กระทู้นี้ตั้งขึ้นเพื่อเป็นการบอกเล่าเรื่องราวของตัวผมเอง ในการปฏิบัติธรรมจนเกิดผลที่ทำให้ตัวเองรับรู้ รับทราบถึงการเห็นธรรม เห็นความเป็นจริงของกายของจิต เกิดความเบื่อหน่าย จนตื่นรู้ในที่สุด
โดยจุดประสงค์ของการนำมาบอกเล่าต่อให้ผู้อื่นได้ฟัง ได้อ่าน เพื่อที่ต้องการจะเป็นหนึ่งในผู้ที่ยืนยันการตรัสรู้จริงของพระศาสดา ยืนยันในหลักคำสอนของพระพุทธองค์ว่าเป็นไปตามเช่นนั้นจริงๆ เพื่อช่วยให้
ผู้ปฏิบัติทุกท่าน ที่ยังลังเลสงสัย หรือยังไปไม่ถึงในความปรารถนาของตนได้มีกำลังใจในการปฏิบัติต่อ ได้รับรู้ว่าการบรรลุธรรมนั้นเกิดขึ้นได้จริง เเละไม่ไกลเกินเอื้อมอย่างที่หลายๆท่านคิด
อย่างเเรกต้องบอกก่อนว่า การนำเรื่องนี้มาเล่า เป็นอะไรที่บอกเล่าได้ค่อนข้างยาก เพราะเป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึก เป็นประสบการณ์การส่วนตัวที่ไม่สามารถถ่ายทอดความรู้สึกนั้นให้เเก่ใครได้
โดยที่สุดเเล้วนั้น ขอให้ท่านผู้อ่านใช้วิจารณญาณในการอ่าน ด้วยสติปัญญาของท่านเอง
โดยผมจะพยายามเล่าให้กระชับ เป็นลำดับรวบรัด เเละเข้าใจง่ายต่อผู้อ่านในทุกๆระดับ ไม่ว่าจะเป็นผู้ปฏิบัติจริง เเละยังไม่เคยปฏิบัติก็ตาม
ถ้าอยากอ่านหลักๆเฉพาะเรื่องของปฏิบัติ/ผลลัพธ์ ให้ข้ามไปข้อ 8 ได้เลยนะครับ
--------------
1.สิ่งที่ผมจะนำมาเล่า ไม่ใช่พึ่งเกิดขึ้น เเต่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมานานเเล้วพอสมควร ในช่วงเเรกผมเองพยายามจะนำมาบอกเล่าให้เเก่คนรอบตัวฟัง เช่น คนในครอบครัว เพื่อโน้มน้าวให้ลองปฏิบัติเหมือนกับที่ผมได้ทำ
เเต่สุดท้ายก็ไม่อาจเปลี่ยนความคิดความเชื่อของเค้าเหล่านั้นได้ เเละสิ่งที่เรานำไปบอกนั้น ก็ดูจะยาก เเละสุดวิสัยเกินไปที่จะให้ใครมาเข้าใจ จึงยอมรับเเละเข้าใจว่า " รู้ได้ด้วยตน " จริงๆ จึงเลือกที่จะไม่นำมาเล่าให้ใครฟังอีกในช่วงหลังๆ เเต่วันนี้เองผมคิดว่าถึงเวลา
ที่เหมาะสมที่จะนำมาเล่าให้เเก่สาธาณะฟัง ถ้าหากว่าสิ่งที่ผมเขียนไปนั้น สามารถทำให้ใครซักคนที่ไม่เคยสนใจปฏิบัติ เริ่มมีความคิดที่อยากจะลองทำ หรือใครที่ปฏิบัติอยู่ เเล้วรู้สึกท้อเเท้ใจ เเล้วได้นำประสบการณ์ของผมไปเป็นเเรงบันดาลใจในการที่จะทำต่อไป นั่นถือว่าผมประสบความสำเร็จในสิ่งที่ผมได้ทำเเล้ว
2.ผมเองในปัจจุบันอายุ 17 ย่าง 18 ปี โดยเป็นผู้สนใจในศาสนาพุทธมาตั้งเเต่ยังเด็ก เช่น การชอบศึกษาพุทธประวัติ ชอบในหลักธรรมคำสอนของศาสนาพุทธ รวมถึงการชอบอ่าน ชอบฟังในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้า
3.ผมจะมีเเนวคิด เเละมุมมองที่ต่างจากเด็กในวัยเดียวกันมาตั้งเเต่ยังเด็ก โดยเฉพาะเรื่องของความตาย ความพลัดพรากจากกันจากคนที่รัก ที่ผมมักระลึก นึกถึงความตายที่อาจจะเกิดขึ้นกับคนตัวเองเเละคนใกล้ตัว โดยเมื่อถึงเวลา
