เข้าป่า 7 วัน ไปกับค่ายปิดเทอมเปิดป่า#18 ชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มศว ณ หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติแม่วงก์

-------------- เป็นค่ายแรกที่ทั้งสนุก อบอุ่นหัวใจ มีความสุข และก็เศร้าไปพร้อม ๆ กัน --------------

         ก่อนอื่นเราก็ต้องเท้าความกันก่อนเลยว่ากว่าเราจะได้ไปค่ายนี้เนี่ยต่างก็มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายทั้งส่งชื่อเพื่อจับฉลากให้ได้ไปค่าย ซึ่งก่อนส่งชื่อไปเนี่ย เราก็คิดแล้วคิดอีก คิดอยู่ทุกวี่ทุกวันว่าจะไปดีไหมวะ เพราะมันเป็นช่วงปิดเทอมที่ตรงกับปิดเทอมของมหาลัยอื่น เลยคิดว่าจะนัดเพื่อนตอนมัธยมไปเที่ยวด้วยกัน ก็เลยคิดหนักหน่อย จนในที่สุดเราก็ตัดสินใจส่งชื่อไปตอนชั่วโมงสุดท้ายก่อนปิดรับสมัครและหวังว่ามันคงไม่ติดหรอกเพราะจะได้ไปเที่ยวกับเพื่อน ซึ่งตอนนั้นเนี่ยส่งชื่อไปกับเพื่อน 2 คน แล้วคิดในใจว่า ถ้าจับฉลากออกมาแล้วเราได้ไปคนเดียวก็คงไม่ไปแหละวะ แต่มันดันได้ไปทั้งคู่นี่สิ ก็เลยจำใจว่า “เออไปก็ได้วะ” แล้วนอกจากนั้นมันก็ยังมีโควิดกลับมาระบาดอีกรอบอีกตอนนั้นคือลุ้นมากว่าค่ายจะยกเลิกไหม แต่สุดท้ายเราก็ได้ไปและได้พบกับเรื่องราวดี ๆ ที่เกิดขึ้นมากมาย

Lesson 1 : ไม่มีใครรู้หรอกว่าเรื่องราวทั้งหมดมันจะจบลงยังไงจนกว่าเราจะทำให้เรื่องราวนั้นมันเกิดขึ้น

Day 1 : 21 December 2020
         เรื่องราวของค่ายวันแรกของเราเริ่มขึ้นเมื่อเราก้าวขาออกจากบ้านแล้วไปถึงมหาลัยก่อนเวลาลงทะเบียนทำให้เราต้องนั่งรอเพื่อน (เจอาร์) ผู้ที่มันยังไม่ตื่นนอน ซึ่งมันก็ถือเป็นสิ่งที่ดีเพราะมันทำให้เราได้รู้จักกับเพื่อนใหม่คนหนึ่ง ซึ่งเป็นเพื่อนใหม่คนแรกของการไปค่ายนี้ นั่นก็คือ คุณกอล์ฟ จากคณะโพธิวิชชาลัยนั่นเอง! แล้วหลังจากนั้นเราก็นั่งรอเจอาร์แล้วเดินไปลงทะเบียนกัน ซึ่งเมื่อลงชื่อเสร็จเนี่ย เขาก็จะให้นำมาม่า ปลากระป๋อง และกล่องข้าวที่นำมาไปใส่ถุงที่เขาเตรียมไว้ให้เพื่อที่จะได้นำไปทำอาหารบนค่าย แล้วเราก็จะได้ป้ายชื่อของตัวเองมา ซึ่งป้ายชื่อก็จะมีสีที่ต่างกันทั้งหมด 5 สี ได้แก่ สีเหลือง (ตัวนาก) สีชมพู (ค้างคาว) สีเขียว (นกยูง) สีส้ม (เสือโคร่ง) และสีฟ้า (กวางป่า) ซึ่งเราก็ได้เพื่อนใหม่ตอนลงทะเบียนมาอีก 1 คน นั่นก็คือ คุณใหม่ จากคณะวิศวกรรมศาสตร์นั่นเองงงงงง แต่พอเรามาดูสีป้ายชื่อของพวกเราทั้ง 4 คน เท่านั้นแหละ เวรเอ้ย คนละสีกันหมดเลย (ตอนนั้นในใจคือกูหยั่กกลับบ้านน่ะ แต่ก็กลับตัวไม่ทันแล้วแหละ)

