3 ปี หลังเรียนจบ 1เคว้งคว้าง 2เดินทาง 3ตามหาตัวตน



เคว้งคว้าง
.
“ถ้าเป็นอย่างนี้  ผมออกไปอยู่ข้างนอกบ้านดีกว่าครับ”
ผมบอกกับแม่ในวันที่กำลังฝึกงาน ช่วงชั้นปีสุดท้ายก่อนจบปริญญาตรี เหลือเวลาอีกไม่กี่เดือนผมกำลังจะเรียนจบแล้ว แต่ดันมาเจอเหตุการณ์ไม่คาดฝันเสียได้
.
“จะไปอยู่ข้างนอกให้มันลำบากทำไม บ้านเราก็มี”
แม่บอกผมด้วยความเป็นห่วง แต่ผมอยู่ไม่ได้หรอก หลังจากแม่ผมถูกไล่ออกจากบริษัทเอกชน ที่ทุ่มเท แรงกาย แรงใจทำงานมา 25 ปี พอหมดค่ามันก็ไล่แม่ผมออก แถมไม่ได้เงินชดเชยแม้แต่สลึงเดียว
.
“แม่ไม่อยู่แล้ว ผมก็ไม่รู้จะอยู่บ้านไปทำไม”
หลังจากแม่ถูกไล่ออก บ้านเหมือนสั่นสะเทือนไปทั้งหลัง แม่คือศูนย์รวมจิตใจ เมื่อเสาหลักล้ม ทุกสิ่งอย่างก็เหมือนจะพังทลายตรงหน้า 
.
“แม่ขอกลับไปอยู่บ้านนอกนะ แม่เหนื่อยเต็มทีแล้ว”
เมื่อแม่ไม่อยู่ อะไรๆ ก็เปลี่ยนไป ที่เคยเย็นกลับร้อน ที่เคยเงียบกลับดัง คนแปลกหน้าแวะเวียนกันเข้ามาในบ้านผม ทำอย่างกับเป็นพื้นที่สาธารณะ บ้านควรเป็นสถานที่ส่วนตัว ในช่วงเวลาที่เหนื่อยล้าจากการเรียน แต่เมื่อแม่ไม่อยู่ บ้านหลังเดิมที่ผมเคยอาศัยอยู่มา 20 ปีก็เปลี่ยนไปตลอดกาล ผมอดทนนอนไม่หลับอยู่หลายเดือน จนสุดท้ายผมเลือกจะไม่ทน และเดินออกมา
.
“กูขอรบกวน 2-3 เดือนแล้วกัน ไว้กูได้งานทำเมื่อไหร่จะย้ายออก”
ผมระเหเร่ร่อนออกมา เมื่อสองเท้าได้ยืนหยัดก้าวขา ออกจากบ้านหลังนั้นแล้ว ผมก็ไม่คิดจะหันหลังกลับไปหามันอีก อาศัยบ้านเพื่อนเป็นที่ซุกหัวนอน โดยที่ของทั้งหมดยังอยู่ที่บ้าน กิจวัตรประจำวันซ้ำวนเวียนอยู่อย่างนี้ 4 เดือน ตื่นเช้าจากบ้านเพื่อนตั้งแต่ตีห้า ขับมอเตอร์ไซต์กลับบ้านมาอาบน้ำแต่งตัวไปฝึกงาน เลิกงานห้าโมงกลับบ้านอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เพื่อไปขอบ้านเพื่อนนอน
.
.
ในช่วงเวลานั้นจำได้ดีว่ามีเงินเหลือติดตัวอยู่ 3000 บาท เป็นเงินก้อนสุดท้ายของชีวิต ผมเหลือเวลาฝึกงานอีก 1 เดือน  อย่าว่าแต่หางานทำตามแพสชั่นเลย วินาทีนั้นงานอะไรที่เข้ามา มีเงินเดือนผมต้องรับไว้ทำหมด มันคือความเหลื่อมล้ำทางความฝันไหมเหตุการณ์เช่นนี้ ที่ไม่สามารถมีตัวเลือกในชีวิตได้มากนัก หาทางเพื่ออยู่รอด มิใช่เพื่อความฝัน ในช่วงวิกฤตชีวิต ความฝันดูเป็นสิ่งฟุ้มเฟือย ไร้ค่าไร้ราคา
.
“บริษัทตกลงรับคุณเข้าทำงาน แต่มีข้อแม้ว่าคุณต้องมาเริ่มทำงานกับเราตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย 2561”
ไม่มีเหตุผลกลใดให้ผมตอบปฏิเสธ ในความโชคร้ายเรามักพบความโชคดีซุกซ่อนตัวอยู่เสมอ ผมจบฝึกงาน 31 มีนาคม ได้งานทำ 1 เมษายน จะว่าโชคดีก็ไม่ผิดนัก แต่เหมือนกับว่าเวลาชีวิตแทบไม่เหลือที่ให้ผมได้พักหายใจหายคอเลย
.
.
