"คืนมืด"
...สายฝนกระหน่ำเทลงมาไม่ขาดระยะ ฟ้าแลบแปลบปลาบ สว่างไสววูบวาบเป็นครั้งคราว เห็นเงาตะคุ่มของสุมทุมพุ่มไม้ และอาคารบ้านเรือน สองข้างถนน เป็นบางครั้ง ไฟฟ้าดับสนิทลงไปเมื่อครู่ นานๆทีรถจะวิ่งผ่านไปมาสักครั้ง ละอองน้ำจากสายฝนที่สาดซัด และ ฝอยกระเซ็นจาก จากการเหยียบย่ำ ของล้อรถที่วิ่งผ่านทำให้ชายหนุ่ม ห่อกายเบียดชิดกับเสา ศาลาที่พักข้างทาง โดยสัญชาติญาณ ทั้งที่ไม่ได้หลบพ้น จากความเปียกชื้นและหนาวเหน็บลงไปได้สักเท่าไร
เวลาจะผ่านไปนานเท่าไรไม่อาจทราบได้ แต่รู้สึกเหมือนผ่านไปเนิ่นนาน และเชื่องช้าเสียเหลือเกิน ในห้วงคิดคำนึงของเขา รอให้ฝนซาเม็ด แต่เหมือนไร้วี่แวว บางครั้งกลับหนักหน่วง ถาโถมด้วยแรงลมกรรโชก คว้ากระเป๋าผ้า ใบเล็ก ที่สะพายข้างกาย มาไว้ข้างหน้า กอดกระชับไว้แน่น สนิทนิ่ง สายตา เหม่อมองไปในความมืด ท่ามกลางเสียงฟ้า ที่คำรามอยู่ครืนๆ เสียงสั่นรัวๆของโทรศัพท์ในกระเป๋า กระตุ้นเตือน ให้หยิบมันขึ้นมากดรับ แล้วแนบมันไป กับหู เขาพยายามเงี่ยหูฟังเสียงที่แทรกมา เบาแสนเบา เมื่อเทียบกับเสียง ของสายฝน
" รออยู่ตรงนั้นนะ อย่าไปไหน เสียเวลาหน่อย อีกสักพักจะออกไปรับ"
เขาเก็บโทรศัพท์ ลงในกระเป๋าตามเดิม มือลูบใบหน้า ที่เปียกชื้น เสยผม ขึ้นไปข้างหลัง
ภาพแห่งความหลัง เมื่อไม่นาน ปรากฏขึ้นในมโนสำนึก เหมือนภาพยนต์จอกว้าง ที่ค่อยกระจ่างชัดขึ้น
สามเดือนก่อนหน้านี้ ที่โรงแรมห้าดาวสุดหรู บนเกาะที่สวยงามแห่งหนึ่ง ของประเทศไทย
" ทางโรงแรม จำเป็นต้องลดค่าใช้จ่ายลง มันมีสองทางให้เลือก คือ ลาออกและรับเงินเดือน อีกหนึ่งเดือนเต็ม กับ ทำงานต่อ แต่รับเงินเดือน ครึ่งเดียว ไปอีกสามเดือน เพื่อรอคำสั่งเปลี่ยนแปลง ซึ่งไม่แน่ว่าเราจะต้องปิดตัวลงหรือไปต่อ สถานะการณ์มันไม่ดี ยังไม่มีความชัดเจนอะไร"
เสียงของหัวหน้าฝ่ายบุคคล น้ำเสียงเรียบและเย็นชา เสียงนั้นบาดลึกเข้าไปในโสตประสาท เย็นยะเยือก และวังเวงในหัวใจเขายิ่งนัก เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น เอ่ยตอบด้วยเสียงแหบแห้ง ผ่านลำคอ อย่างยากเย็น
" ผมขอกลับบ้านครับ"
