในแม่น้ำโขงลดลงด้วย
 
นายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว หรือครูตี๋ กลุ่มรักษ์เชียงของ กล่าวว่า ระดับน้ำในแม่น้ำโขงที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง สาเหตุจากเขื่อนในประเทศจีนปล่อยน้ำออกมาในปริมาณน้อยส่งผลให้ประเทศที่อยู่ท้ายเขื่อนได้รับผลกระทบ ซึ่งในช่วง 2 ปีมานี้จะเห็นว่าหลายฝ่ายได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงทั้งด้านการเกษตรริมแม่น้ำ ระบบนิเวศ การประมง วิถีของชาวบ้านริมแม่น้ำโขงต่างได้รับผลกระทบทั้งหมด อยากให้ทางการจีนมาศึกษาถึงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำที่ไม่เป็นธรรมชาติ เพราะการที่เขื่อนปล่อยน้ำตามใจไม่ได้ทำให้เกิดผลกระทบเฉพาะการเดินเรือเท่านั้น แต่ส่งผลกระทบทุกด้าน ในส่วนความร่วมมือของกลุ่มนักอนุรักษ์ในลุ่มแม่น้ำโขง ทั้ง 8 จังหวัดที่ติดกับแม่น้ำโขงได้มีการยื่นหนังสือร่วมกับกลุ่ม กรรมาธิการแม่น้ำโขง หรือ MRC ซึ่งเป็นหน่วยงานของทางราชการแต่ละประเทศลุ่มแม่น้ำโขงได้รวมตัวกันเพื่อทำหนังสือถึงทางการจีนเพื่อเรียกร้องให้ปล่อยน้ำจากเขื่อนเพื่อให้แม่น้ำโขงกลับมามีระบบนิเวศที่ดีเช่นเดิม
 
ทางด้าน กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ แถลงเมื่อวันที่ 23 ก.พ.64 ที่ผ่านมาว่าสหรัฐ จะใช้ความร่วมมือในกรอบ Mekong- U.S. Partnership เพื่อส่งเสริมให้รัฐบาลและชุมชนท้องถิ่นในอนุภาคลุ่มแม่น้ำโขงให้มีการพัฒนาอยางโปร่งใสตรวจสอบได้ โดยจะดำเนินการ Mekong Water Data Intiative และ Mekong Dam Monitor พร้อมกันนี้สหรัฐมีความกังวล เกี่ยวกับระดับน้ำในแม่น้ำโขงที่ลดลงอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับประเทศในอนุภาคลุ่มแม่น้ำโขง และกรรมาธิการแม่น้ำโขง หรือ MRCจงร่วมกันเรียกร้องให้รัฐบาลจีนแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับน้ำในแม่น้ำโขงอย่างต่อเนื่อง และทันสมัน รวมทั้งข้อมูลเกี่ยวกับการจัดการน้ำของจีน ตลอดจนกระตุ้นให้จีนร่วมือกับประเทศในอนุภาคลุ่มแม่น้ำโขงมากขึ้น
 

 
อสังหาฯปัจจัยลบรอบด้าน คนตกงาน แบงก์เข้มงวดสินเชื่อกระทบกำลังซื้อ 
https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/924842
 
พลัส พร็อพเพอร์ตี้ เผยผลสำรวจอสังหาฯปี64เผชิญความท้าทายรอบด้าน อัตราว่างงานพุ่ง แบงก์เข้มงวดการปล่อยสินเชื่อกระทบกำลังซื้อผู้บริโภค ด้านผู้ประกอบการเร่งระบายสต็อก เปิดโครงการใหม่ เน้นราคาเข้าถึงง่ายในทำเลเดินทางสะดวก
 
นางสาวสุวรรณี มหณรงค์ชัย รองกรรมการผู้จัดการสายงานพัฒนากลยุทธ์และบริหารสินทรัพย์ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด กล่าวว่า จากการสำรวจ พบว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2564 มีความท้าทายจากปัจจัยรอบด้านทั้งเรื่องของอัตราการว่างงานที่เพิ่มสูงขึ้นจากสถานการณ์โควิด-19 และสภาพเศรษฐกิจ และยังมีเรื่องของการที่สถาบันการเงินและธนาคารพาณิชย์มีการควบคุมและจำกัดการพิจารณาปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค

ถึงแม้กระนั้นปัจจัยบวกที่ช่วยพยุงกำลังซื้อให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังเดินต่อไปได้คือ มาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐที่มีการขยายเวลามาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์และค่าจดจำนองสำหรับที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท เหลือ 0.01% และการลดภาษีที่ดิน 90% รวมถึงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่อยู่ในระดับต่ำ จะยังคงช่วยกระตุ้นผู้ที่มีความพร้อมซื้อที่อยู่อาศัยได้ในปีนี้ คาดว่าแนวโน้มปี 2564 จะมีการเปิดโครงการใหม่มากขึ้น เร่งระบายโครงการคงค้างอย่างต่อเนื่อง โดยผู้ประกอบการสามารถปรับตัวรับมือกับสถานการณ์ได้ดีขึ้น เน้นการเปิดโครงการที่ราคาเข้าถึงง่ายในทำเลเดินทางสะดวกให้สอดคล้องกับกำลังซื้อของผู้บริโภค และหาจุดขายใหม่ๆ ที่แตกต่างจากคู่แข่งเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน
 
ผลสำรวจล่าสุดพบว่า สัดส่วนอุปทานแยกตามประเภทที่อยู่อาศัยที่เปิดตัวใหม่ในครึ่งหลังปี 2563 พบว่า คอนโดมิเนียมแม้มีอุปทานลดลงแต่ยังคงมีสัดส่วนสูงสุดคือ 48% โดยมีจำนวน 16,582 ยูนิต อันดับสองคือทาวน์โฮมที่มีสัดส่วน 38% จำนวน 13,065 ยูนิต และอันดับสามคือบ้านเดี่ยวในสัดส่วน 14%  มีโครงการเปิดตัวใหม่จำนวน 4,767 ยูนิต
 
ตลาดบ้านเดี่ยว ในช่วงครึ่งปีหลัง 2563 มีจำนวนอุปทานใหม่ทั้งสิ้น 4,767 ยูนิต เพิ่มขึ้น 6% จากครึ่งปีแรก ส่งผลให้อุปทานเสนอขายรวมมีจำนวน 14,985 ยูนิตในรอบสำรวจนี้ ในขณะที่อุปสงค์เพิ่มขึ้น 11% จากครึ่งปีแรกมีจำนวนทั้งสิ้น 5,992 ยูนิต คิดเป็นอัตราการขายเท่ากับ 40% โดยบ้านเดี่ยวราคา 5-7 ล้านบาท เป็นระดับราคาที่มีอุปทานเสนอขายสัดส่วนสูงที่สุดอยู่ที่ 33% หรือมีจำนวน 4,902 ยูนิต เพิ่มขึ้น 6% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน อุปสงค์มีการปรับเพิ่มขึ้นในเกือบทุกระดับราคา ยกเว้นในระดับราคาต่ำกว่า 5 ล้านบาท โดยระดับราคาที่มีอุปสงค์เพิ่มขึ้น YoY มากที่สุด คือระดับราคา 10-20 ล้านบาท โดยเพิ่มขึ้น 53% มีอัตราการขายอยู่ที่ 33% หากดูโซนที่มีความต้องการเติบโตต่อเนื่องพบว่าอยู่ที่โซนตะวันตกในบริเวณปากเกร็ด โซนตะวันออกเฉียงเหนือในบริเวณคลองสามวา และโซนตะวันออกบริเวณบางพลีและบางบ่อ ซึ่งเป็นผลจากการขยายตัวของรถไฟฟ้าและแหล่งงานในบริเวณดังกล่าว
 
