ก.หวั่นไหว ข.หวั่นใจ ค.หวาดหวั่น ข้อไหนนะเรา

กระทู้สนทนา
เพี้ยนสวัสดี
สวัสดีค่ะ กระทู้นี้เป็นกระทู้แรกของเรานะ ถ้าพิมพ์ผิด แท็กห้องผิด ต้องขอโทษไว้ก่อนเลยนะคะ

เริ่มที่ เราเริ่มมีความรู้สึกกับพี่คนนึงที่ทำงานอยู่ที่เดียวกัน เห็นหน้ากันมาร่วม 5 ปีแล้ว แต่คุยกันน่าจะไม่เกิน 10 ประโยคได้

จุดที่ทำให้เริ่มหวั่น คือเมื่อปลายปีที่แล้ว พี่เค้าหาคนรับซื้อน้ำหอมที่พี่เค้าซื้อมาเกิน ตัวเราเห็นว่าเป็นโอกาศดีที่จะได้ของที่สนใจในราคาที่ต่ำกว่าในตลาด บวกกับคิดว่าคงเป็นโอกาสดีที่เราจะได้มีบทสนทนาระหว่างกันเพิ่มขึ้น (ด้วยความสัจจริง และด้วยตำแหน่งหน้าที่ที่เราควรจะคุยกับพนักงานทุกคนให้มากขึ้น ไม่ได้คิดอะไรเกินเลยจริงๆ ณ เวลานั้น)

แต่ด้วยความอยากรู้ เราถามพี่เค้าไปว่า "กลิ่มมันประมาณไหน หอมแบบสดชื่น หอมแบบหวานๆ หรือหอมเหมือนที่ตัวพี่คะ"
จากการถามแบบไม่คิดอะไร พี่เค้าเดินมาจากอีกฝั่งของออฟฟิสแล้วมาหยุดตรงพาร์ทิชั่นเราพร้อมกับคำตอบที่ว่า
"อยากลองดมให้แน่ใจอีกรอบมั้ย พร้อมกับชี้ที่หน้าอกเค้า" แล้วเดินจากไป
เพี้ยนเขินเพี้ยนเหรอเพี้ยนลาเวนเดอร์

พอถึงเวลาเลิกงาน เราเดินผ่านบริเวณที่พี่เค้าทำงาน เดินก้มหน้าเงียบๆเพราะลืมเรื่องน้ำหอมขวดนั้นไปแล้ว
"A (ชื่อสมมติของเรา) สนใจน้ำหอมอยู่มั้ย มาดมกลิ่นก่อนสิ่"
ด้วยความไม่คิดอะไร เราเดินไปดมที่แขนเสื้อเค้า แต่กลิ่นที่ได้เหมือนกลิ่นน้ำหอมที่ใช้เวลาซักผ้า
จังหวะที่เราเงยหน้า พี่เค้าบอกว่า "ดมที่หน้าอกพี่สิ่ ฉีดมาตรงนี้ไปดมที่แขนมันจะได้กลิ่นมั้ย"
อ่ะ ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ดมก็ดม ภาพเราตอนนั้น คือ ดมเสื้อพี่เค้าที่หว่างอกแบบเต็มปอดเลย
รู้สึกหน้าตัวเองร้อนผ่าวมากๆ แต่เก็บอาการ พร้อมกับตอบพี่เค้าไปว่า "โอเคหนูซื้อ"
แล้วได้แต่กลับมาถามตัวเองว่า "มันหอมหรอวะ" แล้วก็ได้คำตอบว่า "มันเขินจนลืมกลิ่นไปแล้ว 555"

หลังจากนั้นก็ได้ ไลน์ไอดีของพี่เค้า จากพี่อีกคนเพื่อส่งสลิปโอนเงินค่าน้ำหอมไปให้
จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ร่วมครึ่งปี สิ่งที่คุยกันในไลน์ คือเรื่องที่เราฝากให้พี่เค้าเป็นธุระให้ และสิ่งที่พี่เค้าตอบกลับมาคือ สติกเกอร์ OK
ด้วยระยะเวลา และความไม่คืบหน้าใดๆในทุกสิ่ง ความรู้สึกมันเริ่มจางหาย จนเมื่อช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา
ระหว่างงานท่องเที่ยวประจำปีของบริษัท พี่เค้าเดินเข้ามาคุยด้วย ให้คำแนะนำบางอย่างที่เราควรพูดคุยกับพนักงานที่กำลังมีปัญหา แนวคิดเค้าดี เข้าใจง่าย เป็นผู้ใหญ่ และที่สำคัญเราคุยกันในระยะที่ใกล้กันมากๆ อ่ะ!! หวั่นสิ่ หวั่นอีกครั้งจนได้ แต่มันก็จางลงไปอีกเมื่อกลับมาทำงานที่ออฟฟิส

สิ่งที่เราสังเกตได้คือ พี่เค้าคุยกับทุกคน คุยเล่นเก่ง หาเรื่องขายของก็เก่ง เม้าท์มอยตามประสาเซลได้กับทุกคน ตั้งแต่คนที่นั่งทำงานในพื้นที่เดียวกัน น้องๆกลางออฟฟิส จนมาถึงเพื่อนๆพนักงานที่อยู่รอบตัวเรา แต่!!! แทบไม่คุยกับเรา เรียกว่าไม่คุยเลยดีกว่า แปลกที่เค้าทำให้เรารู้สึกว่าเค้าพยายามมาให้เห็นบ่อยๆ เดินสวนกันก็บ่อย บังเอิญไปรอชงกาแฟในห้องครัวก็บ่อย แต่มีเพียงความเงียบงันนนนน

จนเมื่องกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พี่เค้ากำลังคุยเล่นกับพี่แม่บ้านในห้องครัว และเพื่อนพนักงานคนอื่นๆก็ทำธุระกันอยู่ในห้องครัว เราฟังแล้ว เลยแซวพี่เค้าไปขำๆ แต่สิ่งที่พี่เค้าตอบกลับมาคือ "ความเงียบ" ไม่ตบมุก ไม่ตอบ ไม่หืออือใดๆ แล้วก็แยกย้ายกันไป จนตอนนี้ผ่านมา 1 อาทิตย์พอดี ในใจเรากังวล ไม่ใช่ว่ากลัวพี่เค้าไม่ชอบ (เพราะมันยังไม่ถึงขั้นนั้น) แต่เป็นความกังวลว่าเราทำอะไรให้เค้าไม่พอใจรึเปล่าในช่วงเวลาที่ผ่านมา ประกอบกับเราออกไปทำธุระข้างนอกแล้วผ่านร้านขนม เลยซื้อมา 1 ชิ้น พร้อมกับเขียนโน๊ตไปขอโทษพี่เค้าถ้าเราทำอะไรล่วงเกิน หรือทำให้ไม่พอใจ แล้วพี่เค้าก็รับไปแต่โดยดี เราได้แต่หวังว่าสิ่งที่เราทำลงไปวันนี้จะช่วยทลายกำแพงที่มีระหว่างเราลงได้

เอาจริงๆ ณ ตอนนี้เรายังไม่พร้อมที่จะมีใคร แม้อายุจะเข้าสู่วันชราแล้วก็ตาม 555 แต่ก็หวังลึกๆว่าพี่เค้าจะคุยกับเรามากขึ้น อารมณ์ตอนนี้มันแค่อยากมีใครคนนึงที่ทำให้เราอยากเป็นคนที่ดีขึ้นในทุกๆวัน...แค่นั้นเอง
เพี้ยนเย้เพี้ยนเย้เพี้ยนเย้
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่