Bipolar Disorder ต้องดูแลพ่อแก่และป่วยติดเตียง คิดว่าจะทำให้อาการ Bipolar แย่ลงมั้ยคะ?

ก่อนอื่นอยากบอกก่อนว่า จขกท. รักษาอาการ Bilopar มา 15 ปีแล้วนะคะ แต่อาการก็ยังไม่ได้ดีขึ้นแต่ที่อยู่มาได้เพราะ **ยา** เท่านั้น รักษามานานมาก แต่เป็นมานานกว่ารักษา เพราะก่อนนั้นบอกตรงๆไม่กล้า รู้สึกอาย และไม่มีปัจจัย จริงๆเราเป็นมาตั้งแต่วัยรุ่นจนมาหนักขึ้นเรื่อยๆถึงเข้ารับการรักษา อันนี้ก็มันมีสาเหตุที่มาที่ไป ขอยกยอดไว้ก่อนนะคะ ตอนนี้คือจะขอถามท่านผู้รู้ เช่น หมอ จิตแพทย์ หรือนักจิตวิทยา หรือแม้แต่ใครก็ได้ที่มีความรู้และเข้าใจเรื่องโรก นี้น่ะค่ะ ขอความคิดเห็น หรือชี้แนะเราได้บ้าง จะขอบพระคุณมากๆค่ะ  คือตอนนี้เราดูแลพ่อที่ป่วยด้วยโรคเส้นเลือดตีบในสมอง และอัลไซเม่อร์ เข่าเสื่อม กล้ามเนื้ออ่อนแรง ตอนนี้ขั้นติดเตียงแล้วค่ะ แม่เราเพิ่งเสียไปด้วยโรคมะเร็งในท่อน้ำดี พ่อก็เลยทรุด หลังงานศพแม่ไม่กี่วัน พ่อเริ่มซึมเศร้าและเริ่มไม่อยากเดินไม่อยากกิน จนกล้ามเนื้อฝ่อ แขนขาลีบไร้เรี่ยวแรง เราคนเดียวเท่านั้นที่พ่อเรียกหาและเข้าหาพ่อได้ เราเสียใจมากหัวใจสลายตอนแม่เสีย ยังไม่ทันตั้งตัวพ่อก้ทรุด ทุกวันนี้เราแทบไม่ได้พักผ่อนเลย ต้องโกหกหมอว่าเรากินยาและเข้านอนตามที่หมอสั่ง ทั้งที่เรากินยาเลทกว่าที่หมอสั่งทุกคืนๆ เพราะต้องทำความสะอาดพ่อ ใส่สายปัสวะ ทำแผกดทับและป้อนข้าวป้อนยา กว่าจะเสร็จ เราก็เหนื่อยมากๆค่ะ ตอนเช้ายายังไม่หมดฤทธิ์ เราก็ต้องรีบตื่นเพื่อไปเอาฉี่พ่อไปเทในห้องน้ำ และมาจับดูพ่อว่าตัวร้อนมั้ย ท่านอนเป็นยังไงทับสายฉี่หรือเปล่า ขาวางไว้บนหมอนกันกดทับยังอยู่มั้ย? เลื่อนหลุดมั้ย? บลาๆๆๆ สารพัด 09.00 น. ต้องเรียกพ่อตื่น และเริ่มการทำแผลกดทับ เปลี่ยนผ้าอ้อม เช็ดตัว ใส่เสื้อใหม่ ประคองพ่อลุกนั่งวิลแชร์ ป้อนข้าว และกินยา วันไหนเช้าๆพ่อปวดอึจะต้องช่วยด้วยการสวนหรือใส่ถุงมือล้วงช่วยให้พ่ออึ  การทำความสะอาดจะต้องยืดเวลาออกไปอีกนับชั่วโมงจาก 09.00 น. ออกมาจากห้องก้ราวๆ 11.30-12-13.00น...วันๆเราวนอยู่แลลนี้มา 1 ปีเต๊มๆ หลังๆมาเรารู้สึกเหนื่อยมากๆจนเครียดหนักกินอะไรก็อ้วกออกมา และปวดท้องเกร็งไปหมด คนรอบตัวเริ่มบอกว่าเราดูก้าวร้าวมากกว่าเดิม  เราเปลี่ยนไปมา เราไม่รู้ตัวเลยว่าเราเปลี่ยนไปยังไง แต่เรารู้สึกไม่มีความสุขอยู่แล้วก็ยิ่งมากกว่าเดิม หรือนี่เรากดดันตัวเองมากไปหรือเปล่า?  