ตลาดทาวน์โฮม ในรอบสำรวจนี้ตลาดทาวน์โฮมมีอุปทานใหม่ทั้งสิ้น 13,065 ยูนิต เพิ่มขึ้น 4% จากครึ่งปีแรก ส่งผลให้อุปทานเสนอขายมีจำนวนรวม 29,675 ยูนิต ในขณะที่อุปสงค์มีจำนวนทั้งสิ้น 13,074 ยูนิต เพิ่มขึ้น 14% จากครึ่งปีแรก คิดเป็นอัตราการขายเท่ากับ 44% โดยผู้ซื้อมีอัตราตอบรับเพิ่มมากที่สุดในระดับราคา 5-7 ล้านบาท โดยทำเลที่ได้รับความสนใจจะอยู่บริเวณถนนราชพฤกษ์ ช่วงตลิ่งชัน-ทวีวัฒนา ลำดับต่อมาเป็นระดับราคา 3-5 ล้านบาท และพบว่ากลุ่มผู้ซื้อให้ความสนใจเพิ่มขึ้นเพราะที่ตั้งของโครงการมักอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองมากนัก เช่น พัฒนาการ, รามคำแหง, กัลปพฤกษ์ หรือรามอินทรา
 
ตลาดคอนโดมิเนียม สำหรับตลาดคอนโดมิเนียมในช่วงครึ่งปีหลัง 2563 มีอุปทานใหม่เพิ่มขึ้นจากครึ่งปีแรกถึง 67% มีจำนวนทั้งสิ้น 16,582 ยูนิต ส่งผลให้อุปทานเสนอขายมีจำนวนรวมทั้งสิ้น 100,918 ยูนิต ในขณะที่อุปสงค์เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยที่ 1% จากครึ่งปีแรก มีจำนวนทั้งสิ้น 16,843 ยูนิต คิดเป็นอัตราการขายที่ 17% โดยผู้ประกอบการยังคงชะลอการลงทุนโครงการใหม่เนื่องจากยังมียูนิตสร้างเสร็จเหลือขายจำนวนมาก และยังคงเน้นการระบายสินค้าเดิมเป็นหลัก ทำให้อุปทานเสนอขายในปี 2563 ลดลงในทุกระดับราคา โดยผู้ซื้อหันมานิยมที่อยู่อาศัยย่านชานเมืองมากขึ้น ส่งผลให้อุปสงค์ในบางพื้นที่ปรับเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปีก่อน ได้แก่ พื้นที่รามคำแหงซึ่งส่วนใหญ่เป็นโครงการที่อยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้าในระยะไม่เกิน 300 เมตร, พื้นที่พระรามสอง เนื่องจากมีความชัดเจนของการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ และคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างภายในปี 2564, บริเวณเกษตร-งามวงศ์วาน จากเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีแดง (บางซื่อ-รังสิต) ที่กำลังจะเปิดใช้บริการ และสายสีน้ำตาล (แคราย-ลำสาลี) ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต ทำให้ยอดซื้อทั้งจากในโครงการเก่าและจากโครงการเปิดใหม่ในบริเวณนี้ปรับเพิ่มขึ้น, พื้นที่แจ้งวัฒนะ-ดอนเมือง-คูคต และพื้นที่จรัญสนิทวงศ์ฝั่งถนนธนบุรี
 
ปี 2564 ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์มีการปรับตัวรับมือกับสถานการณ์ได้ดียิ่งขึ้น คาดว่าการเปิดตัวโครงการใหม่จะมีมากขึ้นแต่ยังคงเน้นระบายสต็อกคงค้าง "
 
อย่างไรก็ตามปัจจัยที่ยังคงต้องเฝ้าติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดได้แก่เรื่องโควิด-19 ทั้งด้านการควบคุมการแพร่ระบาดและด้านการกระจายวัคซีนในประเทศไทย ปัจจัยด้านค่าเงินบาทที่แข็งค่าซึ่งอาจกระทบต่อการฟื้นตัวของอุปสงค์ต่างประเทศ ปัจจัยด้านภาคการท่องเที่ยว หากมีสัญญาณบวกจากการได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 ที่มีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึงในหลายๆ ประเทศ น่าจะช่วยให้ปัจจัยด้านการท่องเที่ยวกลับมาและภาคอสังหาฯ ได้รับอานิสงส์ที่ดี
 
