เซ่นโควิดต่อเนื่อง ดัชนีเชื่อมั่นฯ ม.ค. วูบต่ำสุดในรอบ 25 เดือน
https://www.matichon.co.th/economy/news_2571603
เซ่นโควิดต่อเนื่อง ดัชนีเชื่อมั่นฯ ม.ค. วูบต่ำสุดในรอบ 25 เดือน
นาย
ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยถึงผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย เดือนธันวาคม 2563 ว่า จากการสำรวจประธานหอการค้า และสมาชิกหอการค้าทั่วประเทศ จำนวน 369 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 25-29 มกราคม 2564 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ลดลง มาอยู่ที่ 29.8 ปรับตัวต่ำสุดในรอบ 25 เดือน นับตั้งแต่เดือนมกราคม 2561 และลดลงจากเดือนธันวาคม 2563 อยู่ที่ 31.8 เนื่องจากตัวชี้วัดทุกด้าน อาทิ ภาคบริการ ภาคการเกษตร และและการจ้งงาน มีการปรับตัวลดลงทุกภูมิภาค ส่วนดัชนีฯ ในปัจจุบัน ลดลงมาอยู่ที่ 21.7 จากเดือนธันวาคม อยู่ที่ 23.7 และดัชนีฯ ในอนาคต ลดลงมาอยู่ที่ 37.9 จากเดือนธันวาคม 2563 อยู่ที่ 39.7 ส่วนความเชื่อมั่นอีก 6 เดือนข้างหน้า คาดว่าจะโตไม่ถึง 50 หรืออยู่ในระดับที่มีความเชื่อมั่นต่ำ เนื่องจากภาคธุรกิจยังไม่มีความเชื่อมั่นจากสถานการณ์ในปัจจุบัน
นาย
ธนวรรธน์ กล่าวว่า สำหรับปัจจัยลบที่สำคัญ อาทิ การล็อกดาวน์ในพื้นที่เสี่ยงสูงทำให้ธุรกิจมีการหยุดชะงัก นอกจากนี้ ยังส่งผลต่อภาคธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องจากการล็อกดาวน์, ความวิตกกังวลต่อการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ ที่มีการระบาดเป็นวงกว้างและรวดเร็ว และมีผู้ติดเชื้อภายในประเทศเป็นจำนวนมาก ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน การทำธุรกิจ และภาวะเศรษฐกิจของประเทศ และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ปรับลดจากการประมาณเศรษฐกิจไทยในปี 2564 โดยคาดว่าจะขยายตัว 2.8% เนื่องจากเศรษฐกิจมีผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ เป็นต้น
ขณะที่ ปัจจัยบวกสำคัญ อาทิ มาตรการของรัฐบาลเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในช่วงปลายปี-ต้นปีหน้า ในโครงการคนละครึ่ง เราเที่ยวด้วยกัน เราชนะ และเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งมีส่วนช่วยกระตุ้นกำลังซื้อให้ปรับตัวดีขึ้น และการส่งออกของไทยเดือนธันวาคม 2563 เพิ่มขึ้น 4.71% มูลค่าอยู่ที่ประมาณ 20,082 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่การนำเข้าเพิ่มขึ้น 3.62% มีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 19,119 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ดุลการค้าเกินดุลประมาณ 963 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นต้น
สำหรับ ข้อเสนอแนะแนวทางการดำเนินการในการแก้ไขปัญหา ได้แก่ การเร่งควบคุมสถานการณ์โควิด-19 เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อธุรกิจ และเศรษฐกิจของประเทศไทย, เร่งออกมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายช่วยเหลือประชาชน, บรรเทาความเดือดร้อนของธุรกิจ พร้อมกระตุ้นการท่องเที่ยวต่อเนื่องโดยเน้นและให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวแบบปลอดเชื้อ, มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการในเรื่องของค่าจ้างแรงงานที่ต้องหยุดกิจการ และออกมาตรการ และหาแนวทางเพื่อจูงใจการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติ
กทม.รับไม่มีเงินจ่ายหนี้ BTS 3 หมื่นล้าน คาดผู้โดยสารสายสีเขียววูบ 30%
https://www.prachachat.net/property/news-610762
กทม.ยอมรับสภาพไม่มีเงินจ่ายหนี้ค่าจ้างเดินรถ BTS กว่า 3 หมื่นล้าน จ่อขอรัฐบาลอุดหนุนงบประมาณหมื่นล้าน จ่ายหนี้เก่า หนี้ใหม่ หลังหนี้ถูกรวมไว้กับสัมปทานใหม่สายสีเขียวทั้งโครงการ เผยช่วงแรกผู้โดยสารหายแน่ 30% ขอ 6 เดือนประเมินผลตอบรับพฤติกรรมคนใช้บริการนั่งสั้น-นั่งยาว เล็งคลอดโปรโมชั่นตั๋วเที่ยว ตั๋วเดือน ลดภาระค่าเดินทาง คนกรุงโอดเก็บสูงสุดตลอดสาย 104 บาทแพงมหาโหด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 8 ก.พ.2564 พล.ต.อ.
อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.) ได้ลงนามในประกาศกรุงเทพมหานคร เลื่อนเก็บค่าโดยสารโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวอัตราไม่เกิน 104 บาทตลอดสาย จะเก็บวันที่ 16 ก.พ.2564 ออกประกาศเมื่อวันที่ 15 ม.ค.2564 ให้เลื่อนออกไปก่อน เนื่องจากได้รับนโยบายจากรัฐบาลให้พิจารณาทบทวนอัตราค่าโดยสารต่ำประกาศ
โดยให้คำนึงถึงภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนและภาระของ กทม. ให้เกิดความเหมาะสม ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยร่วมหารือแนวทางในการดำเนินการกับสภาก็ทำมอเพื่อลดผลกระทบ ซึ่งเป็นการตัดสินใจของผู้ว่าฯกทม.แบบกะทันหัน และออกประกาศในช่วงดึกของวันดังกล่าว เนื่องจากในวันเดียวกันนั้น ยังได้รับการยืนยันจากผู้บริหาร กทม.ยังเก็บค่าโดยสารใหม่ตามกำหนดเดิม
แหล่งข่าวจากกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้ได้รับหนังสือจาก บมจ.ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ (BTSC) ส่งมายัง กทม.และ บจ.กรุงเทพธนาคม (เคที) ขอให้ชำระค่าจ้างเดินรถส่วนต่อขยายสายสีเขียวกว่า 30,000 ล้านบาท ภายใน 60 วัน นับจากได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2564 หรือภายในเดือน เม.ย.นี้
ไม่มีเงินจ่ายหนี้-จ่อของบฯรัฐ
แยกเป็นการชำระหนี้ในการเดินรถและซ่อมบำรุงโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายที่ 1 ช่วงตากสิน-บางหว้า และช่วงอ่อนนุช-แบริ่ง และส่วนต่อขยายที่ 2 ช่วงหมอชิต-คูคต และช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ ซึ่งค้างชําระมาเป็นเวลา 3 ปี 9 เดือนนับตั้งแต่เดือน เม.ย. 2560 คิดเป็นเงินประมาณ 9,602 ล้านบาท
และหนี้ค่าซื้อระบบการเดินรถ ไฟฟ้าและเครื่องกล จะถึงกําหนดชําระในเดือน มี.ค. 2564 คิดเป็นเงินประมาณ 20,768 ล้านบาท หากไม่มีการชำระบริษัทแจ้งว่ามีความจําเป็นที่จะต้องพิจารณาการใช้สิทธิตามกฎหมายและตามสัญญากับกรุงเทพธนาคม และ กทม.ต่อไป
“
ยอมรับ กทม.ไม่มีเงินที่จะจ่ายหนี้ ทางผู้บริหารอยู่ระหว่างพิจารณาจะดำเนินการอย่างไรต่อไป จะต้องขอจัดสรรงบประมาณจากรัฐบาลมาชำระหนี้หรือไม่ เพราะ กทม.ไม่ได้ตั้งงบประมาณประจำปีสำหรับจ่ายหนี้ หากขอรัฐอุดหนุนต้องขอปีละ 10,000 ล้านบาท จ่ายหนี้เก่า 5,000 ล้านบาท ค่าจ้างเดินรถปีละ 3,000-4,000 ล้านบาท และส่วนต่างค่าโดยสารส่วนต่อขยายที่ขาดทุนด้วย”
หนี้ถูกรวมอยู่สัมปทานใหม่
แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า เนื่องจากนำค่าจ้างเดินรถและการลงทุนระบบต่าง ๆ ไว้ในเงินลงทุนกว่า 1 แสนล้านบาทที่บีทีเอสจะรับภาระให้ กทม.ไปแล้วในสัญญาสัมปทานใหม่ กำลังรอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติ
“
ตามสัมปทานใหม่จะเก็บค่าโดยสารสายสีเขียวทั้งโครงการตามระยะทาง เก็บค่าแรกเข้าครั้งเดียวเริ่มต้น 15-65 บาท ซึ่ง ครม.ยังไม่อนุมัติ กทม.ต้องเก็บค่าโดยสาร 15-104 บาทชั่วคราววันที่ 16 ก.พ.นี้”
แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า โดยโครงสร้างราคาในช่วงสัมปทานของบีทีเอสยังเก็บคงเดิม 16-44 บาท กทม.จะเก็บส่วนต่อขยาย 15-45 บาท สูงสุดตลอดสายไม่เกิน 104 บาท แต่หากผู้โดยสารมีตั๋วเที่ยวของบีทีเอสจะทำให้ถูกลงนั่งส่วนต่อขยายและช่วงสัมปทาน เสียค่าแรกเข้า 15 บาท ส่วนต่อขยาย 30 บาท สัมปทาน 29 บาท รวม 74 บาท
กทม.รอประเมินผู้โดยสาร 6 เดือน
แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า ส่วนการทำกิจกรรมการตลาดในส่วนของส่วนต่อขยายที่อยู่ในความดูแลของ กทม. ขอดูพฤติกรรมและผลกระทบของผู้โดยสารหลังจากเก็บค่าโดยสารใหม่ใน 6 เดือนก่อน ทั้งนี้ การออกโปรโมชั่นพวกตั๋วเที่ยวและตั๋วเดือนนั้น ปัจจุบันจะมีเฉพาะส่วนเส้นทางหลักหมอชิต-อ่อนนุช และสนามกีฬาแห่งชาติ-สะพานตากสินเท่านั้นที่มีราคาโปรโมชั่น ซึ่งออกโดยบีทีเอสผู้รับสัมปทาน
“
ไม่ใช่ กทม.ไม่ยอมทำอะไรเลย รอแต่สัญญาสัมปทานสายสีเขียวผ่าน ครม.อย่างเดียว แต่เราต้องดูนิดหนึ่งสัก 6 เดือนว่า หลังประกาศราคาใหม่ออกไปการเดินทางของประชาชนเป็นอย่างไร เรื่องตั๋วเที่ยวตั๋วเดือนค่อยดูอีกที ซึ่งการทำตั๋วเที่ยวรูปแบบต่าง ๆ คงให้บีทีเอสเป็นผู้ทำระบบให้ ส่วนกรอบราคา กทม.จะเป็นผู้กำหนดเอง” แหล่งข่าวกล่าวและว่า
ส่วนต่อขยายคนขึ้นแตะแสน
สำหรับปริมาณผู้โดยสารข้อมูลเมื่อเดือน ธ.ค. 2563 พบว่า ส่วนต่อขยายหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต มีผู้โดยสารรวม 160,000-170,000 เที่ยวคน/วัน ส่วนด้านใต้ช่วงแบริ่ง-เคหะสมุทรปราการ มีผู้โดยสาร 80,000-90,000 เที่ยวคน/วัน
“
การเก็บค่าโดยสารใหม่ช่วงแรก คาดว่าผู้โดยสารจะหายไปประมาณ 30% หลังจากนั้น 5-6 เดือนน่าจะกลับมาเป็นปกติ เราจะใช้เวลาตรงนี้ประเมินผู้โดยสารและวางแผนในการออกโปรโมชั่นต่อไป”
ผู้สื่อข่าวถามว่า หากสัมปทานสายสีเขียวยังไม่ผ่าน ครม.ตามที่คาดไว้ จะทำอย่างไรกับการชำระหนี้ให้กับบีทีเอส แหล่งข่าวตอบว่าก็คงต้องนำรายได้ค่าโดยสารที่เก็บในอัตราใหม่มาชำระไปก่อน โดยจะค่อย ๆ ทยอยจ่ายไป จะต้องหารือร่วมกันต่อไป และอีกด้านหนึ่งอาจจะพิจารณาเปิดประมูล PPP ใหม่
คนใช้สะท้อนเก็บ 65/104 บาทก็แพง
ผู้สื่อข่าว “
ประชาชาติธุรกิจ” ลงพื้นที่สถานีบีทีเอสหมอชิต สอบถามประชาชนผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอสถึงกรณีที่ กทม.จะเก็บค่าโดยสารใหม่ 15-104 บาทในวันที่ 16 ก.พ. 2564
“
พี่อโนทัย” พนักงานออฟฟิศกล่าวว่า ปกตินั่งรถไฟฟ้า BTS แทบทุกวัน โดยเดินทางจากที่พักย่านอุดมสุขไปทำงานแถวตึกชินวัตร 3 โดยลงที่สถานีห้าแยกลาดพร้าว ส่วนตัวมองว่าค่าโดยสารอัตราใหม่มีราคาแพงไป ส่วนราคาสูงสุด 65 บาทเป็นราคาที่ไม่แพงมากจนเกินไป ก็พอรับได้
“
ยังไม่ได้วางแผนว่าเมื่อค่าโดยสารสูงขึ้นจะปรับเปลี่ยนการเดินทางอย่างไร เพราะก็ยอมรับว่ารถไฟฟ้าบีทีเอสมีความสะดวกสบายและทำเวลาได้ค่อนข้างดี”
