Anthropocene ช่วงเวลาใหม่ของโลกในยุคของมนุษย์


บางคนโต้แย้งว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมครั้งใหญ่ที่มนุษย์สร้างขึ้นเช่น ทุ่งทรายน้ำมันทางตอนเหนือของอัลเบอร์ตา
เป็นการบ่งบอกถึงยุคใหม่ที่เรียกว่า Anthropocene Cr. Shutterstock / Chris Kolaczan / pnas.org/
คำว่า " Anthropocene " ถูกให้ตั้งชื่อเวลาที่เราอาศัยอยู่  โดย "anthro" หรือ Anthropos เป็นภาษากรีกอ้างอิงถึงมนุษย์ และ -cene หมายถึงเวลาทางธรณีวิทยาในปัจจุบัน ที่ถูกกำหนดโดยผลกระทบที่มนุษย์มีต่อโลกเป็นหลัก  ซึ่งหน่วยงานทางวิทยาศาสตร์ Anthropocene Working Group (AWG)
เชื่อว่ากิจกรรมของมนุษย์ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกระบวนการทางธรณีวิทยาและบรรยากาศของโลก ซึ่งร้ายแรงพอที่จะยืนยันได้ว่ายุค Holocene สิ้นสุดลงและยุคใหม่ได้เริ่มขึ้น

นักวิทยาศาสตร์คาดว่า ปริมาณของมวล (mass) หรือเนื้อสารของบรรดาสรรพสิ่งต่าง ๆ ที่สร้างขึ้นจากฝีมือมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นถนนหนทาง สิ่งก่อสร้าง เครื่องจักร หรือผลิตภัณฑ์หลากชนิดจำนวนนับไม่ถ้วน กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนคาดว่าจะมีปริมาณสูงกว่ามวลรวมของสิ่งมีชีวิตเช่นพืชและสัตว์ทั้งโลกเป็นครั้งแรก ภายในสิ้นปี 2020 นี้

สถาบันวิทยาศาสตร์ Weizmann Institute of Science ของอิสราเอล  ได้คำนวณตัวเลขที่ชี้ถึงสภาพการณ์ข้างต้น และได้ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสาร Nature ฉบับล่าสุด โดยระบุว่ามวลรวมของสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นตั้งแต่ปี1900 จนถึงปัจจุบัน อยู่ที่ราว 1.1 เทระตัน (teratonne) หรือ 1.1 ล้านล้านกม.

โดยในแต่ละสัปดาห์ มีสิ่งที่ถูกผลิตและก่อสร้างด้วยฝีมือมนุษย์มีเพิ่มมากขึ้น  คิดเป็นปริมาณเฉลี่ยมากกว่าน้ำหนักตัวของมนุษย์แต่ละคนบนโลก
ผลการศึกษายังพบว่า สิ่งที่มนุษย์ทำขึ้นไม่ว่าจะเป็น ผลิตภัณฑ์จากพลาสติก คอนกรีต โลหะแปรรูปหรือสสารอื่น ๆ ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ในทุก 20 ปีอีกด้วย


Cr.GETTY IMAGES
 
เมื่อนำตัวเลขนี้มาเปรียบเทียบกับปริมาณ "ชีวมวล" (biomass) หรือเนื้อสารแห้งที่ไม่รวมมวลน้ำของบรรดาพืช สัตว์ และจุลินทรีย์ต่าง ๆ พบว่า กิจกรรมของมนุษย์ได้ทำให้ชีวมวลในธรรมชาติมีปริมาณลดน้อยถอยลงเรื่อย ๆ และจะถึงจุดที่มีปริมาณต่ำกว่ามวลของสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นภายในปี 2020 หรือไม่กี่ปีหลังจากนั้น

ทีมผู้วิจัยประมาณการว่า หากมนุษย์ยังคงอัตราการผลิตสิ่งต่าง ๆ เอาไว้ที่ 30 กิกะตันต่อปี หรือราว 3 หมื่นล้านตันต่อปีเช่นนี้ ในอีกสองทศวรรษข้างหน้าหรือในปี 2040 มวลรวมของสิ่งที่สร้างโดยมนุษย์จะพุ่งสูงขึ้นเป็น 3 เทระตัน หรือกว่า 3 ล้านล้านกม.