ที่คนที่รักตายไปจริงๆ ผมจะสามารถที่จะยอมรับ เเละทำใจได้มากกว่าปกติที่ควรจะเป็น
4.เมื่อก่อนผมเองได้ยิน ได้รู้ในคำว่า "กายนี้ไม่ใช่ของเรา ใจนี้ไม่ใช่ของเรา" เเต่ก็เพียงเเค่รู้เท่านั้น ไม่เคยเข้าใจว่าไม่ใช่ของเราอย่างไร ผมมีความลังเล สงสัยในศาสนาพุทธ สงสัยในคำสอนของพระพุทธเจ้า
สงสัยในเรื่องของการเห็นธรรม สงสัยเรื่องบาปปุญคุณโทษ ซึ่งเเน่นอนผมมองเรื่องของการบรรลุธรรมเป็นเรื่องไกลตัว เเละไม่ได้คิดไปถึงจุดนั้น
5.เเต่เเน่นอนว่า ถึงจะลังเลสงสัย เเต่ก็ยังเปี่ยมไปด้วยศรัทธา ที่เชื่อมั่นในการตรัสรู้จริงของพระพุทธเจ้า เเละเหตุการณ์ที่จะเล่าต่อจากนี้ เป็นเหตุการณ์สำคัญที่เปลี่ยนเเปลงชีวิตผมไปตลอดการ
6.ในช่วงหนึ่ง เป็นช่วงหยุดยาวที่ผมได้มีเวลาใช้ชีวิตอยู่บ้านอย่างเต็มที่ ได้มีอิสระที่จะเล่น ที่จะกินนอน ที่จะเสพสุขสบาย เเต่ในจุดๆนึงผมเลือกที่จะสละสิ่งเหล่านั้น เเละหันหน้ามาฟังธรรม ศึกษาธรรม เเละปฏิบัติ
โดยเหตุผลที่เลือกเเบบนั้น ตอนนี้เองผมไม่สามารถจำได้ชัดเจนว่าเพราะอะไร อาจจะเพราะความเบื่อหน่าย หรืออาจจะเพราะความทุกข์ในใจ (เป็นช่วงที่พ่อของผมป่วยหนักมาก เข้าโรงพยาบาล)
7.**อยากบอกไว้ก่อนว่า ก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุการณ์นี้ ผมนั้นรักษาศีล 5 มานาน รวมถึงการไหว้พระ สวดมนต์ในทุกๆวันเป็นประจำ**
8.เล่าต่อจากข้อ 6 : ผมจึงเริ่มลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง เพื่อพิสูจน์ในหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า เเละเพื่ออยากจะดับทุกข์ในใจลง โดยเเรกๆ ก็ไม่รู้หลักการอะไรที่เเน่ชัด เพียงเเต่นั่งสมาธิให้จิตสงบไปอย่างนั้น ซึ่งได้เเค่ความสงบ
ยังไม่ตรงประเด็นหลักในเรื่องของการ ดับทุกข์ ผมศึกษาต่อไป จนหาเเนวทางที่เหมาะสมกับตนเองเจอ คือ "สติปัฏฐาน"
9.ผมปฏิบัติอย่างจริงจัง ในเเต่ละวัน รวมถึงการงดเสพสิ่งบรรเทิงทั้งหลาย มุ่งไปที่การปฏิบัติเต็มที่ โดยคอยรู้เท่าทัน สังเกตุธรรมชาติที่เกิดเเก่จิต เเก่อารมณ์ เเก่ความนึกคิดต่างๆ อยู่เรื่อยๆ
10.จากตรงนี้จะข้ามไปที่ผลลัพธ์ของการปฏิบัตินะครับ เพราะวิธีการปฏิบัติที่ผมเขียนนั้นคงไม่ได้ต่างกันมากเท่าไหร่ เเละผู้อ่านหลายคนน่าจะมีความรู้ความเข้าใจถึงวิธีการต่างๆอยู่เเล้ว
11.จนเหตุการณ์ที่สำคัญที่สุดก็เกิดขึ้น ในขณะที่ผมนั้นรู้เท่าทันจิต รู้เท่าทันอารมณ์ของตนอย่างที่เคย เเต่ในครั้งนี้มันเด่นชัดขึ้นมา คือเท่าที่จำได้นะครับ ตอนนั้นหูไปได้ยินเรื่องๆนึงที่ทำให้เกิดความไม่พอใจขึ้น ในขณะที่พยายามทำสมาธิ
ผมได้เห็นอารมณ์ความรู้สึกนั้นมันเกิดขึ้น เเละดับลงไปให้เห็น ผมเห็นไตรลักษณ์ตรงนั้น ได้รู้เห็นลำดับปฏิจสมุปบาท เห็นความไม่เที่ยงของมัน เห็นว่ามันไม่มีตัวตนอยู่ เห็นว่ามันไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ของเขา โดยความคิด ความรู้สึกพวกนี้ ไม่ได้เกิดจากการคิดเอาเอง