ขณะที่ “
พี่ณัฐพร” พนักงานออฟฟิศกล่าวว่า ใช้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอสเดินทางไปจากบ้านพักที่อารีย์มาลงที่สถานีหมอชิต เพื่อไปทำงานที่ออฟฟิศแถวธนาคารทหารไทย สำนักงานใหญ่ ตรงจตุจักร
จำเป็นต้องนั่งเพราะสะดวก
“
ค่าโดยสารสูงสุด 104 บาทแพงไป และราคา 65 บาทที่เป็นราคาเมื่อต่อสัญญาสัมปทานสานสีเขียวได้ ก็ยังแพงอยู่ดี ควรจะลดลงมาเหลือสัก 55-60 บาทน่าจะเหมาะสม ส่วนการวางแผนเปลี่ยนเส้นทางหรือการเดินทาง คงไม่เปลี่ยนเพราะตัวเองเดินทางระยะสั้นเพียง 3 สถานี ไม่ได้รับผลกระทบจากการปรับราคาใหม่มากนัก”
ด้าน “
คุณลุงบุญช่วย” อายุ 65 ปีระบุว่า จะใช้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอสไปแถววัดพระศรีมหาธาตุฯเยี่ยมหลานมีความเห็นว่า ไม่ควรขึ้นราคาแพงขนาดนั้น เพราะตอนนี้ประชาชนแบกภาระต่าง ๆ เยอะมาก ค่าครองชีพก็สูง คนตกงานก็เยอะจากภาวะโควิด ราคาสูงสุด 65 บาทก็ไม่โอเค ยังแพงอยู่ดี
ปิดท้ายที่ “
น้องปรภา” นักศึกษากล่าวว่า ส่วนมากจะใช้รถไฟฟ้าบีทีเอสเป็นประจำจากบ้านย่านพระโขนงไปเรียนที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หากค่ารถขึ้นสูงสุดถึง 104 บาทก็ถือว่า แพงเกินไป
เนื่องจากปัจจุบันสภาพเศรษฐกิจไม่ได้ดี ส่วนถ้าต่อสัมปทานแล้วค่ารถสูงสุดจะลงมาเหลือ 65 บาทก็แพงอยู่ดี แต่รับได้มากกว่า 104 บาท ส่วนตัวยังไม่คิดแผนปรับการเดินทาง เพราะตั้งแต่บีทีเอสผ่านหน้ามหาวิทยาลัยเมื่อปีที่แล้ว ยอมรับว่าเดินทางสะดวกขึ้นมาก
ทองแพง ฉุดตรุษจีน-วาเลนไทน์ กร่อย
https://www.dailynews.co.th/economic/824493
พิษโควิดฉุดบรรยากาศร้านทองปีนี้ซึมยาว ตรุษจีน-วาเลนไทน์ ลูกค้าหาย 70%
นาย
พิชญา พิสุทธิกุล อุปนายกสมาคมค้าทองคำ เปิดเผยว่า บรรยากาศการซื้อขายทองคำในช่วงเทศกาลตรุษจีนและวาเลนไทน์ปีนี้คาดว่าไม่คึกคักหากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่จะเกิดโควิด-19 เนื่องจากกำลังซื้อผู้บริโภคขณะนี้ยังชะลอตัวและหายไป 70% จากช่วงเดือน พ.ค.63 ที่ราคาทองคำสูงขึ้นมาถึงบาทละ 30,000 บาท ซึ่งส่วนใหญ่มีการขายทิ้งนำเงินไปใช้ในชีวิตประจำวันหมดแล้ว อีกส่วนหนึ่งมีการว่างงาน เงินเดือนลดเพิ่มขึ้น รวมทั้งไม่ได้รับโบนัสจากการทำงานจึงไม่มีเงินซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย
JJNY : ดัชนีเชื่อมั่นฯม.ค.วูบ│กทม.รับไม่มีจ่ายBTS│ทองแพงฉุดตรุษจีน-วาเลนไทน์│สู้ไม่ถอย!ม็อบเมียนมา│ครูด่าปมเด็กไว้ทรงผม
https://www.matichon.co.th/economy/news_2571603
