การเดินทางไปกลอเซโลในครั้งนี้ ถึงแม้มันจะไม่อยู่ในแผนการเดินทางของเรา
แต่มันก็เป็นจุดหมายปลายทางที่เติมเต็มพลังใจในการเดินทางให้เราได้ดีทีเดียว.
เวลาประมานบ่ายสามกว่าๆ เราออกเดินทางจากร้านขายของชำ หน้าที่ว่าการอำเภอสบเมย
จากการชักชวนของเพื่อนนักเดินทางที่เราเพิ่งพบเจอเมื่อ 5 นาทีก่อนหน้านี้
ปักหมุดกันที่ โรงเรียนกลอเซโล ตั้งใจว่าจะไปกางเต้นท์ที่นั้นตามข้อมูลที่ได้มา
เราขับตาม google map เรียบแม่น้ำสาละวินมา จนมาเจอทางเลี้ยวเข้าหมู่บ้าน
( แนะนำให้ปักหมุดไว้เลยจ้า เพราะทางเข้าไปหมู่บ้านไม่มีสัญญาน)
จากป้ายทางเข้าระยะทางไป โรงเรียนบ้านกลอเซโล 15 กม. ทางเป็นถนนลูกรังที่คดเคี้ยวและแขบ บางช่วงถนนลึก บางช่วงเป็นร่อง
เราใช้เวลาขับประมาน 2.30 ชม. ส่วนพี่ที่ชักชวนเรามาในตอนแรกมีอันต้องถอยรถกลับกลางคันเพราะทางค่อนข้างโหดรถกระบะที่โหลดมา
ไม่สามารถที่จะขับขี่ขึ้นไปอย่างปลอดภัย ส่วนฟอร์จูนเนอร์ขับเคลื่อนสองล้ออย่างเรานั้นก็พอถูไถไปได้

เริ่มต้นนี้แค่เบาเบาตลอดระยะทาง 15 กม. ถนนเป็นแบบนี้ตลอด
มีบางช่วงเป็นร่องลึก ร่องตื้นปะปนกันไป รถเก๋งทั่วไปไม่รอดแน่นอน
เราขับฟอร์จูนเนอร์ขับเคลื่อนสองล้อยังเกือบไม่รอด นี้มารู้ทีหลังว่า ควรจะเหมารถชาวบ้านขึ้นมาอย่างยิ่ง
เรามาถึงโรงเรียนบ้านกลอเซโลเวลาประมานเกือบทุ่ม ถามหาจุดกางเต้นท์จากเด็กๆในโรงเรียนซึ่งตอนนั้นทั้งโรงเรียน
ไม่มีนักท่องเที่ยวสักคนเลย มารู้อีกทีว่านักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไปกางเต้นท์ที่จุดชมวิวบ้านกลอเซโล ซึ่งขับไปอีกประมาน 4 กม.
