โอกาสดีท่ามกลางความโชคร้ายช่วงโควิด

โควิดทำพิษกับคนมากมายรวมทั้งแม่ด้วย  เจ้านายประกาศปิดกิจการวันที่ 30 เมษายน 2563 แต่เนื่องจากแม่อยู่ฝ่ายขายต่างประเทศต้องติดต่อลูกค้าจบจน shipment สุดท้าย และต้องติดต่อขาย material ให้กับบริษัทภายในประเทศอีกเจ้าหนึ่ง เจ้านายเลยให้ทำงานต่ออีก 2 เดือน พอจบ 2 เดือนก็ยังมีงานที่ต้องทำต่อเนืองอีกแม่เลยแจ้งเจ้านายว่าสามารถ WFH ได้ แต่ในช่วง 2 เดือนนี้จะพาลูกไปอยู่บ้านคุณตาคุณยายต่างจังหวัด จึงไม่สามารถเข้าออฟฟิศได้ เจ้านายเมตตาอนุญาตให้แม่ WFH ได้ โดยที่เลิกจ้างแม่เป็นพนักงานประจำเพื่อให้แม่ได้รับเงินชดเชยจากบริษัทตามกฎหมาย ส่วนของ WFH บริษัทจะจ่ายเป็นค่าที่ปรึกษาให้แม่เป็นจำนวนเงิน 50% ของเงินเดือนที่เคยได้รับ นอกจากนี้แม่ก็ได้เงินจากยื่นว่างงานประกันสังคมอีกด้วย เท่ากับว่าในช่วง 7 เดือนแรกที่ถูกเลิกจ้างรายได้รวมของแม่มากกว่าเงินเดือนประจำที่ผ่านมาเสียอีก ช่างโชคดีอะไรเช่นนี้

2 กรกฎาคม เราแม่ลูกเดินทางไปบ้านคุณตาคุณยายโดยมีปาป๊าขับรถไปส่ง และอยู่บ้านคุณตาคุณยายกับเรา 4-5 วัน เท่ากับว่าอนุบาล 3 เทอม 1 แม่ตัดสินใจไม่ให้ลูกไปโรงเรียนเลยท่ามกลางคำถามของคนรอบข้างว่าทำไม แต่แม่ก็มิได้นำพา

ตลอด 2 เดือนที่อยู่บ้านคุณตาคุณยาย แม่ไม่ได้เปิดแบบเรียนสอนลูก และไม่เคยบังคับให้ลูกหัดเขียนหรืออ่านเลย เว้นแต่บางวันที่ลูกอยากบวกเลยแม่ก็คิดโจทย์ให้ลูก ซึ่งเป็นความภูมิใจของลูกที่ลูกบวกเลขหลายหลักได้ จนตอนหลังลูกตั้งโจทย์ทำเองเลย ส่วนเวลาที่เหลือเราก็ได้ใช้เวลาอยู่กับคุณตาคุณยาย สัมผัสวิถีชีวิตต่างจังหวัด ให้ลูกชวยงานบ้านบ้าง เช่น ล้างแก้ว ล้างตู้เย็น เก็บผัก ทำกับข้าว จนลูกสามารถทำน้ำจิ้มซีฟู้ดเองได้ทุกขั้นตอน ตั้งแต่เก็บพริก เก็บมะนาว แกะกระเทียม โขลกพริกกระเทียม และปรุงรสเอง ตอนเย็นก็ปั่นจักรยานออกกำลังกายบนถนนระหว่างหมู่บ้านที่ขนาบ 2 ข้างทางด้วยทุ่งนา จากที่ปั่นจักรยาน 16 นิ้ว ลูกก็ขยับขึ้นมาปั่น 20 นิ้วในวัย 5 ขวบกว่า กลางคืนก่อนนอนก็สวดมนต์กับคุณตาที่ห้องพระทุกคืนแล้วก็กลับมาฟังนิทานจากแม่บ้าง คุณตาบ้าง ดูหนังสือ เล่นเกมส์ฝึกสมองบ้าง แม่ไปไหนก็พาลูกไปด้วย ลูกมีเวลาว่างมากพอที่จะพับเครืองบินกระดาษจนสามารถสอนคุณตาพับได้ ส่วนเวลาที่เหลือนอกจากนี้ก็เล่น เล่น เล่น แล้วก็เล่น เป็น 2 เดือนเต็มๆ ที่แม่อยู๋กับลูกตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน ได้เห็นพัฒนาการของลูกหลายๆ อย่าง แล้วก็ได้ทะเลาะกันหลายๆ ครั้งตามประสาแม่ลูก นอกจากนี้แม่ยังได้มีโอกาสอยู่กับคุณตากับคุณยายได้ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่แต่งงานแล้วย้ายมาอยู่บ้านปาป๊า คุณตาคุณยายก็คงมีความสุขมากที่ได้อยู่กับทั้งลูกและหลานพร้อมๆ กัน

