สวัสดีครับเพื่อนๆ ผมอยากแชร์ประสบการณ์หางานช่วง Covid ครับ
เกริ่นก่อนผมอายุสามสิบกลางๆแล้วครับ ก่อนนี้ทำงานมาเกือบ 10 ปี ผมลาออกจากงานเนื่องจากตั้งใจไปเรียนภาษาและลองไปใช้ชีวิตในต่างประเทศดูครับ (อินดี้)
ก่อนลาออกผมวางแผนสำรองไว้หมดแล้ว หนี้ผมไม่มี มีเงินเก็บพอสมควร ตอนอยู่ที่ต่างประเทศผมก็ทำงานร้านอาหารไปด้วยครับ เลยไม่มีปัญหาเรื่องเงิน
ประเด็นคือหลังจากกลับมาไทยช่วง ต.ค. 62 ผมก็ยังชิวๆไปเที่ยวนู้นนี้ ไปเที่ยวต่างประเทศบ้าง ประมาณว่าขอรีแลกซ์ก่อน กะว่าจะเริ่มหางานช่วงปีใหม่ครับ
และอย่างที่ทราบกันพอช่วงต้นปี Covid มันก็มา ร่อนใบสมัครไปหลายที่ก็มีติดต่อสัมภาษณ์บ้าง (ผ่านทาง Video Conferrence) ส่วนใหญ่จะเป็น บ.ต่างชาติ
คนสัมภาษณ์เป็นคนไต้หวันบ้าง จีนบ้าง ไทยก็มีบ้าง แต่ก็ไม่มีที่ไหนตอบรับสักที่ เข้าใจว่าช่วงนั้นคนน่าจะหางานเยอะด้วย ตัวเลือกก็เยอะตาม แล้วเราก็อายุมากด้วย
ยิ่งตอนล็อกดาวน์ผมทำอะไรไม่ได้เลย นอกจากอยู่บ้านเฉยๆ แล้วพออยู่เฉยๆมันก็เบื่อ ต้องหาหนังสือมาอ่าน ไม่ให้สมองฝ่อ ตอนเย็นๆก็ออกไปวิ่ง
ช่วงนั้นผมมีอ่านหนังสือเรียนภาษาจีนบ้าง เรียนภาษาอังกฤษบ้าง ภาษาญี่ปุ่นบ้าง บางทีก็ดูการข้อมูลการลงทุนสลับไป เพื่อไม่ให้เวลาผ่านไปแบบเปล่าประโยชน์
สุดท้ายก็ลงสมัครคอร์สอบรมเกี่ยวกับการขนส่งไว้ เพราะพื้นฐานงานเดิมเกี่ยวกับโลจิสติกส์ แต่กว่าจะเปิดเรียนก็ มิ.ย. 63 สรุปว่างงานมาแล้ว 9 เดือน ครับ
พอเรียนอบรมช่วงเดือน ส.ค. 63 ก็เริ่มหางานอีกที ไม่น่าเชื่อ รอบนี้ผมส่งไปแค่ 4 ที่ (เอาแค่ที่สนใจเพราะเปลืองค่าน้ำมัน) เรียกสัมภาษณ์ 4 ที่ ตอบรับเข้าทำงาน 3 ที่
บ.แรกให้รวมทั้งหมด 40k ทำงาน จ-ส (ครึ่งวัน) ทำแถวบางนา ตอนแรกจะเอาที่นี่ เพราะตอบรับที่แรกเลย แล้วไม่ไกลมาก (ตอนนั้นอะไรก็เอาอ่ะเนอะ 55)
บ.ที่สองให้รวมทั้งหมด 35k ทำงาน จ-ศ ทำแถวแหลมฉบัง ข้อดีไม่ต้องทำวันเสาร์ แต่สำหรับผม เทียบกับ บ.แรกแล้วไกลเมืองไปหน่อย จึงปฏิเสธไปตามเหตุผลนั้นไป
บ.ที่สามให้รวมทั้งหมด 40k ทำงาน จ-ส ทำแถวระยอง เป็น บ.จีน เปิดใหม่ อันนี้ผมปัดตกไป เพราะทำงานไกลกว่ามาก ผมคิดว่าค่าตอบแทนควรจะมากกว่า บ.แรกมั้ย