แต่เรากับเพื่อนตัดสินใจว่าจะนอนที่โรงเรียน เนื่องจากเรามาถึงมืดแล้ว เมื่อยล้าจากการขับรถมาสองชั่วโมงครึ่ง
และทางค่อนข้างอันตรายไม่เหมาะกับผู้หญิงสองคนตัวเล็กเล็กแบบเราสักเท่าไร เราจึงต้องพักก่อน ><
ตื่นเช้ามาค่อยเหมารถชาวบ้านไปยังจุดชมวิว แต่ก่อนจะกางเต้นท์นอนนั้นก็อยากจะบอกกล่าวผู้หลักผู้ใหญ่ของหมู่บ้านไว้สักนิดหนึ่ง
ระหว่างที่เรากำลังถามหาผู้ใหญ่บ้านอยู่นั้น
เราก็ได้พบเจอกับพี่นักเดินทางกลุ่มหนึ่ง ที่เค้ากางเต้นท์อยู่ด้านบน ลงมาซื้อของที่ร้านขายของชำในหมู่บ้านพอดี
พูดคุยกันจนได้คำแนะนำพร้อมคำชักชวน และให้กำลังใจว่า " น้องขับมาถึงนี้ได้แล้ว ขับไปอีกได้สบายยยยยย "
และพี่เค้ามีน้ำใจต่อเรามาก บอกให้ขับไปกับพี่เค้าได้เลย เค้าจะนำทางให้ (และพร้อมลากเราและรถไปด้วยเช่นกัน)
พร้อมให้วิทยุสื่อสารมา 1 ตัว ใช้สำหรับบอกให้ระวังทางด้วยอีก
คำกล่าวที่ว่า ' มิตรภาพระหว่างทางสำคัญกว่าปลายทางเสมอ ' 55555 อันนี้จริงงงงงงง
เพราะถ้าไม่ได้เราการช่วยเหลือจากพี่เค้า เราคงไม่ได้ตื่นมาชมทะเลหมอกตอนเช้า
ขับจากโรงเรียนกลอเซโลขึ้นไปมีจุดกางเต้นท์สองจุด ขับมาประมาน 4 กม. จะเจอจุดแรกคือจุดชมวิวบ้านกลอเซโล
ส่วนเราเลือกจุดที่สองคือจุดชมวิวบ้านบุญเลอ ซึ่งขับจากจุดแรกไปอีก 2 กม.
เราตามไปพักกับพี่เค้าที่จุดชมวิวที่สอง ตามแนะนำที่ว่า หมอกหนาแน่น สูงกว่าจุดชมวิวแรก
ระหว่างทางขับขึ้นไปพี่เค้าจะวอบอกตลอดระวังซ้าย ระวังขวา ระวังวัว
ระวังร่องลึก แต่ระวังไม่ทันเลยจ้า
เจอร่องลึก รถขับเคลื่อนสองล้ออย่างเราต้องยอมจ้าาาาา
ตกร่องพี่เค้าก็ลงก็มาใส่สายจูงให้ นึกถึงวันนั้นแล้วต้องกราบขอบคุณพี่และครอบครัวอีกครั้งเลยค่ะ
ขับมาได้สักเกือบชั่วโมงกับระยะทางประมาน 6 กม. ก็ถึงจุดกางเต้นท์สักที
ที่จุดกางเต้นท์บ้านบุญเลอมีเพื่อนๆของพี่กนกทำอาหารรอต้อนรับเราอยู่แล้ว

กางเต้นท์ครั้งแรกของเราค่อนข้างจะสนุกสนานพอสมควร เพราะเต้นท์นี้ซื้อก่อนวันเดินทาง 1 วัน
จุดชมวิวบ้านบุญเลอ คิดค่ากางเต้นท์ เต้นท์ล่ะ 100 บาท พร้อมเต้นท์และเครื่องนอน ส่วนเราพาเต้นท์ไปเอง พี่เจ้าของไม่คิดค่าบริการ
หรือเพราะเราอาศัยไปกับกลุ่มของพี่ๆเค้ากลุ่มใหญ่ เจ้าของเลยไม่คิดอันนี้เราไม่แน่ใจ
หลังจากกางเต้นท์เสร็จเรียบร้อยแล้ว เราฉลองมื้อค่ำพร้อมกับเพื่อนใหม่ที่พบเจอระหว่างทาง
และดูเหมือนว่ามิตรภาพที่เราได้พบเจอในค่ำคืนนี้ คือรางวัลของนักเดินทางอย่างเรา.
