เช้าตรู่ รถโดยสารปิกอัพสองแถวจอดอยู่ที่คิวรถ ที่ บขส. ในตัวอำเภอ
ร่างของชายหนุ่มใส่เสื้อผ้าทันสมัยเข้ารูปสะพายเป้ใบขนาดกลางๆ เดินไปที่ท้ายรถ
เหยียบขึ้นที่บันไดด้านท้าย
ยืนจับเสาที่อยู่ท้ายรถสักพัก มองเข้าไปยังที่นั่งภายใน
โชคดีจัง แอบคิดในใจที่รถคิวนี้เป็นคิวเช้า คนเดินทางถึงไม่ค่อยเยอะ
มีคนนั่งรออยู่ก่อนแล้วไม่กี่คน
ตัดสินใจแล้วเดินเข้าไปนั่งด้านซ้ายที่มีคุณป้าอายุประมาณห้าสิบปี
มีข้าวของพะรุงพะรังวางรอบตัว
ตามประสาคนที่เข้ามาจ่ายตลาดเพื่อนำไปให้ทันใช้ในแต่ละวัน
ฝั่งตรงข้ามเป็นชายสูงวัยรูปร่างผอม ไม่มีสัมภาระอะไรมาก
มีเพียงถุงใส่ของขนาดกลางๆวางอยู่บนตักใบเดียว
ตัวเขาเองเป็นคนคนรุ่นใหม่ก็จริง
แต่ยังยึดถือความเป็นคนที่ต้องมีน้ำใจต่อส่วนรวมเพราะพ่อแม่สั่งสอนมาอย่างนั้น
จะไม่เข้ามานั่งข้างในสักครั้งถ้ามีคนโดยสารเยอะ
ยอมยืนที่ท้ายรถตลอด แต่วันนี้เห็นว่ารถมีที่ว่างมากพอถึงตัดสินใจเข้ามานั่ง
“พรุ่งนี้ออก พรุ่งนี้ออก “ เสียงดังขึ้นถึงกับแอบกลั้นยิ้มไว้ไม่ไหว
ใครหนอจะมาเล่นมุกแต่เช้าขนาดนี้
ก้มตัวมองลอดออกไปตรงช่องหน้าต่างรถ เห็นเจ้าของเสียงถือแผงลอตเตอรี่
เดินมาแซวโชเฟอร์ที่เช็ดรถอยู่ ดูท่าทางสนิทสนมกันดี
ทำท่าหยอกล้อกันอยู่สักพักก็เดินขึ้นมาบนรถ
ใช่สินะ
วันหยุดช่วงสิ้นเดือน หลังจากเขาเข้ามาเรียนมหาวิทยาลัยจนจบ
เข้าทำงานเพิ่งได้ผ่านการประเมินช่วงทดลองงาน
มีเวลากลับบ้านเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน
ฐานะทางบ้านก็ยังไม่ดีพอที่จะซื้อรถมาใช้
แต่ก็ไม่เคยที่จะน้อยใจในชะตาชีวิตตัวเอง
ต่อสู้ชีวิตทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยตั้งแต่เรียนจบมัธยม
ตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ก็อาศัยกู้เงินกองทุนยืมเรียนเพื่อการศึกษา
ใช้จ่ายอย่างประหยัดจนจบมาได้งาน ไม่คาดคิดว่าจะมีโชควาสนาใดๆเข้ามาช่วยทั้งสิ้น
“ไอ้หนุ่ม เอาไหมสักใบ พรุ่งนี้รวยน่ะ” คนขายฝันเดินมาทักเขาก่อน
เพราะเห็นว่าเขานั่งอยู่นอกสุด ไม่ใช้คำว่าพรุ่งนี้ออกแทนแล้ว
“ไม่ครับ ขอบคุณครับ” ตอบออกไป เพราะค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนถูกกำหนดไว้หมดแล้ว ยิ้มตอบ
แต่เจ้าของแผงยังเดินเข้ามาจนถึงตัว “เอาน่า ลองสักใบ ดูท่าทางเอ๊งเหมือนจะมีโชคน่ะ” สำทับอีกครั้ง
จะเป็นเพราะอยากขายหรือกลยุทธ์อะไรก็ตามที