ที่บ้าน ลูกชายตัวเล็กๆวัย 6 ขวบ กับภรรยาของเขา นั่งกัดฟันก้มหน้านิ่ง แววตาหม่นหมอง เมื่อได้รับรู้เรื่องราว
" เราจะทำอย่างไรกันดี "
เธอ เอ่ยเสียงแผ่วเบา ไม่ได้มองสบตาเขา
" เราต้องสู้ต่อ มันต้องมีทางไป เราต้องผ่านไปให้ได้"
เขาบีบมือเธอแน่น เอ่ยด้วยเสียงหนักแน่นเข้มแข็ง ปลอบประโลม ทั้งที่ ใจนั้น แอบ อ่อนไหว อ่อนแอ อยู่ลึกๆ
อีกสองสามวันต่อมา ด้วยทุนที่มีอยู่น้อยนิด ร้านข้าวต้มเล็กๆก็เกิดขึ้นที่ปากซอย ด้วยสองมือสองแรง ค่ำคืนแรก มีลูกค้าไม่กี่คน คืนที่สองค่อนดีขึ้น รอยยิ้มค่อนปรากฏขึ้นทั้งเขาและเธอ ปิดร้านเที่ยงคืน นั่งนับเงิน หลังหักค่าใช้จ่ายมีเหลือกำไร ประมาณ 3-4 ร้อย ซึ่งก็ยังดีพอคุ้มค่าเหนื่อย ดีกว่าไม่ได้อะไรเลย
อีกหนึ่งอาทิตย์ ผ่านไป
" พี่ พรุ่งนี้ รัฐบาลประกาศ พรก.ฉุกเฉินนะ สี่ทุ่ม ห้ามคนออกจากบ้านแล้ว ก่อนสี่ทุ่ม นั่งกินอาหารที่ร้าน ก็ไม่ได้นะ เห็นว่าโรคมันระบาดรุนแรงขึ้น "
เธอบอกเขา ตอน เก็บของใกล้ปิดร้าน ในคืนหนึ่ง
"อืม พี่รู้แล้ว เราคงต้องปิด"
เขาตอบสั้นๆ
สามเดือนผ่านไป เงินเก็บค่อยร่อยหรอลง ค่าใช้จ่ายต่างๆ ก็ยังถาโถมเข้ามาเหมือนเดิม
" เราไม่ได้ส่งงวดบ้าน มาหลายเดือนแล้วนะพี่ คงอีกไม่นาน...ยังเหลือยอดเป็นล้าน จะเอาที่ไหนจ่าย"
เธอรำพึงเบาๆ เหมือนจะระบายความรู้สึก ที่คั่งค้างออกมา มากกว่าจะหาคำตอบอื่นใด
"มันต้องมีทางออก ต้องมีซักทางนึง"
เขาบอก กัดฟันแน่น ความคิดหลายๆอย่าง ประดังเข้ามาในห้วงความคิด ใช่มันต้องมีทางออก เขาจะไม่ยอมจำนน ง่ายๆ มันจะจบลงแบบนั้นได้อย่างไร เขาคงนอมไม่ได้
" พี่จะไป ต่างจังหวัด ต้องทำงาน บางอย่าง เราต้องมีเงิน "
นั่นเป็นคำพูดที่ เขาบอกเธอในวันนั้น แล้วเก็บเสื้อผ้าที่จำเป็นบางชุด ยัดใส่กระเป๋า ขึ้นรถประจำทาง ระยะทางหลายร้อยกิโล
"ไม่ต้อง ขับรถมานะ นั่งรถมา รอที่ศาลาคอยรถ จะมีคนออกไปรับ ดึกๆหน่อยนะ นั่งรถมาจะปลอดภัยที่สุด ทุกอย่างจะเรียบร้อย"
มันเป็นเสียงสั่งความของเพื่อน คนสนิทที่ผ่านมาทาง โทรศัพท์ ก่อนวันที่เขาจะออกเดินทาง