หลังจากอยู่บ้านคุณตาคุณยายครบ 2 เดือน ปาป๊าก็รับเราสองคนแม่ลูกกลับกทม. คุณย่าให้แม่ไปฝึกทำงานกับคุณย่าเพือที่จะได้ทำเป็นอาชีพในอนาคต เวลาต้องติดต่อลูกค้าหรือคุยงานกับบริษัทที่แม่ทำงานแม่ก็ใช้ internet ทำงาน อาจจะมีบางวันที่ต้องเข้าออฟฟิศบ้างเดือนละไม่กี่ครั้ง ชีวิตของแม่ช่วงนี้ก็ใช้เวลาได้คุ้มค่ามาก ทั้งช่วยงานคุณย่า ทำงานให้บริษัท บางวันก็นั่งรถเป็นเพือนป๊าไปหาลูกค้าจังหวัดใกล้ๆ ดูแลลูกไปด้วยเพราะเวลาไปช่วยงานคุณย่าแม่ก็พาลูกไปด้วย เป็นอีก 3 เดือนที่เราสองคนแม่ลูกได้อยู่ด้วยกันตลอด 24 ชั่วโมง 

ตลอดระยะเวลาที่ไม่ได้ไปโรงเรียน แม่ก็ให้ลูกพักผ่อนเต็มที่แทบจะไม่มีวิชาการสอดแทรกเลย และในช่วงนี้เองที่ลูกเพิ่มทักษะการพับเครืองบินกระดาษด้วยการดูคลิปวิธีการพับแบบต่างๆ ที่หลากหลาย สำหรับการพักผ่อนนั้นคืนไหนนอนดึกเช้ามาก็จะตื่นสายหน่อย เพราะไม่ต้องตื่นแต่เช้าไปโรงเรียน จนในที่สุดแม่ตัดสินใจให้ลูกเข้าเรียนอนุบาล 3 ในเทอมที่ 2 เพราะแม่จะได้ทำงานสะดวกขึ้น ตอนไปสมัครเข้าโรงเรียน คุณครูมีแบบทดสอบให้ทำและแจ้งแม่ว่าน้องทำวิชาคณิตศาสตร์ได้ดีมาก แต่ภาษาไทยน้องเขียนแทบไม่ได้เลย คุณครูให้เขียนชื่อ-นามสกุล น้องเขียนแค่ชื่อเล่น บอกว่าจำไม่ได้ว่า ชื่อจริง-นามสกุล สะกดยังไง แม่ก็แอบกังวลว่าลูกจะเรียนตามเพือนทันมั้ย เป็นนักเรียนใหม่ด้วยก็ยิ่งกลัวว่าลูกจะไม่มีความมั่นใจ แต่ก็เอาน่า พยายามคิดว่าลูกเราน่าจะปรับตัวได้ และสิ่งที่กังวลมากที่สุดคือ ช่วงที่ไม่ได้ไปโรงเรียน ลูกตืนสายเกือบทุกวันแล้วจะตื่นไปโรงเรียนเช้าๆ ได้เหรอ โรงเรียนในกลางเมืองด้วยแล้วเราอยู่ฝั่งธนฯ ถ้าจะให้รถติดน้อยหน่อยก็ต้องออกจากบ้านตั้งแต่ 6 โมงกว่า