ในใจคิดว่า ชีวิตต้องสู้ด้วยตัวเองมาตลอด โชคชะตาที่ไหนจะมาเข้าข้าง
ลำดับความตั้งแต่ตอนเป็นเด็ก
ไปเล่นอะไรกับเพื่อนๆ จำได้เสมอว่า
ต้องแพ้แก่ทุกคนมาตลอด ไม่ว่าจะเล่นเป่ากบ เม็ดลูกแก้ว
ทอยตุ๊กตุ่น
(บางคนเกิดไม่ทัน ก็อธิบายเลยว่าเป็นของเล่นเด็กทำจากพลาสติก
เป็นซุปเปอร์ฮีโร่ส่วนมากเป็นไอ้มดแดงกับสัตว์ประหลาด
พักหลังมีอุลตร้าแมนที่ใส่ชุดรัดรูปนึกแล้วอึดอัดแทนเหลือเกิน)
ยอดมนุษย์บทพระเอกในช่องทีวีสมัยนั้น
ต้องไปเข้าแถวเรียงนั่งดูในบ้านที่แทบจะมีแค่หมู่บ้านละเครื่อง
นึกไปขำไป เพราะกลับจากเล่นทีไรก็จะกลับมาบ้านด้วยตัวเปล่า(มีเสื้อผ้านะครับ)
แต่หมดตูด ใช้คำนี้ดีกว่า เพราะขึ้นชื่อว่าเป็นจะร่วง ไม่ใช่ จเด็จ เพราะเป็นผู้แพ้สิบทิศประจำกลุ่ม
“ไม่เอาหรอกครับน้า “ตอบออกไปอีกที
“ไม่ซื้อก็ไม่เป็นไร แต่ข้าว่า เอ๊งจะมีโชคแน่ๆ ข้าดูไม่ผิดหรอก
แต่อาจไม่ใช่โชคทางนี้ก็ได้ จำคำข้าไว้ล่ะ ”
พูดจบกลับหลังหันไปเพราะคนที่เหลือก็ไม่ได้แสดงท่าทีสนใจถามไถ่อะไร อยู่ไปก็ไลฟ์บอย (ห้ามถามนะครับว่าคืออะไร)
เสียงสตาร์ทรถดังขึ้น พร้อมกับบีบแตรขึ้นอีก 2-3 ครั้ง เป็นสัญญาณว่ารถได้เวลารถออกเดินทางแล้ว
เส้นทางจากตัวอำเภอ ไปยังหมู่บ้านของเขาประมาณ 20 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ เกือบหนึ่งชั่วโมง
ไม่ใช่เพราะการจราจรแออัดเหมือนในเมืองหรอกครับ
แต่เป็นกับสภาพรถที่อายุการใช้งานที่ยาวนานเพราะเจ้าของไม่มีเงินไปถอยมาใหม่
และเนื่องจากมีลูกค้าไม่มากพอที่สำคัญค่าโดยสารก็ไม่แพงถึงกับจะมีรายได้ขนาดนั้น
ที่เหลือก็เป็นกับสภาพถนนที่นึกภาพออกได้เลยเหมือนเราเรานั่งม้าโยกไปด้วย
ตัวต้องโยกตามจังหวะเพลง ไม่ใช่สิ จังหวะที่รถโยนตัวเรา
โยกไปๆมาๆตอนเบรกเพื่อหลบหลุมที่มีเกือบตลอดทาง
ไหนจะฝุ่นที่คลุ้งออกมาเนื่องจากงบประมาณที่ยางมะตอย
ยังไม่นำเข้ามาจากต่างประเทศละมั้ง
ถึงยังมาไม่ถึงพื้นที่ชนบทสักที
แล้วยังต้องคอยชะลอรับคนจากข้างทางที่มายืนโบกเพื่อโดยสารไปด้วยเป็นระยะๆ
เขาชินแล้วละ
กลับรู้สึกว่านี่แหละ คือบรรยากาศที่คุ้นเคย
ในเมื่อเรามีใจที่สบายจะเร่งเร้าให้มีทุกข์ในความอยากต่อไปทำไม
นั่งหลับตาแต่ไม่ได้หลับเพราะฝุ่นกำลังฟุ้งขึ้นมาอีกรอบจากการเบรกรถ
มีเสียงฝีเท้าขึ้นมาด้านท้าย ยังไม่อยากลืมตามองกลัวฝุ่นจะฟุ้งเข้าตา
แต่.........................
