ทริปตามหาลมหนาว 7 อุทยานแห่งชาติจังหวัดน่าน ฉลอง 10 ขวบน้ององุ่น (เพื่อนและแก็งป้ายยา วันที่ 5)

เพี้ยนฮัลโหลเพี้ยนฮัลโหลเพี้ยนฮัลโหลเพี้ยนฮัลโหล
สวัสดีอีกแล้วววว เรากลับมาเล่าวันที่ 5 ของทริปกันต่อนะ
เพี้ยนหัวเราะเพี้ยนหัวเราะเพี้ยนหัวเราะเพี้ยนหัวเราะ
                เช้าวันที่ 1 ธันวาคม จริงๆยังไม่เช้าหรอก น่าจะตีสี่เกือบๆ ตีห้า แต่ดันปวดท้องและหนาวจนหลับต่อไม่ไหว ดูอุณหภูมิ 10 องศาและจะ 9 ก่อนฟ้าสาง แถมน้ำค้างจัดชนิดหยดลงกราวชีทดังแหมะๆเหมือนฝนหยดเลย ก็เลยต้องลุกขึ้นไปเข้าห้องน้ำแบบใจตื่นๆลุ้นว่าจะเจองูไหม จริงๆไม่ใช่คนกลัวงู แต่อย่าเจอกันดีกว่า เพราะเมื่อคืน พี่เอ็มปั่นประสาทไว้ว่า เมื่อวานเย็นแก่ไปเข้าห้องน้ำแล้วเจอคราบงูตัวเบ้อเร่อแถวขื่อห้องน้ำชาย แล้วไหนจะเจอชักโคกเย็นๆ ใครเคยนั่งชักโคกตอนอากาศเย็นๆมั่งน่าจะรู้ ยิ่งต้อนล้างน้ำนะโอ้ย...แทบหดเข้าไปถึงไส้ติ่ง จนแล้วจนรอดก็เข้าห้องน้ำจนเสร็จและเดินออกมาแบบหดยันไส้ติ่ง เดินกลับมาตรงบริเวณเต็นท์ ดูนาฬิกาตีห้ากว่าๆ จะหลับต่อก็หลับไม่ลง เลยนั่งเล่น เดินเล่นอยู่แถวบริเวณลานกางเต็นท์จนเกือบฟ้าสาง เพื่อนที่คุยกันจะตามมาเพื่อขึ้นบ้านห้วยโทนด้วยกัน โทรมาบอกว่ามาถึงแถวนครสวรรค์ใกล้ๆรอยต่อจะเข้าพิจิตรแล้วมีเหตุให้มาต่อไม่ได้ ขอยกเลิกทริปส่วนของเขาให้ผมขึ้นไปเลย เท่ากับว่าผมจะขึ้นคนเดียวกับน้ององุ่น ส่วนพวกพี่ๆเขาเอารถกระบะขึ้นไปกัน กับพี่พอลพี่นิดถ้าแก่ไม่อยากนอนที่ขุนน่านต่อ แกก็จะเอากระบะของแกขึ้นไปด้วยอีกคัน
                จากนั้นผมก็เลยเตรียมของเพื่อทำพิธีบูชายัญแสงแรกของวันของผมตามปกติแล้วก็ดื่มด่ำกับบรรยากาศของผมจนแดดเริ่มออกและพวกพี่ๆเริ่มทยอยตื่นกันมา 
                จากนั้นพวกเราก็ทำอาหารเช้าทานกันและตกลงกันว่าเดี๋ยวต่างคนทำกิจส่วนตัวเสร็จแล้วจะแยกย้ายไปตามแต่ล่ะคนแล้วค่อยไปเจอกันที่แถวๆหมู่บ้านสะปัน ก่อนขึ้นห้วยโทนช่วงบ่ายๆ ระหว่างทานข้าวเช้าและพูดคุยกันพี่เอ็มบอกผมว่าเดี๋ยวตอนไปเจอกันที่สนามกีฬาบ้านสะปันจะแนะนำให้ผมรู้จักใครคนหนึ่ง ที่อยู่ตรงนั้น และตอนนั้นเต้นหลังที่สี่ ที่เป็นสมาชิกใหม่มาถึงตอนค่ำๆเมื่อคืน ก็กำลังทำกิจประจำวันของพวกเขา ผมกับพี่เอ็มก็เลยเข้าไปทักทายสอบถามชวนคุยและทำการป้ายยาชวนน้องสองคนหนุ่มสาวคู่นี้ขึ้นบ้านห้วยโทนด้วยกัน ผมแหย่ทักชวน พี่เอ็มมาตบท้าย