เป็นกระแสฮือฮาในวงการลูกหนังของเกาะอังกฤษเลยทีเดียวเมื่อ ตำนานนักเตะอย่างแฟรงค์ แลมพาร์ด ที่รับบทกุนซือใหญ่ของทัพสิงห์บลูห์ เชลซี ถูกเสี่ยหมี โรมัน อับราโมวิช ตะเพิดออกจากตำแหน่งเฮดโค้ชของสโมสร เซ่นผลงานอันย่ำแย่โดยไม่สามารถเค้นฟอร์มเก่งออกมาได้หลังจากที่เสียเงินเสริมทัพไปมากว่า 200 ล้านปอนด์ โดย แฟรงค์ แลมพาร์ดนำทัพพลพรรคสิงโตน้ำเงินครามอยู่แค่กลางตารางของพรีเมียร์ลีกเท่านั้น ซึ่งจุดนี้เองมันทำให้ เสี่ยหมีไม่พอใจเป็นอย่างมาก จึงทำการปลดตำนานสโมสรคนนี้ออกจากทีมโดยที่ตัวแลมพาร์ดเองพึ่งจะคุมทีมได้ไม่นานเท่านั้นเอง
.
.
โดยเหตุการณ์นี้อาจจะเห็นจนชินตาไปเสียแล้วสำหรับแฟนบอลของพรีเมียร์ลีกเพราะผู้จัดการทีมของเชลซีในยุค โรมัน อับราโมวิช นั้นเข้าออกกันเป็นว่าเล่นโดยตลอดเกือบ2ทศวรรษ เปลี่ยนโค้ชมาแล้วทั้งสิ้น 12 รายเลยทีเดียว ซึ่งนับเป็นจำนวนที่มากกว่าทีมคู่แข่งอย่าง แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ,อาร์เซนอล หรือแม้กระทั้งทีมมหาเศรษฐีแมนเชสเตอร์ซิตี้ คำถามจึงผุดขึ้นมาในหัวว่าทำไมทีมเชลซีถึงได้เปลี่ยนผู้จัดการทีมบ่อยถึงเพียงนี้
.
.
นับตั้งแต่ โรมัน อับราโมวิช เข้ามาเทคโอเวอร์สโมสรเชลซีตั้งแต่ปี 2003 ด้วยการที่เป็นคนที่หลงไหลในฟุตบอลอย่างมากเขาจึงทุ่มเทแรงกายแรงใจสร้างสโมสรให้กลายเป็นทีมที่แข็งแกร่งและต้องประสบความสำเร็จมากกว่าใครๆทั้งหมด ถึงแม้จะเสียเงินเท่าไหร่ไม่ว่า ขอแค่ผลงานออกมายอดเยี่ยมก็เป็นพอ ด้วยเหตุนี้เองเราจึงเห็นผู้จัดการทีมเข้าๆออกๆกันเป็นว่าเล่นหรือแม้กระทั้งตัวนักฟุตบอลเองก็มีลักษณะเช่นเดียวกัน
.
.
โดยผู้จัดการทีมคนแรกที่ประเดิมคำสั่งฝ่าผ่าของเสี่ยหมีคือ เคลาดิโอ รานิเอรี่ ในฤดูกาล 2003-2004 หลังจากที่เสี่ยหมียื่นสินทรัพย์ซื้อสโมสรเชลซีมาครอบครอง ได้ทำการเสริมตัวผู้เล่นอย่างหนักหวังให้ทีมนั้นมีทิศทางที่ดีขึ้นเพียงระยะเวลาอันสั้นที่สุด แต่เป็นที่น่าเสียดายเพราะ ฤดูกาลนั้นทำได้แค่จบอันดับ 2 ของพรีเมียร์ลีก และ เข้าสู่รอบ 4 ทีมสุดท้ายยูฟ่าแชมเปี้ยนลีกเท่านั้น ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของท่านประธานใหญ่ สุดท้าย เคลาดิโอ จึงต้องเก็บกระเป๋าออกจากสโมสรไป
.
.