เขาตื่นจากภวังค์ แห่งห้วงคิด ฝนยังคงลงเม็ดมาไม่ขาด เสียงดังซู่ๆ ลงกระทบหลังคาศาลาคอยรถ ลมกระโชกมาเป็นคนั้งคราว หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อ ดูว่ามีการติดต่อมาจากเพื่อน ที่จะมารับ ลังเล ว่าจะโทรกลับไปหา ดีหรือไม่แต่แล้วก็เปลี่ยนใจ เก็บโทรศัพท์ ลงในกระเป๋า
พื้นถนนเจิ่งนองไปด้วยน้ำ รถใหญ่วิ่งควบฝ่าสายฝน ผ่านไปคันแล้วคันเล่าเป็นครั้งคราว แสงไฟรถสาดผ่านหน้าเขาไป พร้อม หยาดน้ำที่กระเซ็น
ความคิดหลายๆอย่างที่ สับสน วกวน วูบเข้ามา ในหัวสมอง เขาต้องต่อสู้อย่างหนักกับความคิดบางอย่าง เหมือนตัวตนแบ่งออกเป็นสองร่าง และต่อสู้ทางความคิดระกว่างสิ่งหนึ่งกับสิ่งหนึ่ง น้ำตาเขาค่อยเอ่อล้นออกจากดวงตาทั้งคู่ ใบหน้าของภรรยาและลูกน้อย ผลัดกันวนเวียนเข้ามา เป็นระยะ
เขาสะบัดหน้า เหมือนจะสลัดความรู้สึกบางอย่างทิ้ง รูดซิปกระเป๋าช้าๆ หยิบห่อวัสดุบางอย่าง ที่ถูกห่อหุ้มด้วยพลาสติก ถายในเป็นผงเกล็ดสีขาว ที่มีคนเอามาส่งให้ก่อนออกเดินทาง น้ำหนักมัน เกือบครึ่งกิโลกรัม มองฝ่าออกไปในความมืดมิด ในดงรกข้างทาง แล้วตัดสินใจ เอี้ยวตัวเหวี่ยงแขนออกไปสุดแรงเกิด วัตถุลึกลับนั้น ลอยละลิ่ว ปลิวหายไปในความมืด ตกลงไปในพงรก ที่เขาหมายตาไว้ ตอนที่เห็นมันจากแสงไฟรถ
แสงไฟรถ คู่นั้นส่องจ้ามาแต่ไกล เขาตัดสินใจแล้ว พอได้จังหวะเข้ามาใกล้ๆ พอเหมาะ เขากระโจนพุ่งตัว ฝ่าสายฝนออกไป พุ่งตัวเข้าปะทะ ไฟคู่หน้า ที่สูงระดับเอว นั้นทันที ร่างกายเขาปะทะ เข้ากับหน้ารถคันนั้นเสียงดังสนั่น ก่อนที่รถ คันนั้นจะเบรคเป็นทางยาว ก่อนออกรถ วิ่งเลยผ่านไปร่างเขาลอยละลิ่ว ออกไปหลายเมตร ก่อนตกลงพื้น แล้วกลิ้งอีกหลายตลบ ก่อนทุกสิ่งทุกอย่างสงบนิ่งลง ริมข้างทาง ความมืดมิดเข้ามาเยือนอีกครั้ง
ในงานศพที่จัดขึ้นง่ายๆ คืนสุดท้าย หลังจากแขกเหรื่อกลับไปแล้ว ชายสองคน แต่งชุด เสื้อขาวสุภาพ ผูกเนคไท สีดำ ยื่นเอกสารบางอย่าง ในซองสีน้ำตาลให้เธอ
" คุณ นำเอกสารนี้ ไปติดต่อเพื่อรับเช็คเงินสด สองล้านบาท ที่สาขา ในเวลา ทำการนะครับ สามีคุณ ได้ทำประกันอุบัติเหตุไว้ ตามที่พนักงาน ได้แจ้งไว้ก่อนหน้านี้"
เธอรับซอง เอกสารนั้น มากอดไว้แนบอก น้ำตาไหลอาบแก้ม สะอื้นให้ เหมือนจะทรุดกายลง ขาดใจตรงนั้น อีกครั้ง.