ดร.Ron Milo ผู้นำทีมวิจัยบอกว่า "ตัวเลขนี้มีความสำคัญในเชิงสัญลักษณ์ โดยชี้ถึงบทบาทนำของมนุษย์ในการสร้างและเปลี่ยนแปลงโลกรวมทั้งสิ่งแวดล้อมรอบตัว เรื่องนี้ยังเป็นสาเหตุให้เราย้อนคิดทบทวนถึงพฤติกรรมการบริโภค และมองหาวิธีสร้างสมดุลระหว่างโลกของสิ่งมีชีวิตกับมนุษยชาติด้วย"


นับแต่ปฏิวัติเกษตรกรรมครั้งแรกเป็นต้นมา มนุษย์ได้ลดปริมาณชีวมวลของพืชลงไปถึงครึ่งหนึ่ง
Cr.GETTY IMAGES
 
ผลการศึกษานี้นับเป็นอีกหลักฐานหนึ่งที่ยืนยันว่า โลกได้เข้าสู่ช่วงเวลาใหม่ทางธรณีกาล (geological age) ที่เรียกว่า สมัยแอนโทรโพซีน (Anthropocene) หรือ "สมัยแห่งมนุษย์" ซึ่งเป็นช่วงที่โลกได้รับผลกระทบจากกิจกรรมของผู้คน จนปรากฏเป็นร่องรอยทางธรณีวิทยาที่พบเห็นได้ทั่วไปและจะคงอยู่ไปอีกนับล้านปี

แต่ในปัจจุบัน ยังไม่มีการกำหนดอย่างชัดเจนในหมู่ผู้เชี่ยวชาญว่า "สมัยแห่งมนุษย์" นี้เริ่มขึ้นเมื่อวันเวลาใดกันแน่ โดยก่อนหน้านี้มีผู้เสนอว่าสมัย (epoch) ดังกล่าว ควรจะนับเริ่มต้นจากหมุดหมายที่เป็นเหตุการณ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ลูกแรก (Trinity test) ในปี 1945 อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เห็นว่าช่วงทศวรรษ 1950-1960 หลังสงครามโลกครั้งที่สองยุติลง ควรเป็นช่วงที่สมัยแอนโทรโพซีนได้เริ่มต้นขึ้นแล้วอย่างแท้จริง



นับแต่ทศวรรษ 1950 เป็นต้นมา กิจกรรมของมนุษย์เช่นการทดลองระเบิดปรมาณู ได้ทำให้สภาพแวดล้อมโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างใหญ่หลวง
Cr.GETTY IMAGES

ประวัติศาสตร์ธรณีวิทยาของโลกจะถูกสังเกตโดยช่วงเวลา
ซึ่งปัจจุบันเราอยู่ใน Holocene ซึ่งอบอุ่นและชุ่มชื้นและเป็นช่วงเวลาที่ดีในการเติบโตของอารยธรรมมนุษย์
แต่กิจกรรมของอารยธรรมกำลังผลักดันให้โลกเข้าสู่ยุคใหม่ที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า Anthropocene
Cr.Ray Troll/Troll Art
ต่อมา นักวิทยาศาสตร์จากออสเตรเลียและสหราชอาณาจักร ได้ร่วมกันเสนอให้ต้นสน Sitka spruce ที่มีอยู่เพียงต้นเดียวบนเกาะ Campbell  ของนิวซีแลนด์ ให้เป็น "หมุดทอง" (Golden spike) หรือเครื่องหมายบ่งบอกจุดเริ่มต้นยุคทางธรณีวิทยาใหม่ที่มนุษย์เป็นตัวการสำคัญในการกำหนดสภาพแวดล้อมของโลก หรือที่เรียกว่า สมัยแอนโทรโพซีน