เรารู้สึกว่าเราไม่เป็นตัวของตัวเอง หายใจก็ติดๆขัดๆ รู้สึกว่าตัวเองแย่ลง ความรักและสงสารพ่อ ยังเต็มเปี่ยมในหัวใจ แต่บางทีเราก็อยากเป็นอิสระ เราอยากตายบ่อยๆ  อยากไปให้พ้นๆจากทุกอย่าง  เคยลองถามพ่อว่า พ่อ พ่อเบื่อมั้ยที่เป็นแบบนี้? พ่อทรมานมั้ย? พ่อก็บอกว่า อืมม์ พ่อก็เบื่อนะอยากตายพ้นๆไปมันก้ไม่ตาย... เราเลถามพ่อไปว่า  งั้นเราไปตายด้วยกันมั้ย? พ่อถามเราว่าจะไปตายที่ไหน? ตายยังไง เราเลยบอกว่าเอางี้มั้ยหนูขับรถพาพ่อไปข้างนอก ที่สวนสาธาณะก้ได้ แล้วเรากินยาฆ่าหญ้ากัน  พ่ออึ้งแล้วแกก็รีบบอกเราว่า ไม่ๆๆๆ ไม่เอา พ่อกลัว พ่อยังไม่อยากตาย พ่อกลัว อ้อ แล้วพ่อก็เป็นห่วงแม่แกด้วย ป่านนี้รอพ่อแย่แล้ว  อ้อคือเราลืมบอกไป แม่กับพ่อเราอยู่เหนือ แม่เสียที่เชียงใหม่ รพ. มหาราช เรารับพ่อมาอยู่กับเราที่ชลบุรี พ่อเลยคิดว่าแม่ยังอยู่ที่บ้าน วันนึงแกดีขึ้นแล้วแกจะได้กลับไปหาแม่ โถ พ่อ...!! พ่อไม่รับรู้เรื่องแม่เสีย พ่อคิดว่าแม่ยังไม่ตาย หมอบอกว่าอย่าบอกพ่อปล่อยให้แกคิดแบบนั้น เพราะหากบอกแกอาจจะทรุดมีโอกาสไปได้เลย เราเลยยั้งไว้พยายามแถไปเรื่อยๆ พ่อยังโอเคนะ แต่เราสิไม่ค่อยโอเคเลย ยิ่งนานยิ่งรู้สึกแย่ลงๆ อาการเริ่มพัฒนาออกแนวหลายบุคลิก หลายตัวตน  แบบบางทีก็แอบโทรศัพท์หาแม่คุยกับแม่เป็นเรื่องเป็นราว ทั้งที่รู้ว่าเสียงปลายสายไม่มีใครรับ เพราะโทรศัพท์แม่อยู่กับเราเอง เรารู้ตัวนะ แต่ใจมันบอกให้ทำ  บางวันก็คุยกับตัวเอง ทะเลาะกับไอ้ตัวที่อยู่ข้างในเรามันมีหลายตัวมาก บางตัวเป็นมนุษย์ป้า บางตัวเป็นเด็กสาวตัวน้อยอายุ 12-13 บอบบางโดดเดี่ยวซึมเศร้า บางตัวเป็นผู้ชายมีลักษณะเป็นผู้นำ เข้มแข็ง สามารถปกป้องเราได้ บางตัวก็เงียบขรึมไม่เอาใคร เกลียดสังคม แยกตัวออกจากทุกคน ทำให้คนในครอบครัวเข้าใจผิดว่าเราพักนี้หยิ่ง ยะโส ไม่เอาพี่เอาน้อง บางตัวก็อารมณ์ดี ร่าเริงหัวเราะได้ทั้งวัน  เหมือนวิ่งอยู่ในทุ่งลาแวนเด้อร์  ไปซื้อของตลาดทักแม่ค้าไปทั่วราวกับรู้จักกันมานาน  ทักทายทั่วตลาด ซื้อของใช้ของกินแจกให้คนเก็บขยะ ช่วยเหลือคนขอทาน ช่วยหมาแมวจร และเก็บแมวมาเลี้ยงเต็มบ้าน เวลาหมาแมวไม่สบายก็ต้องมีค่าใช้จ่าย เราก็เครียดๆๆๆ แต่ก็หยุดช่วยไม่ได้  โอ้ยยยยยย มันเหนื่อยจังเลยค่ะ   