จนน้องสองคนนี้โดนป้ายยาจนหลงคารมผมกับพี่เอ็มจะตามขึ้นบ้านห้วยโทนด้วยอีกหนึ่งคัน ผมเลยได้สมาชิกขึ้นบ้านห้วยโทนเพิ่มอีกสองคน คือ น้องตั้มและน้องแนน จากที่คุยกันน้องสองคนนี้ก็อยู่ระหว่างทางล่องกลับกรุงเทพฯ หลังกลับบ้านที่พะเยา เลยตัดสิ้นใจตามพวกผมขึ้นห้วยโทนด้วย จากนั้นพวกเราก็เลยทานอาหารเช้าและเริ่มทยอยเก็บสัมภาระของใครของมัน และทำกิจส่วนตัวประจำวันและออกเดินทางไปตามทางของตัวเองและนัดเจอกันที่สนามกีฬาหมู่บ้านสะปัน ทางขึ้นหมู่บ้านห้วยโทน พวกเราทุกคนจึงแยกย้ายกันผมก็ออกจากที่อช.ดอยภูคาเป็นคนสุดท้าย
                ผมขี่น้ององุ่นมาตามทางเรื่อยๆว่าจะแวะเนิน 1715 ก็นึกได้ว่าวันนี้ลุงคนขายไอติมแกบอกว่าวันนี้แกไม่ได้มาขายแกหยุด ก็เลยขี่ผ่านไปไม่ได้แวะ เพราะพรุ่งนี้ก็ต้องผ่านมาทางนี้เหมือนเดิม ผมขี่มาจนถึงแถวตลาดบ่อเกลือพี่แขกโทรมาบอกว่าจอดรถซื้อของกันอยู่ตรงร้านค้าใต้ต้นไม้ใหญ่ข้างๆแยกบ้านบ่อหลวง นั้นก็คือร้านค้าร้านข้าวผมแวะซื้อแวะกินในช่วงวันสองวันที่ผ่านมานี้ ที่ผมวิ่งไปวิ่งมาอยู่แถวนี้ พวกพี่ๆกับน้องตั้มกับน้องแนนก็แวะที่นี่กันหมด ระหว่างที่ทุกคนสาระวนกับการซื้อข้าวของเสบียงเพื่อขึ้นไปแคมป์ปิ้งกันคืนนี้ ผมก็เดินไปหาพี่ผู้ชายคนขายของที่ร้านข้าวเพื่อเสนอหน้าทักทายกับแก พอไปถึงผมก็เจอแกกำลังคุยกับลูกค้าอยู่โต๊ะหนึ่ง จำนวน 5 คน นั่งคุยกับพี่เขา ผมก็ไปถึงก็อาศัยความหน้ามึนทักพี่ผู้ชายแล้วก็พูดคุยกับแก และทักทายกลุ่มลูกค้าที่ร้านของแกกลุ่มนั้นด้วย ระหว่างที่ผมซื้อของและเสบียงเพิ่มเติมเพื่อขึ้นไปปาร์ตี้เล็กๆบนบ้านห้วยโทนคืนนี้กับพี่ผู้ชายที่ร้านค้า ผมก็เลยลองป้ายยาอีกแล้วลองแหย่ชวนกลุ่มลูกค้าของพี่ผู้ชายที่ร้านขึ้นไปห้วยโทนด้วยกัน ซึ้งทางลูกค้ากลุ่มนั้นก็ออกอาการอยากขึ้นไปอยู่ด้วย ผมก็ยิ่งยุยงปลุกปั่น จนพี่ผู้ชายเจ้าของร้านก็แนะนำบอกให้ลูกค้ากลุ้มนี้ลองขึ้นไปดูก่อน ถ้าไม่ชอบค่อยขับลงมานอนข้างล่างก็ได้ สักแปปพี่เอ็มเดินมา ผมก็เลยเรียกแกมาช่วยกันป้ายยากลุ่มลูกค้ากลุ่มนี้ช่วยกัน จนผลสุดท้ายลูกค้ากลุ่มนี้คุยกันภายใน ยอมไปเก็บเต็นท์ยอมเสียเงินค่าที่กางเต็นท์ไว้แล้วขอขึ้นตามไปด้วย สรุปผมได้เพื่อนขึ้นไปห้วยโทนอีก 5 คน จากนั้นผมก็บอกทุกคนเดี๋ยวใครจะแวะเที่ยวในหมู่บ้านสะปั่นก่อนหรือจะแวะกินเที่ยวถ่ายรูปก็ตามสบาย แล้วไปเจอกันที่สนามกีฬาหมู่บ้านสะปันตรงทางขึ้นแล้วค่อยขึ้นพร้อมกัน โดยผมจะแวะไปหาพี่พอลกับพี่นิดก่อนที่อช.