ขณะที่ปัจจัยด้านหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูงจากการการสูญเสียแหล่งที่มาของรายได้ ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากผู้ซื้อมีรายได้และเงินออมลดลง การตัดสินใจซื้อจะใช้เวลานานขึ้น แต่หากผู้ประกอบการมีความระมัดระวังและพร้อมปรับตัวอยู่เสมอ ทำราคาที่สอดคล้องกับกำลังซื้อและมีการพัฒนาจุดขายใหม่ๆ ที่โดดเด่นต่างจากคู่แข่งและตอบโจทย์ความต้องการในยุคปัจจุบันได้ และอาศัยปัจจัยหนุนจากมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐที่ควรต้องมีออกมาอย่างต่อเนื่องและขยายข้อจำกัดให้ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากพอ เชื่อว่าจะเป็นแรงส่งให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังเดินหน้าต่อไปได้
 

 
‘เอาเงินคนรวยให้คนจน’ สูตรลดเหลื่อมล้ำสิงคโปร์
https://www.prachachat.net/world-news/news-620805

ถึงแม้ตัวเลขเศรษฐกิจ (จีดีพี) ประเทศสิงคโปร์ปี 2020 จะหดตัวถึง -5.4% จากปีก่อนหน้าก็ตาม แต่ “เฮง สวี เกียต” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงการคลังสิงคโปร์ เปิดเผยว่า เมื่อปีที่แล้ว “ความเหลื่อมล้ำทางรายได้” ของสิงคโปร์อยู่ในระดับที่ต่ำที่สุดในรอบ 20 ปี ผลจากที่ใช้โมเดล “โยกเงินก้อนใหญ่จากคนรวยสู่คนจน”

“เฮง สวี เกียต” ให้สัมภาษณ์ของสำนักข่าวแชนเนล นิวส์ เอเชีย ว่า เมื่อปีที่แล้ว “ค่าบ่งชี้ความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้” (Gini coefficient) หรือการกระจายความมั่งคั่งของสิงคโปร์อยู่ที่ 0.375 ลดลงต่ำกว่าปี 2019 ซึ่งอยู่ที่ 0.398 และน้อยที่สุดตั้งแต่ประเทศเริ่มบันทึกสถิติเมื่อปี 2000 โดยเฮงกล่าวว่า สาเหตุที่ระดับความเหลื่อมล้ำของสิงคโปร์ลดลง เนื่องจากความสำเร็จของโครงการแจกจ่ายเงินเมื่อปีที่แล้ว มุ่งช่วยเหลือกลุ่มคนรายได้น้อยมากกว่า
 
สำนักงานสถิติสิงคโปร์ระบุว่า โดยเฉลี่ยประชากรได้รับเงินจากแพ็กเกจช่วยเหลือของรัฐบาล 6,308 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อคน  (ประมาณ 143,000 บาท)  ขณะที่ปี 2019 ได้รับเงินเพียง 4,684 ดอลลาร์สิงคโปร์ (106,000 บาท) โดยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งหมดของสิงคโปร์เมื่อปี 2020 มีมูลค่ารวมเกือบ 1 แสนล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (2.27 ล้านล้านบาท)

โดยเฮงย้ำว่า ระบบการบริหารจัดการสวัสดิการจากเงินภาษีของประเทศ มุ่งนำเงินคนที่มีรายได้สูงเข้าช่วยเหลือผู้คนที่มีรายได้ต่ำ ทางการสิงคโปร์รายงานว่า ครัวเรือนที่มีรายได้มากที่สุดของประเทศ 20% จ่ายภาษีมูลค่า 56% ของภาษีทั้งหมด และได้รับสวัสดิการ 11% จากสวัสดิการทั้งหมด ขณะที่ครัวเรือนที่มีรายได้น้อยที่สุด 20% ของประเทศ จ่ายภาษีคิดเป็น 9% ของภาษีทั้งหมด ขณะที่ได้รับจัดสรรสวัสดิการมากถึง 27% จากสวัสดิการทั้งหมด
 
ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่า บุคคลที่มีรายได้สูงจ่ายภาษีมากกว่า และได้รับสวัสดิการน้อยกว่าบุคคลที่มีรายได้ต่ำ โดยบางกรณีแรงงานที่รายได้ต่ำมากไม่เสียภาษีเงินได้” เฮง สวี เกียต กล่าว
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่