ส่วนปลายทางนั้นก็ส่วนงามตามคำเล่าลือ
เราตื่นเช้ามาพบกับทะเลหมอกที่หนาแน่น ลอยเหนืออยู่บนแม่น้ำสาละวิน
บนจุดชมวิวบ้านบุญเลอที่เราสามารถหมอกเห็นทะเลหมอกสองแผ่นดินได้อย่างชัดเจน

มองข้ามฝั่งไปคือประเทศพม่า
กาแฟดำรสชาติที่คุ้นเคยกับวิวที่เปลี่ยนไปจากเดิมของทุกวัน
หลังจากนั่งดูธรรมชาติเคลื่อนไหวไปมาพอสมควรแล้ว
ถึงเวลาแล้วที่เราจะเคลื่อนไหวไปตามจังหวะชีวิตของเราเช่นกัน
ขากลับลงไปจากจุดชมวิว นักเดินทางน้อยประสบการณ์อย่างเราได้รับการดูแลจากพี่กนกและเพื่อนๆอยากดีอีกเช่นเคย
แวะจุดชมวิวกลอเซโล ระหว่างทางกลับลงไป
มีพี่ต๋องและครอบครัวคอยนำทาง

และมีพี่กนกและครอบครัวคอยดูแลอยู่ข้างหลัง
ขับรถลงมาถึงทางแยก ถึงเวลาที่เราต้องแยกทางกับกลุ่มของพี่ๆ.
น้ำใจที่เราได้รับจากเพื่อนแปลกหน้า กับสร้างมิตรภาพที่ดีให้เราเกินกว่าที่เราคิดไว้เสมอ.
และนี้เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทาง road trip จากภาคใต้สู่ภาคเหนือของเรา.
หมายเหตุ
#ขอบคุณพี่กนก พี่ต๋อง และครอบครัวมากที่ทำให้ประสบการณ์ในการเดินทางของเราแข็งแกร่งขึ้น
#ขอบคุณพี่ทาย พี่โบ หนุ่มสาวเมืองเหนือ ยิ้มสวย ที่ทำให้เรามีรูปสวยสวยเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งใบ
#มิตรภาพที่เราพบเจอระหว่างทางสำคัญกว่าปลายทางเสมอ
#ขอบคุณเพื่อนเดินทางที่เดินทางสร้างเรื่องราวกับเรามาตลอดและหวังว่าจะคงอยู่ตลอดไป
#Merry Christmas

" กลอเซโล " ปลายทาง ที่ทำให้เราได้เจอมิตรภาพระหว่างทาง.
แต่มันก็เป็นจุดหมายปลายทางที่เติมเต็มพลังใจในการเดินทางให้เราได้ดีทีเดียว.
เวลาประมานบ่ายสามกว่าๆ เราออกเดินทางจากร้านขายของชำ หน้าที่ว่าการอำเภอสบเมย
จากการชักชวนของเพื่อนนักเดินทางที่เราเพิ่งพบเจอเมื่อ 5 นาทีก่อนหน้านี้
ปักหมุดกันที่ โรงเรียนกลอเซโล ตั้งใจว่าจะไปกางเต้นท์ที่นั้นตามข้อมูลที่ได้มา
เราขับตาม google map เรียบแม่น้ำสาละวินมา จนมาเจอทางเลี้ยวเข้าหมู่บ้าน
( แนะนำให้ปักหมุดไว้เลยจ้า เพราะทางเข้าไปหมู่บ้านไม่มีสัญญาน)
จากป้ายทางเข้าระยะทางไป โรงเรียนบ้านกลอเซโล 15 กม. ทางเป็นถนนลูกรังที่คดเคี้ยวและแขบ บางช่วงถนนลึก บางช่วงเป็นร่อง
เราใช้เวลาขับประมาน 2.30 ชม. ส่วนพี่ที่ชักชวนเรามาในตอนแรกมีอันต้องถอยรถกลับกลางคันเพราะทางค่อนข้างโหดรถกระบะที่โหลดมา
ไม่สามารถที่จะขับขี่ขึ้นไปอย่างปลอดภัย ส่วนฟอร์จูนเนอร์ขับเคลื่อนสองล้ออย่างเรานั้นก็พอถูไถไปได้
เริ่มต้นนี้แค่เบาเบาตลอดระยะทาง 15 กม. ถนนเป็นแบบนี้ตลอด
มีบางช่วงเป็นร่องลึก ร่องตื้นปะปนกันไป รถเก๋งทั่วไปไม่รอดแน่นอน
เราขับฟอร์จูนเนอร์ขับเคลื่อนสองล้อยังเกือบไม่รอด นี้มารู้ทีหลังว่า ควรจะเหมารถชาวบ้านขึ้นมาอย่างยิ่ง
เรามาถึงโรงเรียนบ้านกลอเซโลเวลาประมานเกือบทุ่ม ถามหาจุดกางเต้นท์จากเด็กๆในโรงเรียนซึ่งตอนนั้นทั้งโรงเรียน
ไม่มีนักท่องเที่ยวสักคนเลย มารู้อีกทีว่านักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไปกางเต้นท์ที่จุดชมวิวบ้านกลอเซโล ซึ่งขับไปอีกประมาน 4 กม.