หรือจงใจที่จะคิด เเต่สิ่งเหล่านี้มันน้อมคิด น้อมเป็น เข้าใจในเเบบนั้นด้วยตัวของมันเอง
12.ผมเกิดอาการที่มันเหมือนกับ มันเกิดการที่สมองหรือในหัวตอนนั้น มันสรุปรวบยอดทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้เห็น ที่ได้เจอ ว่า "กายนี้ไม่ใช่ของเรา ใจนี้ไม่ใช่ของเรา สิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นเองเป็นธรรมดา เเละดับไปเป็นธรรมดา"
ผมจึงเห็นว่า สิ่งเหล่านี้ไม่มีสาระอะไรเลย หาสาระเเก่นสารไม่ได้ เมื่อเห็นอย่างนั้น มันเกิดความเบื่อหน่ายขึ้นมา จากนั้นมันรู้สึกวางเฉยกับอารมณ์ความรู้สึกที่มันเกิดๆ ดับๆอย่างนี้ เเละเกิดอาการที่เหมือนกับว่ามัน "ปิ๊ง !" ขึ้นมาที่หัว
ผมรู้ได้ว่า ปัญญามันเกิดขึ้นเเล้วตรงนั้น หลังจากนั้นโลกทั้งใบก็เปลี่ยนไป
13.ผมรู้สึกเหมือนถูกหักหลังมาทั้งชีวิต รู้สึก "หายโง่" รู้สึกได้ว่าที่ผ่านมาเรา ฝัน อยู่ตลอดเวลา เเละจากนี้ รู้ด้วยตนเองเลยว่า เราตื่นเเล้ว เราสว่างเเล้ว รู้สึกซึ้งในพระคุณของพระพุทธเจ้าอย่างยิ่ง พระองค์สอนให้เราเหมือน พลิกของคว่ำ เป็นหงาย
โดยหลังจากนั้นสิ่งที่ตามมา คือความสุข เป็นความสุขมากที่สุดที่ไม่เคยพบมาก่อนเป็นความสุขที่ในหัวตอนนั้นคิดเป็นคำว่า "สุขของการไม่มีตัวตน สุขของการไม่มีสิ่งยึดเหนี่ยวอีกต่อไป" มันเป็นความสุขที่เห็น กายไม่ใช่ของเรา ใจไม่ใช่ของเรา เหมือนว่าเราได้ตัดภาระ ได้ตัดสิ่งที่ยึดติดเราไว้ทิ้งไป จนเป็นอิสระที่สุด มันว่างเปล่า มีความสุข
ในขนาดที่ถึงเเม้จะต้องตาย หรือจะมีใครตาย ก็ไม่อาจทำให้เราทุกข์ได้อีกเลย เเต่อารมณ์ที่เป็นสุขขนาดนี้ก็อยู่ได้ไม่นาน ก็หายไป
14.สิ่งที่ตามมาหลังจากนั้น คืออาการ "โลกจืด" โลกทั้งใบมันจืด มันน่าเบื่อ ไม่มีสาระไปทั้งหมด สิ่งที่เคยชอบก็ไม่คิดที่อยากจะทำ ในตอนนั้นเพียงอยากจะพ้นๆจากโลกนี้ไปซะ
คือ เราไปอยู่ในจุดที่รู้ว่า กายนี้ไม่ใช่ของ ใจนี้ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีอยู่ เขาไม่มีอยู่ โลกทั้งใบไม่มีความหมายอะไรอีกเเล้ว
การที่เราเกิดปัญญา รู้เเจ้งในความเป็นจริง นอกจากจะเห็นเเค่ความเป็นจริงของสภาพธรรมที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปเเล้วนั้น มันทำให้เรา "เห็นทั้งโลก"
15.คนรู้จัก คนรอบตัวของผม กลายเป็นคนที่ "ฝันอยู่" สำหรับผม ผมไม่สามารถอธิบาย หรือพูดให้เขาเหล่านั้นเข้าใจในสิ่งที่บอกได้ ผมกลายเป็นคนประหลาดไปในสายตาคนอื่น
เมื่อผมต้องการจะบอกว่า เรานั้นฝันกันอยู่ โลกนี้มันสมมุติ โลกนี้มันไม่มีอะไรจริงเลย รวมถึงตัวเราเองก็ไม่จริงเช่นกัน จนในที่สุดถึงยอมรับว่า บอกไปก็เท่านั้น เเล้วเเต่กรรมจะพาไป
