JJNY : 4in1 เราชนะ-คนละครึ่ง ไม่มีผลศก./เยียวยา2ด.ไม่พอกระตุ้นศก./แก้ไม่ตกSMEsเข้าไม่ถึงซอฟต์โลน/'โจ้'ชี้ตู่โดนหนักแน่

อนุสรณ์ ชี้ “เราชนะ”-“คนละครึ่ง”-ลดค่าไฟ 2 เดือนไม่มีผลกระตุ้นเศรษฐกิจ
https://www.thansettakij.com/content/normal_news/464867
 

  
อนุสรณ์ ชี้ “เราชนะ”-“คนละครึ่ง”-ลดค่าไฟ 2 เดือนไม่มีผลกระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมแนะรัฐก่อหนี้สาธารณะเพิ่ม
 
นายอนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การที่รัฐบาลไทยแจกเงินเพิ่มอีก 3,500 บาท 2 เดือนผ่านโครงการ “เราชนะ” พร้อมเปิดลงทะเบียน “คนละครึ่ง” อีกหนึ่งล้านสิทธิ และ ลดค่าน้ำค่าไฟอีก 2 เดือนนั้นไม่ได้มีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจเพียงแต่บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่มีการล็อกดาวน์ (Lockdown) จากการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ระลอกใหม่ในบางพื้นที่ โดยภาพรวมแล้วมาตรการเยียวยาประชาชนจากผลกระทบโควิด-19 (Covid-19) รอบใหม่ไม่เพียงพอ เพียงบรรเทาไปได้ช่วงสั้นๆ
 
ทั้งนี้ โจทย์ของรัฐบาล คือ ทำอย่างไรให้ ภาคส่งออก ภาคลงทุน ขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดการจ้างงาน การเลิกจ้างรอบใหม่กำลังเกิดขึ้นพร้อมกับสถานการณ์การลดเงินเดือนลดชั่วโมงการทำงาน ขณะเดียวกัน รัฐบาลควรเน้นยึดหลักรัฐศาสตร์ในการแก้ไขปัญหาการชุมนุมเพื่อประชาธิปไตยของคนหนุ่มสาว รัฐบาลควรเน้นเจรจาหารือกับผู้ชุมนุม ละเว้นการใช้ความรุนแรง หรือจับกุมด้วยความรุนแรงเพราะกลุ่มผู้ชุมนุมเหล่านี้ คือ เยาวชนผู้เป็นอนาคตของชาติและต้องดูแลบ้านเมืองต่อไปในอนาคต
 
โดยเฉพาะพวกเขาจะต้องแบกรับภาระสังคมผู้สูงวัยหนักมาก และต้องรับผิดชอบต่อปัญหาต่างๆที่คนรุ่นก่อนหน้านี้ได้สร้างเอาไว้และสะสมหมักหมมเอาไว้จนยากที่จะแก้ไขหากไม่ใช้แนวทางการปฏิรูปครั้งใหญ่  ไม่จับกุมผู้ชุมนุมด้วยความรุนแรงอันนำมาสู่เหตุการณ์บานปลายกระทบเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นนักลงทุน
 
อย่างไรก็ดี ต้องการเสนอประเด็นเรื่องการจัดทำงบประมาณปี 65 และ การก่อหนี้สาธารณะ ว่า รัฐบาลควรก่อหนี้สาธารณะเพิ่มเติมเพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในโครงการที่ทำให้เกิดการจ้างงานขนาดใหญ่ในประเทศ และมีความเห็นว่า งบประมาณปี 65 ที่มีการกำหนดวงเงินแผนการใช้จ่ายภาครัฐลดลงจากปี 64 เป็นการกำหนดวงเงินการใช้จ่ายที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้อาจต่ำกว่าประมาณการมากพอสมควรแม้มีแนวโน้มเป็นบวกก็ตาม
 
งบประมาณวงเงิน 3.1 ล้านล้านบาทไม่เพียงพอต่อการรับมือวิกฤติเศรษฐกิจและการว่างงานยืดเยื้อ กรอบวงเงินการใช้จ่ายปี 65 นั้นลดลงถึง 5.66% หรือ ประมาณ 1.85 แสนล้านบาท ควรเพิ่มกรอบวงเงินการใช้จ่ายอีกอย่างน้อย 2-3% แทนที่จะลดลง 5-6% โดยให้เพิ่มไปที่งบลงทุนอย่างต่ำอีก 1-2 แสนล้านบาท เพื่อการจ้างงานในประเทศโดยเฉพาะระบบชลประทานขนาดเล็ก การขุดลอกคูคลองแม่น้ำและการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการปรับทักษะการทำงานทั้งระบบ
 