ขุนน่าน ว่าแกจะขึ้นไปด้วยกันกับผมไหม ตรงนี้ผมซื่อข้าวของและเสบียงหมดเงินไป 373 บาท จากนั้นทุกคนก็แยกย้ายมุ่งหน้าหมู่บ้านสะปันกัน ผมก็แวะไปหาพี่นิดกับพี่พอลที่อช.ขุนน่าน ระหว่างทางก็โทรหาแกแล้ว แต่ไม่รับ จนถึงอช.ขุนน่าน ถามจนท.ถึงพี่สองคนนี้ ก็บอกว่าออกไปแล้วเห็นบอกว่าจะเข้าไปในหมู่บ้านสะปัน ผมเลยขี่ตามเข้าไปในหมู่บ้าน และก็โทรติดต่อแกอีก จนไปเจอพี่ทั้งสองที่ร้านก๋วยเตี๋ยวที่ผมแวะกินเมื่อวานก่อนออกไปนอนที่อช.ดอยภูคา ก็เลยนั่งคุยกับพี่พอลกับพี่นิดปรากฏว่าแกหาที่กางเต็นท์ที่ในหมู่บ้านไม่ได้ เต็มหมดแกก็เลยจะตามขึ้นไปด้วย ผมก็เลยนั่งกินก๋วยเตี๋ยวที่ร้านอีกแปป (จริงๆซื้อข้าวกล่องมาจากร้านที่บ้านบ่อหลวงแล้วด้วย เอาไว้ขึ้นไปกินข้างบนห้วยโทนก็ได้) ตรงนี้ค่าก๋วยเตี๋ยว 50 บาท ก่อนจะไปรอเจอคนอื่นๆที่จุดนัดพบที่สนามกีฬาหมู่บ้านสะปันตรงทางขึ้นบ้านห้วยโทน
                พอมาถึงเจอพี่เอ็มกับพี่แดง รออยู่ก่อนแล้ว แกก็แนะนำให้ผมรู้จักชายร่างใหญ่มีหนวด มีเครา ท่าทางใจดีคนหนึ่ง นั้นก็คือ พี่อันดา ตัวพี่อันดาเองก็อาศัยอยู่ในเต็นท์ที่สนามกีฬาหมู่บ้านสะปัน ถึงวันที่ผมรู้จักแกก็อยู่ที่นี่มาเดือนเศษๆแล้ว โดยอาศัยขายกาแฟ ขายของที่ระลึกที่ตลาดคนเดินที่นั้น ระหว่างที่ผมนั่งคุยกับแก แกก็จัดการดริปกาแฟให้ผม พี่เอ็ม พี่แดง และของตัวแกเองให้ผมดื่มด้วย จากนั้นเราก็คุยกันอยู่อีกพักใหญ่ ก็เลยคุยกับพี่เอ็ม ว่าเห็นคนอื่นๆบ้างไหม เพราะนี้ก็บ่ายพอสมควรที่จะเริ่มขึ้นไปห้วยโทนกันได้แล้ว แกก็บอกยังไม่เห็นคนอื่น เห็นแต่รถกระบะของกลุ่มลูกค้า 5 คนล่าสุดที่โดนผมป้ายยาขับขึ้นไปก่อน พี่แขกผมโทรหา แกบอกว่าแกล่วงหน้าขึ้นมาก่อนแล้ว ระหว่างนั่งอยู่ตรงนั้นพี่พอลกับพี่นิด ก็ขับผ่านหน้าสนามกีฬาขึ้นไปพอดี เท่ากับเหลือน้องตั้มกับน้องแนนที่ยังไม่เห็น ผมเลยโทรหาทั้งคู่ไม่มีสัญญาณ เลยติดต่อพี่แขกอีกครั้งว่าติดต่อน้องสองคนนี้ได้ไหม ปรากฏว่าพี่แขกบอกว่า น้องสองคนนี้ขับนำหน้าแกขึ้นไปห้วยโทนกันกับแกแล้ว เท่ากับตอนนี้เหลือผมกับพี่เอ็มพี่แดงที่ยังอยู่ข้างล่าง จึงชวนพี่อันดา แกก็อยากขึ้นไปแต่วันนี้แกไม่สะดวก ผมกับพี่เอ็มพี่แดงก็เลยคุยกับแกอีกซักครู่แล้วขอตัวขึ้นห้วยโทนตามคนอื่นๆขึ้นไป ผมก็ขี่น้ององุ่นนำพี่เอ็มไป เพราะแกให้นำไป แกบอกถ้าให้ผมตามกว่าจะถึงข้างบน