เรื่องสั้น เอ็นวายกู NYKU: New York Kitchen University ตอนที่ 25: เงินเยียวยาผู้ว่างงานอันแสนเปราะบาง

          ช่วงนี้เป็นช่วงที่อเมริกามีนายกประธานาธิบดีคนใหม่ ซึ่งเป็นคนที่ 46 แล้ว ชื่อคุณ Joe Biden (โจ ไบ-เดน) ซึ่งดูท่าแล้วก็คาดหวังว่าจะเป็นอัศวินม้าขาว ที่หวังกันว่าจะเข้ามากอบกู้สถานการณ์อันเลวร้ายของสหรัฐอเมริกา จากผลกรรมของ COVID19 และก็ของประธานาธิบดีคนก่อนที่ทิ้งเอาไว้  ช่วงเวลาที่พี่น้องทั่วโลกต่างก็เอาเท้าก่ายหน้าผาก กิจการใหญ่โตมากมายต้องปิดตัว ยื่นล้มละลายกันเป็นว่าเล่น เมื่อพี่เบิ้มพวกนี้ล้มลงที ก็เทกระจาดส่งผลกระทบลูกโซ่เป็นวงกว้าง จากพนักงานอีกเป็นพันคนที่ถูกลอยแพ แต่ล่ะคนมีครอบครัว มีญาติพี่น้อง ก็กระทบต่อ ๆ กันไป กลายเป็น Domino Effect ที่หากปล่อยไว้ก็ยิ่งลุกลามใหญ่โตจนตอนนี้ก็แทบไม่รู้ว่าจะจัดการกันอย่างไรแล้ว ไม่ต้องถามถึงพวกเรามนุษย์ร้านอาหารนะครับ เพราะโดนไปก่อนหน้านี้เรียบร้อยโรงเรียนห้องครัว ตั้งแต่ร้านปิด-ตัดตารางทำงาน อารมณ์เหมือนเรือไททานิคตอนชนน้ำแข็งยักษ์ พยายามที่จะลอยคออยู่กลางมหาสมุทรให้นานที่สุด ตอนนี้จึงเป็นช่วงที่ดูได้ว่า ใครตัวจริงหรือมีสายป่านยาว บางคนพอมีทรัพย์ติดตัวหน่อย ก็เหมือนมีห่วงชูชีพช่วยให้ยังไม่จมน้ำ บางคนพยายามหาทางออก จะพลิกวิกฤตเป็นโอกาส โอกาสรอดก็มากกว่าชาวบ้านเขา แต่สุดท้ายก็คงไม่รอด จมน้ำตายคามหาสมุทร หากเรือกู้ชีพยังไม่มารับ

          หนึ่งในเรือกู้ชีพที่รัฐบาลทุกประเทศส่งมาเหมือนกันก็คือ การอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบ หรือที่เรียกกันเท่ห์ ๆ ว่า Stimulus Package เรียกแบบบ้าน ๆ ก็แจกเงินนี่เอง คนล่ะอย่างกับ แจกเงินซื้อเสียงบ้านเรานะ อันนั้นบ้านเราเรียก ‘ประชานิยม’ กู้มาให้ประชานิยม แต่เงินที่กู้มาน่ะ สุดท้ายก็กลายมาเป็นหนี้รัฐบาล ภาษีประชาชนทุกที แล้วเมื่อไหร่ประเทศมันจะเจริญฟ่ะ เฮ้อ! กลับมาเข้าเรื่องดีกว่า นอกเหนือไปจาก Stimulus Package แล้ว เงินช่วยเหลืออีกอย่างนึงที่สำคัญไม่แพ้กันเลยก็คือ Unemployment Insurrance เรียกสั้น ๆ ว่า UI หรือถ้าเรียกแบบบ้านเราก็คงเป็น ‘เงินเยียวยาผู้ว่างงานที่ประสบภัยอันเปราะบาง เพราะไม่ทิ้งกันเราจะชนะ และแบ่งปันคนล่ะครึ่งเที่ยวทั่วไทย ไชโย โห่ฮิ้ว!’ ชื่อยาวไว้ สไตล์เมืองไทยล่ะ เวลาลงทะเบียนจะได้ไม่ทัน เพลีย!