กลิ่นหอมอ่อนๆโชยมา
ทำให้แทบต้องรีบลืมตาขึ้นมาหาเจ้าของกลิ่น
ที่ไม่เคยสัมผัสในแถบนี้มาก่อน (เพราะส่วนใหญ่มักเป็นกลิ่นหมากพลูปูนแดง)
ก่อนจินตนาการจะหลุดลอย
ร่างบางๆเดินเข้ามานั่งตรงหน้า
ราวกับฉากเปิดตัวคณะรักษาความมั่นคงแห่งชาติประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินของหัวใจ
เมื่อลืมตาได้เต็มที่
อยากจะยืมมือป้าข้างๆมาหยิกหน้าตัวเองก็กลัวจะเจ็บ
เผลอยิ้มออกไปอย่างไม่รู้สึกตัว
ในใจคิด
ใครกันนะสวยจัง
ในหมู่บ้านห่างไกลขนาดนี้ยังจะมีสาวสวยขนาดนี้อยู่ด้วยหรือ?
สาวเจ้าหลังจากหันกลับมานั่งลงก็เพิ่งหันหน้ามองตรงมาด้วยคงรู้สึกแปลกใจ
ที่มีสายตาคู่หนึ่งจ้องอยู่ไม่วางตาเหมือนกำลังจะหาเลขเด็ดในวันใกล้หวยออก
(ไม่ใช่สิ สลากกินแบ่ง หาเรื่องไปทานข้าวแดงซะแล้ว)
สบตาแล้วหลบตาลงตามจริตออกเอียงอายเฉไฉไม่สบตาแอบยิ้มมุมปาก
ฮั่นแน่
สงสัยจะอายเรา
เพราะในรถคันนี้คงจะมีเขาล่ะดูดีที่สุด
เพราะคนอื่นๆก็มีแต่สูงอายุหรือไม่ก็เป็นเพศเดียวกันกับคนสวยตรงหน้า
ยังไงก็ต้องเข้าข้างตัวเองไว้ก่อนอยู่แล้ว
จะนั่งจ้องไปก็กลัวจะเสียมารยาทมากไป
แอบก้มหน้าลงแต่ยังชำเลืองดูไม่วางตา
ราวกับว่าคุ้นตาอย่างประหลาด
ฝ่ายนั้นคงเหมือนจะรู้ตัว ก็หลบตาไม่กล้ามองมาเช่นกัน
เสียงรถวิ่งหรือเสียงเจี๊ยวจ๊าวภายนอกเงียบลงในมโนสติอย่างอัตโนมัติ
ราวกับหยุดเวลาไว้ในหนังโรแมนติค
ที่พระเอกกำลังตกอยู่ในภวังค์เนื่องจากถูกกามเทพแผลงศรเข้าเต็มในหัวใจ
ใจคิดลอยไปว่าเหมือนเคยพบหน้าที่ไหนมาก่อนน๊า?
ภาพเบลล่าในหนังบุพเพสันนิวาส รักข้ามกาลเวลาลอยมาในหัว
แต่ไม่เข้ากับยุคที่เล่านี่นา
เอาเป็นเรื่องทวิภพแทนก็แล้วกัน
ภาคละครสิเรียมคู่กับพี่ตั๊ว ศรันยู
มองดูกันผ่านม่านกระจกกาลเวลาแทน
(อย่าบอกนะครับว่าเกิดไม่ทันอีก ย้อนไปยุค มิตร ชัยบัญชา กับเพชราก็หาดูแล้วว่ายังไม่ได้มีการสร้างครับ)
รถเคลื่อนออกไปในความรู้สึกของชายหนุ่มที่เหมือนจะถูกตรึงไว้กับภาพนิ่งที่บันทึกไว้
ด้วยความทรงจำที่ยังไม่มีกล้องในโทรศัพท์เหมือนในสมัยปัจจุบัน
โดยเปิดโหมดป้องกันการสั่นสะเทือนไว้
จิตใจที่ลอยออกไปราวกับไปหุ้มล้อรถด้วยปุยนุ่นจนแทบจะไม่รู้ว่ารถมันสั่นไหวไปในทันที
ภาพก็ถูกตัดลงมาให้ได้สติเมื่อตัวโยกจนแทบจะหลุดจากที่นั่ง
เพราะรถได้เบรกและมีเสียงแตรเตือนว่าถึงที่หมายของตนแล้ว
สาวเจ้าแอบก้มหน้าขำชายหนุ่มข้างหน้า