การศึกษาต้นสนดังกล่าวถูกตีพิมพ์ลงในวารสาร Scientific Reports (2013-2014) โดยศาสตราจารย์ Chris Turney จากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์ของออสเตรเลีย และดร.Mark Maslin จากยูนิเวอร์ซีตี คอลเลจ ลอนดอน (ยูซีแอล) ของสหราชอาณาจักร ซึ่งชี้ว่าต้นสนนี้มีร่องรอยของกัมมันตรังสีจากการทดลองระเบิดปรมาณูในช่วงทศวรรษ 1950-1960 ที่ชัดเจน ซึ่งบ่งบอกถึงผลกระทบจากการกระทำของมนุษย์ที่ฝังลึกลงไปในระบบนิเวศอย่างครอบคลุมทั่วโลก

จากการวิเคราะห์วงปีของต้นสนดังกล่าว พบการเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดของระดับคาร์บอน-14 ซึ่งเป็นสารกัมมันตรังสีที่ต้นไม้รับเข้าไปในรูปของคาร์บอนไดออกไซด์ขณะสังเคราะห์แสง โดยช่วงที่มีการเพิ่มสูงขึ้นของคาร์บอน-14 อย่างฉับพลันนี้คือปี 1965 หลังการบังคับใช้สนธิสัญญาห้ามทดลองนิวเคลียร์ในชั้นบรรยากาศโลกได้ไม่นาน



"ต้นสนต้นนี้เป็นหลักฐานที่แสดงถึงจุดเปลี่ยนผ่านจากสมัยโฮโลซีน เข้าสู่สมัยแอนโทรโพซีนได้อย่างชัดเจนที่สุด เท่าที่เคยมีการเสนอกันมา เพราะได้บันทึกข้อมูลที่แสดงถึงการเร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็วฉับพลัน หรือ Great Acceleration ของกิจกรรมมนุษย์ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งกว้างขวางครอบคลุมไปทั่วโลก" ศาสตราจารย์ Turney กล่าว

ด้านดร.Maslin บอกว่า การที่ต้นสนนี้อยู่ในจุดที่ห่างไกลที่สุดของซีกโลกใต้ ทำให้มันเป็นตัวชี้วัดที่ดีว่ากิจกรรมของมนุษย์ในยุคทางธรณีวิทยาใหม่ เช่นอุตสาหกรรมและการพัฒนาเทคโนโลยีซึ่งส่วนใหญ่เกิดขึ้นในซีกโลกเหนือ ส่งผลกระทบในวงกว้างต่อโลกทั้งใบ ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์สำคัญที่ชี้ว่า เราได้เข้าสู่ยุคสมัยที่การกระทำของมนุษย์คือปัจจัยหลักในการกำหนดสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมของโลกแล้ว

ต้นสนนี้ได้ชื่อว่าเป็น "ต้นไม้โดดเดี่ยวที่สุดในโลก" เพราะไม่ใช่พืชประจำถิ่นของเกาะในแถบมหาสมุทรแอนตาร์กติก แต่มีผู้นำมาปลูกไว้ในปี 1905 ทำให้มันเป็นต้นสนเพียงต้นเดียวบนเกาะ ส่วนไม้ยืนต้นที่อยู่ใกล้ที่สุดนั้น อยู่ที่หมู่เกาะโอคแลนด์ซึ่งห่างออกไปราว 200 กิโลเมตร



 
นักธรณีวิทยาชี้ว่า "ไก่" คือสัตว์ชนิดสำคัญและเป็นสัญลักษณ์อันโดดเด่นที่บ่งบอกถึงยุคทางธรณีวิทยาใหม่ "สมัยแอนโทรโพซีน"
ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มนุษย์เป็นตัวการสำคัญในการกำหนดสภาพแวดล้อมของโลก

โดยทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเลสเตอร์ของสหราชอาณาจักร ตีพิมพ์ผลการศึกษาดังกล่าวในวารสาร Royal Society open Science ของราชสมาคมกรุงลอนดอน โดยระบุว่าการกระทำจากฝีมือมนุษย์ได้ทำให้ไก่กระทงหรือไก่เนื้อ (Broiler) กลายเป็นสัตว์บกมีกระดูกสันหลังที่มีจำนวนมากที่สุดในโลก โดยในทุกขณะจะมีไก่เนื้อที่มีชีวิตอยู่ทั้งสิ้น 23,000 ล้านตัว