16.จากตอนนั้น จนในปัจจุบัน ผมไม่สามารถมองตัวเอง เป็นตัวเองได้อีก เพราะไม่เห็นตัวเรามีอยู่อีกเเล้ว อารมณ์ความรู้สึกที่เกิด ก็ไม่เห็นว่าเป็นของเรา เเต่เห็นเป็นเพียงสภาพธรรมที่เกิดขึ้นเอง เพราะมีเหตุให้เกิด เเละดับลงเอง เพราะเหตุนั้นไม่มี
เวลาจะผ่านไปนานเเค่ไหน ความรู้สึก ความเข้าใจนี้ ก็ยังคงเดิมไม่หายไป
17.สิ่งหนึ่งที่อยากจะบอก คือผมเองในตอนปฏิบัติในครั้งนั้น ไม่ได้มีความรู้ในทางธรรมมาก คือนิสัยส่วนตัวเป็นคนไม่ชอบอ่านอะไรยากๆ ยาวๆ เช่น เรื่องวิปัสสนาญาณ ,ชื่อทางธรรมอะไรต่างๆ หรือเเม้เเต่เรื่องของอริยบุคคลก็รู้ไม่มากเท่าปัจจุบัน
ในตอนนั้นจึงไม่ได้ปฏิบัติเพื่อหวังจะเป็นโสดาบันหรือสิ่งใด เเต่เพียงพยายามที่จะเรียนรู้กับสภาพธรรมที่เห็นให้เต็มที่ เพราะฉะนั้นตอนที่ปฏิบัติจริง ผมไม่รู้อาการ ไม่รู้ว่าสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นว่าคืออะไร เป็นอะไร เพียงเเต่เผชิญกับสิ่งนั้นด้วยตนเอง เเละรับรู้ถึงความรู้สึกได้ เเต่มารู้
มาทำความเข้าใจในภายหลังว่าสิ่งที่เกิดกับเรา อาการความรู้สึกเหล่านี้คืออะไร
18.ก่อนหน้าเคยมีนิสัยส่วนตัว มีความชอบ มีบุคลิกอย่างไร ปัจจุบันก็ยังคงเเบบนั้น เพียงหลักๆเปลี่ยนเเปลงไปในเรื่องของ ความคิด ความเชื่อ ความเข้าใจต่อโลก ที่เราเห็นมองเห็นความเป็นจริง เเละยังคงมี โลภ โกรธ หลง เเต่เบาบางลงไปมากอย่างเห็นได้ชัด
เเละเเน่นอนว่า ละการกระทำบาปที่หนัก (การละบาป ละด้วยตัวของมันเอง ไม่ได้ฝืนใจ ไม่ได้รู้สึกที่อยากจะทำ เเละต้องทำ เเละรู้ว่าไม่มีทางทำเเน่ เช่น ผิดศีล)
19.สรุป จนทุกวันนี้สิ่งที่เปลี่ยนเเปลงไปอย่างเด่นชัด คือ 1) ศีล 5 อัตโนมัติ (ไม่รู้สึกว่าจะต้องพยายามในการรักษาศีล เเต่มันเป็นสิ่งปกติที่เป็นไปอัตโนมัติ)
2)ปฏิเสธการทำพิธีกรรม บวงสรวงต่างๆ การไหว้เจ้า การขอพรต่างๆ รวมถึงปฏิเสธเครื่องลางของขลังทั้งสิ้น
3)ไม่สามารถหาตัวเองเจอได้อีก
4)ศรัทธา เเละเชื่อมั่นในพระรัตนตรัยอย่าง 100% หมดความลังเล สงสัยอีกต่อไป
5)ไม่กลัวตาย เเละพร้อมตายเมื่อเวลานั้นต้องมาถึง
6)ความเชื่อ ความเข้าใจเก่าๆที่ไม่ถูกต้อง ถูกทำลายลง
หวังว่ากระทู้นี้จะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยให้เเก่ผู้อ่านเเต่ละท่านนะครับ ผมไม่ได้เขียนเพื่อที่จะยกตนให้วิเศษ หรือเขียนเพื่อผลประโยชน์ใดๆ เเต่สิ่งที่ผมทำเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อศาสนาได้ ไม่มากก็น้อย
สุดท้ายผมไม่ขอให้มาเชื่อผม เเต่เพียงนำไปปฏิบัติด้วยตนเอง ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจจริง เเละผมเชื่อว่า เมื่อถึงเวลาที่สมควร ผลนั้นจะเกิดเเก่ท่านโดยไม่ได้ตั้งตัว ส่วนใครมีคำถาม หรือปัญหาอะไร เรามาเเลกเปลี่ยนกันได้ครับ ผมยินดีตอบหากตอบได้
______________________________
สุดท้ายขอให้ โชคดีครับ.