สรุปเหมือนผมจะได้ทำที่ บ.แรกใช่ไหมครับ แต่ไม่ใช่ครับ บ.ที่สองเค้าดันโทรมาเสนอเงินเดือนให้เท่ากับที่แรก (40k) และให้ผมไปอยุ่ออฟฟิศใน กทม. ครับ
ทีนี้มันเป็นปัญหาของผมแล้ว เพราะตอนแรกผมคิดว่าจะไม่เอาอยู่แล้วเลยปฏิเสธส่งๆไป พอตอนนี้ต้องมาคิดค่ากิน ค่าเดินทาง ค่าที่พัก ว่ามันจะพอไหม
พอของผมหมายถึงพอมีเงินเก็บแค่ไหนน่ะครับ เพราะอย่างที่รู้กันทำงานใน กทม. มันค่าใช้จ่ายสูง แล้วถ้าใช้เงินเดือนชนเดือนผมกลับไปอยู่บ้านนอกดีกว่านะ
ผมเลยคุยกับ hr ไปตรงๆ เค้าเลยจะเพิ่มให้เป็น 45,000 แต่ผมว่าแค่ 5,000 เทียบกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมันไม่น่าพอ ผมเลยบอกไปตรงๆเลยว่าถ้าได้ 50,000 ผมไป
ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ผมไปทำที่ บ.แรกก็แล้วกัน สรุปได้ครับ (ตอนแรกคิดว่าชวดแล้ว) ผมเลยได้ทำงานที่ บ.ที่สองด้วยเงินเดือน 50,000 บาท เริ่มงานเดือน ก.ย. 63 (มีโอทีกับเงินอื่นอีกนิดหน่อย)
สรุปผมว่างงานประมาณ 11 เดือน แน่ะ อาจจะด้วย Covid ประกอบกับความชิวของผมเองในช่วงแรกๆ แต่ตอนนี้ก็ยังชิวอยู่บ้าง ถึงจะต้องตื่นมาทำงาน จ-ศ ก็เถอะ 555
เล่ามาซะยาวสรุปจะสื่ออะไร? ผมแค่จะแชร์แนวคิดผมที่ได้จากการว่างงานและการหางานช่วง Covid ที่ผ่านมาครับ
ข้อ 1.จังหวะของคนเรามันไม่เหมือนกันครับ ช่วงที่ผมหางานแทบตาย แต่ตอนนั้นยังไม่มีงานที่เหมาะกับผมมันก็ไร้ความหมาย ฉะนั้นอย่านอยครับ
ข้อ 2.พยายามสร้างทางเลือกให้ตัวเองเยอะๆครับ อย่างกรณีผม ถ้าผมไม่มีงาน บ.อื่นตอบรับมาก่อน ผมก็คงไม่กล้าเรียกเงินสูงๆในสภาวะแบบนี้ครับ
ข้อ 3.พยายามทำตัวให้เบาที่สุด มีหนี้ให้น้อย มีเงินสำรองให้เยอะ แล้วตอนช่วงว่างงานมันจะไม่เครียดครับ สุขภาพจิตสำคัญมากจริงๆนะ
ข้อ 4.พยายามหาความรู้ใส่ตัวอยู่ตลอด ทุกสิ่งที่ผมเรียนรู้ช่วงว่างงาน แม้จะเล็กๆน้อยๆ ผมสามารถพลิกมันใช้เป็นจุดแข็งตอนสัมภาษณ์ได้ทั้งหมดครับ
ข้อ 5.สร้างจุดเด่นให้ตัวเองเวลาสัมภาษณ์ ผมทำ powerpoint ไปแนะนำตัวเลยครับ มีรูป มี video ประกอบไปเลย แทนที่จะพูดปากเปล่า
