JJNY : หนี้เสียSMEsปีนี้ส่อแตะ10%│ท้องถิ่นงัดคำสั่งมท.บีบคืนเบี้ยสูงอายุ│ไป๊ ตะกนวอนช่วยเมียนมา│พท.จี้ช่วยเรื่องการศึกษา

หนี้เสีย SMEs ปีนี้ส่อแตะ10% หวั่นเลิกจ้างพุ่ง-จี้รัฐเร่งแก้ปมซอฟต์โลน
https://www.prachachat.net/finance/news-604432
   

 
“ทีเอ็มบี” ชี้หนี้เสียเอสเอ็มอีน่าห่วง แนวโน้มปี’64 ส่อพุ่งแตะระดับ 10% จากสิ้นปี’63 อยู่ที่ประมาณ 6.5% หลังเผชิญผลกระทบโควิดระลอกใหม่ “ร้านค้าปลีก-เบ็ดเตล็ด-โรงแรม-ร้านอาหาร” ทั่วประเทศรายได้ทรุดหนัก ขณะที่เอ็นพีแอลทั้งระบบคาดขยับขึ้นแตะ 3.6% จากสิ้นปีที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ 3.2% ฟาก สสว.หวั่นเอสเอ็มอีขาดสภาพคล่องหนัก หากไม่เร่งแก้ปมซอฟต์โลน สะท้อนจากยอดแห่ขอกู้ “เสริมพลังฐานราก” ของแบงก์ออมสิน พบว่ามีเอสเอ็มอีเครดิตดีแต่ขาดสภาพคล่องจำนวนมาก
 
นายนริศ สถาผลเดชา หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี (TMB Analytics) กล่าวว่า ในปี 2564 นี้แนวโน้มหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) และสินทรัพย์รอการขาย (เอ็นพีเอ) ในระบบธนาคารพาณิชย์ คาดว่ายังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีก แต่ก็ขึ้นกับว่าจะควบคุมการระบาดของโควิดระลอกใหม่ได้เร็วแค่ไหนด้วย โดยคาดว่าถึงสิ้นปีเอ็นพีแอลทั้งระบบน่าจะขยับขึ้นไปไม่เกิน 3.6% หรือคิดเป็นยอดคงค้างประมาณ 6 แสนล้านบาทจาก ณ สิ้นปี 2563 ที่น่าจะอยู่ที่ 3.2% หรือยอดคงค้างที่ 5.25 แสนล้านบาท
 
ทั้งนี้ ยอดคงค้างเอ็นพีแอลทั้งระบบปีนี้น่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ 12% จากปีก่อนถือว่าไม่ได้มากผิดปกติ และระบบแบงก์ก็คงพยายามเร่งปรับโครงสร้างหนี้เพื่อไม่ให้กลายเป็นเอ็นพีแอลมากเกินไปด้วย
 
นายนริศกล่าวว่า กลุ่มที่น่าเป็นห่วง คือ กลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีที่สินเชื่ออาจจะตกชั้นเพิ่มขึ้นได้มากกว่าสินเชื่อกลุ่มอื่น ๆ โดยประเมินว่าเอ็นพีแอล เอสเอ็มอีมีโอกาสเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ระดับเกือบ 10% ในสิ้นปี 2564 นี้ จากที่อยู่ที่ 6.5% ณ สิ้นปี 2563
 
ก่อนมีโควิดเอ็นพีแอล เอสเอ็มอี 4.5-5% อยู่แล้ว โดยสิ้นปีที่ผ่านมาเอ็นพีแอลเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 6.5% และปีนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องไปที่เกือบ 10% แต่คงไม่เกินจากนั้น ทั้งนี้ ระบบแบงก์ก็คงต้องมีการดูแล เร่งปรับโครงสร้างหนี้เพื่อไม่ให้พุ่งมากเกินไป รวมถึงต้องดูมาตรการของทางการด้วย โดยต้องอาศัยการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) เข้าไปช่วย พร้อม ๆ กับการค้ำประกันสินเชื่อที่เพิ่มขึ้น” นายนริศกล่าว
 
ขณะที่จากการวิเคราะห์ของ TMB Analytics ที่ประเมินผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่มองว่า ธุรกิจเอสเอ็มอีที่จะถูกกระทบหนักสุด คือ ธุรกิจร้านขายปลีกเสื้อผ้า โดยจะมีรายได้ลดลงกว่า 5,000 ล้านบาท รองลงมาร้านค้าเบ็ดเตล็ดรายได้ลดลง 4,700 ล้านบาท ซึ่งสาเหตุที่ธุรกิจ ร้านค้าปลีกเสื้อผ้า ร้านค้าเบ็ดเตล็ดได้รับผลกระทบมากลำดับต้น ๆ เนื่องจากมีผู้ประกอบการจำนวนมากและกระจายอยู่ทั่วประเทศ สำหรับธุรกิจโรงแรม/ที่พัก และธุรกิจร้านอาหาร รายได้ลดลง 3,800 และ 2,700 ล้านบาทตามลำดับ
 