เสนอให้ทำงบประมาณปี 65 เพิ่มจากงบประมาณปี 64 อีกอย่างน้อย 2-3% โดยให้แหล่งรายรับมาจากสองส่วน คือ กู้เงินและเดินหน้าเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รวมทั้ง ภาษีใหม่ๆ เช่น ภาษีออนไลน์ และภาษีที่ดีขึ้น (Betterment Tax) เป็นต้น
 
การที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. (สภาพัฒน์) กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประมาณการอัตราการขยายตัวปี 65 อยู่ที่ 3.5% และอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 1.2% มีความเป็นได้ที่เกิดขึ้นจริงน้อยมาก หากเก็บภาษีไม่ได้ตามเป้าหมาย ควรต้องทบทวนให้มีการจัดเก็บภาษีที่ดินตามอัตราที่เคยกำหนดเอาไว้เดิมไม่ควรปรับลดลง ก่อนที่จะพิจารณากู้เงินเพิ่มจากที่วางแผนไว้จะก่อหนี้สาธารณะเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณที่ 7 แสนล้านบาทอาจต้องกู้ 1 ล้านล้านบาทเป็นอย่างน้อย
 
ส่วนหนี้สาธารณะจะทะลุเพดาน 60% ของจีดีพีหรือไม่ อยู่ที่ว่ารัฐบาลใช้จ่ายเงินงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลแค่ไหน หากรัฐบาลนำเงินกู้ไปใช้จ่ายอย่างมียุทธศาสตร์ ตรงเป้าหมาย มีประสิทธิภาพสูงไม่รั่วไหลทุจริตคอร์รัปชันแล้ว  จะกลับมาเป็นรายได้ของประชาชน รายได้ของภาคธุรกิจ มีการจ้างงานในระบบเพิ่มขึ้น แล้วรัฐบาลจะเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องเพิ่มอัตราภาษี สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีจะลดลงโดยอัตโนมัติ การกู้เงินเพิ่มถึง 1 ล้านล้านบาท (จากที่วางแผนกู้ชดเชยการขาดดุลงบประมาณปี 65 เพียงแค่ 7 แสนล้านบาท) ก็จะไม่สร้างปัญหาวิกฤติฐานะทางการคลังในระยะปานกลางหรือระยะยาวแต่อย่างใด 



เยียวยา3,500บาท2เดือนไม่พอกระตุ้นศก.
https://www.innnews.co.th/economy/news_867432/
 
ประธาน สรท. เชื่อ รัฐบาลจ่ายเงินเยียวยา 3,500 บาท 2 เดือน ไม่พอเห็นผลกระตุ้นเศรษฐกิจ ประชาชนระวังใช้จ่ายเท่าที่จำเป็น
 
นางสาวกัณญภัค ตันติพิพัฒน์พงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย หรือ สรท. เปิดเผยสำนักข่าวไอ.เอ็น.เอ็น. ว่า จากมาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลด้วยการจ่ายเงินเยียวยา จำนวน 3,500 บาทต่อคน จำนวน 2 เดือนนั้น เห็นว่าไม่น่าจะเพียงพอและเห็นผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศมากนัก เนื่องจากเวลานี้ประชาชนระมัดระวังการใช้จ่ายและเชื่อว่าเมื่อได้เงินแล้วจะใช้จ่ายเท่าที่จำเป็นเท่านั้นเช่นใช้ในการซื้อสินค้าอาหาร ซึ่งถือว่าเป็นอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบน้อยกว่าอุตสหกรรมอื่นๆ แต่ก็ต้องมีการลดราคาสินค้าเพื่อเป็นการกระตุ้นยอดขาย ช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดในสถานการณ์ที่มีจำกัดของกำลังซื้อ
 
นอกจากนี้ ยังมองว่า ระยะเวลา 2 เดือนจะยังไม่เห็นผลในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่จนกว่าจะมีการฉีดวัคซีนอย่างชัดเจน และถึงแม้ว่าจะมีการฉีดวัคซีนแล้วก็ยังคงต้องมีเวลาในเรื่องของการสร้างภูมิคุ้มกันหลังการฉีด ซึ่งอาจไม่เห็นผลในทันที


