#มันจะบาปมั้ยที่เราเอาเรื่องราวของพ่อมาวิจารณ์
เรารู้สึกว่าเค้าเป็นคนไม่รักครอบครัว เพราะช่วงที่แม่ป่วย เค้าก็เริ่มคบกับแฟนเค้า และทันทีที่แม่เสียก็ประกาศตัวให้ลูกรู้ (เรามีพี่น้อง 3 คน และเราเป็นลูกคนเล็ก)เหมือนเป็นนัยว่าพวกเอ็งต้องให้เกียรติเมียคนนี้ของเค้า ทั้งๆที่ลูกไม่ได้ชอบเลย
เราเองก็เรียนมัธยมปลายจบพอดีเลยมาเรียนต่อที่ กทม.โดยสมัยเรียนไม่เคยขอเงินพ่อเลย เพราะบ้านเราฐานะไม่ดี ไม่อยากรบกวนพ่อ เราก็ขอทุนบ้างคือเราได้ทุนมาตั้งแต่สมัยเรียนประถมแล้วละก็เลยขอมาต่อเนื่อง นอกจากนั้นก็กู้เรียนบ้าง ยืมเพื่อนก็บ่อย หากิจกรรมทำในมหาลัยหรืออะไรก็แล้วแต่เพื่อเป็นรายได้เสริม
พอปิดเทอมกลับมาบ้าน เราก็เห็นพ่อแต่งตัวดี ดูดี ต่างกับสมัยที่แม่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งเป็นสมัยที่ลำบากตรากตรำมาด้วยกัน แต่ตอนนี้เหมือนพ่อหมดภาระแล้ว เพราะไม่ต้องส่งเสียให้ลูกเรียน เลยคิดในแง่ดีไปว่าผู้หญิงคนนี้คงดูแลพ่อเราดี
แต่ในทางกลับกัน เราใช้ชีวิตที่ กทม.บางครั้งก็ลำบากไม่มีตังค์กินข้าว ขอยืมเพื่อนไปบ้าง กินมาม่าบ้าง แต่ก็ไม่กล้าบอกพ่อเลยสักคำกลัวเค้าเป็นห่วง
จนเราเรียนจบและได้งานทำ หวังว่าจะได้เก็บตังค์ใช้ชีวิตให้สบาย แต่มีสายโทรมาจากพ่อว่าลูกมีเงินเดือนแล้ว ให้ลูกช่วยพ่อผ่อนบ้านด้วยนะ (จ่ายเต็มทั้งเดือน)ตอนนั้น ปี 2554 บางปีเราก็เก็บสะสมเป็นเงินก้อนโตให้ ซึ่งพ่อใช้ประโยคที่บอกว่าบ้านหลังนี้ที่ลูกผ่อน พ่อยกให้ลูกนะ จนตอนนี้ ปี 2564 ก็ยังเป็นชื่อพ่อเหมือนเดิม เราก็มีเปลี่ยนงานบ้าง พอเริ่มงานใหม่เงินเดือนก็ยังไม่มากนักและได้บอกพ่อไปว่าจะหยุดช่วยบ้างแล้วละ
สิ่งที่น่าสังเกตคือแฟนพ่อ พอเราโตขึ้นและกลับบ้านไปบางครั้งเรามักจะเห็นว่าพ่อเราแทบจะเชื่อฟังผู้หญิงคนนี้ทุกอย่าง บางครั้งมีพฤติกรรมที่พูดจาไม่ดีกับเราและพ่อ ต่างกับแม่เราอย่างสิ้นเชิง แต่พ่อก็หาว่าเราใส่ร้ายเค้า
ต้องบอกก่อนว่าเราจากบ้านไปหลายปี คือตั้งแต่ปี 2550 ที่แม่เราเสีย จนวันนี้ได้ย้ายกลับมาบ้าน คิดว่าอยู่บ้านกับพ่อแล้วเราสบายใจขึ้น (พี่ๆอยู่กับครอบครัวที่ ตจว.) แต่ไม่เป็นแบบนั้น เพราะมีอยู่ครั้งนึงเราโดนพ่อด่าโดยที่เราไม่ทราบสาเหตุ เราทั้งตกใจ เสียใจ เสียความรู้สึก และงงมาก เลยขอให้แฟนพ่อกลับไปอยู่บ้านเค้าเถอะ อย่ามาอยู่บ้านเราเลย เราไม่สบายใจ พ่อก็จำใจยอม ซึ่งช่วงแรกๆที่เราย้ายมาบ้านต้องยอมรับว่าพ่อดูแลเราดี คือ ช่วยทำกับข้าวให้เรากิน แต่หลังจากผ่านมา 4 เดือน ทุกอย่างเปลี่ยนไป บางวันเราต้องทำกินเอง ทำให้พ่อกิน เรื่องค่าใช้จ่ายเราก็ต้องช่วยเป็นเรื่องปกติ งานที่ทำงานก็เริ่มเยอะ บางวันกลับมาบ้านไม่มีอะไรกิน เห็นจานที่พ่อกินข้าวแล้วยังไม่ได้ล้าง วางอยู่ในอ่าง