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยถึงผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย เดือนธันวาคม 2563 ว่า จากการสำรวจประธานหอการค้า และสมาชิกหอการค้าทั่วประเทศ จำนวน 369 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 25-29 มกราคม 2564 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ลดลง มาอยู่ที่ 29.8 ปรับตัวต่ำสุดในรอบ 25 เดือน นับตั้งแต่เดือนมกราคม 2561 และลดลงจากเดือนธันวาคม 2563 อยู่ที่ 31.8 เนื่องจากตัวชี้วัดทุกด้าน อาทิ ภาคบริการ ภาคการเกษตร และและการจ้งงาน มีการปรับตัวลดลงทุกภูมิภาค ส่วนดัชนีฯ ในปัจจุบัน ลดลงมาอยู่ที่ 21.7 จากเดือนธันวาคม อยู่ที่ 23.7 และดัชนีฯ ในอนาคต ลดลงมาอยู่ที่ 37.9 จากเดือนธันวาคม 2563 อยู่ที่ 39.7 ส่วนความเชื่อมั่นอีก 6 เดือนข้างหน้า คาดว่าจะโตไม่ถึง 50 หรืออยู่ในระดับที่มีความเชื่อมั่นต่ำ เนื่องจากภาคธุรกิจยังไม่มีความเชื่อมั่นจากสถานการณ์ในปัจจุบัน
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า สำหรับปัจจัยลบที่สำคัญ อาทิ การล็อกดาวน์ในพื้นที่เสี่ยงสูงทำให้ธุรกิจมีการหยุดชะงัก นอกจากนี้ ยังส่งผลต่อภาคธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องจากการล็อกดาวน์, ความวิตกกังวลต่อการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ ที่มีการระบาดเป็นวงกว้างและรวดเร็ว และมีผู้ติดเชื้อภายในประเทศเป็นจำนวนมาก ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน การทำธุรกิจ และภาวะเศรษฐกิจของประเทศ และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ปรับลดจากการประมาณเศรษฐกิจไทยในปี 2564 โดยคาดว่าจะขยายตัว 2.8% เนื่องจากเศรษฐกิจมีผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ เป็นต้น
ขณะที่ ปัจจัยบวกสำคัญ อาทิ มาตรการของรัฐบาลเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในช่วงปลายปี-ต้นปีหน้า ในโครงการคนละครึ่ง เราเที่ยวด้วยกัน เราชนะ และเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งมีส่วนช่วยกระตุ้นกำลังซื้อให้ปรับตัวดีขึ้น และการส่งออกของไทยเดือนธันวาคม 2563 เพิ่มขึ้น 4.71% มูลค่าอยู่ที่ประมาณ 20,082 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่การนำเข้าเพิ่มขึ้น 3.62% มีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 19,119 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ดุลการค้าเกินดุลประมาณ 963 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นต้น
สำหรับ ข้อเสนอแนะแนวทางการดำเนินการในการแก้ไขปัญหา ได้แก่ การเร่งควบคุมสถานการณ์โควิด-19 เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อธุรกิจ และเศรษฐกิจของประเทศไทย, เร่งออกมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายช่วยเหลือประชาชน, บรรเทาความเดือดร้อนของธุรกิจ พร้อมกระตุ้นการท่องเที่ยวต่อเนื่องโดยเน้นและให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวแบบปลอดเชื้อ, มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการในเรื่องของค่าจ้างแรงงานที่ต้องหยุดกิจการ และออกมาตรการ และหาแนวทางเพื่อจูงใจการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติ
กทม.รับไม่มีเงินจ่ายหนี้ BTS 3 หมื่นล้าน คาดผู้โดยสารสายสีเขียววูบ 30%