แต่เรากับเพื่อนตัดสินใจว่าจะนอนที่โรงเรียน เนื่องจากเรามาถึงมืดแล้ว เมื่อยล้าจากการขับรถมาสองชั่วโมงครึ่ง
และทางค่อนข้างอันตรายไม่เหมาะกับผู้หญิงสองคนตัวเล็กเล็กแบบเราสักเท่าไร เราจึงต้องพักก่อน ><
ตื่นเช้ามาค่อยเหมารถชาวบ้านไปยังจุดชมวิว แต่ก่อนจะกางเต้นท์นอนนั้นก็อยากจะบอกกล่าวผู้หลักผู้ใหญ่ของหมู่บ้านไว้สักนิดหนึ่ง
ระหว่างที่เรากำลังถามหาผู้ใหญ่บ้านอยู่นั้น
เราก็ได้พบเจอกับพี่นักเดินทางกลุ่มหนึ่ง ที่เค้ากางเต้นท์อยู่ด้านบน ลงมาซื้อของที่ร้านขายของชำในหมู่บ้านพอดี
พูดคุยกันจนได้คำแนะนำพร้อมคำชักชวน และให้กำลังใจว่า " น้องขับมาถึงนี้ได้แล้ว ขับไปอีกได้สบายยยยยย "
และพี่เค้ามีน้ำใจต่อเรามาก บอกให้ขับไปกับพี่เค้าได้เลย เค้าจะนำทางให้ (และพร้อมลากเราและรถไปด้วยเช่นกัน)
พร้อมให้วิทยุสื่อสารมา 1 ตัว ใช้สำหรับบอกให้ระวังทางด้วยอีก
คำกล่าวที่ว่า ' มิตรภาพระหว่างทางสำคัญกว่าปลายทางเสมอ ' 55555 อันนี้จริงงงงงงง
เพราะถ้าไม่ได้เราการช่วยเหลือจากพี่เค้า เราคงไม่ได้ตื่นมาชมทะเลหมอกตอนเช้า
ขับจากโรงเรียนกลอเซโลขึ้นไปมีจุดกางเต้นท์สองจุด ขับมาประมาน 4 กม. จะเจอจุดแรกคือจุดชมวิวบ้านกลอเซโล
ส่วนเราเลือกจุดที่สองคือจุดชมวิวบ้านบุญเลอ ซึ่งขับจากจุดแรกไปอีก 2 กม.