เราเริ่มทะเลาะกับพ่อบ่อยขึ้น ก็บอกเค้าไปว่าเหมือนพ่อไม่ค่อยสนใจดูแลลูกเท่าไรนะ โชคดีที่พ่อเรายังแข็งแรงอยู่ไม่เจ็บป่วยมาก แต่สังเกตว่าหากแฟนพ่อชวนไปไหน เค้าไปหมดทุกที่ กลับบ้านดึกดื่นเที่ยงคืนไม่ต่างจากวัยรุ่นสมัยเราเรียน
และเราขอบอกก่อนว่า เมื่อหลายปีก่อนเราเคยเครียดมาก มีปัญหาชีวิต และพอเราเอาปัญหาเรื่องที่ทำงานหรือเรื่องใดๆมาเล่าให้พ่อฟัง เค้าจะไม่ค่อยเห็นด้วยกับเรา พี่ชายเคยบอกเราว่า พ่อบอกว่าเราบ้าไปแล้ว นี่พ่อเราเปลี่ยนไปหรือเราไม่รู้จักพ่อเรากันแน่ เราว่าเราไม่เคยทำอะไรให้พ่อต้องลำบากใจ ไม่เคยขอความช่วยเหลืออะไรใดๆจากเค้ามาตลอด ล่าสุดที่ทะเลาะกันพ่อยังบอกว่าเรื่องเงินพ่อจะคืนให้ลูกทุกสตางค์ เอาของลูกไปกี่บาทบอกมาได้เลย แล้วเรื่องเครียดๆก็ไปหาจิตแพทย์นะ จะได้หายเครียด เราบอกเลยว่าเราไม่ศรัทธาในตัวพ่อเราเลย เรื่องเงินเราก็ไม่หวังอะไรหรอก เพราะเรารู้ว่าพ่อเราไม่มีตังค์ เราแค่อยากรู้ว่าวันนึงเราควรไปจากบ้านเรามั้ย ไม่ใช่ว่าทิ้งพ่อไปนะ แต่เราอยู่ด้วยแล้วเราไม่สบายใจและมันมีผลต่อการใช้ชีวิตของเรา
พ่อใครเป็นแบบนี้บ้าง หรือเราคิดมากไปเอง
เรารู้สึกว่าเค้าเป็นคนไม่รักครอบครัว เพราะช่วงที่แม่ป่วย เค้าก็เริ่มคบกับแฟนเค้า และทันทีที่แม่เสียก็ประกาศตัวให้ลูกรู้ (เรามีพี่น้อง 3 คน และเราเป็นลูกคนเล็ก)เหมือนเป็นนัยว่าพวกเอ็งต้องให้เกียรติเมียคนนี้ของเค้า ทั้งๆที่ลูกไม่ได้ชอบเลย
เราเองก็เรียนมัธยมปลายจบพอดีเลยมาเรียนต่อที่ กทม.โดยสมัยเรียนไม่เคยขอเงินพ่อเลย เพราะบ้านเราฐานะไม่ดี ไม่อยากรบกวนพ่อ เราก็ขอทุนบ้างคือเราได้ทุนมาตั้งแต่สมัยเรียนประถมแล้วละก็เลยขอมาต่อเนื่อง นอกจากนั้นก็กู้เรียนบ้าง ยืมเพื่อนก็บ่อย หากิจกรรมทำในมหาลัยหรืออะไรก็แล้วแต่เพื่อเป็นรายได้เสริม
พอปิดเทอมกลับมาบ้าน เราก็เห็นพ่อแต่งตัวดี ดูดี ต่างกับสมัยที่แม่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งเป็นสมัยที่ลำบากตรากตรำมาด้วยกัน แต่ตอนนี้เหมือนพ่อหมดภาระแล้ว เพราะไม่ต้องส่งเสียให้ลูกเรียน เลยคิดในแง่ดีไปว่าผู้หญิงคนนี้คงดูแลพ่อเราดี
แต่ในทางกลับกัน เราใช้ชีวิตที่ กทม.บางครั้งก็ลำบากไม่มีตังค์กินข้าว ขอยืมเพื่อนไปบ้าง กินมาม่าบ้าง แต่ก็ไม่กล้าบอกพ่อเลยสักคำกลัวเค้าเป็นห่วง