ประสบการณ์จริงในการบรรลุธรรม
โดยจุดประสงค์ของการนำมาบอกเล่าต่อให้ผู้อื่นได้ฟัง ได้อ่าน เพื่อที่ต้องการจะเป็นหนึ่งในผู้ที่ยืนยันการตรัสรู้จริงของพระศาสดา ยืนยันในหลักคำสอนของพระพุทธองค์ว่าเป็นไปตามเช่นนั้นจริงๆ เพื่อช่วยให้
ผู้ปฏิบัติทุกท่าน ที่ยังลังเลสงสัย หรือยังไปไม่ถึงในความปรารถนาของตนได้มีกำลังใจในการปฏิบัติต่อ ได้รับรู้ว่าการบรรลุธรรมนั้นเกิดขึ้นได้จริง เเละไม่ไกลเกินเอื้อมอย่างที่หลายๆท่านคิด
อย่างเเรกต้องบอกก่อนว่า การนำเรื่องนี้มาเล่า เป็นอะไรที่บอกเล่าได้ค่อนข้างยาก เพราะเป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึก เป็นประสบการณ์การส่วนตัวที่ไม่สามารถถ่ายทอดความรู้สึกนั้นให้เเก่ใครได้
โดยที่สุดเเล้วนั้น ขอให้ท่านผู้อ่านใช้วิจารณญาณในการอ่าน ด้วยสติปัญญาของท่านเอง
โดยผมจะพยายามเล่าให้กระชับ เป็นลำดับรวบรัด เเละเข้าใจง่ายต่อผู้อ่านในทุกๆระดับ ไม่ว่าจะเป็นผู้ปฏิบัติจริง เเละยังไม่เคยปฏิบัติก็ตาม
ถ้าอยากอ่านหลักๆเฉพาะเรื่องของปฏิบัติ/ผลลัพธ์ ให้ข้ามไปข้อ 8 ได้เลยนะครับ
--------------
1.สิ่งที่ผมจะนำมาเล่า ไม่ใช่พึ่งเกิดขึ้น เเต่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมานานเเล้วพอสมควร ในช่วงเเรกผมเองพยายามจะนำมาบอกเล่าให้เเก่คนรอบตัวฟัง เช่น คนในครอบครัว เพื่อโน้มน้าวให้ลองปฏิบัติเหมือนกับที่ผมได้ทำ
เเต่สุดท้ายก็ไม่อาจเปลี่ยนความคิดความเชื่อของเค้าเหล่านั้นได้ เเละสิ่งที่เรานำไปบอกนั้น ก็ดูจะยาก เเละสุดวิสัยเกินไปที่จะให้ใครมาเข้าใจ จึงยอมรับเเละเข้าใจว่า " รู้ได้ด้วยตน " จริงๆ จึงเลือกที่จะไม่นำมาเล่าให้ใครฟังอีกในช่วงหลังๆ เเต่วันนี้เองผมคิดว่าถึงเวลา
ที่เหมาะสมที่จะนำมาเล่าให้เเก่สาธาณะฟัง ถ้าหากว่าสิ่งที่ผมเขียนไปนั้น สามารถทำให้ใครซักคนที่ไม่เคยสนใจปฏิบัติ เริ่มมีความคิดที่อยากจะลองทำ หรือใครที่ปฏิบัติอยู่ เเล้วรู้สึกท้อเเท้ใจ เเล้วได้นำประสบการณ์ของผมไปเป็นเเรงบันดาลใจในการที่จะทำต่อไป นั่นถือว่าผมประสบความสำเร็จในสิ่งที่ผมได้ทำเเล้ว
2.ผมเองในปัจจุบันอายุ 17 ย่าง 18 ปี โดยเป็นผู้สนใจในศาสนาพุทธมาตั้งเเต่ยังเด็ก เช่น การชอบศึกษาพุทธประวัติ ชอบในหลักธรรมคำสอนของศาสนาพุทธ รวมถึงการชอบอ่าน ชอบฟังในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้า
3.ผมจะมีเเนวคิด เเละมุมมองที่ต่างจากเด็กในวัยเดียวกันมาตั้งเเต่ยังเด็ก โดยเฉพาะเรื่องของความตาย ความพลัดพรากจากกันจากคนที่รัก ที่ผมมักระลึก นึกถึงความตายที่อาจจะเกิดขึ้นกับคนตัวเองเเละคนใกล้ตัว โดยเมื่อถึงเวลา
ที่คนที่รักตายไปจริงๆ ผมจะสามารถที่จะยอมรับ เเละทำใจได้มากกว่าปกติที่ควรจะเป็น