          เงิน UI โดยปรกติเขามีไว้ช่วยเหลือคนที่ตกงาน ให้ยังมีรายได้เข้ามาจุนเจือในระหว่างที่กำลังหางานใหม่อยู่ จะได้มากได้น้อยนั้น ก็แล้วแต่ภาษีที่ถูกหักไป ณ ตอนที่ยังทำงานอยู่ ส่วนมากก็จะได้ประมาณ $400-500 ต่อสัปดาห์ ฟังดูแล้ว เฮ้ย ได้ $500 ต่อสัปดาห์ เหมือนจะเยอะอยู่ เดือนนึงก็ได้ร่วม ๆ $2,000 แต่นี่มันนิวยอร์กนะครับท่าน ค่าเช่าบ้านเดือนนึงก็เกือบ $1,000 แล้ว ค่ากิน ค่าใช้จ่ายจิปาถะ เอาจริง ๆ เงินจำนวนนี้แค่พอช่วยให้ประทังชีวิตเอาตัวรอดไปได้ในช่วงวิกฤตแบบนี้เท่านั้นเอง

          แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนที่ทำงานเสียภาษีจะเคลมได้นะครับ เพราะมันมีข้อบังคับหยุ๋มหยิ๋มที่เป็นเหมือนยันต์กันผี ไม่ให้พวกเราพี่น้องห้องครัวขอเงินส่วนนี้ได้ อย่างเช่น ต้องมีใบเขียว หรือทำงานเสียภาษีอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เหตุนี้เองจึงทำให้พวกเรามนุษย์ห้องครัวหลายคนถึงกับต้องระเห็จกลับไทย เพราะประสบวิกฤตทางการเงินอย่างหนัก ร้านอาหารที่ทำอยู่ก็ปิด ไม่ก็โดนตัดตารางทำงาน รายได้หายไปก็โขอยู่, เงิน Stimulus Package ก็ไม่ได้, เงิน UI ก็ไม่มี เรียกว่าโดนสามเด้ง เจ้ามือน็อค สี มืด แถมอมโตอีกสองตัว บรรลัยล่ะคร้าบบ! ฉะนั้นใครที่เคลมเงินตรงนี้ได้ ก็เรียกว่าแทบจะพร้อมใจกันลงทะเบียนเคลมหมด ไม่ต้องกลัวโควต้าเต็ม รอรอบหน้าเหมือนบ้านเรานะ ที่นี่อเมริกา พี่เบิ้มเขาพิมพ์แบ๊งค์เอง! แต่ว่าขนาดเป็นอเมริกาก็เถอะ มีบางทีกดเคลมเงิน UI online ไปแล้วแต่เงินไม่มาก็มี อย่างเรื่องของน้องรดา

          รดาเป็นคนทำงานเสียภาษีอย่างถูกกฎหมาย พอเกิด COVID19 ขึ้นมา หนูรดากลายร่างเป็นหนึ่งในสมาคมผู้ว่างงานแห่งห้องครัว มีทำ Part TIme บ้าง แต่เงินที่ได้ก็ไม่ค่อยจะพอยาไส้ ที่รดายังอยู่ไหว ก็เพราะเงิน UI นี่แหละ ที่ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย
          “รดา มอร์นิ่ง ๆ” ผมทักทายน้องรดา ขณะที่กำลังงัวเงีย ๆ ตื่นนอนออกมา เห็นน้องนั่งหน้าคอมที่ห้องนั่งเล่น รู้เลยว่ากำลังเคลม UI อยู่ เพราะทุกเช้าวันอาทิตย์จะเป็นวันเคลมเงิน UI ประจำสัปดาห์ ฉะนั้นเราจะเจอกันเป็นประจำตามประสาคนกลุ่มเปราะบาง
          “พี่โต้ เงิน UI พี่เข้าเปล่าอ่ะ” รดาถามผม หลังจากผมเริ่มต้มน้ำจะกินกาแฟ
          “เข้าปรกตินะ มีอะไรเหรอ” ผมตอบ
          “ฮือ ๆ ของหนูยังไม่เข้าเลยพี่ เดือนนึงแล้วเนี่ย” รดาตอบทำเสียงเศร้า
          “เดี๋ยวมันก็มา บางครั้งมันก็ช้าแบบนี้แหละ” ผมเข้าใจว่าบางทีระบบมันก็คงมีช็อตบ้าง คนเคลมตั้งเกือบล้านคน ของผมบางทีมันก็หยุดไปสัปดาห์ สองสัปดาห์ แต่สุดท้ายเงินก็เข้าบัญชีไม่มีปัญหาอะไร
          “มาแล้วยังดีกว่ามาช้า มาช้ายังดีกว่าไม่มา” ผมร้องเพลงพี่มอสขำ ๆ (ดักแก่) ก่อนจะไปทำกาแฟต่อ รดากลับไปที่หน้าคอมเหมือนเดิม เวลาผ่านไปหลายสัปดาห์ เจอนางทีไร นางก็ถอดทอนใจ ทำตัวคล้ายซอมบี้ขึ้นทุกที
          “หน้าอย่างนี้ เงิน UI ยังไม่มาล่ะซิ สงสัยจะไม่มาแล้วว่ะ นานเกิน” ผมถาม
          “ไหนพี่เคยบอก มาช้า แต่ชัวร์ไง!” รดาขึ้น
          “พี่จะไปรู้เร๊อะ! แม่พี่ไม่ได้ทำงานที่ UI นะโว้ย จะไปรู้ได้ยังไงว่าเงินจะเข้าไม่เข้า” ผมขึ้นใส่ รดาเห็นผมสวนก็เลยเสียงอ่อย
          “พรุ่งนี้หนูจะโทรหามันล่ะ ต้องเอาให้รู้ให้ได้ว่าเมื่อไหร่เงินจะเข้า” รดาประกาศกร้าว
          “หนูจะโทรหาตั้งแต่เปิดแปดโมงเลย ต้องเอาให้รู้เรื่องให้ได้” รดาสรุป