 
แก้ไม่ตก SMEs เข้าไม่ถึงซอฟต์โลน ขอรัฐผ่อนปรนเร่งปล่อยกู้ฝ่าโควิดรอบ 2
https://www.prachachat.net/economy/news-595144

ธุรกิจท่องเที่ยว การ์เมนต์ ออร์แกไนซ์ ศิลปิน ร้านอาหารรอวันตาย “สภา-สมาพันธ์ SME” ประสานเสียงติงมาตรการรัฐปล่อยกู้ซอฟต์โลนแค่ 1.22 แสนล้านบาทจากวงเงิน 500,000 ล้านบาท เข้าถึงเพียง 70,000 คน ยัง “ไม่ถึงครึ่ง” ย้ำรายเล็กพร้อมขึ้นบัญชีเข้าระบบถูกต้องวอนรัฐนิรโทษกรรม พร้อมเสนอทางออกสำนักงานเขตลงพื้นที่ตรวจสอบร้านก่อนขึ้นทะเบียนส่งต่อมาตรการความช่วยเหลือให้เป็นระบบ
 
นายไชยวัฒน์ หาญสมวงศ์ ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (สภาเอสเอ็มอี) กล่าวว่า SMEs ขณะนี้ประสบปัญหาถึงขั้นรุนแรงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะไม่เพียงการต้องหยุดกิจกรรมเพื่อลดการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 แต่ยังต้องเจอกับปัญหาที่คู่ค้าบีบบังคับให้ต้องตรวจหาเชื้อโควิด-19 กับแรงงานต่างด้าวและพนักงานทุกคน รวมถึงการทำความสะอาดสถานประกอบการเพื่อสร้างความมั่นใจต่อสินค้าที่ผลิต และเตรียมที่จะส่งให้คู่ค้าโดย 2 กลุ่มหลักที่กระทบที่สุดคือ SMEs กลุ่มท่องเที่ยว และกลุ่มการ์เมนต์
 
จากการหารือกับประธานสภาเอสเอ็มอี จ.สมุทรสาคร เมื่อเร็ว ๆ นี้ ยอมรับว่ายังไม่สามารถหาทางออกเรื่องนี้ได้ เนื่องจากภาครัฐยังไม่มีนโยบายช่วยเหลือด้านนี้ออกมา สิ่งที่ SMEs ทำได้คือ การต้องกู้เงินนอกระบบเพื่อทำตามที่คู่ค้าต้องการ เพราะหวั่นการถูกยกเลิกออร์เดอร์ และการยกเลิกเข้าพักในกลุ่มท่องเที่ยว
 
ส่วนการเข้าสู่การกู้ในระบบของธนาคาร เป็นที่ทราบกันว่า SMEs ที่อยู่นอกระบบยังไม่ขึ้นบัญชีจะไม่สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือนี้ได้ โดยรัฐเองยังคงยืนยันและยังไม่มีการผ่อนปรนการเอาผิดสำหรับ SMEs ที่อยู่นอกระบบ
ทำให้ SMEs เหล่านี้ไม่กล้าที่จะขึ้นบัญชีเข้าระบบแบบถูกต้อง
 
รัฐควรใช้โอกาสนี้ผ่อนปรนให้เขาตั้งศูนย์ความช่วยเหลือขึ้นมา SMEs รายใดต้องการให้แรงงานตรวจเชื้อโควิด-19 เปิดให้เขาเข้ามา แจ้งว่าผลิตอะไร มีแรงงานกี่คน เป็นการเก็บข้อมูลพื้นฐานไปเลย และแลกด้วยการให้เขาขึ้นทะเบียนเข้าระบบให้ถูกต้อง โดยไม่ตรวจสอบเอาผิดย้อนหลังกับเขา หากรัฐยอมแบบนี้ได้ เชื่อว่าจะมี SMEs อีกหลายรายพร้อมเข้าสู่ระบบแน่นอน จากตอนนี้มีกัน 3 ล้านรายเข้าระบบแค่ 6 แสนรายเท่านั้น
 
นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช รองประธานและประธานบอร์ดภูมิภาค สมาพันธ์ SME ไทย เปิดเผยว่า การระบาดของเชื้อโควิด-19 รอบ 2 ครั้งนี้หนักกว่า ขณะที่ soft loan วงเงินเดิม 500,000 ล้านบาทของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ยังเป็นปัญหาเดิมคือ SMEs เข้าไม่ถึง มีการปล่อยสินเชื่อไปเพียง 122,000 ล้านบาท จำนวน 70,000 รายเท่านั้น
 