งานแรกที่ผมได้ทำนั้นเป็นงานเกี่ยวกับทรัพยากรบุคคล เมื่อได้เริ่มทำงาน ก็พอได้ลืมตาอ้าปากอีกครั้ง และเพราะมีบทเรียน มันจึงเป็นครูสอนอย่างดีว่า ชีวิตจริงหลังเรียนจบไม่ง่ายอย่างที่คิดไว้ ระหว่างนั้นผมตะเวนหาหอพักอาศัย ขับรถเทียวไป เทียวมาอยู่หลาย 10 แห่ง จนสุดท้ายมาได้หอพักเล็กๆ ไม่ห่างไกลจากบ้าน เป็นสถานที่ตั้งหลักใหม่
.
เสือผืน หมอนใบ
.
เข้าใจคำนี้ก็วันที่ย้ายเข้ามาอยู่หอวันแรก เหมือนชีวิตต้องเริ่มต้นนับ 1 ใหม่อีกครั้ง แต่มันเป็นความลำบากที่สบายใจดี รับรู้ถึงอิสรภาพที่มากขึ้น อยากไปไหนไป อยากกินอะไรกิน อยากนอนตอนไหนนอน อิสรภาพที่แลกมาด้วยความรับผิดชอบในการดูแลตัวเอง รสชาติมันหวานอมขมกลืนดี
เริ่มตั้งหลักในเรื่องต่างๆ ได้ทีละน้อย ตั้งใจทำงานจนผ่านโปร วางแผนการเงินทุกเดือนเพื่อให้พอค่าใช้จ่าย และมีเก็บออม และไม่ลืมกันเงินส่วนหนึ่งไว้ เพราะเหมือนมีความรู้สึกบางอย่างว่าเราจะต้องได้ใช้มันในวันข้างหน้า ห้องจากเสื่อผืน หมอนใบ เริ่มมีสิ่งอำนวยความสะดวกเข้ามาเติมเต็มเรื่อยๆ ตามกำลังทรัพย์ที่จ่ายไหว 
.
.
ทุกอย่างกำลังดีขึ้นเมื่อเข้าสู่ช่วงปลายปี ได้กินอิ่มนอนหลับ มีงานที่มั่นคง เหมือนปัจจัยพื้นฐานได้รับการเติมเต็มจนอยู่ในระดับที่พึงพอใจ พายุกำลังพาดผ่านชีวิตช่วงนี้ไปแล้ว….. 



เดินทาง
.
.
ความฝันจะเริ่มมีราคาค่างวด ก็เมื่อท้องได้กินอิ่ม ตาได้นอนหลับ เมื่อนั้นชีวิตจะเริ่มคิดต่อไปแล้วว่า งานที่ทำอยู่เริ่มน่าเบื่อ ห้องพักที่เคยหลับเริ่มคับแคบ 
พอเข้าสู่ปี 2562 ศักราชที่ 2 ของชีวิตหลังเรียนจบ ผมเหมือนคนหลงทางที่ไม่รู้ว่า ตัวเองแท้จริงแล้วชอบอะไร เหมือนถูกกระแสลมแห่งชีวิตและระบบการศึกษา พัดพาไปตามแรงลมตามมีตามเกิด เรียนตามเพื่อน เรียนที่มันจบง่ายๆ ไม่มีการตั้งคำถาม มีแต่ปล่อยชีวิตไปตามกระแสธารที่อยากให้ไป กว่าจะได้ตั้งคำถามจริงๆกับชีวิต ก็เมื่ออายุเข้าสู่วัย 23
.
.
ในวัย 23 ผมเหมือนได้เปิดโลกกว้างแห่งการเรียนรู้  ผมสมัครโครงการ กิจกรรม ค่ายต่างๆ ที่เขาจัดขึ้น โดยไม่สนว่าจะเป็นเรื่องอะไร ผมเอาตัวเองไปทดลองเหมือนหนูทดลอง ทำในสิ่งที่อยากทำ ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ โดยไม่ให้ความกลัวมาขวางกั้น คงเป็นเพราะมาเริ่มค้นหาตัวเองหลังเรียนจบด้วยกระมัง ในขณะที่เพื่อนๆ หลายคนเขาได้เลือกเส้นทางชีวิตที่อยากเป็นกันตั้งแต่เข้าเรียนมหาวิทยาลัย ผมจึงต้องเร่งมือก่อนที่จะตกขบวนรถไฟ “ค้นหาตัวตน”
.
.
ผมออกเดินทาง แทบจะทุกสัปดาห์ทั้งใกล้ ไกล ยิ่งออกเดินทางเท่าไหร่ ก็ยิ่งเห็นในสิ่งต่างๆ มากขึ้นเท่านั้น  พอเห็นแล้วก็ได้คิดต่อไปว่าสิ่งไหนคือสิ่งที่เราสนใจ จาก 10 สิ่ง กาลเวลาช่วยขัดเกลาจนเหลือไม่กี่สิ่งที่เราสนใจ
.
.