การเลี้ยงไก่เพื่อบริโภคเนื้อซึ่งเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ทำให้ประชากรไก่เนื้อมีจำนวนมากกว่าสัตว์ปีกในธรรมชาติถึง 3 ต่อ 1 ซึ่งนับแต่ช่วงทศวรรษ 1950 เป็นต้นมา
นอกจากมนุษย์จะทำให้ไก่เนื้อเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมหาศาลแล้ว การคัดเลือกปรับปรุงพันธุ์ และเทคโนโลยีในการทำฟาร์มที่มุ่งให้ไก่เพิ่มน้ำหนักตัวขึ้นได้มากในเวลาอันสั้น ยังส่งผลเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมและสรีระของไก่เนื้อไปอย่างมาก เมื่อเทียบกับไก่เลี้ยงในยุคโบราณ ซึ่งปกติแล้วความเปลี่ยนแปลงเช่นนี้จะต้องใช้เวลานับล้านปีสำหรับการเกิดวิวัฒนาการตามธรรมชาติ

การทำฟาร์มเลี้ยงไก่ขนาดใหญ่ยังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมาก โดยทิ้งร่องรอยของสารเคมีที่ใช้ในดินและน้ำ กระดูกไก่จำนวนมหาศาลที่มนุษย์บริโภคยังถูกฝังลงในดิน จนสามารถเป็นร่องรอยทางธรณีวิทยาที่บ่งบอกถึงกิจกรรมของมนุษย์ในยุคปัจจุบัน ซึ่งเปลี่ยนแปลงธรรมชาติรวมทั้งระบบนิเวศในระดับฝังลึกและกว้างขวางครอบคลุมไปทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม  ยังมีนักวิทยาศาสตร์หลายคนที่อ้างถึงยุคปัจจุบันว่า ยังคงอยู่ในยุคโฮโลซีน ซึ่งเป็นช่วงเวลาทางธรณีวิทยาที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อแผ่นน้ำแข็งเริ่มล่าถอยเมื่อ 11,700 ปีก่อน





ผลกระทบที่เห็นได้ชัดที่สุดจากฝีมือมนุษย์คือ ภาวะโลกร้อนที่เกิดจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ผลที่ตามมาคือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแสดงให้เห็นด้วยปรากฏการณ์ที่รุนแรง และบ่อยครั้งมากขึ้นเช่น การละลายของธารน้ำแข็งและน้ำแข็งขั้วโลก

ซึ่งผลกระทบในทันทีส่วนใหญ่คือการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อประชากรชายฝั่งและเกาะ ซึ่งจะทำให้เกิดการอพยพครั้งใหญ่พร้อมกับคลื่นผู้ลี้ภัยจากสภาพอากาศ ผลที่ตามมาอีกประการหนึ่งคือ การทำให้ดินกลายเป็นทะเลทรายโดยขาดแคลนน้ำดื่มสำหรับมนุษย์และสัตว์ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง



ประติมากรรมจากชุด 'Anthropocene' ของ Glenn Morris  ที่ทำจากไม้รีไซเคิลและเหล็กหลอม
Cr.https://www.bbc.com/thai/international-55258644
Cr.https://thematter.co/science-tech/wellcome-to-anthropocene/8781 /  Thanet Ratanakul
Cr.https://newatlas.com/anthropocene/45151/ By Michael Irving
Cr.https://www.catdumb.com/nuclear-teste-picture-378/By เหมียวศรัทธา
Cr.https://www.axios.com/75th-anniversary-trinity-nuclear-test-technology-2e1aaf28-6111-4774-ba3e-1253e0191a34.html
Cr.https://www.npr.org/sections/13.7/2016/10/01/495437158/climate-change-and-the-astrobiology-of-the-anthropocene /ADAM FRANK

(ขอขอบคุณที่มาของข้อมูลทั้งหมดและขออนุญาตนำมา)


แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่