ที่ใจลอยจนจะล้มคะมำลงมาคุกเข่าเหมือนอยากจะมาขอความรักต่อหน้าเธอ
ชายหนุ่มขยับตัวลุกยืนขึ้นเซๆ ยิ้มเขินๆ สะพายกระเป๋าให้กระชับ
แต่ตายังไม่วายจ้องอยู่จนเสียงแตรดังอีกครั้งเลยรีบเดินออกไปท้ายรถ
แต่ก็ต้องเดินอ้อมมาทางสาวสวยนอกรถเพื่อจะมาจ่ายค่าโดยสารกับคนขับ
เพราะไม่มีเด็กเก็บค่าโดยสารเหมือนรถสมัยนี้
พลางคิดในใจว่า จะปล่อยโอกาสนี้ไปหรือจะทำยังไงดี
ฉุกใจคิดไปว่า อาจจะเป็นโชคดีที่มีคนทักตั้งแต่เช้าหรือเปล่า
จ่ายเงินเสร็จก็ยืนอยู่มองตามรถเคลื่อนออกไป
ที่เหมือนจะเอาหัวใจของเขาติดไปกับรถคันนั้นด้วย
ให้ตายเถอะ โรบิ้น
อยากตะโกนแบบมะนาวค้างคุด เอ๊ย มนุษย์ค้างคืน เอ๊ย ค้างคาว ถูกแล้ว
คิดโกรธตัวเอง
พร้อมกับบ่นในใจว่าต่อไปถ้าเขามีโอกาสอีกครั้ง
เขาจะทำตามที่หัวใจเรียกร้องทันที
เดินกลับหลังหันเข้าไปยังทางเข้าบ้านที่อยู่ออกไปจากถนนที่รถโดยสารมาส่งไม่ไกลนัก
ถอนใจออกไปอย่างเสียดาย
เรื่องสั้น : จุดเปลี่ยน (แถม)
เช้าตรู่ รถโดยสารปิกอัพสองแถวจอดอยู่ที่คิวรถ ที่ บขส. ในตัวอำเภอ
ร่างของชายหนุ่มใส่เสื้อผ้าทันสมัยเข้ารูปสะพายเป้ใบขนาดกลางๆ เดินไปที่ท้ายรถ
เหยียบขึ้นที่บันไดด้านท้าย
ยืนจับเสาที่อยู่ท้ายรถสักพัก มองเข้าไปยังที่นั่งภายใน
โชคดีจัง แอบคิดในใจที่รถคิวนี้เป็นคิวเช้า คนเดินทางถึงไม่ค่อยเยอะ
มีคนนั่งรออยู่ก่อนแล้วไม่กี่คน
ตัดสินใจแล้วเดินเข้าไปนั่งด้านซ้ายที่มีคุณป้าอายุประมาณห้าสิบปี
มีข้าวของพะรุงพะรังวางรอบตัว
ตามประสาคนที่เข้ามาจ่ายตลาดเพื่อนำไปให้ทันใช้ในแต่ละวัน
ฝั่งตรงข้ามเป็นชายสูงวัยรูปร่างผอม ไม่มีสัมภาระอะไรมาก
มีเพียงถุงใส่ของขนาดกลางๆวางอยู่บนตักใบเดียว
ตัวเขาเองเป็นคนคนรุ่นใหม่ก็จริง
แต่ยังยึดถือความเป็นคนที่ต้องมีน้ำใจต่อส่วนรวมเพราะพ่อแม่สั่งสอนมาอย่างนั้น
จะไม่เข้ามานั่งข้างในสักครั้งถ้ามีคนโดยสารเยอะ
ยอมยืนที่ท้ายรถตลอด แต่วันนี้เห็นว่ารถมีที่ว่างมากพอถึงตัดสินใจเข้ามานั่ง
“พรุ่งนี้ออก พรุ่งนี้ออก “ เสียงดังขึ้นถึงกับแอบกลั้นยิ้มไว้ไม่ไหว
ใครหนอจะมาเล่นมุกแต่เช้าขนาดนี้
ก้มตัวมองลอดออกไปตรงช่องหน้าต่างรถ เห็นเจ้าของเสียงถือแผงลอตเตอรี่
เดินมาแซวโชเฟอร์ที่เช็ดรถอยู่ ดูท่าทางสนิทสนมกันดี
ทำท่าหยอกล้อกันอยู่สักพักก็เดินขึ้นมาบนรถ
ใช่สินะ
วันหยุดช่วงสิ้นเดือน หลังจากเขาเข้ามาเรียนมหาวิทยาลัยจนจบ
เข้าทำงานเพิ่งได้ผ่านการประเมินช่วงทดลองงาน