4.เมื่อก่อนผมเองได้ยิน ได้รู้ในคำว่า "กายนี้ไม่ใช่ของเรา ใจนี้ไม่ใช่ของเรา" เเต่ก็เพียงเเค่รู้เท่านั้น ไม่เคยเข้าใจว่าไม่ใช่ของเราอย่างไร ผมมีความลังเล สงสัยในศาสนาพุทธ สงสัยในคำสอนของพระพุทธเจ้า
สงสัยในเรื่องของการเห็นธรรม สงสัยเรื่องบาปปุญคุณโทษ ซึ่งเเน่นอนผมมองเรื่องของการบรรลุธรรมเป็นเรื่องไกลตัว เเละไม่ได้คิดไปถึงจุดนั้น
5.เเต่เเน่นอนว่า ถึงจะลังเลสงสัย เเต่ก็ยังเปี่ยมไปด้วยศรัทธา ที่เชื่อมั่นในการตรัสรู้จริงของพระพุทธเจ้า เเละเหตุการณ์ที่จะเล่าต่อจากนี้ เป็นเหตุการณ์สำคัญที่เปลี่ยนเเปลงชีวิตผมไปตลอดการ
6.ในช่วงหนึ่ง เป็นช่วงหยุดยาวที่ผมได้มีเวลาใช้ชีวิตอยู่บ้านอย่างเต็มที่ ได้มีอิสระที่จะเล่น ที่จะกินนอน ที่จะเสพสุขสบาย เเต่ในจุดๆนึงผมเลือกที่จะสละสิ่งเหล่านั้น เเละหันหน้ามาฟังธรรม ศึกษาธรรม เเละปฏิบัติ
โดยเหตุผลที่เลือกเเบบนั้น ตอนนี้เองผมไม่สามารถจำได้ชัดเจนว่าเพราะอะไร อาจจะเพราะความเบื่อหน่าย หรืออาจจะเพราะความทุกข์ในใจ (เป็นช่วงที่พ่อของผมป่วยหนักมาก เข้าโรงพยาบาล)
7.**อยากบอกไว้ก่อนว่า ก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุการณ์นี้ ผมนั้นรักษาศีล 5 มานาน รวมถึงการไหว้พระ สวดมนต์ในทุกๆวันเป็นประจำ**
8.เล่าต่อจากข้อ 6 : ผมจึงเริ่มลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง เพื่อพิสูจน์ในหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า เเละเพื่ออยากจะดับทุกข์ในใจลง โดยเเรกๆ ก็ไม่รู้หลักการอะไรที่เเน่ชัด เพียงเเต่นั่งสมาธิให้จิตสงบไปอย่างนั้น ซึ่งได้เเค่ความสงบ
ยังไม่ตรงประเด็นหลักในเรื่องของการ ดับทุกข์ ผมศึกษาต่อไป จนหาเเนวทางที่เหมาะสมกับตนเองเจอ คือ "สติปัฏฐาน"
9.ผมปฏิบัติอย่างจริงจัง ในเเต่ละวัน รวมถึงการงดเสพสิ่งบรรเทิงทั้งหลาย มุ่งไปที่การปฏิบัติเต็มที่ โดยคอยรู้เท่าทัน สังเกตุธรรมชาติที่เกิดเเก่จิต เเก่อารมณ์ เเก่ความนึกคิดต่างๆ อยู่เรื่อยๆ
10.จากตรงนี้จะข้ามไปที่ผลลัพธ์ของการปฏิบัตินะครับ เพราะวิธีการปฏิบัติที่ผมเขียนนั้นคงไม่ได้ต่างกันมากเท่าไหร่ เเละผู้อ่านหลายคนน่าจะมีความรู้ความเข้าใจถึงวิธีการต่างๆอยู่เเล้ว
11.จนเหตุการณ์ที่สำคัญที่สุดก็เกิดขึ้น ในขณะที่ผมนั้นรู้เท่าทันจิต รู้เท่าทันอารมณ์ของตนอย่างที่เคย เเต่ในครั้งนี้มันเด่นชัดขึ้นมา คือเท่าที่จำได้นะครับ ตอนนั้นหูไปได้ยินเรื่องๆนึงที่ทำให้เกิดความไม่พอใจขึ้น ในขณะที่พยายามทำสมาธิ
ผมได้เห็นอารมณ์ความรู้สึกนั้นมันเกิดขึ้น เเละดับลงไปให้เห็น ผมเห็นไตรลักษณ์ตรงนั้น ได้รู้เห็นลำดับปฏิจสมุปบาท เห็นความไม่เที่ยงของมัน เห็นว่ามันไม่มีตัวตนอยู่ เห็นว่ามันไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ของเขา โดยความคิด ความรู้สึกพวกนี้ ไม่ได้เกิดจากการคิดเอาเอง
