ทุกวันนี้ทุกคนมีมือถือกันเกือบหมด แต่อาจเพราะเป็นของใหม่ทำให้หลายคนใช้ตามใจชอบ
เช่น
- การเปิดเสียงดังสุด ในร้านอาหาร ส่วนมากมักเกิดกับเด็ก เพราะพ่อแม่ขี้เกียจดูแลเลยโยนมือถือให้ เด็กก็เปิดดังสุดพ่อแม่ก็ไม่สนเพราะ
ปกติธรรมดาอยู่บ้านก็ทำ ซ้ำร้ายบางครอบครัว พ่อแม่ก็ทำซะเองเพราะพวกเขาไม่รู้ว่ามันไร้มารยาท
ผมเคยไปร้านอาหารร้านนึง วิวสวย บรรยากาศดีริมแม่น้ำ ซักพักโต๊ะข้างๆก็พาสงครามเวียดนามมาสนั่นหวั่นไหว ตามด้วยเด็กที่ดูยูทูป แบบเปิดจัดเต็ม
ถ้าเดินไปบอกผมคงโดนต่อย ส่วนเด็กผมเคยบอกผู้ปกครองบางคนที่ พอจะบอกได้ คำตอบคือ มันเด็กอย่าอะไรมากเลย ก็เหมือนคนโตดูทีวี -*-
- คุยเสียงดังเหมือนตะโกนข้ามหุบเขา อันนี้มีมานานแล้วคือ เวลาคุยจะต้องตะโกนอะไรขนาดนั้น คุยปกติหรือ ดังขึ้นไม่มากก็พอแล้ว แต่เขาเหล่านั้นไม่รู้ตัวและตะเบ็งเสียงออกมาสุดคอ สงสัยจะกลัวปลายทางไม่ได้ยิน
- ไม่ปิดเสียงเตือนในที่สาธารณะ เคยไหมครับเวลาไปนั่งกับคนเยอะๆ แล้วมันจะมีคนนึงที่ เปิดเสียงเตือนดังสุด ไลน์เด้ง เฟสเด้ง ทุกนาที ก็เปิดดังสุดๆ
คนมองเป็น 10 ก็ไม่รู้สึก คือ ถ้าจำเป็นต้องรับการแจ้งเตือนมันก็ไม่จำเป็นต้องเปิดสุดขนาดนั้น แต่เพราะเขาไม่รู้ ว่าไม่ดีจึงทำ
- เล่นมือถือ ตลอดเวลา ไม่ว่าจะกิน นอน นั่ง ขี้ ขับรถ เดิน มือถือจะต้องอยู่ตรงหน้าตลอดเวลา ผลคือ เขาเหล่านี้ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมหรือบุคคล ซ้ำร้ายยังเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุ คือ เขาใจครับว่าคนเรามันติดมือถือ ผมก็เป็น แต่ในบางครั้งมันก็เกินไป แบบไม่มีขอบเขต
- วัยไหน ที่สมควรมีมือถือ ? ทุกวันนี้เด็ก อนุบาลก็มีแล้วครับ เมื่อเด็กดูสื่อทางมือถือ ผู้ปกครองก็จะดีใจเห็นลูกพูดภาษาอังกฤษได้ แต่นั่นคือผลดีเพียงเสี้ยวเดียว ผมเสียมันเยอะกว่า เด็กๆจะสมาธิสั้น เรียนรู้ช้า หรืออาจเป็น LD ได้ ทุกวันนี้ปริมาณเด็กกลุ่มนี้มีมากขึ้น โดยสังคมและผู้ปกครองไม่ได้ตะหนักเลย
ที่ผมมาเขียนยาวขนาดนี้ เพราะผมไม่เห็นว่าการสอนใน รร มีเรื่องนี้เพราะตำราเรียนยังล้าหลัง 10-20 ปี ผู้ปกครองส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง รัฐบาลก็คิดได้แต่การบล๊อกอย่างเดียว แต่ยังไม่เห็นใครใส่ใจในรายละเอียดจริงๆสักคน