มีเวลากลับบ้านเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน
ฐานะทางบ้านก็ยังไม่ดีพอที่จะซื้อรถมาใช้
แต่ก็ไม่เคยที่จะน้อยใจในชะตาชีวิตตัวเอง
ต่อสู้ชีวิตทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยตั้งแต่เรียนจบมัธยม
ตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ก็อาศัยกู้เงินกองทุนยืมเรียนเพื่อการศึกษา
ใช้จ่ายอย่างประหยัดจนจบมาได้งาน ไม่คาดคิดว่าจะมีโชควาสนาใดๆเข้ามาช่วยทั้งสิ้น
“ไอ้หนุ่ม เอาไหมสักใบ พรุ่งนี้รวยน่ะ” คนขายฝันเดินมาทักเขาก่อน
เพราะเห็นว่าเขานั่งอยู่นอกสุด ไม่ใช้คำว่าพรุ่งนี้ออกแทนแล้ว
“ไม่ครับ ขอบคุณครับ” ตอบออกไป เพราะค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนถูกกำหนดไว้หมดแล้ว ยิ้มตอบ
แต่เจ้าของแผงยังเดินเข้ามาจนถึงตัว “เอาน่า ลองสักใบ ดูท่าทางเอ๊งเหมือนจะมีโชคน่ะ” สำทับอีกครั้ง
จะเป็นเพราะอยากขายหรือกลยุทธ์อะไรก็ตามที
ในใจคิดว่า ชีวิตต้องสู้ด้วยตัวเองมาตลอด โชคชะตาที่ไหนจะมาเข้าข้าง
ลำดับความตั้งแต่ตอนเป็นเด็ก
ไปเล่นอะไรกับเพื่อนๆ จำได้เสมอว่า
ต้องแพ้แก่ทุกคนมาตลอด ไม่ว่าจะเล่นเป่ากบ เม็ดลูกแก้ว
ทอยตุ๊กตุ่น
(บางคนเกิดไม่ทัน ก็อธิบายเลยว่าเป็นของเล่นเด็กทำจากพลาสติก
เป็นซุปเปอร์ฮีโร่ส่วนมากเป็นไอ้มดแดงกับสัตว์ประหลาด
พักหลังมีอุลตร้าแมนที่ใส่ชุดรัดรูปนึกแล้วอึดอัดแทนเหลือเกิน)
ยอดมนุษย์บทพระเอกในช่องทีวีสมัยนั้น
ต้องไปเข้าแถวเรียงนั่งดูในบ้านที่แทบจะมีแค่หมู่บ้านละเครื่อง
นึกไปขำไป เพราะกลับจากเล่นทีไรก็จะกลับมาบ้านด้วยตัวเปล่า(มีเสื้อผ้านะครับ)
แต่หมดตูด ใช้คำนี้ดีกว่า เพราะขึ้นชื่อว่าเป็นจะร่วง ไม่ใช่ จเด็จ เพราะเป็นผู้แพ้สิบทิศประจำกลุ่ม
“ไม่เอาหรอกครับน้า “ตอบออกไปอีกที
“ไม่ซื้อก็ไม่เป็นไร แต่ข้าว่า เอ๊งจะมีโชคแน่ๆ ข้าดูไม่ผิดหรอก
แต่อาจไม่ใช่โชคทางนี้ก็ได้ จำคำข้าไว้ล่ะ ”
พูดจบกลับหลังหันไปเพราะคนที่เหลือก็ไม่ได้แสดงท่าทีสนใจถามไถ่อะไร อยู่ไปก็ไลฟ์บอย (ห้ามถามนะครับว่าคืออะไร)
เสียงสตาร์ทรถดังขึ้น พร้อมกับบีบแตรขึ้นอีก 2-3 ครั้ง เป็นสัญญาณว่ารถได้เวลารถออกเดินทางแล้ว
เส้นทางจากตัวอำเภอ ไปยังหมู่บ้านของเขาประมาณ 20 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ เกือบหนึ่งชั่วโมง
ไม่ใช่เพราะการจราจรแออัดเหมือนในเมืองหรอกครับ
แต่เป็นกับสภาพรถที่อายุการใช้งานที่ยาวนานเพราะเจ้าของไม่มีเงินไปถอยมาใหม่