แล้วแทนที่จะปริ้นเป็นกระดาษ ผมเลือกใช้ Tablet แทนครับ มันทำให้ดูเป็นคนทันสมัย แม้ว่าอายุจะเยอะกว่าคนอื่นก็ตาม (ผมอายุเยอะกว่าทุกคนที่สัมภาษณ์พร้อมกันครับ)
ข้อ 6.เวลาเลือกงานข้อสำคัญคือเงินเหลือเพื่อเอาไปลงทุนต่อยอดนะครับ บางที่ให้ 50,000 แต่หักลบค่ากินอยู่แล้วเหลือเก็บน้อยกว่าที่ได้ 40,000 ผมก็ไม่เอานะ อย่ามองแต่รายได้
บางคนบอกอยากได้ฐานเยอะไว้ก่อน เอาไว้อัพเงินเดือนทีหลัง มันก็ใช่ครับ แต่ผมพูดถึงสภาวะตอนนี้ครับ อย่างที่บอกในข้อ 3 เงินสำรองสำคัญจริงๆ
ข้อ 7.ถ้ายังไม่ได้งานก็ลองทำอย่างอื่นดูก่อนครับ ผมว่าอาชีพอิสระก็ทำรายได้ไม่เลวนะ ถ้าลงลึกกับมันมากพอนะ อย่างที่บอกเราใช้มันเป็นจุดแข็งทีหลังได้
สุดท้าย ไม่ว่าจะทำอะไร ขอให้ทำเต็มที่ อย่าท้อ ขอให้ทุกท่านได้รับความสำเร็จสมดังหวังครับ
ปล.กระทู้นี้ไม่ได้มาขิง แต่ตั้งใจมาให้กำลังใจและแนะแนวทางว่าแม้ในภาวะการหางานที่ดูหดหู่แบบนี้ มันก็ยังมีโอกาสคอยเราอยู่เสมอ แต่เราอาจต้องพยายามตามหามันสักหน่อยครับ
แชร์ประสบการณ์หางานช่วง Covid จากชายอายุสามสิบกลางครับ
เกริ่นก่อนผมอายุสามสิบกลางๆแล้วครับ ก่อนนี้ทำงานมาเกือบ 10 ปี ผมลาออกจากงานเนื่องจากตั้งใจไปเรียนภาษาและลองไปใช้ชีวิตในต่างประเทศดูครับ (อินดี้)
ก่อนลาออกผมวางแผนสำรองไว้หมดแล้ว หนี้ผมไม่มี มีเงินเก็บพอสมควร ตอนอยู่ที่ต่างประเทศผมก็ทำงานร้านอาหารไปด้วยครับ เลยไม่มีปัญหาเรื่องเงิน
ประเด็นคือหลังจากกลับมาไทยช่วง ต.ค. 62 ผมก็ยังชิวๆไปเที่ยวนู้นนี้ ไปเที่ยวต่างประเทศบ้าง ประมาณว่าขอรีแลกซ์ก่อน กะว่าจะเริ่มหางานช่วงปีใหม่ครับ
และอย่างที่ทราบกันพอช่วงต้นปี Covid มันก็มา ร่อนใบสมัครไปหลายที่ก็มีติดต่อสัมภาษณ์บ้าง (ผ่านทาง Video Conferrence) ส่วนใหญ่จะเป็น บ.ต่างชาติ
คนสัมภาษณ์เป็นคนไต้หวันบ้าง จีนบ้าง ไทยก็มีบ้าง แต่ก็ไม่มีที่ไหนตอบรับสักที่ เข้าใจว่าช่วงนั้นคนน่าจะหางานเยอะด้วย ตัวเลือกก็เยอะตาม แล้วเราก็อายุมากด้วย
ยิ่งตอนล็อกดาวน์ผมทำอะไรไม่ได้เลย นอกจากอยู่บ้านเฉยๆ แล้วพออยู่เฉยๆมันก็เบื่อ ต้องหาหนังสือมาอ่าน ไม่ให้สมองฝ่อ ตอนเย็นๆก็ออกไปวิ่ง