โรงเรียน ผู้ปกครอง ควรสอน มารยาทการใช้มือถือ ได้แล้ว
เช่น
- การเปิดเสียงดังสุด ในร้านอาหาร ส่วนมากมักเกิดกับเด็ก เพราะพ่อแม่ขี้เกียจดูแลเลยโยนมือถือให้ เด็กก็เปิดดังสุดพ่อแม่ก็ไม่สนเพราะ
ปกติธรรมดาอยู่บ้านก็ทำ ซ้ำร้ายบางครอบครัว พ่อแม่ก็ทำซะเองเพราะพวกเขาไม่รู้ว่ามันไร้มารยาท
ผมเคยไปร้านอาหารร้านนึง วิวสวย บรรยากาศดีริมแม่น้ำ ซักพักโต๊ะข้างๆก็พาสงครามเวียดนามมาสนั่นหวั่นไหว ตามด้วยเด็กที่ดูยูทูป แบบเปิดจัดเต็ม
ถ้าเดินไปบอกผมคงโดนต่อย ส่วนเด็กผมเคยบอกผู้ปกครองบางคนที่ พอจะบอกได้ คำตอบคือ มันเด็กอย่าอะไรมากเลย ก็เหมือนคนโตดูทีวี -*-
- คุยเสียงดังเหมือนตะโกนข้ามหุบเขา อันนี้มีมานานแล้วคือ เวลาคุยจะต้องตะโกนอะไรขนาดนั้น คุยปกติหรือ ดังขึ้นไม่มากก็พอแล้ว แต่เขาเหล่านั้นไม่รู้ตัวและตะเบ็งเสียงออกมาสุดคอ สงสัยจะกลัวปลายทางไม่ได้ยิน
- ไม่ปิดเสียงเตือนในที่สาธารณะ เคยไหมครับเวลาไปนั่งกับคนเยอะๆ แล้วมันจะมีคนนึงที่ เปิดเสียงเตือนดังสุด ไลน์เด้ง เฟสเด้ง ทุกนาที ก็เปิดดังสุดๆ
คนมองเป็น 10 ก็ไม่รู้สึก คือ ถ้าจำเป็นต้องรับการแจ้งเตือนมันก็ไม่จำเป็นต้องเปิดสุดขนาดนั้น แต่เพราะเขาไม่รู้ ว่าไม่ดีจึงทำ
- เล่นมือถือ ตลอดเวลา ไม่ว่าจะกิน นอน นั่ง ขี้ ขับรถ เดิน มือถือจะต้องอยู่ตรงหน้าตลอดเวลา ผลคือ เขาเหล่านี้ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมหรือบุคคล ซ้ำร้ายยังเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุ คือ เขาใจครับว่าคนเรามันติดมือถือ ผมก็เป็น แต่ในบางครั้งมันก็เกินไป แบบไม่มีขอบเขต
- วัยไหน ที่สมควรมีมือถือ ? ทุกวันนี้เด็ก อนุบาลก็มีแล้วครับ เมื่อเด็กดูสื่อทางมือถือ ผู้ปกครองก็จะดีใจเห็นลูกพูดภาษาอังกฤษได้ แต่นั่นคือผลดีเพียงเสี้ยวเดียว ผมเสียมันเยอะกว่า เด็กๆจะสมาธิสั้น เรียนรู้ช้า หรืออาจเป็น LD ได้ ทุกวันนี้ปริมาณเด็กกลุ่มนี้มีมากขึ้น โดยสังคมและผู้ปกครองไม่ได้ตะหนักเลย
ที่ผมมาเขียนยาวขนาดนี้ เพราะผมไม่เห็นว่าการสอนใน รร มีเรื่องนี้เพราะตำราเรียนยังล้าหลัง 10-20 ปี ผู้ปกครองส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง รัฐบาลก็คิดได้แต่การบล๊อกอย่างเดียว แต่ยังไม่เห็นใครใส่ใจในรายละเอียดจริงๆสักคน