รายต่อมาเป็นที่รู้จักกันดีกับ เดอะสเปเชี่ยล วัน โชเซ่ มูรินโญ่ ที่เข้ามารับช่วงต่อในปี 2004 และสามารถพาทีมเชลซีคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ 2 สมัยซ้อนในปี 2004/2005 ,2005/2006 คว้าถ้วยลีกคัพ ในปี 2004/2005 , 2006/2007 และถ้วย เอฟเอ คอมมูนิตี้ชิลด์ ปี2005 รางวัลต่างๆมากมายขนาดนี้นั้นคงจะทำให้ โรมัน อับราโมวิช พึงพอใจและคงร่วมงานกันต่อได้อีกนานแสนนาน แต่ใครจะทราบว่าเพียงแค่เริ่มต้นซีซั่น 2007/2008 ได้ไม่นาน ผลงานของเชลซีนั้นมีทิศทางที่ไม่ดี โรมันจึงตัดสินใจแยกทางกับ โชเซ่ มูรินโญ่ เอาซะเลย
.
.
รายที่3 คือ อัฟราม แกรนท์ ในปี 2007/2008 ซึ่งเป็นการคุมทีมเพียง ฤดูกาลเดียวเท่านั้นและไม่สามารถทำผลงานได้เป็นที่น่าพอใจเท่าไหร่จึงทำให้กระเด็นตกเก้าอี้ไปในที่สุดโดยในรายต่อมานั้นคือ หลุยส์ เฟลิเป้ สโคลารี่ ถึงแม้ช่วงนั้นเขามีดีกรีเป็นโค้ชที่มีความสำเร็จระดับโลกแต่เมื่อได้มาคุมสโมสรเชลซีและพ่วงด้วยผลงานอันย่ำแย่จึงทำให้ต้องเก็บกระเป๋าออกจากถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ หลังจากคุมทีมได้เพียง 36 นัดเท่านั้น
.
.
กุส ฮิดดิงค์ คือผู้จัดทีมที่เข้ามารับช่วงต่อ จาก หลุยส์ เฟลิเป้ สโคลารี่ เป็นระยะเวลาสั้น ๆ เพียงแค่ 4 เดือนและนำพาทีมคว้าแชมป์เอฟเอคัพมาครองได้สำเร็จ โดยเอาชนะเอฟเวอร์ตันในรอบชิงชนะเลิศ และจบฤดูกาลด้วยอันดับ 3 ในพรีเมียร์ลีก แต่ก็แค่คั่นเวลาหาโค้ชคนใหม่เท่านั้น
ต่อด้วย คาร์โล อันเชลอตติ ที่คุมทีมเชลซีในฤดูกาล 2009-2011 ถึงเขาจะพาทีมคว้าแชมพรีเมียร์ลีกได้ แต่เมื่อทีมมีฟอร์มที่ย่ำแย่เขาก็ถูกปลดได้ง่ายๆ
.
.
และรายต่อๆมาไม่ว่าจะเป็น อังเดร วิลลาส-โบอาส ,โรแบร์โต ดิ มัตเตโอ, โชเซ่ มูรินโญ่ที่กลับมาคุมทีมรอบที่สอง ถึงแม้พวกเขาจะสามารถคว้าถ้วยใบใหญ่ให้กับสโมสรได้แต่เมื่อใดที่ผลงานของทีมนั้นย่ำแย่ลงก็ทำให้เสี่ยหมีปลดออกได้ง่ายๆเช่นเดียวกัน ถึงจะเป็นโค้ชที่มีดีกรีพาทีมเก่าได้แชมป์มากมายสักเพียงใดแต่เมื่อมาอยู่ภายใต้สโมสรแห่งนี้ผลงานของทีมต้องดีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเราจะเห็นได้ชัดจาก กรณีของ อันโตนิโอ คอนเต้ ที่สามารถพาทีมได้แชมป์พรีเมียร์นับตั้งแต่ฤดูกาลแรกที่เข้ามารับตำแหน่งและคว้าถ้วยติดมือได้อย่างต่อเนื่องแต่ก็ไม่วายที่จะโดนปลดออกไปในที่สุด
.
.