หรือจงใจที่จะคิด เเต่สิ่งเหล่านี้มันน้อมคิด น้อมเป็น เข้าใจในเเบบนั้นด้วยตัวของมันเอง
12.ผมเกิดอาการที่มันเหมือนกับ มันเกิดการที่สมองหรือในหัวตอนนั้น มันสรุปรวบยอดทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้เห็น ที่ได้เจอ ว่า "กายนี้ไม่ใช่ของเรา ใจนี้ไม่ใช่ของเรา สิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นเองเป็นธรรมดา เเละดับไปเป็นธรรมดา"
ผมจึงเห็นว่า สิ่งเหล่านี้ไม่มีสาระอะไรเลย หาสาระเเก่นสารไม่ได้ เมื่อเห็นอย่างนั้น มันเกิดความเบื่อหน่ายขึ้นมา จากนั้นมันรู้สึกวางเฉยกับอารมณ์ความรู้สึกที่มันเกิดๆ ดับๆอย่างนี้ เเละเกิดอาการที่เหมือนกับว่ามัน "ปิ๊ง !" ขึ้นมาที่หัว
ผมรู้ได้ว่า ปัญญามันเกิดขึ้นเเล้วตรงนั้น หลังจากนั้นโลกทั้งใบก็เปลี่ยนไป
13.ผมรู้สึกเหมือนถูกหักหลังมาทั้งชีวิต รู้สึก "หายโง่" รู้สึกได้ว่าที่ผ่านมาเรา ฝัน อยู่ตลอดเวลา เเละจากนี้ รู้ด้วยตนเองเลยว่า เราตื่นเเล้ว เราสว่างเเล้ว รู้สึกซึ้งในพระคุณของพระพุทธเจ้าอย่างยิ่ง พระองค์สอนให้เราเหมือน พลิกของคว่ำ เป็นหงาย
โดยหลังจากนั้นสิ่งที่ตามมา คือความสุข เป็นความสุขมากที่สุดที่ไม่เคยพบมาก่อนเป็นความสุขที่ในหัวตอนนั้นคิดเป็นคำว่า "สุขของการไม่มีตัวตน สุขของการไม่มีสิ่งยึดเหนี่ยวอีกต่อไป" มันเป็นความสุขที่เห็น กายไม่ใช่ของเรา ใจไม่ใช่ของเรา เหมือนว่าเราได้ตัดภาระ ได้ตัดสิ่งที่ยึดติดเราไว้ทิ้งไป จนเป็นอิสระที่สุด มันว่างเปล่า มีความสุข
ในขนาดที่ถึงเเม้จะต้องตาย หรือจะมีใครตาย ก็ไม่อาจทำให้เราทุกข์ได้อีกเลย เเต่อารมณ์ที่เป็นสุขขนาดนี้ก็อยู่ได้ไม่นาน ก็หายไป
14.สิ่งที่ตามมาหลังจากนั้น คืออาการ "โลกจืด" โลกทั้งใบมันจืด มันน่าเบื่อ ไม่มีสาระไปทั้งหมด สิ่งที่เคยชอบก็ไม่คิดที่อยากจะทำ ในตอนนั้นเพียงอยากจะพ้นๆจากโลกนี้ไปซะ
คือ เราไปอยู่ในจุดที่รู้ว่า กายนี้ไม่ใช่ของ ใจนี้ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีอยู่ เขาไม่มีอยู่ โลกทั้งใบไม่มีความหมายอะไรอีกเเล้ว
การที่เราเกิดปัญญา รู้เเจ้งในความเป็นจริง นอกจากจะเห็นเเค่ความเป็นจริงของสภาพธรรมที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปเเล้วนั้น มันทำให้เรา "เห็นทั้งโลก"
15.คนรู้จัก คนรอบตัวของผม กลายเป็นคนที่ "ฝันอยู่" สำหรับผม ผมไม่สามารถอธิบาย หรือพูดให้เขาเหล่านั้นเข้าใจในสิ่งที่บอกได้ ผมกลายเป็นคนประหลาดไปในสายตาคนอื่น
เมื่อผมต้องการจะบอกว่า เรานั้นฝันกันอยู่ โลกนี้มันสมมุติ โลกนี้มันไม่มีอะไรจริงเลย รวมถึงตัวเราเองก็ไม่จริงเช่นกัน จนในที่สุดถึงยอมรับว่า บอกไปก็เท่านั้น เเล้วเเต่กรรมจะพาไป