จนเราเรียนจบและได้งานทำ หวังว่าจะได้เก็บตังค์ใช้ชีวิตให้สบาย แต่มีสายโทรมาจากพ่อว่าลูกมีเงินเดือนแล้ว ให้ลูกช่วยพ่อผ่อนบ้านด้วยนะ (จ่ายเต็มทั้งเดือน)ตอนนั้น ปี 2554 บางปีเราก็เก็บสะสมเป็นเงินก้อนโตให้ ซึ่งพ่อใช้ประโยคที่บอกว่าบ้านหลังนี้ที่ลูกผ่อน พ่อยกให้ลูกนะ จนตอนนี้ ปี 2564 ก็ยังเป็นชื่อพ่อเหมือนเดิม เราก็มีเปลี่ยนงานบ้าง พอเริ่มงานใหม่เงินเดือนก็ยังไม่มากนักและได้บอกพ่อไปว่าจะหยุดช่วยบ้างแล้วละ
สิ่งที่น่าสังเกตคือแฟนพ่อ พอเราโตขึ้นและกลับบ้านไปบางครั้งเรามักจะเห็นว่าพ่อเราแทบจะเชื่อฟังผู้หญิงคนนี้ทุกอย่าง บางครั้งมีพฤติกรรมที่พูดจาไม่ดีกับเราและพ่อ ต่างกับแม่เราอย่างสิ้นเชิง แต่พ่อก็หาว่าเราใส่ร้ายเค้า
ต้องบอกก่อนว่าเราจากบ้านไปหลายปี คือตั้งแต่ปี 2550 ที่แม่เราเสีย จนวันนี้ได้ย้ายกลับมาบ้าน คิดว่าอยู่บ้านกับพ่อแล้วเราสบายใจขึ้น (พี่ๆอยู่กับครอบครัวที่ ตจว.) แต่ไม่เป็นแบบนั้น เพราะมีอยู่ครั้งนึงเราโดนพ่อด่าโดยที่เราไม่ทราบสาเหตุ เราทั้งตกใจ เสียใจ เสียความรู้สึก และงงมาก เลยขอให้แฟนพ่อกลับไปอยู่บ้านเค้าเถอะ อย่ามาอยู่บ้านเราเลย เราไม่สบายใจ พ่อก็จำใจยอม ซึ่งช่วงแรกๆที่เราย้ายมาบ้านต้องยอมรับว่าพ่อดูแลเราดี คือ ช่วยทำกับข้าวให้เรากิน แต่หลังจากผ่านมา 4 เดือน ทุกอย่างเปลี่ยนไป บางวันเราต้องทำกินเอง ทำให้พ่อกิน เรื่องค่าใช้จ่ายเราก็ต้องช่วยเป็นเรื่องปกติ งานที่ทำงานก็เริ่มเยอะ บางวันกลับมาบ้านไม่มีอะไรกิน เห็นจานที่พ่อกินข้าวแล้วยังไม่ได้ล้าง วางอยู่ในอ่าง
เราเริ่มทะเลาะกับพ่อบ่อยขึ้น ก็บอกเค้าไปว่าเหมือนพ่อไม่ค่อยสนใจดูแลลูกเท่าไรนะ โชคดีที่พ่อเรายังแข็งแรงอยู่ไม่เจ็บป่วยมาก แต่สังเกตว่าหากแฟนพ่อชวนไปไหน เค้าไปหมดทุกที่ กลับบ้านดึกดื่นเที่ยงคืนไม่ต่างจากวัยรุ่นสมัยเราเรียน
และเราขอบอกก่อนว่า เมื่อหลายปีก่อนเราเคยเครียดมาก มีปัญหาชีวิต และพอเราเอาปัญหาเรื่องที่ทำงานหรือเรื่องใดๆมาเล่าให้พ่อฟัง เค้าจะไม่ค่อยเห็นด้วยกับเรา พี่ชายเคยบอกเราว่า พ่อบอกว่าเราบ้าไปแล้ว นี่พ่อเราเปลี่ยนไปหรือเราไม่รู้จักพ่อเรากันแน่ เราว่าเราไม่เคยทำอะไรให้พ่อต้องลำบากใจ ไม่เคยขอความช่วยเหลืออะไรใดๆจากเค้ามาตลอด ล่าสุดที่ทะเลาะกันพ่อยังบอกว่าเรื่องเงินพ่อจะคืนให้ลูกทุกสตางค์ เอาของลูกไปกี่บาทบอกมาได้เลย แล้วเรื่องเครียดๆก็ไปหาจิตแพทย์นะ จะได้หายเครียด เราบอกเลยว่าเราไม่ศรัทธาในตัวพ่อเราเลย เรื่องเงินเราก็ไม่หวังอะไรหรอก เพราะเรารู้ว่าพ่อเราไม่มีตังค์ เราแค่อยากรู้ว่าวันนึงเราควรไปจากบ้านเรามั้ย ไม่ใช่ว่าทิ้งพ่อไปนะ แต่เราอยู่ด้วยแล้วเราไม่สบายใจและมันมีผลต่อการใช้ชีวิตของเรา