ทั้งนี้อาจจะเป็นมาตรฐานที่สูงของ โรมัน อับราโมวิชที่ตัวเขากำหนดไว้ โดยต้องการครองความยิ่งใหญ่บนเวทีพรีเมียร์ลีก ถ้าใน 10 ครั้งคุณอาจจะทำดีมา 9 ครั้งแต่ รอบสุดท้ายคุณพลาด นั้นก็อาจจะตัดสินชีวิตของคุณได้เลย นั้นอาจจะเป็นเพราะว่าบางทีความสำเร็จนั้นคงจะรอไม่ได้เมื่อเทียบกับการลงทุนที่เสียไป
.
.#Goalstorm #โกลสตรอม #Gs #Chelsea #Maneger
ที่มา
ที่มาgoalstorm
ความสำเร็จที่รอไม่ได้ของเชลซี
.
.
โดยเหตุการณ์นี้อาจจะเห็นจนชินตาไปเสียแล้วสำหรับแฟนบอลของพรีเมียร์ลีกเพราะผู้จัดการทีมของเชลซีในยุค โรมัน อับราโมวิช นั้นเข้าออกกันเป็นว่าเล่นโดยตลอดเกือบ2ทศวรรษ เปลี่ยนโค้ชมาแล้วทั้งสิ้น 12 รายเลยทีเดียว ซึ่งนับเป็นจำนวนที่มากกว่าทีมคู่แข่งอย่าง แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ,อาร์เซนอล หรือแม้กระทั้งทีมมหาเศรษฐีแมนเชสเตอร์ซิตี้ คำถามจึงผุดขึ้นมาในหัวว่าทำไมทีมเชลซีถึงได้เปลี่ยนผู้จัดการทีมบ่อยถึงเพียงนี้
.
.
นับตั้งแต่ โรมัน อับราโมวิช เข้ามาเทคโอเวอร์สโมสรเชลซีตั้งแต่ปี 2003 ด้วยการที่เป็นคนที่หลงไหลในฟุตบอลอย่างมากเขาจึงทุ่มเทแรงกายแรงใจสร้างสโมสรให้กลายเป็นทีมที่แข็งแกร่งและต้องประสบความสำเร็จมากกว่าใครๆทั้งหมด ถึงแม้จะเสียเงินเท่าไหร่ไม่ว่า ขอแค่ผลงานออกมายอดเยี่ยมก็เป็นพอ ด้วยเหตุนี้เองเราจึงเห็นผู้จัดการทีมเข้าๆออกๆกันเป็นว่าเล่นหรือแม้กระทั้งตัวนักฟุตบอลเองก็มีลักษณะเช่นเดียวกัน
.
.
โดยผู้จัดการทีมคนแรกที่ประเดิมคำสั่งฝ่าผ่าของเสี่ยหมีคือ เคลาดิโอ รานิเอรี่ ในฤดูกาล 2003-2004 หลังจากที่เสี่ยหมียื่นสินทรัพย์ซื้อสโมสรเชลซีมาครอบครอง ได้ทำการเสริมตัวผู้เล่นอย่างหนักหวังให้ทีมนั้นมีทิศทางที่ดีขึ้นเพียงระยะเวลาอันสั้นที่สุด แต่เป็นที่น่าเสียดายเพราะ ฤดูกาลนั้นทำได้แค่จบอันดับ 2 ของพรีเมียร์ลีก และ เข้าสู่รอบ 4 ทีมสุดท้ายยูฟ่าแชมเปี้ยนลีกเท่านั้น ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของท่านประธานใหญ่ สุดท้าย เคลาดิโอ จึงต้องเก็บกระเป๋าออกจากสโมสรไป
.
.
รายต่อมาเป็นที่รู้จักกันดีกับ เดอะสเปเชี่ยล วัน โชเซ่ มูรินโญ่ ที่เข้ามารับช่วงต่อในปี 2004 และสามารถพาทีมเชลซีคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ 2 สมัยซ้อนในปี 2004/2005 ,2005/2006 คว้าถ้วยลีกคัพ ในปี 2004/2005 , 2006/2007 และถ้วย เอฟเอ คอมมูนิตี้ชิลด์ ปี2005 รางวัลต่างๆมากมายขนาดนี้นั้นคงจะทำให้ โรมัน อับราโมวิช พึงพอใจและคงร่วมงานกันต่อได้อีกนานแสนนาน แต่ใครจะทราบว่าเพียงแค่เริ่มต้นซีซั่น 2007/2008 ได้ไม่นาน ผลงานของเชลซีนั้นมีทิศทางที่ไม่ดี โรมันจึงตัดสินใจแยกทางกับ โชเซ่ มูรินโญ่ เอาซะเลย
.