ซึ่งในรอบแรกสินเชื่อยังปล่อยไม่ถึง 50% ของวงเงิน รอบ 2 ก็มาซ้ำเติม แนวทางออกทั้งหมดมันจะต้องขึ้นอยู่กับนโยบายภาครัฐ ว่าจะลงถึงวิธีปฏิบัติของธนาคารหรือไม่ เช่น การผ่อนปรนเกณฑ์ ธปท. วิธีพิจารณาธนาคาร เพื่อไม่เป็นการกีดกัน SMEs เข้าถึงสินเชื่อ
 
ผู้ประกอบการจำนวนมากถูกปฏิเสธสินเชื่อ เริ่มมีการกู้นอกระบบ ได้มีเสนอแก้เรื่องนี้มานาน โดยเอากองทุนฟื้นฟู NPL SMEs มาใช้ให้เต็มประสิทธิภาพ ตอนนี้ที่หนักคือ กลุ่มอาชีพอิสระผู้ประกอบการรายย่อย ท่องเที่ยว โรงแรม รีสอร์ต ออร์แกไนซ์ ศิลปิน ร้านอาหาร แต่ก็จะมีบางมาตรการที่เป็นประโยชน์ เช่น มาตรการลดค่าครองชีพทั้งไฟฟ้า ประปา ที่กำลังจะออกมา แต่สำคัญคือ พักหนี้ เติมทุน ต่อลมหายใจ บ่มเพาะ ระบบพี่เลี้ยง ที่ปรึกษาให้ SMEs ต้องทำควบคู่กันไปด้วย
 
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าหลายโครงการที่ออกมา เป็นประโยชน์กับ SMEs แต่คนที่เดือดร้อนต้องการจริงมักไม่ได้ เพราะไม่มีระบบสกรีนแบบเป็นขั้นเป็นตอน ซึ่งรัฐเองถามหาคนเดือดร้อน ทางสมาพันธ์ได้เคยเสนอไปแล้วว่า สถานประกอบการใดที่ถูกสั่งปิดกิจการ หรือต้องปิดจากวิกฤตโควิด-19 ให้มีระบบขึ้นทะเบียนในแต่ละจังหวัด และให้ผู้ว่าฯร่วมกับภาครัฐและเอกชน ในพื้นที่ให้ความช่วยเหลือ เยียวยาด้วยมาตรการต่าง ๆ ให้ทั่วถึง
 
เนื่องจากคนในแต่ละจังหวัดย่อมทราบดีว่าคนที่ได้รับผลกระทบอยู่ตรงไหนบ้าง ยกตัวอย่าง กทม.ถูกสั่งปิด ให้ออกมาตรการที่กระทบต่อ SMEs สำนักงานเขตแต่ละเขต จะต้องลงพื้นที่ตรวจสอบ ขึ้นทะเบียน หา ส่งต่อมาตรการความช่วยเหลือให้เป็นระบบ เป็นต้น ซึ่งข้อเสนอดังกล่าวยังไม่ได้รับการตอบรับ
“ต้องช่วยกันผลักดัน SMEs ที่เป็นรายย่อยเพราะเขาเดือดร้อนจริง เข้าหนี้ในระบบไม่ได้ สุดท้ายต้องไปหายืมนอกระบบ รัฐควรดึงเขาเหล่านี้มาขึ้นทะเบียน สร้างระบบบ่มเพาะวินัยทางการเงิน การเริ่มต้นธุรกิจ ให้โอกาสแหล่งทุน ความรู้ มีระบบพี่เลี้ยง ติดตาม ประเมินผลจริงจังโดยไม่วัดแค่ KPI เมื่อไม่มีการติดตามโครงการต่อเนื่อง ก็จะทำให้ข้อมูลขาดตอน”
 
ล่าสุด ทางสมาพันธ์เข้าประชุมหารือร่วมกับธนาคารออมสิน ถึงแนวทางการทำงานร่วมกันในปี 2564 เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ให้ฝ่าวิกฤตโควิด-19 รอบ 2 นี้ไปให้ได้
 
ซึ่งธนาคารออมสินยืนยันความพร้อมที่จะเป็นกำลังสำคัญในการเสริมสภาพคล่องให้กับธุรกิจในระบบเศรษฐกิจ ทั้งฐานรากและ SMEs เพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ในอนาคตทั้ง 2 หน่วยงาน เตรียมที่จะจัดกิจกรรมร่วมกัน ให้เป็นประโยชน์และแนวทางกับเหล่าผู้ประกอบการ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่