นายนริศกล่าวอีกว่า ส่วนแนวโน้มเอ็นพีเอปีนี้ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2563 ที่อยู่ที่ราว 6.3 แสนล้านบาท อย่างไรก็ดี การระบายเอ็นพีเอของแบงก์ในปีนี้คงไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก โดยแบงก์คงจะพยายามเก็บเอ็นพีเอเอาไว้บริหารเองเป็นหลักหรือทยอยขายออกมา เพราะหากแห่ขายกันออกมาก็จะทำให้ราคาในตลาดตกลงมาก ส่วนเอ็นพีแอลหากจะขายน่าจะเป็นในส่วนของการทยอยตัดหนี้สูญกันออกมา เพราะที่ผ่านมาตั้งสำรองกันค่อนข้างสูง ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้สัดส่วนเอ็นพีแอลต่อสินเชื่อสูงเกินไป
 
นายมงคล ลีลาธรรม ประธานกรรมการบริหารสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และประธานกรรมการบริหารธนาคารออมสินกล่าวว่า ปีนี้เอสเอ็มอี จะยิ่งขาดสภาพคล่องกันหนักหากซอฟต์โลนของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังติดปัญหาอุปสรรคอยู่เช่นเดิม ซึ่งเมื่อเอสเอ็มอีมีปัญหาก็จะกระทบกับการจ้างงาน เนื่องจากน่าจะมีการเลิกจ้างเพิ่มขึ้น โดยทุกวันนี้อย่างธุรกิจร้านอาหารก็จ้างงานกันแค่ครึ่งเดียวอยู่แล้ว
 
จากที่ธนาคารออมสินเปิดให้ขอกู้สินเชื่อเสริมพลังฐานราก พบว่าแค่ 10 วันมีคนขอสินเชื่อเข้ามากว่า 4 แสนราย ซึ่งในจำนวนนี้ก็มีเอสเอ็มอีอยู่ด้วย แล้วจากที่ดูคือกลุ่มนี้มีเครดิตดีเพียงแต่ขาดสภาพคล่องกันมาก” นายมงคลกล่าว
 

 
เดือด ! “ท้องถิ่น” งัดคำสั่ง มหาดไทย ต้นทางบีบคืนเบี้ยสูงอายุ
https://www.thansettakij.com/content/politics/467059
  
เดือด ! เรียกคืนเบี้ยผู้สูงอายุ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น งัด เอกสารคำสั่ง "มหาดไทย" ให้ อปท.เรียกเงินคืนจากผู้สูงอายุเอง กรณีเสียชีวิตแล้วให้เรียกคืนจากทายาท
  
เรียกคืนเบี้ยผู้สูงอายุซ้ำซ้อน ปมร้อนของสังคมเวลานี้หลังเกิดปัญหาการจ่ายเบี้ยผู้สูงอายุซ้ำซ้อนและมีการเรียกคืนเบี้ยคนชราเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ซึ่งล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้สั่งให้ชะลอการเรียกคืน หรือฟ้องร้องเอาไว้ก่อน พร้อมให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องตรวจสอบและแก้ไขความคลาดเคลื่อนของข้อมูลที่เกิดขึ้น 
 
ทั้งยังมีรายงานว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ (2 กุมภาพันธ์) นายจุติ ไกรฤกษ์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จะมีรายงานแนวทางการแก้ไขปัญหาให้ที่ประชุม ครม. รับทราบ ซึ่งจะเป็นการบูรณาการของหลายหน่วยงาน ส่วนจะมีการเรียกคืนเงินผู้สูงอายุหรือไม่นั้น นายจุติ กล่าวว่า แนวทางที่เสนอไปจะไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ส่วนจะถึงขั้นนิรโทษกรรมหรือไม่ นายจุติ กล่าวว่า ต้องรอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคุยกัน 
 
ทั้งนี้ รายงานข่าวจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มีการเปิดเอกสารคำสั่ง ลงวันที่ 7 เมษายน 2563 เรื่อง ซักซ้อมแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการเรียกเงินเบี้ยยังชีพจากผู้สูงอายุที่รับบำนาญจากหน่วยงานของรัฐ ถึง ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด อ้างถึงระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2552 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ลงนามโดย นายบุญธรรม เลิศสุขีเกษม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านพัฒนาชุมชนและส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เนื้อหาสาระสำคัญ สั่งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เรียกเงินคืนจากผู้สูงอายุเอง พร้อมกำชับให้เรียกคืนจากทายาทกรณีผู้สูงอายุเสียชีวิตก่อนชดใช้คืน ดังนี้
 
ด้วยกระทรวงมหาดไทยโดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้รับแจ้งจากหลายจังหวัด ขอหารือแนวทางการปฏิบัติเกี่ยวกับการเรียกเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุคืนจากผู้สูงอายุที่รับบำนาญจากหน่วยงาน ของรัฐ ซึ่งเป็นผู้ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์ การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2552 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
  
กระทรวงมหาดไทยพิจารณาแล้วเห็นว่า เพื่อให้การดำเนินการจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องตามหลักของกฎหมาย และวางแนวทางเพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นถือปฏิบัติ โดยอาศัยอำนาจตามข้อ 5 แห่งระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์ การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2552 กำหนดแนวทางการเรียกเงิน เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุคืนจากผู้สูงอายุที่รับบำนาญจากหน่วยงานของรัฐ โดยเห็นว่า
 
กรณีผู้สูงอายุเป็นผู้ได้รับเงิน สวัสดิการหรือสิทธิประโยชน์อื่นใดจากหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่ ผู้รับเงินบํานาญ เบี้ยหวัด บํานาญพิเศษ หรือเงินอื่นใดในลักษณะเดียวกัน ผู้ได้รับเงินเดือน ค่าตอบแทน รายได้ประจํา หรือผลประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่รัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดให้เป็นประจํา รวมถึงผู้สูงอายุที่อยู่ในสถานสงเคราะห์ของรัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นผู้ขาดคุณสมบัติ และมีลักษณะต้องห้ามตามข้อ 6 แห่งระเบียบดังกล่าว จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ
 
หากได้รับเงิน เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปโดยไม่มีสิทธิ จักเป็นการได้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้และทําให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเสียเปรียบ จึงเข้าลักษณะ 4 ลาภมิควรได้แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องระงับการจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุทันที ตามข้อ 14 วรรคสอง และข้อ 16 ของระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพ ผู้สูงอายุ พ.ศ.2552 และที่แก้ไขเพิ่มเติม จากนั้นให้ดําเนินการเรียกคืนเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ดังนี้
 
1. กรณีผู้สูงอายุที่รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุไปโดยไม่มีสิทธิ ประสงค์จะคืนเงินจํานวน ดังกล่าวแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเต็มจํานวนในครั้งเดียว ให้ดําเนินการตามมาตรา 406 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หากไม่ประสงค์คืนเงินดังกล่าวองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถฟ้องร้องเรียกคืน เงินจากผู้รับเงินเกินสิทธิไป ภายในกําหนด 1 ปีนับแต่วันที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรู้ว่า มีสิทธิเรียกคืน
 
2. กรณีผู้สูงอายุที่รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุไปโดยไม่มีสิทธิ ประสงค์จะขอผ่อนชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามระยะเวลาที่ได้ตกลงกันให้ดำเนินการตามประกาศ กระทรวงการคลัง เรื่อง หลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับการผ่อนชำระหนี้ กรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือทายาท ได้รับเงินเกินสิทธิหรือได้รับเงินไปโดยไม่มีสิทธิโดยอนุโลม
 
ทั้งนี้ ให้ทำเป็นหนังสือรับสภาพหนี้และสัญญา ผ่อนชำระหนี้ที่เป็นลายลักษณ์อักษรระหว่างผู้สูงอายุที่รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุไปโดยไม่มีสิทธิหรือผู้แทน กับผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
 
3. กรณีที่ผู้สูงอายุที่รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุไปโดยไม่มีสิทธิได้เสียชีวิตลง ทรัพย์สิน ทุกชนิด ตลอดทั้งสิทธิหน้าที่และความรับผิดชอบต่าง ๆ ย่อมตกทอดแก่ทายาท ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 1600 ให้บังคับชําระหนี้อันเกิดจากลาภมิควรได้ ดังกล่าวจากทายาทได้เพียงไม่เกินทรัพย์มรดกที่ทายาทนั้นได้รับไปตามมาตรา 1738 แห่งประมวลกฎหมาย ฉบับเดียวกัน
 
จึงเรียนมาเพื่อทราบ และแจ้งให้นายอำเภอทุกอำเภอทราบ รวมทั้งแจ้งให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นทราบและถือปฏิบัติต่อไป
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่