https://www.prachachat.net/property/news-610762
กทม.ยอมรับสภาพไม่มีเงินจ่ายหนี้ค่าจ้างเดินรถ BTS กว่า 3 หมื่นล้าน จ่อขอรัฐบาลอุดหนุนงบประมาณหมื่นล้าน จ่ายหนี้เก่า หนี้ใหม่ หลังหนี้ถูกรวมไว้กับสัมปทานใหม่สายสีเขียวทั้งโครงการ เผยช่วงแรกผู้โดยสารหายแน่ 30% ขอ 6 เดือนประเมินผลตอบรับพฤติกรรมคนใช้บริการนั่งสั้น-นั่งยาว เล็งคลอดโปรโมชั่นตั๋วเที่ยว ตั๋วเดือน ลดภาระค่าเดินทาง คนกรุงโอดเก็บสูงสุดตลอดสาย 104 บาทแพงมหาโหด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 8 ก.พ.2564 พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.) ได้ลงนามในประกาศกรุงเทพมหานคร เลื่อนเก็บค่าโดยสารโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวอัตราไม่เกิน 104 บาทตลอดสาย จะเก็บวันที่ 16 ก.พ.2564 ออกประกาศเมื่อวันที่ 15 ม.ค.2564 ให้เลื่อนออกไปก่อน เนื่องจากได้รับนโยบายจากรัฐบาลให้พิจารณาทบทวนอัตราค่าโดยสารต่ำประกาศ
โดยให้คำนึงถึงภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนและภาระของ กทม. ให้เกิดความเหมาะสม ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยร่วมหารือแนวทางในการดำเนินการกับสภาก็ทำมอเพื่อลดผลกระทบ ซึ่งเป็นการตัดสินใจของผู้ว่าฯกทม.แบบกะทันหัน และออกประกาศในช่วงดึกของวันดังกล่าว เนื่องจากในวันเดียวกันนั้น ยังได้รับการยืนยันจากผู้บริหาร กทม.ยังเก็บค่าโดยสารใหม่ตามกำหนดเดิม
แหล่งข่าวจากกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้ได้รับหนังสือจาก บมจ.ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ (BTSC) ส่งมายัง กทม.และ บจ.กรุงเทพธนาคม (เคที) ขอให้ชำระค่าจ้างเดินรถส่วนต่อขยายสายสีเขียวกว่า 30,000 ล้านบาท ภายใน 60 วัน นับจากได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2564 หรือภายในเดือน เม.ย.นี้
ไม่มีเงินจ่ายหนี้-จ่อของบฯรัฐ
แยกเป็นการชำระหนี้ในการเดินรถและซ่อมบำรุงโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายที่ 1 ช่วงตากสิน-บางหว้า และช่วงอ่อนนุช-แบริ่ง และส่วนต่อขยายที่ 2 ช่วงหมอชิต-คูคต และช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ ซึ่งค้างชําระมาเป็นเวลา 3 ปี 9 เดือนนับตั้งแต่เดือน เม.ย. 2560 คิดเป็นเงินประมาณ 9,602 ล้านบาท
และหนี้ค่าซื้อระบบการเดินรถ ไฟฟ้าและเครื่องกล จะถึงกําหนดชําระในเดือน มี.ค. 2564 คิดเป็นเงินประมาณ 20,768 ล้านบาท หากไม่มีการชำระบริษัทแจ้งว่ามีความจําเป็นที่จะต้องพิจารณาการใช้สิทธิตามกฎหมายและตามสัญญากับกรุงเทพธนาคม และ กทม.ต่อไป
“ยอมรับ กทม.ไม่มีเงินที่จะจ่ายหนี้ ทางผู้บริหารอยู่ระหว่างพิจารณาจะดำเนินการอย่างไรต่อไป จะต้องขอจัดสรรงบประมาณจากรัฐบาลมาชำระหนี้หรือไม่ เพราะ กทม.ไม่ได้ตั้งงบประมาณประจำปีสำหรับจ่ายหนี้ หากขอรัฐอุดหนุนต้องขอปีละ 10,000 ล้านบาท จ่ายหนี้เก่า 5,000 ล้านบาท ค่าจ้างเดินรถปีละ 3,000-4,000 ล้านบาท และส่วนต่างค่าโดยสารส่วนต่อขยายที่ขาดทุนด้วย”