ช่วงนั้นผมมีอ่านหนังสือเรียนภาษาจีนบ้าง เรียนภาษาอังกฤษบ้าง ภาษาญี่ปุ่นบ้าง บางทีก็ดูการข้อมูลการลงทุนสลับไป เพื่อไม่ให้เวลาผ่านไปแบบเปล่าประโยชน์
สุดท้ายก็ลงสมัครคอร์สอบรมเกี่ยวกับการขนส่งไว้ เพราะพื้นฐานงานเดิมเกี่ยวกับโลจิสติกส์ แต่กว่าจะเปิดเรียนก็ มิ.ย. 63 สรุปว่างงานมาแล้ว 9 เดือน ครับ
พอเรียนอบรมช่วงเดือน ส.ค. 63 ก็เริ่มหางานอีกที ไม่น่าเชื่อ รอบนี้ผมส่งไปแค่ 4 ที่ (เอาแค่ที่สนใจเพราะเปลืองค่าน้ำมัน) เรียกสัมภาษณ์ 4 ที่ ตอบรับเข้าทำงาน 3 ที่
บ.แรกให้รวมทั้งหมด 40k ทำงาน จ-ส (ครึ่งวัน) ทำแถวบางนา ตอนแรกจะเอาที่นี่ เพราะตอบรับที่แรกเลย แล้วไม่ไกลมาก (ตอนนั้นอะไรก็เอาอ่ะเนอะ 55)
บ.ที่สองให้รวมทั้งหมด 35k ทำงาน จ-ศ ทำแถวแหลมฉบัง ข้อดีไม่ต้องทำวันเสาร์ แต่สำหรับผม เทียบกับ บ.แรกแล้วไกลเมืองไปหน่อย จึงปฏิเสธไปตามเหตุผลนั้นไป
บ.ที่สามให้รวมทั้งหมด 40k ทำงาน จ-ส ทำแถวระยอง เป็น บ.จีน เปิดใหม่ อันนี้ผมปัดตกไป เพราะทำงานไกลกว่ามาก ผมคิดว่าค่าตอบแทนควรจะมากกว่า บ.แรกมั้ย
สรุปเหมือนผมจะได้ทำที่ บ.แรกใช่ไหมครับ แต่ไม่ใช่ครับ บ.ที่สองเค้าดันโทรมาเสนอเงินเดือนให้เท่ากับที่แรก (40k) และให้ผมไปอยุ่ออฟฟิศใน กทม. ครับ
ทีนี้มันเป็นปัญหาของผมแล้ว เพราะตอนแรกผมคิดว่าจะไม่เอาอยู่แล้วเลยปฏิเสธส่งๆไป พอตอนนี้ต้องมาคิดค่ากิน ค่าเดินทาง ค่าที่พัก ว่ามันจะพอไหม
พอของผมหมายถึงพอมีเงินเก็บแค่ไหนน่ะครับ เพราะอย่างที่รู้กันทำงานใน กทม. มันค่าใช้จ่ายสูง แล้วถ้าใช้เงินเดือนชนเดือนผมกลับไปอยู่บ้านนอกดีกว่านะ
ผมเลยคุยกับ hr ไปตรงๆ เค้าเลยจะเพิ่มให้เป็น 45,000 แต่ผมว่าแค่ 5,000 เทียบกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมันไม่น่าพอ ผมเลยบอกไปตรงๆเลยว่าถ้าได้ 50,000 ผมไป
ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ผมไปทำที่ บ.แรกก็แล้วกัน สรุปได้ครับ (ตอนแรกคิดว่าชวดแล้ว) ผมเลยได้ทำงานที่ บ.ที่สองด้วยเงินเดือน 50,000 บาท เริ่มงานเดือน ก.ย. 63 (มีโอทีกับเงินอื่นอีกนิดหน่อย)