เปิดเทอมวันแรก 1 ธันวาคม แม่ปลุกลูกตื่น 6 โมง ลูกตื่นแบบไม่งอแงเลย เข้าห้องน้ำ อาบน้ำ แต่งตัว ทานข้าวเช้าให้เรียบร้อยก่อน ออกจากบ้าน 6.45 น. แม่เจ้า... ถึงโรงเรียน 7.40 น. โรงเรียนมีที่จอดรถไม่เพียงพอ แม่เลยไม่ได้เดินไปส่งลูก ได้แต่มองตามลูกลงรถไปตอนที่คุณครูมารับ แม่ก็กลับมานั่งทำงานมองนาฬิกาไปด้วยว่าเมือไหร่จะถึงเวลาที่ปาป๊าต้องไปรับ แม่จะได้โทรไปติดตามผล พอถึงเวลาเลิกเรียนก็งานเข้าพอดีเลยไม่ได้โทรหาปาป๊า รอเจอลูกที่บ้านเลยละกัน นึกภาพไม่ออกว่าลูกโอเคกับโรงเรียนใหม่มั้ย พอเจอกัน surprise มาก ลูก happy กับโรงเรียน เรียนสนุก บอกชื่อเพือนใหม่ๆ อาหารกลางวันอร่อย บลาๆๆๆ พร้อมกับบอกแม่ว่าพรุ่งนี้ปลุกลูกตี 5.45 จะได้ออกจากบ้านเช้ากว่าวันแรก ไม่ต้องเจอรถติดมาก ทุกวันนี้เวลาตื่นนอนของลูกคือ 5.45

เย็นวันแรกที่กลับมาจากโรงเรียนแม่เปิดกระเป๋าของลูกเห็นสมุดจดการบ้านและสมุดวิชาภาษาไทยที่มีการบ้าน แม่ surprise มาก แทบไม่เชี่อสายตาที่เห็นลูกเขียนตัวหนังสือเป็นระเบียบมาก จากวันที่ไปสมัครที่ลูกเขียนตัวหนังสือใหญ่บ้างเล็กบ้างและใช้พื้นที่ในการเขียนเยอะมาก   
ในส่วนของการพับเครืองบินกระดาษ นอกจากลูกจะสามารถพับได้หลายแบบแล้ว ลูกยังสามารถสอนพี่ๆน้องๆ ในบ้านพับตามแบบต่างๆ ได้ด้วย แถมไม่พอร้อนวิชาบอกแม่ว่าช่วยถ่ายคลิปลูกสอนพับเครืองบินให้หน่อย ลูกอยากเป็น youtuber แม่ก็ถ่ายให้แล้วเอาลงใน facebook ให้เพือนๆ ของแม่ดู แล้วก็บอกลูกว่าถ้าอยากเป็นก็ต้องฝึกฝนมากกว่านี้ 

ที่แม่เขียนมาทั้งหมดเป็นประสบการณ์ในการเลี้ยงลูกของตัวแม่เอง ที่พบว่าการเลี้ยงลูกแบบให้เรียนรู้สิ่งรอบตัว ไม่กดดันเรืองวิชาการ ไม่เครียดกับคำถามต่างๆ นานากับวิธีการเลี้ยงลูถ้าเราทำเต็มที่แล้วเมือถึงเวลาลูกของเราก็จะพร้อมตามวัย เป็นกำลังใจให้แม่ทุกคนนะคะ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่