และยังมีอะไรแปลกๆเกิดขึ้นกับเราอีกเยอะมากๆมันเป็นอะไรที่ทุกข์ทรมานจริงๆค่ะ ตอนนี้นักจิตบอกว่า เราอาจจะเข้าสู่สภาวะของโรค DID  (Dissociative disorders )  เราจะทำยังไงดีคะ? เราพยายามแล้วที่จะบังคับหรือ Control  ตัวเองให้มีสติตลอด แต่มันยากมากค่ะ ตอนนี้ถึงขั้นคิดเรื่องอยากตายทุกวันเลยค่ะ แต่พอมองพ่อก็เลยตัดใจได้ สติยังมีอยู่ แต่ไม่รู้จะขาดผึงวันไหน?  บอกกับตัวเองว่า เรายังตายไม่ได้นะใครแล้วจะดูพ่อ?...ช่วยด้วยนะคะ ขอคำแนะนำด้วย เราจะไม่ไหวแล้วค่ะ อมยิ้ม42
แก้ไขข้อความเมื่อ
คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 1
ผมเจอหนักกว่าอีกครับ พ่อผมไม่พูดดีๆด้วยนะครับ (เปลี่ยนไปจากเดิมเป็นคนละเรื่อง จากเดิมไม่เคยพูดคำหยาบกับลูก กลายเป็น "ฟังจนชิน") ท่านหลง ก้าวร้าว พูดคำสบถคำ ชอบด่าคนโน้นด่าคนนี้ ตอนนั้นเครียดมากเหมือนกัน ต้องไปจ่ายตลาดเองอีกต่างหากตื่นเช้ามาก็ต้องเจาะเลือดวัดน้ำตาล วัดความดัน วัดไข้ แล้วคนแก่เวลาจะบอกให้เค้าเปลี่ยนแปลงอะไรตามแพทย์สั่งยากมากๆ เค้าจะไม่เชื่อ ดีไม่ดีย้อนกลับมาด่าเราอีก  ช่วงนั้นเครียดมากๆเหมือนกัน ไปโรงพยาบาลตามแพทย์นัดเค้าก็ถามว่า มีปัญหาอะไรรึเปล่า มาไม่เคยตรวจเลย เอายาแล้วกลับบ้าน ผมก็บอกว่าอยู่ต่างจังหวัดต้องรีบกลับไปดูพ่อ (ผมเป็นลมชัก)

อย่างโรงพยาบาลเค้าจะมีคลินิคเบาหวาน ให้งดน้ำงดอาหาร ก่อนเจาะเลือด ช่วง 7.00 น. พาท่านไปเผลอแป๊บเดียวท่านไปสั่งโอเลี้ยงกิน ผมต้องใช้ผลเดิมๆให้แพทย์ดูหมดเลยครับ (เพราะอยู่บ้านก็เจาะทุกวันอยู่แล้ว) ท่านจากไปหลังจากคุณแม่เสียเป็นเวลาสามปี  ตอนนั้นเราก็ว่าเราทุกข์มากแล้ว แต่ไม่น่าเชื่อ ทุกข์จากการ "ไม่มีใคร" หนักกว่า ชนิดถ้าจะอยากตายก็อยากตายตอนนี้ล่ะครับ เพราะมีพ่อยังไงยังไงท่านก็ยังยืนข้างเราเสมอ ผมนึกว่าผมเกิดเป็น "ลูกคนเดียว" ทั้งๆที่ไม่ใช่  มากกว่านี้ไม่พูดดีกว่าเนอะ เพราะจะไปพาดพิงบุคคลที่สาม พูดแค่ ผมอยากได้พ่อคืนมาสุดๆ จะโดนด่าทุกวันก็ยอม ถ้าเป็นท่านด่า แต่มันก็เป็นไปไม่ได้  ผมอาจไม่ได้เป็นไบโพลาร์แต่เป็นลมชักครับ  บางทีสิ่งที่เรานึกว่าทำให้เรารู้สึกแย่มากๆ จริงๆกลับไม่ใช่ แต่ตอนนั้นเราจะไม่รู้  เป็นกำลังใจให้นะครับ เวลาชีวิตที่พ่อแม่จะอยู่กับคุณก็คงอีกไม่นาน  วันนึงที่ไม่มีท่านแล้ว  อันนั้นล่ะครับ "ของจริง"
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่