สรุปผมว่างงานประมาณ 11 เดือน แน่ะ อาจจะด้วย Covid ประกอบกับความชิวของผมเองในช่วงแรกๆ แต่ตอนนี้ก็ยังชิวอยู่บ้าง ถึงจะต้องตื่นมาทำงาน จ-ศ ก็เถอะ 555
เล่ามาซะยาวสรุปจะสื่ออะไร? ผมแค่จะแชร์แนวคิดผมที่ได้จากการว่างงานและการหางานช่วง Covid ที่ผ่านมาครับ
ข้อ 1.จังหวะของคนเรามันไม่เหมือนกันครับ ช่วงที่ผมหางานแทบตาย แต่ตอนนั้นยังไม่มีงานที่เหมาะกับผมมันก็ไร้ความหมาย ฉะนั้นอย่านอยครับ
ข้อ 2.พยายามสร้างทางเลือกให้ตัวเองเยอะๆครับ อย่างกรณีผม ถ้าผมไม่มีงาน บ.อื่นตอบรับมาก่อน ผมก็คงไม่กล้าเรียกเงินสูงๆในสภาวะแบบนี้ครับ
ข้อ 3.พยายามทำตัวให้เบาที่สุด มีหนี้ให้น้อย มีเงินสำรองให้เยอะ แล้วตอนช่วงว่างงานมันจะไม่เครียดครับ สุขภาพจิตสำคัญมากจริงๆนะ
ข้อ 4.พยายามหาความรู้ใส่ตัวอยู่ตลอด ทุกสิ่งที่ผมเรียนรู้ช่วงว่างงาน แม้จะเล็กๆน้อยๆ ผมสามารถพลิกมันใช้เป็นจุดแข็งตอนสัมภาษณ์ได้ทั้งหมดครับ
ข้อ 5.สร้างจุดเด่นให้ตัวเองเวลาสัมภาษณ์ ผมทำ powerpoint ไปแนะนำตัวเลยครับ มีรูป มี video ประกอบไปเลย แทนที่จะพูดปากเปล่า
แล้วแทนที่จะปริ้นเป็นกระดาษ ผมเลือกใช้ Tablet แทนครับ มันทำให้ดูเป็นคนทันสมัย แม้ว่าอายุจะเยอะกว่าคนอื่นก็ตาม (ผมอายุเยอะกว่าทุกคนที่สัมภาษณ์พร้อมกันครับ)
ข้อ 6.เวลาเลือกงานข้อสำคัญคือเงินเหลือเพื่อเอาไปลงทุนต่อยอดนะครับ บางที่ให้ 50,000 แต่หักลบค่ากินอยู่แล้วเหลือเก็บน้อยกว่าที่ได้ 40,000 ผมก็ไม่เอานะ อย่ามองแต่รายได้
บางคนบอกอยากได้ฐานเยอะไว้ก่อน เอาไว้อัพเงินเดือนทีหลัง มันก็ใช่ครับ แต่ผมพูดถึงสภาวะตอนนี้ครับ อย่างที่บอกในข้อ 3 เงินสำรองสำคัญจริงๆ
ข้อ 7.ถ้ายังไม่ได้งานก็ลองทำอย่างอื่นดูก่อนครับ ผมว่าอาชีพอิสระก็ทำรายได้ไม่เลวนะ ถ้าลงลึกกับมันมากพอนะ อย่างที่บอกเราใช้มันเป็นจุดแข็งทีหลังได้
สุดท้าย ไม่ว่าจะทำอะไร ขอให้ทำเต็มที่ อย่าท้อ ขอให้ทุกท่านได้รับความสำเร็จสมดังหวังครับ
ปล.กระทู้นี้ไม่ได้มาขิง แต่ตั้งใจมาให้กำลังใจและแนะแนวทางว่าแม้ในภาวะการหางานที่ดูหดหู่แบบนี้ มันก็ยังมีโอกาสคอยเราอยู่เสมอ แต่เราอาจต้องพยายามตามหามันสักหน่อยครับ