และเนื่องจากมีลูกค้าไม่มากพอที่สำคัญค่าโดยสารก็ไม่แพงถึงกับจะมีรายได้ขนาดนั้น
ที่เหลือก็เป็นกับสภาพถนนที่นึกภาพออกได้เลยเหมือนเราเรานั่งม้าโยกไปด้วย
ตัวต้องโยกตามจังหวะเพลง ไม่ใช่สิ จังหวะที่รถโยนตัวเรา
โยกไปๆมาๆตอนเบรกเพื่อหลบหลุมที่มีเกือบตลอดทาง
ไหนจะฝุ่นที่คลุ้งออกมาเนื่องจากงบประมาณที่ยางมะตอย
ยังไม่นำเข้ามาจากต่างประเทศละมั้ง
ถึงยังมาไม่ถึงพื้นที่ชนบทสักที
แล้วยังต้องคอยชะลอรับคนจากข้างทางที่มายืนโบกเพื่อโดยสารไปด้วยเป็นระยะๆ
เขาชินแล้วละ
กลับรู้สึกว่านี่แหละ คือบรรยากาศที่คุ้นเคย
ในเมื่อเรามีใจที่สบายจะเร่งเร้าให้มีทุกข์ในความอยากต่อไปทำไม
นั่งหลับตาแต่ไม่ได้หลับเพราะฝุ่นกำลังฟุ้งขึ้นมาอีกรอบจากการเบรกรถ
มีเสียงฝีเท้าขึ้นมาด้านท้าย ยังไม่อยากลืมตามองกลัวฝุ่นจะฟุ้งเข้าตา
แต่.........................
กลิ่นหอมอ่อนๆโชยมา
ทำให้แทบต้องรีบลืมตาขึ้นมาหาเจ้าของกลิ่น
ที่ไม่เคยสัมผัสในแถบนี้มาก่อน (เพราะส่วนใหญ่มักเป็นกลิ่นหมากพลูปูนแดง)
ก่อนจินตนาการจะหลุดลอย
ร่างบางๆเดินเข้ามานั่งตรงหน้า
ราวกับฉากเปิดตัวคณะรักษาความมั่นคงแห่งชาติประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินของหัวใจ
เมื่อลืมตาได้เต็มที่
อยากจะยืมมือป้าข้างๆมาหยิกหน้าตัวเองก็กลัวจะเจ็บ
เผลอยิ้มออกไปอย่างไม่รู้สึกตัว
ในใจคิด
ใครกันนะสวยจัง
ในหมู่บ้านห่างไกลขนาดนี้ยังจะมีสาวสวยขนาดนี้อยู่ด้วยหรือ?
สาวเจ้าหลังจากหันกลับมานั่งลงก็เพิ่งหันหน้ามองตรงมาด้วยคงรู้สึกแปลกใจ
ที่มีสายตาคู่หนึ่งจ้องอยู่ไม่วางตาเหมือนกำลังจะหาเลขเด็ดในวันใกล้หวยออก
(ไม่ใช่สิ สลากกินแบ่ง หาเรื่องไปทานข้าวแดงซะแล้ว)
สบตาแล้วหลบตาลงตามจริตออกเอียงอายเฉไฉไม่สบตาแอบยิ้มมุมปาก
ฮั่นแน่
สงสัยจะอายเรา
เพราะในรถคันนี้คงจะมีเขาล่ะดูดีที่สุด
เพราะคนอื่นๆก็มีแต่สูงอายุหรือไม่ก็เป็นเพศเดียวกันกับคนสวยตรงหน้า
ยังไงก็ต้องเข้าข้างตัวเองไว้ก่อนอยู่แล้ว
จะนั่งจ้องไปก็กลัวจะเสียมารยาทมากไป
แอบก้มหน้าลงแต่ยังชำเลืองดูไม่วางตา
ราวกับว่าคุ้นตาอย่างประหลาด
ฝ่ายนั้นคงเหมือนจะรู้ตัว ก็หลบตาไม่กล้ามองมาเช่นกัน
เสียงรถวิ่งหรือเสียงเจี๊ยวจ๊าวภายนอกเงียบลงในมโนสติอย่างอัตโนมัติ
ราวกับหยุดเวลาไว้ในหนังโรแมนติค
ที่พระเอกกำลังตกอยู่ในภวังค์เนื่องจากถูกกามเทพแผลงศรเข้าเต็มในหัวใจ
ใจคิดลอยไปว่าเหมือนเคยพบหน้าที่ไหนมาก่อนน๊า?