16.จากตอนนั้น จนในปัจจุบัน ผมไม่สามารถมองตัวเอง เป็นตัวเองได้อีก เพราะไม่เห็นตัวเรามีอยู่อีกเเล้ว อารมณ์ความรู้สึกที่เกิด ก็ไม่เห็นว่าเป็นของเรา เเต่เห็นเป็นเพียงสภาพธรรมที่เกิดขึ้นเอง เพราะมีเหตุให้เกิด เเละดับลงเอง เพราะเหตุนั้นไม่มี
เวลาจะผ่านไปนานเเค่ไหน ความรู้สึก ความเข้าใจนี้ ก็ยังคงเดิมไม่หายไป
17.สิ่งหนึ่งที่อยากจะบอก คือผมเองในตอนปฏิบัติในครั้งนั้น ไม่ได้มีความรู้ในทางธรรมมาก คือนิสัยส่วนตัวเป็นคนไม่ชอบอ่านอะไรยากๆ ยาวๆ เช่น เรื่องวิปัสสนาญาณ ,ชื่อทางธรรมอะไรต่างๆ หรือเเม้เเต่เรื่องของอริยบุคคลก็รู้ไม่มากเท่าปัจจุบัน
ในตอนนั้นจึงไม่ได้ปฏิบัติเพื่อหวังจะเป็นโสดาบันหรือสิ่งใด เเต่เพียงพยายามที่จะเรียนรู้กับสภาพธรรมที่เห็นให้เต็มที่ เพราะฉะนั้นตอนที่ปฏิบัติจริง ผมไม่รู้อาการ ไม่รู้ว่าสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นว่าคืออะไร เป็นอะไร เพียงเเต่เผชิญกับสิ่งนั้นด้วยตนเอง เเละรับรู้ถึงความรู้สึกได้ เเต่มารู้
มาทำความเข้าใจในภายหลังว่าสิ่งที่เกิดกับเรา อาการความรู้สึกเหล่านี้คืออะไร
18.ก่อนหน้าเคยมีนิสัยส่วนตัว มีความชอบ มีบุคลิกอย่างไร ปัจจุบันก็ยังคงเเบบนั้น เพียงหลักๆเปลี่ยนเเปลงไปในเรื่องของ ความคิด ความเชื่อ ความเข้าใจต่อโลก ที่เราเห็นมองเห็นความเป็นจริง เเละยังคงมี โลภ โกรธ หลง เเต่เบาบางลงไปมากอย่างเห็นได้ชัด
เเละเเน่นอนว่า ละการกระทำบาปที่หนัก (การละบาป ละด้วยตัวของมันเอง ไม่ได้ฝืนใจ ไม่ได้รู้สึกที่อยากจะทำ เเละต้องทำ เเละรู้ว่าไม่มีทางทำเเน่ เช่น ผิดศีล)
19.สรุป จนทุกวันนี้สิ่งที่เปลี่ยนเเปลงไปอย่างเด่นชัด คือ 1) ศีล 5 อัตโนมัติ (ไม่รู้สึกว่าจะต้องพยายามในการรักษาศีล เเต่มันเป็นสิ่งปกติที่เป็นไปอัตโนมัติ)
2)ปฏิเสธการทำพิธีกรรม บวงสรวงต่างๆ การไหว้เจ้า การขอพรต่างๆ รวมถึงปฏิเสธเครื่องลางของขลังทั้งสิ้น
3)ไม่สามารถหาตัวเองเจอได้อีก
4)ศรัทธา เเละเชื่อมั่นในพระรัตนตรัยอย่าง 100% หมดความลังเล สงสัยอีกต่อไป
5)ไม่กลัวตาย เเละพร้อมตายเมื่อเวลานั้นต้องมาถึง
6)ความเชื่อ ความเข้าใจเก่าๆที่ไม่ถูกต้อง ถูกทำลายลง
หวังว่ากระทู้นี้จะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยให้เเก่ผู้อ่านเเต่ละท่านนะครับ ผมไม่ได้เขียนเพื่อที่จะยกตนให้วิเศษ หรือเขียนเพื่อผลประโยชน์ใดๆ เเต่สิ่งที่ผมทำเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อศาสนาได้ ไม่มากก็น้อย
สุดท้ายผมไม่ขอให้มาเชื่อผม เเต่เพียงนำไปปฏิบัติด้วยตนเอง ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจจริง เเละผมเชื่อว่า เมื่อถึงเวลาที่สมควร ผลนั้นจะเกิดเเก่ท่านโดยไม่ได้ตั้งตัว ส่วนใครมีคำถาม หรือปัญหาอะไร เรามาเเลกเปลี่ยนกันได้ครับ ผมยินดีตอบหากตอบได้
______________________________
สุดท้ายขอให้ โชคดีครับ.