ผมรักษาโรคไบโพลาร์/ซึมเศร้ามาได้เกือบๆปี จากต้นปีที่แล้วผมรู้สึกมีความทุกข์ดำดิ่งมากจนคิดว่าจะเป็นโรคซึมเศร้า ตัดสินใจไปหาหมอ ได้คุยปรึกษาได้ยามากิน เวลาผ่านไประยะนึงผมดีขึ้นจากอาการซึมเศร้า แต่กว่าจะดีขึ้นได้ ผมผ่านช่วงเวลาที่ต้องฝันร้ายมายาวนานมาก ประกอบกับสถานการณ์ภาระการเงินของทางบ้านผมไม่ค่อยสู้ดีนัก มันทำให้ผมยิ่งเกิดอาการเครียด ผมมีอาการแมเนียมากขึ้น แต่ไม่ใช่มีความสุขนะครับ แต่เป็นอาการที่รู้สึกว่าต้องไปทำอะไรสักอย่างที่เป็นเป้าหมายของเรา เมื่อได้ทำแล้ว อาการซึมเศร้าดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ผมรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่ามากขึ้น แต่ผ่านไปสองสามเดือนผมก็ต้องจบภารกิจนั้นลง เพราะเป็นเรื่องที่แม่ผมไม่ชอบเท่าไหร่บวกกับมีปัญหาส่วนตัว ไปๆมาๆผมถูกวินิจฉัยว่าเป็นไบโพลาร์ด้วย หนักเข้าเลยถูกส่งไปรพ.อีกที่ที่เป็นรพ.ทางจิตเวช บรรยากาศที่นี่ดูทำให้ผมไม่ค่อยชอบเท่าที่เก่าที่เป็นแค่รพ.ธรรมดา เวลาผ่านมาจนเกือบครบรอบหนึ่งปีที่ผมมีอาการหนักมาหนึ่งปี ผมรู้สึกว่าตัวเองมีความรู้สึกแย่ๆมากขึ้น ผมกังวลอนาคตไปหมด กังวลทุกอย่าง เริ่มรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า โรคย้ำคิดย้ำคิดที่เคยเป็นในวัยเด็กและวัยรุ่นก็กลับมากำเริบอีกครั้ง (ผมเป็นพวก Perfectionist มาตั้งแต่เด็ก) โดยเฉพาะเกี่ยวกับร่างกายตัวเอง ผมรู้สึกกังวลเกี่ยวกับหน้าตาและร่างกายตัวเอง บางทีมันน่าอายมากจนผมไม่อยากพูดถึง ไม่อยากส่องกระจก ทั้งรูปร่าง สัดส่วน ปัญหาสุขภาพ อีกทั้งผมยังต้องมานั่งกังวลว่าในแต่ละวันผมจะแก่ลงไปกว่าเดิมหรือเปล่า เพราะเวลามันเดินเร็วมากจนผมตามไม่ทัน ชีวิตและตัวตนผมพังมากขึ้น ผมเริ่มคิดที่จะอยากตายจริงๆ จากที่ไม่เคยคิดที่จะกล้าทำ มันทำให้ผมทุกข์ทรมานจนต้องคิดหาทางออกด้วยวิธีนี้ ผมซัฟเฟอร์กับทุกเรื่องที่มันรบกวนจิตใจผม บ้านผมเลี้ยงหมาชิสุห์เจ็ดตัวไว้ในบ้าน (เหลือเจ็ด จริงๆมีมากกว่านี้ แต่ป่วยตายไปปีที่แล้วสองตัว ความเจ็บปวดจากการสูญเสียในตอนนั้นยิ่งสร้างแผลเป็นในใจของผม) โดยเลี้ยงไว้ในห้องนอนสองตัว ช่วงนี้ผมเริ่มระคายลิ้นและในช่องปากแปลกๆ เมื่อพยายามล้วงสัมผัส ผมก็พบว่ามีขนเส้นเล็กละเอียดของชิสุห์ติดอยู่ที่ Texture ของลิ้น ผมเริ่มเครียด อาการย้ำคิดย้ำทำทำให้ผมรู้สึกระแวงว่าจะมีขนหมาเข้าปากไหม ผมเริ่มระวังมากขึ้น แต่มันก็กลับมีมาอีกเรื่อยๆผมล้วงออกจนลิ้นผมเป็นแผล จนผมผวาและกลัวที่จะอ้าปากพูดหรือกินข้าวเวลาอยู่บ้าน จริงๆผมเลี้ยงมานานแล้ว แต่ทำไมอาการเหล่านี้ถึงเพิ่งมาเกิดขึ้น ผมพยายามคิดให้เรื่องที่มันประดังประเดเข้ามา พยายามมองมันไม่ใช่เรื่องใหญ่และข่มใจไม่ให้ทุกข์กับมัน แต่พอมองมาที่ทางเดินไปข้างหน้า ผมเริ่มมองไม่เห็นเป้าหมาย ผมมีความฝัน แต่ก็มีอุปสรรคและขีดจำกัดที่ทำให้ผมไม่คิดว่าผมจะทำได้ ผมท้อและเหนื่อยมาก จนคิดว่าจะดิ้นรนต่อไปดีไหม ผมซัฟเฟอร์หนักขึ้นทุกวันโดยที่ผมไม่สามารถที่จะบอกความรู้สึกกับคนที่บ้านได้เลย แม่ก็ไม่เคยเข้าใจเลย เอาแต่ดุแต่ว่าผมบ่อยๆ บางทีผมก็อยากจะบอกว่าผมรู้สึกแย่แค่ไหน แต่พอพูดปุ๊บก็จะกลายเป็นแบบเหมือนเราผิดเองที่รู้สึกแย่ สุดท้ายเราก็เลือกที่จะไม่พูดดีกว่า เพราะพูดไปก็โดนว่า ไม่มีเลยที่จะพยายามเข้าใจ บางครั้งผมรู้สึกแย่มากกับน้ำเสียงแย่ๆ เพราะผมทำอะไรไม่ได้ดั่งใจ ท่าทางของผมเริ่มดูเหมือนคนไร้วิญญาณเข้าทุกวัน ผมไม่อยากที่จะผ่อนคลายกับกิจกรรมที่ชอบเหมือนเมื่อก่อน ช่วงที่ผมดีขึ้นผมยังสามารถที่จะดูซีรี่ส์ ฟังเพลง ให้มันรู้สึกดีขึ้นมาได้ ผมไม่เอ็นจอยกับอาหารหรือความสุขใดๆในชีวิตเลย ผมวนเวียนคิดหาทางออกและลังเลกับความคิดที่จะตายตลอด มันเกิดขึ้นทุกวัน ผมไม่สามารถร้องไห้ได้อย่างเต็มที่เลย ผมยิ่งรู้สึกอึดอัด เพราะที่สุดของที่สุดแล้ว น้ำตามันก็เป็นเครื่องบรรเทาความทุกข์ระทมขมขื่นในใจ ผมรู้สึกไม่อยากที่จะรักษาอีกต่อไปแล้วครับ
อาการซึมเศร้าและย้ำคิดย้ำทำกำเริบ ผมรู้สึกทรมานจนคิดอยากจะตาย