ภาพเบลล่าในหนังบุพเพสันนิวาส รักข้ามกาลเวลาลอยมาในหัว
แต่ไม่เข้ากับยุคที่เล่านี่นา
เอาเป็นเรื่องทวิภพแทนก็แล้วกัน
ภาคละครสิเรียมคู่กับพี่ตั๊ว ศรันยู
มองดูกันผ่านม่านกระจกกาลเวลาแทน
(อย่าบอกนะครับว่าเกิดไม่ทันอีก ย้อนไปยุค มิตร ชัยบัญชา กับเพชราก็หาดูแล้วว่ายังไม่ได้มีการสร้างครับ)
รถเคลื่อนออกไปในความรู้สึกของชายหนุ่มที่เหมือนจะถูกตรึงไว้กับภาพนิ่งที่บันทึกไว้
ด้วยความทรงจำที่ยังไม่มีกล้องในโทรศัพท์เหมือนในสมัยปัจจุบัน
โดยเปิดโหมดป้องกันการสั่นสะเทือนไว้
จิตใจที่ลอยออกไปราวกับไปหุ้มล้อรถด้วยปุยนุ่นจนแทบจะไม่รู้ว่ารถมันสั่นไหวไปในทันที
ภาพก็ถูกตัดลงมาให้ได้สติเมื่อตัวโยกจนแทบจะหลุดจากที่นั่ง
เพราะรถได้เบรกและมีเสียงแตรเตือนว่าถึงที่หมายของตนแล้ว
สาวเจ้าแอบก้มหน้าขำชายหนุ่มข้างหน้า
ที่ใจลอยจนจะล้มคะมำลงมาคุกเข่าเหมือนอยากจะมาขอความรักต่อหน้าเธอ
ชายหนุ่มขยับตัวลุกยืนขึ้นเซๆ ยิ้มเขินๆ สะพายกระเป๋าให้กระชับ
แต่ตายังไม่วายจ้องอยู่จนเสียงแตรดังอีกครั้งเลยรีบเดินออกไปท้ายรถ
แต่ก็ต้องเดินอ้อมมาทางสาวสวยนอกรถเพื่อจะมาจ่ายค่าโดยสารกับคนขับ
เพราะไม่มีเด็กเก็บค่าโดยสารเหมือนรถสมัยนี้
พลางคิดในใจว่า จะปล่อยโอกาสนี้ไปหรือจะทำยังไงดี
ฉุกใจคิดไปว่า อาจจะเป็นโชคดีที่มีคนทักตั้งแต่เช้าหรือเปล่า
จ่ายเงินเสร็จก็ยืนอยู่มองตามรถเคลื่อนออกไป
ที่เหมือนจะเอาหัวใจของเขาติดไปกับรถคันนั้นด้วย
ให้ตายเถอะ โรบิ้น
อยากตะโกนแบบมะนาวค้างคุด เอ๊ย มนุษย์ค้างคืน เอ๊ย ค้างคาว ถูกแล้ว
คิดโกรธตัวเอง
พร้อมกับบ่นในใจว่าต่อไปถ้าเขามีโอกาสอีกครั้ง
เขาจะทำตามที่หัวใจเรียกร้องทันที
เดินกลับหลังหันเข้าไปยังทางเข้าบ้านที่อยู่ออกไปจากถนนที่รถโดยสารมาส่งไม่ไกลนัก
ถอนใจออกไปอย่างเสียดาย