ผมแดงทั้งตัวแน่ๆ เพราะทางขึ้นห้วยโทนยังเป็นลูกรังอยู่ และชันมากมากพอสมควรเป็นบางช่วง แต่ก็มีการเทปูนเป็นถนนแม้วให้เป็นช่วงๆ (ถนนแม้วคือการเทปูนเป็นทางพอสำหรับล่องล้อรถยนต์สองฝั่งล้อ) สาเหตุที่ผมต้องการขึ้นบ้านห้วยโทนเพราะช่วงก่อนหน้านี้ผมมีโอกาสมาที่สะปันกับเพื่อนๆแล้วรอบหนึ่งได้ขึ้นไปบนห้วยโทนแล้ว รอบหนึ่งแต่ช่วงนั้นเป็นฤดูฝนลานกางเต็นท์ยังไม่เปิดให้บริการ โรงคั่วกาแฟก็ไม่ได้ทำการ รอบนี้จึงตั้งใจมา แต่ใครคิดจะขึ้นห้วยโทนถ้าเป็นฤดูฝนแนะนำต้องเป็นขับสี่เท่านั้นนะเพื่อความปลอดภัย แต่ปกติกระบะยกสูงธรรมดาก็ขึ้นได้
                ระหว่างทางขึ้นก็อีกนั้นแหละ ผมก็แวะถ่ายรูปไปเรื่อย และไปเจอพี่พอลกับพี่นิดระหว่างทางก็แซงแกขึ้นไปก่อน จนผมขึ้นไปถึงข้างบน กลุ่มลูกค้า 5 คน พี่โก้กับพี่แขก น้องตั้มกับน้องแนน ขึ้นมาถึงกันก่อนแล้ว ก็กำลังหามุมหาจุดกางเต็นท์กัน ผมก็เลยหาที่จอดรถพอจอดได้ที่ก็เดินสำรวจหาที่นอนของผมสำหรับคืนนี้ ซักครู่พี่เอ็มกับพี่แดงก็ตามมาถึง เพราะแกก็แซงพี่พอลกับพี่นิดมาก่อนเหมือนกัน พอได้ที่เหมาะที่พวกเราจะปาร์ตี้แคมป์ไฟคืนนี้ ต่างคนก็ช่วยกันจัดแจง เตรียมที่นอนและสถานที่กัน จากนั้นก็เริ่มลงมือทำอาหารและเมนูวันนี้ ซักครู่ พี่พอลกับพี่นิดก็ตามมาถึง แกก็หามุมกางเต็นท์ของแก ระหว่างที่ผมเดินไปช่วยพี่พอลกับพี่นิดจัดแจงที่จะกางเต็นท์ มีกลุ่มเด็กวัยรุ่นอีกกลุ่มหนึ่งขี่มอเตอร์ไซกันขึ้นมาประมาณ เจ็ดแปดคน ก็เลยแบ่งพื้นที่ จัดแจงสถานที่กัน จากนั้นพวกเราก็เริ่มปาร์ตี้กัน สำหรับ ค่ากางเต็นท์ที่ลานกางเต็นท์ที่ห้วยโทน ราคาหลังล่ะ 200 บาท/เต็นท์ ถ้าเช่าเต็นท์พร้อมเครื่องนอน 300 บาท/เต็นท์ 
               คืนนี้เราปาร์ตี้กันจนดึกพอสมควรก่อนแยกย้ายกันไปนอน ผมเลือกการนอนคืนนี้ด้วยการผูกเปลระหว่างท้ายกระบะรถของพี่โก้พี่แขก กับรถน้องตั้มน้องแนน และคืนนี้ผมก็ขอเข้าเปลนอนก่อนล่ะไม่ไหวแล้วดึกแล้ว เพราะพรุ่งนี้เช้าผมจะต้องเดินขึ้นไปทำพิธีบูชายัญบนจุดชมวิวข้างบนให้ได้ ตั้งใจไว้ตั้งแต่ตอนขึ้นมาแล้ว สวัสดีทุกคนครับ.....

สรุปค่าใช้จ่ายวันที่ 1 
ค่าอาหารทั้งหมด 423 บาท
ค่าน้ำมัน - บาท
ค่าธรรมเนียมเข้าพักลานกางเต็นท์บ้านห้วยโทน – บาท (ผมผูกเปลนอนระหว่างรถ จนท.ดูแลเลยไม่ได้เก็บค่าธรรมเนียม)
รวม 423 บาท ระยะทาง 39 กม.
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่