หนี้ถูกรวมอยู่สัมปทานใหม่
แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า เนื่องจากนำค่าจ้างเดินรถและการลงทุนระบบต่าง ๆ ไว้ในเงินลงทุนกว่า 1 แสนล้านบาทที่บีทีเอสจะรับภาระให้ กทม.ไปแล้วในสัญญาสัมปทานใหม่ กำลังรอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติ
“ตามสัมปทานใหม่จะเก็บค่าโดยสารสายสีเขียวทั้งโครงการตามระยะทาง เก็บค่าแรกเข้าครั้งเดียวเริ่มต้น 15-65 บาท ซึ่ง ครม.ยังไม่อนุมัติ กทม.ต้องเก็บค่าโดยสาร 15-104 บาทชั่วคราววันที่ 16 ก.พ.นี้”
แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า โดยโครงสร้างราคาในช่วงสัมปทานของบีทีเอสยังเก็บคงเดิม 16-44 บาท กทม.จะเก็บส่วนต่อขยาย 15-45 บาท สูงสุดตลอดสายไม่เกิน 104 บาท แต่หากผู้โดยสารมีตั๋วเที่ยวของบีทีเอสจะทำให้ถูกลงนั่งส่วนต่อขยายและช่วงสัมปทาน เสียค่าแรกเข้า 15 บาท ส่วนต่อขยาย 30 บาท สัมปทาน 29 บาท รวม 74 บาท
กทม.รอประเมินผู้โดยสาร 6 เดือน
แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า ส่วนการทำกิจกรรมการตลาดในส่วนของส่วนต่อขยายที่อยู่ในความดูแลของ กทม. ขอดูพฤติกรรมและผลกระทบของผู้โดยสารหลังจากเก็บค่าโดยสารใหม่ใน 6 เดือนก่อน ทั้งนี้ การออกโปรโมชั่นพวกตั๋วเที่ยวและตั๋วเดือนนั้น ปัจจุบันจะมีเฉพาะส่วนเส้นทางหลักหมอชิต-อ่อนนุช และสนามกีฬาแห่งชาติ-สะพานตากสินเท่านั้นที่มีราคาโปรโมชั่น ซึ่งออกโดยบีทีเอสผู้รับสัมปทาน
“ไม่ใช่ กทม.ไม่ยอมทำอะไรเลย รอแต่สัญญาสัมปทานสายสีเขียวผ่าน ครม.อย่างเดียว แต่เราต้องดูนิดหนึ่งสัก 6 เดือนว่า หลังประกาศราคาใหม่ออกไปการเดินทางของประชาชนเป็นอย่างไร เรื่องตั๋วเที่ยวตั๋วเดือนค่อยดูอีกที ซึ่งการทำตั๋วเที่ยวรูปแบบต่าง ๆ คงให้บีทีเอสเป็นผู้ทำระบบให้ ส่วนกรอบราคา กทม.จะเป็นผู้กำหนดเอง” แหล่งข่าวกล่าวและว่า
ส่วนต่อขยายคนขึ้นแตะแสน
สำหรับปริมาณผู้โดยสารข้อมูลเมื่อเดือน ธ.ค. 2563 พบว่า ส่วนต่อขยายหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต มีผู้โดยสารรวม 160,000-170,000 เที่ยวคน/วัน ส่วนด้านใต้ช่วงแบริ่ง-เคหะสมุทรปราการ มีผู้โดยสาร 80,000-90,000 เที่ยวคน/วัน
“การเก็บค่าโดยสารใหม่ช่วงแรก คาดว่าผู้โดยสารจะหายไปประมาณ 30% หลังจากนั้น 5-6 เดือนน่าจะกลับมาเป็นปกติ เราจะใช้เวลาตรงนี้ประเมินผู้โดยสารและวางแผนในการออกโปรโมชั่นต่อไป”
ผู้สื่อข่าวถามว่า หากสัมปทานสายสีเขียวยังไม่ผ่าน ครม.ตามที่คาดไว้ จะทำอย่างไรกับการชำระหนี้ให้กับบีทีเอส แหล่งข่าวตอบว่าก็คงต้องนำรายได้ค่าโดยสารที่เก็บในอัตราใหม่มาชำระไปก่อน โดยจะค่อย ๆ ทยอยจ่ายไป จะต้องหารือร่วมกันต่อไป และอีกด้านหนึ่งอาจจะพิจารณาเปิดประมูล PPP ใหม่
คนใช้สะท้อนเก็บ 65/104 บาทก็แพง
ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” ลงพื้นที่สถานีบีทีเอสหมอชิต สอบถามประชาชนผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอสถึงกรณีที่ กทม.จะเก็บค่าโดยสารใหม่ 15-104 บาทในวันที่ 16 ก.พ. 2564
“พี่อโนทัย” พนักงานออฟฟิศกล่าวว่า ปกตินั่งรถไฟฟ้า BTS แทบทุกวัน โดยเดินทางจากที่พักย่านอุดมสุขไปทำงานแถวตึกชินวัตร 3 โดยลงที่สถานีห้าแยกลาดพร้าว ส่วนตัวมองว่าค่าโดยสารอัตราใหม่มีราคาแพงไป ส่วนราคาสูงสุด 65 บาทเป็นราคาที่ไม่แพงมากจนเกินไป ก็พอรับได้
“ยังไม่ได้วางแผนว่าเมื่อค่าโดยสารสูงขึ้นจะปรับเปลี่ยนการเดินทางอย่างไร เพราะก็ยอมรับว่ารถไฟฟ้าบีทีเอสมีความสะดวกสบายและทำเวลาได้ค่อนข้างดี”
ขณะที่ “พี่ณัฐพร” พนักงานออฟฟิศกล่าวว่า ใช้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอสเดินทางไปจากบ้านพักที่อารีย์มาลงที่สถานีหมอชิต เพื่อไปทำงานที่ออฟฟิศแถวธนาคารทหารไทย สำนักงานใหญ่ ตรงจตุจักร
จำเป็นต้องนั่งเพราะสะดวก
“ค่าโดยสารสูงสุด 104 บาทแพงไป และราคา 65 บาทที่เป็นราคาเมื่อต่อสัญญาสัมปทานสานสีเขียวได้ ก็ยังแพงอยู่ดี ควรจะลดลงมาเหลือสัก 55-60 บาทน่าจะเหมาะสม ส่วนการวางแผนเปลี่ยนเส้นทางหรือการเดินทาง คงไม่เปลี่ยนเพราะตัวเองเดินทางระยะสั้นเพียง 3 สถานี ไม่ได้รับผลกระทบจากการปรับราคาใหม่มากนัก”
ด้าน “คุณลุงบุญช่วย” อายุ 65 ปีระบุว่า จะใช้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอสไปแถววัดพระศรีมหาธาตุฯเยี่ยมหลานมีความเห็นว่า ไม่ควรขึ้นราคาแพงขนาดนั้น เพราะตอนนี้ประชาชนแบกภาระต่าง ๆ เยอะมาก ค่าครองชีพก็สูง คนตกงานก็เยอะจากภาวะโควิด ราคาสูงสุด 65 บาทก็ไม่โอเค ยังแพงอยู่ดี
ปิดท้ายที่ “น้องปรภา” นักศึกษากล่าวว่า ส่วนมากจะใช้รถไฟฟ้าบีทีเอสเป็นประจำจากบ้านย่านพระโขนงไปเรียนที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หากค่ารถขึ้นสูงสุดถึง 104 บาทก็ถือว่า แพงเกินไป
เนื่องจากปัจจุบันสภาพเศรษฐกิจไม่ได้ดี ส่วนถ้าต่อสัมปทานแล้วค่ารถสูงสุดจะลงมาเหลือ 65 บาทก็แพงอยู่ดี แต่รับได้มากกว่า 104 บาท ส่วนตัวยังไม่คิดแผนปรับการเดินทาง เพราะตั้งแต่บีทีเอสผ่านหน้ามหาวิทยาลัยเมื่อปีที่แล้ว ยอมรับว่าเดินทางสะดวกขึ้นมาก
ทองแพง ฉุดตรุษจีน-วาเลนไทน์ กร่อย
https://www.dailynews.co.th/economic/824493
พิษโควิดฉุดบรรยากาศร้านทองปีนี้ซึมยาว ตรุษจีน-วาเลนไทน์ ลูกค้าหาย 70%
นายพิชญา พิสุทธิกุล อุปนายกสมาคมค้าทองคำ เปิดเผยว่า บรรยากาศการซื้อขายทองคำในช่วงเทศกาลตรุษจีนและวาเลนไทน์ปีนี้คาดว่าไม่คึกคักหากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่จะเกิดโควิด-19 เนื่องจากกำลังซื้อผู้บริโภคขณะนี้ยังชะลอตัวและหายไป 70% จากช่วงเดือน พ.ค.63 ที่ราคาทองคำสูงขึ้นมาถึงบาทละ 30,000 บาท ซึ่งส่วนใหญ่มีการขายทิ้งนำเงินไปใช้ในชีวิตประจำวันหมดแล้ว อีกส่วนหนึ่งมีการว่างงาน เงินเดือนลดเพิ่มขึ้น รวมทั้งไม่ได้รับโบนัสจากการทำงานจึงไม่มีเงินซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย