ผมกับเมีย เป็นแฟนกันและมาแต่งงานจนทุกวันนี้
25 ปีแล้ว อายุ 45 มีลูกด้วยกัน 3 คน คนโต 15 คนเล็ก 8 ผู้หญิงทุกคน
เริ่มเรื่องคือผมแต่งงานแล้วมาอยู่บ้านเค้า บ้านเค้าจะมีผู้หญิงเป็นส่วนใหญ่ บ้านผมมีแม่คนเดียวที่เป็นผู้หญิง พี่ผมน้องผมเป็นผู้ชายหมด
เริ่มแรกเป็นแฟนกัน แต่ผมทำงานที่บ้านเพราะมีกิจการ แต่เงินเดือนไม่มีนะครับ จึงทำให้ผมไม่ได้มีเงินเยอะอะไรขนาดนั้น และก็ไปทำงานเป็นเซลล์ของสินค้าโดยลูกค้าคือห้างสรรพสินค้ากลุ่ม Modern trade
พอได้เริ่มทำงานเค้าก็ให้ไปอยู่เป็นเพื่อนเค้าเพราะเค้าอยู่คนเดียว คือเป็นบ้านที่เพิ่งซื้อใหม่
ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นการอยู่ด้วยกัน อยู่กับเค้าเราก็เหมือนเป็นลูกของแม่เค้า ซึ่งเราก็ไม่ได้เติบโตมาแบบนี้ ทำให้ขัดใจและรู้สึกอึดอัดที่อยู่แต่เราก็ทนอยู่จนกระทั่งแต่งงาน
พอแต่งงานเราต้องย้ายมาอยู่อีกบ้านเป็นบ้านที่รวมญาติเลยที่นี่ เพราะแฟนต้องการเอาบ้านที่ซื้อปล่อยให้เค้าเช่า เราก็ตามใจเค้าและก็เริ่มมีปัญหาเบาๆ เริ่มจากซื้อรถเราไม่มีเงินเลยไปซื้อรถมือสอง ใช้ได้ปีกว่าผ่อนไปปีกว่าๆ ก็โดนว่าจะซื้อทำไม ซื้อมาก็ซ่อมเยอะไม่คุ้ม เลยไปออกป้ายแดงมาให้ผม ซึ่งผมดีใจไหมก็ดีใจ แต่บัตร atm เงินเดือน เค้าต้องเป็นคนถือ
ผมยังไงก็ได้ เงินเดือนเมื่อปี 45-46 ผมเงินเดือน 30000 กว่าๆ รวมค่าน้ำมัน แต่ผมใช้ได้แค่เดือนละ 6000 บาท ค่ารถงวดละ 9000
ผมก็ถือว่าเมียเก็บโดยที่ผมไม่เคยส่งให้พ่อแม่ผมเลย
จนกระทั่งมีลูกคนแรก หาคนเลี้ยงไม่ได้เลยไปจ้างญาติเลี้ยงเด็กละ 4000 ด้วยความที่เราโตมาจากเค้าเราเลยมั่นใจ เพราะครอบครัวผมรุ่นผมจะเยอะพี่น้องแม่จะช่วยกันเลี้ยง ซึ่งครอบครัวผมเลี้ยงเด็กได้ถนัดกว่าครอบครัวเค้า แต่แฟนผมไม่ชอบเพราะไม่ถูกใจ เลยมีปัญหา แม่แฟนก็หนุนว่าเลี้ยงอย่างนี้เค้าเลี้ยงเองก็ได้ ก็เลยให้เค้าเลี้ยงครับ สรุปเลี้ยงได้ 2-3 เดือน และเลี้ยงแบบปล่อยๆ อยากทำอะไรก็ทำ โดยไม่สอน ไม่ดูแล กลับมาถึงบ้านทีไร ลูกมอมทุกที ผ้าอ้อมผืนเดียวทั้งวัน
จนผมเลี้ยงขอไปให้แม่ผมเลี้ยงซึ่งแม่ผมเลี้ยงขอค่าเลี้ยง 4000 เรื่องเกิดอีก เพราะคำพูดที่ว่าแม่ยายเลี้ยงยังไม่เห็นได้เงินเลย ผมก็เลยบอกงั้นก็ให้แม่ยายเลี้ยงสิ ทำไมเค้าไม่เลี้ยง
ซึ่งที่ผมให้เพราะต้องการหาเหตุให้เงินแม่ผมด้วย
ถามว่าเยอะไหม ไม่เยอะ แต่แฟนผมให้เงินเดือนแม่เค้าเดือนละ 5000 แฟนผมเงินเดือนเยอะกว่าผมด้วย
พอแม่ผมเลี้ยงก็มีปัญหาอีก อย่างนู่นอย่างนั่น
จนสรุปสุดท้ายแม่ผมรำคาญใจ จึงไปให้เพื่อนเค้าที่เลี้ยงน้องผมตอนเด็กๆ เป็นคนเลี้ยงให้
ค่าจ้าง 4000 เลี้ยง โดยเคสนี้ผ่านไปด้วยดี
ผมเลยตีตัดสินใจย้ายกลับไปอยู่ที่บ้านตัวเอง
ย้ายไปได้ 3เดือนไม่เกิน เค้าก็ย้ายตามมา
อยู่กับก็มีปัญหากับแม่ผม ซึ่งผมเป็นคนกลางต้องคอยห้ามศึก จนปวดหัวมากผมเลยให้เค้ากลับไปอยู่บ้าน แต่เค้าก็ไม่กลับโดยบอกว่ากลับมาจะอยู่แต่บนห้อง โอเค ก็ผ่านไปอีกปีครึ่ง ผมเริ่มทำธุรกิจตัวเอง โดยทำงานประจำไปด้วย ซึ่งต้องนอนดึก โดยการเช่าบ้านใกล้ทำงาน ทำไปได้สัก 1 ปี ท้องคนที 2 และเมื่อคลอดเสร็จเค้าก็บอกคิดถึงแม่ยาย อยากกลับมาอยู่กับแม่เค้า
ผมก็ตามใจกลับก็กลับ แต่ปัญหาคือ ธุรกิจที่เริ่มเข้าที่ล่ะ เค้าไปคุยกับแม่ยาย แม่ยายยอมปันที่ให้
นี่คือจุดเริ่มของลูกผู้ชายที่ศักดิ์ศรีกำลังหมดไป
ผมเริ่มธุรกิจมาเรื่อยๆเริ่มโตขึ้นเลยๆ จนลาออกจากงานประจำมาทำของตัวเอง
และเปิดเป็นบริษัท
เริ่มมีเงิน เริ่มมีอะไรหลายๆอย่าง
อยากไปสิงคโปร์ ไป
อยากไปฮ่องกงไป
อยากได้รถ ซื้อ
แต่ ผมไม่มีเงินเก็บ อันนี้ด้วยความประมาท ผมเองไม่เก็บ ไม่ออม เพราะมั่นใจว่าเงินหาได้ง่าย
ยอดปีละ 40M หักแล้วกำไรปีละ 15%
ใช้จ่ายแบบสุรุ่ย สุร่ายมาก อยากไปหาดใหญ่ ภูเก็ต คิดปุ้บ พรุ่งนี้เช้าไปปั้บ
จนเริ่มมีสัญญาณทางเศรษฐกิจมาตั้งแต่กลางปี 62 หลังกลับจากญี่ปุ่นช่วงสงกรานต์ ยอดขายเริ่มตก จนเหลือเงินในตัวแค่ 1ล้านกว่าบาท และขณะนั้นก็กำลังรีโนเวทโรงงานใหม่ ช่วงต้นปี 63
ที่นี้ความบรรลัยเริ่มมาเพราะ โควิด19
ล็อกดาวน์ ประเทศ มีนาคม ธุรกิจพังเลยครับ
จนต้องเซ้งโรงงานออกไปเพราะเราแบกไม่ไหวแล้ว ค่าแรง ค่าเช่า ค่าช่าง หมดตัวครับ พร้อมหนี้อีก 2 ล้านกว่า
ผมไม่ได้ทำอะไรเลย ไม่มีเงินเข้า แต่ละเดือนหาของมาขาย ซื้อมา ขายไป กำไรหมื่ินกว่าบาทเลี้ยงตัวเองโดยไม่ได้ขอเงินเค้าเลยสักบาท แต่เค้าก็มีให้บ้าง แต่ไม่ถึง 5 พัน
ที่นี้ค่าใช้จ่ายทั้งหมดแฟนผมต้องรับผิดชอบแล้ว
ซึ่งเงินเดือนแฟนผม 6 หลักแต่ ค่าใช้จ่ายมันเยอะกว่า อ้อโรงงานใหม่ที่ต้องเซ้งมาจากความคิดเค้าด้วย ทุกวันนี้ยังเสียดายอยู่
และก็เริ่มมีปัญหากัน ทะเลาะกัน ซึ่งผมจะเป็นคนนิ่งๆไม่อยากพูดให้บานปลาย เค้าก็โมโหเพราะจ่ายไม่พอ
ผมจึงคิดใหม่ ทำใหม่ เปลี่ยนแบบงานใหม่
โดยเริ่มจากต่องตั้งโรงงานใหม่ เล็กๆ ขึ้นมาก่อนโดยคิดตั้งแต่เดือน 7 จนได้เปิดเมื่อเดือน 12 เปิดปุ้บ เจอระบาดรอบ 2 กำจริงๆ
ตอนเปิดผมไม่มีเงินเลยในตัว จึงให้น้องผมกู้ มาให้จากสถาบันการเงิน ได้มา 35000 ซึ่งเอาไปจ่ายค่าเช่า ค่าล่วงหน้าก็หมดแล้ว
ไฮไลท์คืออันนี้ ผมเลยไปคุยกับน้องเมียซึ่งเค้าทำงานประจำอยู่แต่เค้ามีบัตรกดเงินสด ซึ่งกดได้ 75000 โดยเจรจาขอยืมเงินในบัตรและเรารับผิดชอบทั้งหมด ซึ่งน้องเค้าก็โอเค เราขอว่าอย่าบอกแฟนนะขี้เกียจทะเลาะ ใช่ครับเค้าไม่บอกพี่สาวเค้า แต่บอกแม่เค้า งานเข้าสิครับ เละ
ทะเลาะกัน ถามหาแต่ค่าใช้จ่ายเราก็อธิบายไปว่าที่ทำอย่างนี้เพราะอะไร และเราก็จะรับผิดชอบเอง
ก็เลยเจอคำพูดที่ว่า ถ้าคิดว่าจ่ายได้ทำไม ไม่มาช่วยจ่ายค่าใช้จ่ายในบ้าน เจอคำถามนี้ งงครับ
แล้วถ้าผมไม่มีเงินลงทุน จะหาที่ไหนมาจ่ายวะ
โดยที่เค้ามองว่าผมมาอาศัยอยู่บ้านเค้า ค่าน้ำ ค่าไฟ ไม่เสีย ค่าข้าวไม่ต้องหาเพราะแม่เค้าหา
(เคยหาเองครับ แต่แม่ยายก็ซื้อของสดมาตุนไว้และต้องกินก่อนเดี๋ยวเน่า)
แล้วบอกว่าถ้าทำตัวเป็นภาระครอบครัว เลิกกันดีกว่า
ผมอดทนเพราะลูก 3 คน
เลยมีคำถามว่า
1.ผมผิดมากใช่ไหมในการเอาเงินจากบัตรกดเงินสดน้องเค้ามา
2.ผมจะอดทนเพื่อลูกต่อไปดีไหม
3.ถ้าจะต้องเลิก ลูกผมผมจะจัดการได้ยังไง
ทำไงดีครับ
25 ปีแล้ว อายุ 45 มีลูกด้วยกัน 3 คน คนโต 15 คนเล็ก 8 ผู้หญิงทุกคน
เริ่มเรื่องคือผมแต่งงานแล้วมาอยู่บ้านเค้า บ้านเค้าจะมีผู้หญิงเป็นส่วนใหญ่ บ้านผมมีแม่คนเดียวที่เป็นผู้หญิง พี่ผมน้องผมเป็นผู้ชายหมด
เริ่มแรกเป็นแฟนกัน แต่ผมทำงานที่บ้านเพราะมีกิจการ แต่เงินเดือนไม่มีนะครับ จึงทำให้ผมไม่ได้มีเงินเยอะอะไรขนาดนั้น และก็ไปทำงานเป็นเซลล์ของสินค้าโดยลูกค้าคือห้างสรรพสินค้ากลุ่ม Modern trade
พอได้เริ่มทำงานเค้าก็ให้ไปอยู่เป็นเพื่อนเค้าเพราะเค้าอยู่คนเดียว คือเป็นบ้านที่เพิ่งซื้อใหม่
ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นการอยู่ด้วยกัน อยู่กับเค้าเราก็เหมือนเป็นลูกของแม่เค้า ซึ่งเราก็ไม่ได้เติบโตมาแบบนี้ ทำให้ขัดใจและรู้สึกอึดอัดที่อยู่แต่เราก็ทนอยู่จนกระทั่งแต่งงาน
พอแต่งงานเราต้องย้ายมาอยู่อีกบ้านเป็นบ้านที่รวมญาติเลยที่นี่ เพราะแฟนต้องการเอาบ้านที่ซื้อปล่อยให้เค้าเช่า เราก็ตามใจเค้าและก็เริ่มมีปัญหาเบาๆ เริ่มจากซื้อรถเราไม่มีเงินเลยไปซื้อรถมือสอง ใช้ได้ปีกว่าผ่อนไปปีกว่าๆ ก็โดนว่าจะซื้อทำไม ซื้อมาก็ซ่อมเยอะไม่คุ้ม เลยไปออกป้ายแดงมาให้ผม ซึ่งผมดีใจไหมก็ดีใจ แต่บัตร atm เงินเดือน เค้าต้องเป็นคนถือ
ผมยังไงก็ได้ เงินเดือนเมื่อปี 45-46 ผมเงินเดือน 30000 กว่าๆ รวมค่าน้ำมัน แต่ผมใช้ได้แค่เดือนละ 6000 บาท ค่ารถงวดละ 9000
ผมก็ถือว่าเมียเก็บโดยที่ผมไม่เคยส่งให้พ่อแม่ผมเลย
จนกระทั่งมีลูกคนแรก หาคนเลี้ยงไม่ได้เลยไปจ้างญาติเลี้ยงเด็กละ 4000 ด้วยความที่เราโตมาจากเค้าเราเลยมั่นใจ เพราะครอบครัวผมรุ่นผมจะเยอะพี่น้องแม่จะช่วยกันเลี้ยง ซึ่งครอบครัวผมเลี้ยงเด็กได้ถนัดกว่าครอบครัวเค้า แต่แฟนผมไม่ชอบเพราะไม่ถูกใจ เลยมีปัญหา แม่แฟนก็หนุนว่าเลี้ยงอย่างนี้เค้าเลี้ยงเองก็ได้ ก็เลยให้เค้าเลี้ยงครับ สรุปเลี้ยงได้ 2-3 เดือน และเลี้ยงแบบปล่อยๆ อยากทำอะไรก็ทำ โดยไม่สอน ไม่ดูแล กลับมาถึงบ้านทีไร ลูกมอมทุกที ผ้าอ้อมผืนเดียวทั้งวัน
จนผมเลี้ยงขอไปให้แม่ผมเลี้ยงซึ่งแม่ผมเลี้ยงขอค่าเลี้ยง 4000 เรื่องเกิดอีก เพราะคำพูดที่ว่าแม่ยายเลี้ยงยังไม่เห็นได้เงินเลย ผมก็เลยบอกงั้นก็ให้แม่ยายเลี้ยงสิ ทำไมเค้าไม่เลี้ยง
ซึ่งที่ผมให้เพราะต้องการหาเหตุให้เงินแม่ผมด้วย
ถามว่าเยอะไหม ไม่เยอะ แต่แฟนผมให้เงินเดือนแม่เค้าเดือนละ 5000 แฟนผมเงินเดือนเยอะกว่าผมด้วย
พอแม่ผมเลี้ยงก็มีปัญหาอีก อย่างนู่นอย่างนั่น
จนสรุปสุดท้ายแม่ผมรำคาญใจ จึงไปให้เพื่อนเค้าที่เลี้ยงน้องผมตอนเด็กๆ เป็นคนเลี้ยงให้
ค่าจ้าง 4000 เลี้ยง โดยเคสนี้ผ่านไปด้วยดี
ผมเลยตีตัดสินใจย้ายกลับไปอยู่ที่บ้านตัวเอง
ย้ายไปได้ 3เดือนไม่เกิน เค้าก็ย้ายตามมา
อยู่กับก็มีปัญหากับแม่ผม ซึ่งผมเป็นคนกลางต้องคอยห้ามศึก จนปวดหัวมากผมเลยให้เค้ากลับไปอยู่บ้าน แต่เค้าก็ไม่กลับโดยบอกว่ากลับมาจะอยู่แต่บนห้อง โอเค ก็ผ่านไปอีกปีครึ่ง ผมเริ่มทำธุรกิจตัวเอง โดยทำงานประจำไปด้วย ซึ่งต้องนอนดึก โดยการเช่าบ้านใกล้ทำงาน ทำไปได้สัก 1 ปี ท้องคนที 2 และเมื่อคลอดเสร็จเค้าก็บอกคิดถึงแม่ยาย อยากกลับมาอยู่กับแม่เค้า
ผมก็ตามใจกลับก็กลับ แต่ปัญหาคือ ธุรกิจที่เริ่มเข้าที่ล่ะ เค้าไปคุยกับแม่ยาย แม่ยายยอมปันที่ให้
นี่คือจุดเริ่มของลูกผู้ชายที่ศักดิ์ศรีกำลังหมดไป
ผมเริ่มธุรกิจมาเรื่อยๆเริ่มโตขึ้นเลยๆ จนลาออกจากงานประจำมาทำของตัวเอง
และเปิดเป็นบริษัท
เริ่มมีเงิน เริ่มมีอะไรหลายๆอย่าง
อยากไปสิงคโปร์ ไป
อยากไปฮ่องกงไป
อยากได้รถ ซื้อ
แต่ ผมไม่มีเงินเก็บ อันนี้ด้วยความประมาท ผมเองไม่เก็บ ไม่ออม เพราะมั่นใจว่าเงินหาได้ง่าย
ยอดปีละ 40M หักแล้วกำไรปีละ 15%
ใช้จ่ายแบบสุรุ่ย สุร่ายมาก อยากไปหาดใหญ่ ภูเก็ต คิดปุ้บ พรุ่งนี้เช้าไปปั้บ
จนเริ่มมีสัญญาณทางเศรษฐกิจมาตั้งแต่กลางปี 62 หลังกลับจากญี่ปุ่นช่วงสงกรานต์ ยอดขายเริ่มตก จนเหลือเงินในตัวแค่ 1ล้านกว่าบาท และขณะนั้นก็กำลังรีโนเวทโรงงานใหม่ ช่วงต้นปี 63
ที่นี้ความบรรลัยเริ่มมาเพราะ โควิด19
ล็อกดาวน์ ประเทศ มีนาคม ธุรกิจพังเลยครับ
จนต้องเซ้งโรงงานออกไปเพราะเราแบกไม่ไหวแล้ว ค่าแรง ค่าเช่า ค่าช่าง หมดตัวครับ พร้อมหนี้อีก 2 ล้านกว่า
ผมไม่ได้ทำอะไรเลย ไม่มีเงินเข้า แต่ละเดือนหาของมาขาย ซื้อมา ขายไป กำไรหมื่ินกว่าบาทเลี้ยงตัวเองโดยไม่ได้ขอเงินเค้าเลยสักบาท แต่เค้าก็มีให้บ้าง แต่ไม่ถึง 5 พัน
ที่นี้ค่าใช้จ่ายทั้งหมดแฟนผมต้องรับผิดชอบแล้ว
ซึ่งเงินเดือนแฟนผม 6 หลักแต่ ค่าใช้จ่ายมันเยอะกว่า อ้อโรงงานใหม่ที่ต้องเซ้งมาจากความคิดเค้าด้วย ทุกวันนี้ยังเสียดายอยู่
และก็เริ่มมีปัญหากัน ทะเลาะกัน ซึ่งผมจะเป็นคนนิ่งๆไม่อยากพูดให้บานปลาย เค้าก็โมโหเพราะจ่ายไม่พอ
ผมจึงคิดใหม่ ทำใหม่ เปลี่ยนแบบงานใหม่
โดยเริ่มจากต่องตั้งโรงงานใหม่ เล็กๆ ขึ้นมาก่อนโดยคิดตั้งแต่เดือน 7 จนได้เปิดเมื่อเดือน 12 เปิดปุ้บ เจอระบาดรอบ 2 กำจริงๆ
ตอนเปิดผมไม่มีเงินเลยในตัว จึงให้น้องผมกู้ มาให้จากสถาบันการเงิน ได้มา 35000 ซึ่งเอาไปจ่ายค่าเช่า ค่าล่วงหน้าก็หมดแล้ว
ไฮไลท์คืออันนี้ ผมเลยไปคุยกับน้องเมียซึ่งเค้าทำงานประจำอยู่แต่เค้ามีบัตรกดเงินสด ซึ่งกดได้ 75000 โดยเจรจาขอยืมเงินในบัตรและเรารับผิดชอบทั้งหมด ซึ่งน้องเค้าก็โอเค เราขอว่าอย่าบอกแฟนนะขี้เกียจทะเลาะ ใช่ครับเค้าไม่บอกพี่สาวเค้า แต่บอกแม่เค้า งานเข้าสิครับ เละ
ทะเลาะกัน ถามหาแต่ค่าใช้จ่ายเราก็อธิบายไปว่าที่ทำอย่างนี้เพราะอะไร และเราก็จะรับผิดชอบเอง
ก็เลยเจอคำพูดที่ว่า ถ้าคิดว่าจ่ายได้ทำไม ไม่มาช่วยจ่ายค่าใช้จ่ายในบ้าน เจอคำถามนี้ งงครับ
แล้วถ้าผมไม่มีเงินลงทุน จะหาที่ไหนมาจ่ายวะ
โดยที่เค้ามองว่าผมมาอาศัยอยู่บ้านเค้า ค่าน้ำ ค่าไฟ ไม่เสีย ค่าข้าวไม่ต้องหาเพราะแม่เค้าหา
(เคยหาเองครับ แต่แม่ยายก็ซื้อของสดมาตุนไว้และต้องกินก่อนเดี๋ยวเน่า)
แล้วบอกว่าถ้าทำตัวเป็นภาระครอบครัว เลิกกันดีกว่า
ผมอดทนเพราะลูก 3 คน
เลยมีคำถามว่า
1.ผมผิดมากใช่ไหมในการเอาเงินจากบัตรกดเงินสดน้องเค้ามา
2.ผมจะอดทนเพื่อลูกต่อไปดีไหม
3.ถ้าจะต้องเลิก ลูกผมผมจะจัดการได้ยังไง