          หลังจากนั้นก็เหมือนหนังผีเรื่องเดิม แต่เปลี่ยนจากวันอาทิตย์มาเป็นทุกวันจันทร์ถึงศุกร์แทน เดินผ่านห้องนั่งเล่นทีไร ผมก็จะเห็นซอมบี้รดานั่งอยู่ บางทีก็เคี้ยวฟัน กรอด ๆ บางทีก็นั่งเหม่อลอย เหมือนคนไร้สติ นิ้วก็จิ้มโทรศัพท์หา UI office ตลอด จนวันนึง นางก็พลุออกมา!
          “พี่โต้ ช่วยด้วย! หนูโทรมาจะสองสัปดาห์แล้วพี่ โทรทุกวัน กด 1! กด 2!! จนหลอน!!! นอนไม่หลับแล้ว!!!” รดาระเบิดลง
          “แต่โทรเท่าไร สุดท้ายมันก็ตัดสายตลอดเลย....อ๊าาาาาา” รดากรีดร้อง เหมือนคุมสติไม่อยู่ ทึ้งเผ้าผมตัวเอง​ โหยหวนเหมือนคนสติไม่สมประกอบ ผมก็กลัวว่า เดี๋ยวน้องมันจะสติแตก เอาโทรศัพท์มาแทงผมตายก่อน ผมไม่มีทางเลือก เลยบอกไปว่า
          “รดา ใจเย็นนะ เดี๋ยวพี่ช่วย” ผมบอกเหมือนกำลังเจรจากับคนบ้า ก่อนจะใช้ให้น้องไปหาปากกากับกระดาษมาก่อน แล้วจะบอกว่าต้องทำอย่างไรไป
          “พี่รู้เหรอว่าต้องทำไง ไหนพี่บอกว่าแม่พี่ไม่ได้ทำงานที่ UI ไง พ่อพี่ทำเหรอ?“ รดากวนทีน ผมเอาปากกาจิ้มหัวน้องไปดอกนึง
          “โอ๊ย...อ่ะ...น้องล้อเล่น” รดาบอก ผมมองนางด้วยหางตา ก่อนจะอธิบาย
          “เอ็งนั่งกดโทรศัพท์หา UI ใช่ป่ะ กดเบอร์เดิม ๆ เลือกข้อเดิม ๆ ตลอด มันก็ตัดสายเอ็งตลอด แล้วเอ็งจะกดซ้ำ ๆ ไปทำไม” ผมบอก รดาไม่เข้าใจ
          “ไอนสไตน์บอกไว้ มีแต่คนบ้าเท่านั้นแหละ ที่ทำอะไรซ้ำ ๆ แต่กลับหวังผลลัพธ์ที่แตกต่าง” ผมบอกพร้อมกับเริ่มร่าง Road Map เพื่อที่จะบอกให้รู้ว่า ตอนนี้เราอยู่ตรงไหน เวลาที่เราโทรไปหาเจ้าหน้าที่ UI
          “นี่คือ เบอร์โทรใช่ไหม 888-209-xxxx”  ผมเขียนเบอร์ไว้บนหัวกระดาษหลังจากโทรไป
          “กด 1 ถ้าต้องการภาษาอังกฤษ” เสียงเครื่องตอบรับทำงาน ก่อนจะร่ายข้อมูลอะไรก็ไม่รู้ยาวอีกเกือบสี่นาที ผมก็ลากลูกศรไปทางซ้ายที่จุดหนึ่ง เขียน กด 1 กับลากลูกศรอีกอันไปทางขวากด 2, พร้อมกับเขียนว่า แต่ล่ะทางที่เราเลือกนั้นเราจะเจอกับอะไรบ้าง เครื่องตอบรับก็พาเราไปยังหน้าต่อไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวกด 1 เดี๋ยวก็กด 2, บ้างก็กด 3 ผมก็ลากเส้นลูกศรไปซ้ายที ขวาที จนจะเต็มกระดาษล่ะ แต่ก็ยังไม่เจอคนสักที จนเมื่อเครื่องตอบรับแจ้งมาว่า
          “หากคุณต้องการแจ้งเรื่องเงินที่ไม่ได้รับ กด 1” เครื่องตอบรับส่งเสียงหวานมา
          “ตรงนี้หนูกด 1 ตลอด แล้วมันก็บอกว่าเจ้าหน้าที่ยุ่งอยู่แล้วก็วางสายไปเลย กี่ที ๆ มันก็วางสายตลอดอ่ะพี่” รดาบอก ผมอยากรู้เลยขอลองกดไปทีนึง
          “ขออภัย ขณะที่เจ้าหน้าที่ทุกคนกำลังยุ่งมาก โปรดกรุณาติดต่อกลับมาภายหลัง แกร๊ก!” เสียงเครื่องตอบรับทำงานก่อนจะวางสายทันทีที่พูดจบ ไม่ให้โอกาสได้ไปไหนต่อเลย อารมณ์เหมือนนักการเมืองระดับสูงบ้านเรา ที่ตอบคำถามสื่อไม่ทันรู้เรื่องเลย ชิ่งเดินหนีไปซะอย่างนั้น
          “ได้ผลลัพธ์อย่างที่น้องมันบอกไว้จริง ๆ” ก่อนจะเขียนหัวกะโหลกเอาไว้ตรงจุดนี้ รดาเห็นผมเขียนหัวกะโหลกก็รู้ว่าหมายถึงอะไร ผมมองตานางก่อนจะบอกว่า
          “ใช่แล้วน้องเอ๋ย เอ็งไปเลือกอะไรก็วาดลูกศรเขียนเอาไว้ ถ้าไปแล้วถูกตัดสาย ก็วาดหัวกะโหลกเอาไว้ตรงนั้น รอบหน้ามาก็อย่าไปตรงนี้อีก สุดท้าย...” ผมพูด
          “ก็จะเจอทางออก!” รดาตอบ หลังจากนั้นมันก็เหมือนเล่นเกม การโทรศัพท์กลับไปหา UI คราวนี้กลายเป็นเรื่องสนุก เพราะเมื่อไรที่โดนตัดสาย เราก็รู้ว่าไม่ควรกดข้อนั้น รูปกะโหลกก็ค่อย ๆ โผล่มาที่ล่ะจุด ๆ ๆ จนกระทั่ง