         พอหลังจากนั้นเราก็ไปฟังคำชี้แจงแล้วก็มีสันทนาการกันก่อนขึ้นรถนิดหน่อย ซึ่งก็ทำให้เราได้เพื่อนใหม่มาอีก 1 คน นั่นก็คือพิมพ์ดีด จากคณะสังคมศาสตร์ ซึ่งอยู่สีเดียวกันกับเรา ในใจคือแบบ “เจอเพื่อนแล้วโว้ย เอาวะ เดี๋ยวก็คงได้เพื่อนที่อยู่สีเดียวกันอีกแหละ” แล้วหลังจากชี้แจงเสร็จเราก็ขึ้นรถเพื่อเดินทางกัน

         พอขึ้นรถมาเราคิดในใจไว้แล้วว่า “ เดี๋ยวนอนเอาแรงหน่อยดีกว่า ไปถึงจะได้ไม่เหนื่อยมาก ต้องนั่งรถตั้ง 7 – 8 ชั่วโมงแหนะ แต่พอรถออกเท่านั้นแหละ “อนุรักษ์ธรรมชาติ เก่งกาจและสามัคคี เราพี่ เราน้อง เพื่อนพ้องร่วมกันทำงาน บางคนไปอเมริกา บ้างคนต้องเรียนปี 5 บางคน 4 ปี ปริญญา แต่ทว่าเราพี่น้องกัน” แม่เจ้าโว้ย พี่ ๆ เข้าร้องเพลงเล่นสันกันตลอดทางเลยจ้า แล้วก็มีเกมให้ทีมหน้ารถกับหลังรถเล่นแข่งกัน โดยให้ช่วยกันร้องเพลงที่มีชื่อของแต่ละคนบนรถ อย่างเช่นชื่อเราเนี่ย ชื่ออาร์ม ก็ต้องร้องเพลงที่มีคำว่าอาร์มอยู่ในเนื้อเพลง แล้วเพลงที่เราได้จากฝั่งตรงข้ามก็คือ “อาร์ม อาร์ม อาร์ม อาร์ม น่ากลัวจังเลย ฉันต้องกลัว ฉันต้องกลัวหรือเปล่า คิดทิ้งกันไป จะทิ้งกันหน้าตาเฉยอาร์ม อาร์ม อาร์ม อาร์ม น่ากลัวจริงจริง ฉันจะตายฉันจะตายไหมเอ่ย สงสัยต้องลองให้รู้ไปเลยซักที” ตอนนั้นเราคือแบบ ห้ะ เวลากลัวนี่เราร้อง “อาร์ม อาร์ม อาร์ม อาร์ม” หรอ แล้วเขาก็ร้องวนไปเรื่อย ๆ จนครบชื่อทุกคนบนรถ ซึ่งกว่าเราจะรู้ตัวว่าครบก็คือหลับไปได้หนึ่งสลบ แล้วตื่นขึ้นมาแวะปั๊มตอนกินข้าวกลางวันแล้วก็ตอนที่แวะปั๊มกันอะก็จะมีการจับฉลากเพื่อเล่นโมนิโต้กันด้วย (เหมือนเล่นบัดดี้) ซึ่งเราก็จับได้พี่มุกนั่นเอง แล้วหลังจากนั้น เราก็กลับขึ้นรถมา แต่ก็ไม่ได้อยู่อย่างสงบนักหรอก เพราะเกมต่อไปที่ทีมสันนำมาก็คือคิดเพลงที่มีเนื้อหาแบบหนาว ๆ เปียก ๆ ซึ่งก็เล่นกันแบบนี้วนไปเรื่อย ๆ จนถึงค่ายพอดี
         ณ หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ มว.4 แม่เรวา จังหวัดนครสวรรค์ เมื่อเราเดินทางมาถึงกันพวกเราก็ช่วยกันยกของไปวางที่โถง แล้วก็ทำพิธีเปิดค่ายโดยมีพี่ ๆ เจ้าหน้าที่อุทยานมากล่าวเปิดและชี้แจงถึงอณาเขตของค่าย และก็มีการละลายพฤติกรรมกันเกิดขึ้นนิดหน่อย โดยจะให้เล่นเกมจำชื่อเล่น ชื่อจริง แล้วก็คณะกับชั้นปี ของคนในค่ายให้ได้มากที่สุด (ตอนนั้นเรานี่แบบ อห. ให้กูมาจำอะไรแบบนี้เนี่ย!) แล้วหลังจากนั้นก็จะมีชี้แจงแล้วก็ปล่อยให้ไปพักเอาปลาเก๋า เอ้ย! กระเป๋า ไปเก็บ แล้วก็อาบน้ำให้เรียบร้อยก่อนจะมารวมกันกินข้าวอีกทีตอน 18.30 น. ซึ่งระหว่างเดินไปเข้าห้องพักเนี่ย เราก็คิดไว้ในใจแล้วว่า “กูไม่อาบน้ำแน่ ๆ มันหนาวอะ ปกติอาบแต่น้ำอุ่นมาตลอด 5555555” แล้วตอนเราเก็บกระเป๋าเนี่ย เราก็จะคุ้ยหาสมุดจดบันทึกการเดินทางก่อนเลย เพื่อที่จะได้จดเรื่องราวที่เกิดขึ้น แต่แล้วก็พบก็ความจริงว่า “กูลืมเอามาาาาาาาาา อ๊ากกกกก” แต่สุดท้ายก็ต้องจำเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นไว้ในหัวโดยไม่มีการจดบันทึกใด ๆ ทั้งสิ้น (หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมไม่จดลงในโทรศัพท์ ก็คือว่าเราเป็นคนที่ชอบจดอะไรลงกระดาษมากกว่า ก็เลยไม่ทำ ซึ่งจริง ๆ ก็คือขี้เกียจด้วยแหละ555555)

  Lesson 2 : การจดบันทึกที่ดีที่สุดเกิดจากปากกาที่เรียกว่าดวงตา ลิ้น จมูก และหูของเราที่ทำการจดจำทั้งภาพ รส กลิ่น และเสียง ลงในสมุดบันทึกที่เรียกว่า “ความทรงจำ”


         เวลา 18.30 น. ได้เวลากินข้าวแย้ววววว ก่อนกินข้าวเราก็จะมีการแบ่งกลุ่มสลับหมุนเวียนกันเป็นเวรตักอาหารและเวรสวัสดิการที่มีหน้าที่ปูกระดาษ ซึ่งอาหารมื้อแรกของเรานั้นก็คือออออ กะเพราโปรตีนเกษตร ผัดผักน้ำมันหอยและแกงส้มปลากระป๋อง ซึ่งเมื่อทุกกลุ่มตักอาหารเสร็จก็จะมีการกล่าวคำคมและท่องบทพิจารณาอาหารก่อนรับประทานอาหาร และเมื่อกินข้าวเสร็จก็จะช่วยกันเก็บจานไปล้างและมาทำกิจกรรมกันต่อ ซึ่งกิจกรรมที่เราจะทำกันก็คืออออออ เขียนมือซ้าย เป็นกิจกกรมที่ให้เราเขียนหนังซื้อด้วยมือซ้าย เพื่อบ่งบอกถึงการทำกิจกรรมที่เราไม่ถนัด แล้วหลังจากนั้นก็จะเป็นสันทนาการมาร้อง เล่น เต้น รำ แล้วก็ชี้แจงเกี่ยวกับเกมฮันเตอร์ ก็คือว่าเขาจะมีการ์ดฮันเตอร์อยู่กี่ใบก็ไม่รู้อะที่จะแอบเอาไปให้คนในค่ายแล้วก็ใครถือไพ่ฮันเตอร์ไว้ตอนวันสุดท้ายที่มีการเฉลยกลุ่มนั้นก็จะโดนลงโทษ ซึ่งใครที่ได้ไพ่มาก็จะต้องแอบปล่อยแบบที่ต้องยื่นให้ต่อหน้าอะห้ามแอบเอาไปวาง แล้วก็ห้ามมีคนอื่นเห็นตอนที่ตัวเองเอาการ์ดให้คนอื่นด้วย แล้วก็จะมีการแจกไม้ไอติมสีต่าง ๆ แทนเป็นเงินจากการทำกิจกรรมต่าง ๆ กลุ่มไหนรวมแล้วได้เงินเยอะสุดวันจบค่ายก็จะมีของรางวัลมาแจก เมื่อชี้แจงทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยก็จะมีพี่เจ้าหน้าที่อุทยานมาชี้แจงให้ความรู้เกี่ยวกับอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ก่อนที่จะปล่อยให้เข้านอนประมาณ 3 ทุ่มได้

---------------------- วันแรกยังไม่ค่อยรู้จักใคร ซึ่งวันต่อไปก็ยังไม่รู้จักเหมือนเดิม ----------------------
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่