ผมซื้อกล้องมาลองถ่ายรูป / เข้าคอร์ส Life Coach /  ทำงานจิตอาสา / ลงแข่งวิ่งมาราธอน / เข้าสัมมนาธุรกิจ การลงทุน  บลา บลา บลา อีกมากมาย จนมาเจอเข้ากับงานเขียน งานที่เคยหลงรักครั้งวัยเยาว์ แต่มาพบเจอกันอีกครั้งเมื่อตอนหนุ่ม เหมือนกลับมาตกหลุมรักสาวสวยที่เคยแอบชอบตอนสมัยประถมเลยละ การเขียนกลับเข้ามาในชีวิตผมในวัย 23 พร้อมกับการเดินทาง ผมจึงเริ่มต้นเขียนบันทึกการเดินทางต่างๆ ยิ่งเขียนก็ยิ่งรู้สึกว่าการเดินทาง ที่ผ่านมาในปีนี้ไม่ได้ไร้ความหมาย จากคนหลงทางอย่างกับเพลงของบิ๊กแอส มาถึงปลายปีผมก็กลายเป็นมี ความเชื่อ ดั่งเพลงของพี่ตูน บอดี้สแลม เชียวละ



ตามหาตัวตน
.
.
ย่างเข้าสู่ศักราช 2020 ปีที่เหนือความคาดคิดของทุกคน ชีวิตหนุ่มนักเดินทางของกระผมแทบจะล้มพับสลายไปหมด ที่เหมือนจะปรับตัวได้กลับไม่ได้ ชีวิตซวนเซ หลงทางผิดไปไม่น้อย 
.
.
 ผมชอบคำกล่าวของหนุ่มเมืองจันทร์ในหนังสือ เพราะชีวิตไม่ได้มีคำตอบเดียว ที่อ้างถึงคำของ เนลสัน แมนเดลา พูดไว้ในทำนองว่า  
.
“คุณไม่จำเป็นต้องเดินทางไกลแสนไกลเพื่อค้นหาสิ่งที่ต้องการ  เพราะมันอยู่ตรงหน้าคุณ"
 หรือว่า
"บางทีคุณต้องมีประสบการณ์และความรู้อันกว้างไกลจากการเดินทางเสียก่อน เพื่อจะสามารถรับรู้คุณค่าของสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวและคุ้นเคยกับเราเองมากที่สุด"
.
.
ปีนี้ผมมีเวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้น  และเวลาที่ได้อยู่กับตัวเอง เหมือนเวลาทบทวนบทเรียนที่มันตกตะกอนหลงเหลือจากการเดินทางทั้งหมด 
เป็นปีที่ได้เขียนเยอะที่สุด เขียนทุกบทเรียนเรื่องราวที่ผ่านมาตลอดทั้งชีวิต เขียนไปเขียนมา ได้มาเป็น 100 หน้า A4  ความฝันของผมคือการอยากมีหนังสือเป็นของตนเอง 
.
.
ผมจึงลองส่งต้นฉบับที่เขียนไปให้แก่สำนักพิมพ์….แต่ผ่านมาครึ่งปีแล้วก็ยังคงไร้วี่แววการตอบกลับ การค้นหาตัวตนและทำมันจนประสบความสำเร็จนั้นไม่ง่ายจริงๆ และผมก็ยังคงต้องใช้เวลาขัดเกลาตัวตนอีกมากโข 
.
.
3 ปีที่ผ่านมาจะว่าเร็วก็ไม่ได้รวดเร็วนัก จะว่าช้า ชีวิตก็ไม่ได้ให้เวลาหยุดพักขนาดนั้น แต่อย่างน้อย สายลมแห่งการมีอยู่ของลมหายใจก็ยังคงไหลเวียนอยู่ทั่วเรือนร่าง ปีที่ 4 ที่กำลังจะเข้ามาถึงนี้ มันจะเป็นปีแบบไหนกันนะ  เมื่อชีวิตทั้ง เคว้งคว้าง ออกเดินทาง ใช้เวลาค้นหาตัวตน จนหมดสิ้นไป 3 ปี บทเรียนต่อไปคืออะไรกัน
.
.
ส่งท้าย
ผมใช้เวลาเขียนงานชิ้นนี้ ตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2563 ถึง 2 มกราคม 2564 นับเป็นช่วงเวลาปีใหม่ที่ไม่ได้สังสรรค์อะไรนัก แน่ละครับเมื่อเราอยู่กับสิ่งที่รัก งานสังสรรค์จะมีประโยชน์กลใดอีก สายลมหนาวพัดเอื่อยเฉื่อย กลางกรุงเทพมหานคร นิ้วกดแป้นพิมพ์ดังแต๊กๆๆ อยู่ริมระเบียงห้าง บรรยากาศเป็นมิตรกับผู้คน ท้องฟ้าใสแจ๋วราวกับเพิ่งมีคนมาทำความสะอาดมัน หยิบหนังสือดีๆสักเล่มขึ้นมาอ่านสลับกับการเขียน  รถยนต์แล่นไปมาไร้ความงดงาม เมื่อเทียบกับวิหคน้อยบนท้องนภา...นานๆ ที จะมีนกบินผ่านมาสักตัว นกตัวนั้นมันตั้งคำถาม ถามหาความหมายของการโบกบินไหม...
.
สุขสันต์วันปีใหม่
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่