.
รายที่3 คือ อัฟราม แกรนท์ ในปี 2007/2008 ซึ่งเป็นการคุมทีมเพียง ฤดูกาลเดียวเท่านั้นและไม่สามารถทำผลงานได้เป็นที่น่าพอใจเท่าไหร่จึงทำให้กระเด็นตกเก้าอี้ไปในที่สุดโดยในรายต่อมานั้นคือ หลุยส์ เฟลิเป้ สโคลารี่ ถึงแม้ช่วงนั้นเขามีดีกรีเป็นโค้ชที่มีความสำเร็จระดับโลกแต่เมื่อได้มาคุมสโมสรเชลซีและพ่วงด้วยผลงานอันย่ำแย่จึงทำให้ต้องเก็บกระเป๋าออกจากถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ หลังจากคุมทีมได้เพียง 36 นัดเท่านั้น
.
.
กุส ฮิดดิงค์ คือผู้จัดทีมที่เข้ามารับช่วงต่อ จาก หลุยส์ เฟลิเป้ สโคลารี่ เป็นระยะเวลาสั้น ๆ เพียงแค่ 4 เดือนและนำพาทีมคว้าแชมป์เอฟเอคัพมาครองได้สำเร็จ โดยเอาชนะเอฟเวอร์ตันในรอบชิงชนะเลิศ และจบฤดูกาลด้วยอันดับ 3 ในพรีเมียร์ลีก แต่ก็แค่คั่นเวลาหาโค้ชคนใหม่เท่านั้น
ต่อด้วย คาร์โล อันเชลอตติ ที่คุมทีมเชลซีในฤดูกาล 2009-2011 ถึงเขาจะพาทีมคว้าแชมพรีเมียร์ลีกได้ แต่เมื่อทีมมีฟอร์มที่ย่ำแย่เขาก็ถูกปลดได้ง่ายๆ
.
.
และรายต่อๆมาไม่ว่าจะเป็น อังเดร วิลลาส-โบอาส ,โรแบร์โต ดิ มัตเตโอ, โชเซ่ มูรินโญ่ที่กลับมาคุมทีมรอบที่สอง ถึงแม้พวกเขาจะสามารถคว้าถ้วยใบใหญ่ให้กับสโมสรได้แต่เมื่อใดที่ผลงานของทีมนั้นย่ำแย่ลงก็ทำให้เสี่ยหมีปลดออกได้ง่ายๆเช่นเดียวกัน ถึงจะเป็นโค้ชที่มีดีกรีพาทีมเก่าได้แชมป์มากมายสักเพียงใดแต่เมื่อมาอยู่ภายใต้สโมสรแห่งนี้ผลงานของทีมต้องดีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเราจะเห็นได้ชัดจาก กรณีของ อันโตนิโอ คอนเต้ ที่สามารถพาทีมได้แชมป์พรีเมียร์นับตั้งแต่ฤดูกาลแรกที่เข้ามารับตำแหน่งและคว้าถ้วยติดมือได้อย่างต่อเนื่องแต่ก็ไม่วายที่จะโดนปลดออกไปในที่สุด
.
.
ทั้งนี้อาจจะเป็นมาตรฐานที่สูงของ โรมัน อับราโมวิชที่ตัวเขากำหนดไว้ โดยต้องการครองความยิ่งใหญ่บนเวทีพรีเมียร์ลีก ถ้าใน 10 ครั้งคุณอาจจะทำดีมา 9 ครั้งแต่ รอบสุดท้ายคุณพลาด นั้นก็อาจจะตัดสินชีวิตของคุณได้เลย นั้นอาจจะเป็นเพราะว่าบางทีความสำเร็จนั้นคงจะรอไม่ได้เมื่อเทียบกับการลงทุนที่เสียไป
.
.#Goalstorm #โกลสตรอม #Gs #Chelsea #Maneger
ที่มาที่มาgoalstorm