          “พี่โต้ จะไม่เหลือสักข้อแล้วนะพี่” รดาบอกพลางดูกระดาษที่ตอนนี้เห็นมีแต่รูปหัวกะโหลกเต็มไปหมด ผมคิดในใจ เม้งเอ๊ย! ไหนวะ ทางออก คิดซิ ๆ ขณะที่ผมไล่ลูกศรลงไปเรื่อย ๆ ก็ไปเจอตัวเลือกตัวสุดท้ายที่ยังไม่มีหัวกะโหลก มันคือตัวเลือกสุดท้ายที่เรามี ถ้าอันนี้ยังไม่มี ผมเองก็จนปัญญา ผมมองรดา ก่อนจะพยักหน้าให้กัน กลั้นหายใจนิ่ง ผมเอื้อมมือไปกดเลข 1 ที่โทรศัพท์ ตี๊ด...เสียงกดโทรศัพท์ดังขึ้น จากนั้นก็เงียบสนิท ไม่มีเสียงตอบรับอะไรเลย แม้แต่จากเครื่องอัตโนมัติ ผมมองหน้ารดา รู้สึกหมดหวัง เหมือนกับว่าเรากำลังตกลงไปในหุบเหวที่ไร้บ่อไม่มีที่สิ้นสุด แต่ทันใดนั้นเองมือผมก็เหมือนไปคว้าเจอเชือกเส้นนึง เมื่อเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นมา!
          “ฮัลโหล เจ้าหน้าที่ UI มีอะไรให้ช่วย” เสียงตามสายถามกลับมา มันไม่ใช่เสียงเครื่องตอบรับ “เจอคนแล้ว ๆ” รดาพูดเสียงดัง ตกใจ เพราะไม่นึกว่าจะเจอคนตอบรับ
          “เฮ้ย ๆ อย่ามัวแต่บ้าจี้ รีบคุยกับเขาเร็ว” ผมเตือน มัวแต่ดีใจ เดี๋ยวเขานึกว่าคนบ้าโทรมา วางสายไปหรอก รดารีบแจ้งเรื่องไปว่ายังไม่ได้เงินช่วยเหลือตามที่สมควรได้ ทางเจ้าหน้าที่ก็ไปเช็ค ๆ ๆ ๆ แล้วก็บอกว่า เคสของน้องรดาก็ปรกตินะ ไม่ต้องเป็นห่วง มันมีล่าช้าได้ แม้จะล่าช้าไปสามเดือนก็ตาม! 555 พอคุยจบน้องรดาก็หันหน้ามามองผม ทำสายตาซาบซึ้งใส่
          “หัวคิว 20% เอามา ๆ” ผมบอกรดา ก่อนที่เราจะหัวเราะกัน หลังจากนั้นได้สักสัปดาห์ก็ได้ข่าวว่านางได้เงิน UI ไชโย!