เราตามไปพักกับพี่เค้าที่จุดชมวิวที่สอง ตามแนะนำที่ว่า หมอกหนาแน่น สูงกว่าจุดชมวิวแรก
ระหว่างทางขับขึ้นไปพี่เค้าจะวอบอกตลอดระวังซ้าย ระวังขวา ระวังวัว
ระวังร่องลึก แต่ระวังไม่ทันเลยจ้า
เจอร่องลึก รถขับเคลื่อนสองล้ออย่างเราต้องยอมจ้าาาาา
ตกร่องพี่เค้าก็ลงก็มาใส่สายจูงให้ นึกถึงวันนั้นแล้วต้องกราบขอบคุณพี่และครอบครัวอีกครั้งเลยค่ะ
ขับมาได้สักเกือบชั่วโมงกับระยะทางประมาน 6 กม. ก็ถึงจุดกางเต้นท์สักที
ที่จุดกางเต้นท์บ้านบุญเลอมีเพื่อนๆของพี่กนกทำอาหารรอต้อนรับเราอยู่แล้ว
กางเต้นท์ครั้งแรกของเราค่อนข้างจะสนุกสนานพอสมควร เพราะเต้นท์นี้ซื้อก่อนวันเดินทาง 1 วัน
จุดชมวิวบ้านบุญเลอ คิดค่ากางเต้นท์ เต้นท์ล่ะ 100 บาท พร้อมเต้นท์และเครื่องนอน ส่วนเราพาเต้นท์ไปเอง พี่เจ้าของไม่คิดค่าบริการ
หรือเพราะเราอาศัยไปกับกลุ่มของพี่ๆเค้ากลุ่มใหญ่ เจ้าของเลยไม่คิดอันนี้เราไม่แน่ใจ
หลังจากกางเต้นท์เสร็จเรียบร้อยแล้ว เราฉลองมื้อค่ำพร้อมกับเพื่อนใหม่ที่พบเจอระหว่างทาง
และดูเหมือนว่ามิตรภาพที่เราได้พบเจอในค่ำคืนนี้ คือรางวัลของนักเดินทางอย่างเรา.
ส่วนปลายทางนั้นก็ส่วนงามตามคำเล่าลือ
เราตื่นเช้ามาพบกับทะเลหมอกที่หนาแน่น ลอยเหนืออยู่บนแม่น้ำสาละวิน
บนจุดชมวิวบ้านบุญเลอที่เราสามารถหมอกเห็นทะเลหมอกสองแผ่นดินได้อย่างชัดเจน
มองข้ามฝั่งไปคือประเทศพม่า
กาแฟดำรสชาติที่คุ้นเคยกับวิวที่เปลี่ยนไปจากเดิมของทุกวัน
หลังจากนั่งดูธรรมชาติเคลื่อนไหวไปมาพอสมควรแล้ว
ถึงเวลาแล้วที่เราจะเคลื่อนไหวไปตามจังหวะชีวิตของเราเช่นกัน
ขากลับลงไปจากจุดชมวิว นักเดินทางน้อยประสบการณ์อย่างเราได้รับการดูแลจากพี่กนกและเพื่อนๆอยากดีอีกเช่นเคย
แวะจุดชมวิวกลอเซโล ระหว่างทางกลับลงไป
มีพี่ต๋องและครอบครัวคอยนำทาง
และมีพี่กนกและครอบครัวคอยดูแลอยู่ข้างหลัง
ขับรถลงมาถึงทางแยก ถึงเวลาที่เราต้องแยกทางกับกลุ่มของพี่ๆ.
น้ำใจที่เราได้รับจากเพื่อนแปลกหน้า กับสร้างมิตรภาพที่ดีให้เราเกินกว่าที่เราคิดไว้เสมอ.
และนี้เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทาง road trip จากภาคใต้สู่ภาคเหนือของเรา.
หมายเหตุ
#ขอบคุณพี่กนก พี่ต๋อง และครอบครัวมากที่ทำให้ประสบการณ์ในการเดินทางของเราแข็งแกร่งขึ้น
#ขอบคุณพี่ทาย พี่โบ หนุ่มสาวเมืองเหนือ ยิ้มสวย ที่ทำให้เรามีรูปสวยสวยเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งใบ
#มิตรภาพที่เราพบเจอระหว่างทางสำคัญกว่าปลายทางเสมอ
#ขอบคุณเพื่อนเดินทางที่เดินทางสร้างเรื่องราวกับเรามาตลอดและหวังว่าจะคงอยู่ตลอดไป
#Merry Christmas