          ช่วงเวลาอันตกต่ำและวุ่นวายแบบนี้ เชื่อว่าทุกคนคงเจอปัญหามากมายในชีวิต แต่ผมเชื่อว่า ‘ทุกปัญหามีทางออก เพราะถ้าไม่มีทางออก แปลว่านั่นไม่ใช่ปัญหา!’ ต่อให้เป็นวิกฤต COVID19 ก็ต้องมีทางออกเช่นกัน แต่บางทีทางออกมันคงหาไม่ง่ายเหมือนกับเวลาปรกติ เงินช่วยเหลือมันเป็นเพียงของชั่วคราวเท่านั้น วันนึงมันก็หมดไป ขนาดสหรัฐอเมริกา มหาอำนาจโคตรพ่อโคตรแม่ เศรษฐกิจยังน่วม ปั๊มเงินแจกจนจะเป็นแบ๊งค์กงเต๊กแล้ว เศรษฐกิจยังเอาไม่อยู่เลย แล้วประเทศสารขัณฐ์อย่างบ้านเราล่ะ จะไปเหลืออะไร แบกหน้าหนา ๆ มาขอ ‘คนล่ะครึ่ง’ อยู่เล๊ย ต่อไปคงเป็นคนล่ะเสี้ยว อย่าทำเป็นเล่นไปนะ อะไรก็เกิดขึ้นได้ 555 จะมามัวแต่รอให้ COVID19 มันผ่านไป โดยที่ไม่รู้ว่ามันจะจบลงเมื่อไหร่และอย่างไร มันก็เหมือนลอยคอกลางทะเล แล้วหวังว่าจะมีหมาสักตัวบินมาช่วยเราน่ะแหละ! การปรับเปลี่ยนตัวให้เข้ากับ New Normal ที่เกิดขึ้น และก้าวผ่านมันไปได้จึงเป็นสิ่งที่สมควรทำ หากเราพยายามด้วยวิธีเดิม ๆ แล้วหาทางออกไม่เจอ ลองเปลี่ยนมุมมอง เปลี่ยนวิธีการมองปัญหาให้แตกต่างไปจากเดิม เหมือนอย่างที่ผมกับน้องรดาทำ มันอาจช่วยให้เรามองเห็นทางออกทางอื่นก็ได้นะครับ

FB: http
แสดงความคิดเห็น
Preview
อ่านกระทู้อื่นที่พูดคุยเกี่ยวกับ  เรื่องสั้น นครนิวยอร์ก คนไทยในอเมริกา ชีวิตในต่างแดน
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่