______________________________
เรื่องสั้น " คืนมืด"
...สายฝนกระหน่ำเทลงมาไม่ขาดระยะ ฟ้าแลบแปลบปลาบ สว่างไสววูบวาบเป็นครั้งคราว เห็นเงาตะคุ่มของสุมทุมพุ่มไม้ และอาคารบ้านเรือน สองข้างถนน เป็นบางครั้ง ไฟฟ้าดับสนิทลงไปเมื่อครู่ นานๆทีรถจะวิ่งผ่านไปมาสักครั้ง ละอองน้ำจากสายฝนที่สาดซัด และ ฝอยกระเซ็นจาก จากการเหยียบย่ำ ของล้อรถที่วิ่งผ่านทำให้ชายหนุ่ม ห่อกายเบียดชิดกับเสา ศาลาที่พักข้างทาง โดยสัญชาติญาณ ทั้งที่ไม่ได้หลบพ้น จากความเปียกชื้นและหนาวเหน็บลงไปได้สักเท่าไร
เวลาจะผ่านไปนานเท่าไรไม่อาจทราบได้ แต่รู้สึกเหมือนผ่านไปเนิ่นนาน และเชื่องช้าเสียเหลือเกิน ในห้วงคิดคำนึงของเขา รอให้ฝนซาเม็ด แต่เหมือนไร้วี่แวว บางครั้งกลับหนักหน่วง ถาโถมด้วยแรงลมกรรโชก คว้ากระเป๋าผ้า ใบเล็ก ที่สะพายข้างกาย มาไว้ข้างหน้า กอดกระชับไว้แน่น สนิทนิ่ง สายตา เหม่อมองไปในความมืด ท่ามกลางเสียงฟ้า ที่คำรามอยู่ครืนๆ เสียงสั่นรัวๆของโทรศัพท์ในกระเป๋า กระตุ้นเตือน ให้หยิบมันขึ้นมากดรับ แล้วแนบมันไป กับหู เขาพยายามเงี่ยหูฟังเสียงที่แทรกมา เบาแสนเบา เมื่อเทียบกับเสียง ของสายฝน
" รออยู่ตรงนั้นนะ อย่าไปไหน เสียเวลาหน่อย อีกสักพักจะออกไปรับ"
เขาเก็บโทรศัพท์ ลงในกระเป๋าตามเดิม มือลูบใบหน้า ที่เปียกชื้น เสยผม ขึ้นไปข้างหลัง
ภาพแห่งความหลัง เมื่อไม่นาน ปรากฏขึ้นในมโนสำนึก เหมือนภาพยนต์จอกว้าง ที่ค่อยกระจ่างชัดขึ้น
สามเดือนก่อนหน้านี้ ที่โรงแรมห้าดาวสุดหรู บนเกาะที่สวยงามแห่งหนึ่ง ของประเทศไทย
" ทางโรงแรม จำเป็นต้องลดค่าใช้จ่ายลง มันมีสองทางให้เลือก คือ ลาออกและรับเงินเดือน อีกหนึ่งเดือนเต็ม กับ ทำงานต่อ แต่รับเงินเดือน ครึ่งเดียว ไปอีกสามเดือน เพื่อรอคำสั่งเปลี่ยนแปลง ซึ่งไม่แน่ว่าเราจะต้องปิดตัวลงหรือไปต่อ สถานะการณ์มันไม่ดี ยังไม่มีความชัดเจนอะไร"
เสียงของหัวหน้าฝ่ายบุคคล น้ำเสียงเรียบและเย็นชา เสียงนั้นบาดลึกเข้าไปในโสตประสาท เย็นยะเยือก และวังเวงในหัวใจเขายิ่งนัก เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น เอ่ยตอบด้วยเสียงแหบแห้ง ผ่านลำคอ อย่างยากเย็น
" ผมขอกลับบ้านครับ"
ที่บ้าน ลูกชายตัวเล็กๆวัย 6 ขวบ กับภรรยาของเขา นั่งกัดฟันก้มหน้านิ่ง แววตาหม่นหมอง เมื่อได้รับรู้เรื่องราว
" เราจะทำอย่างไรกันดี "
เธอ เอ่ยเสียงแผ่วเบา ไม่ได้มองสบตาเขา
" เราต้องสู้ต่อ มันต้องมีทางไป เราต้องผ่านไปให้ได้"
เขาบีบมือเธอแน่น เอ่ยด้วยเสียงหนักแน่นเข้มแข็ง ปลอบประโลม ทั้งที่ ใจนั้น แอบ อ่อนไหว อ่อนแอ อยู่ลึกๆ
อีกสองสามวันต่อมา ด้วยทุนที่มีอยู่น้อยนิด ร้านข้าวต้มเล็กๆก็เกิดขึ้นที่ปากซอย ด้วยสองมือสองแรง ค่ำคืนแรก มีลูกค้าไม่กี่คน คืนที่สองค่อนดีขึ้น รอยยิ้มค่อนปรากฏขึ้นทั้งเขาและเธอ ปิดร้านเที่ยงคืน นั่งนับเงิน หลังหักค่าใช้จ่ายมีเหลือกำไร ประมาณ 3-4 ร้อย ซึ่งก็ยังดีพอคุ้มค่าเหนื่อย ดีกว่าไม่ได้อะไรเลย
อีกหนึ่งอาทิตย์ ผ่านไป
" พี่ พรุ่งนี้ รัฐบาลประกาศ พรก.ฉุกเฉินนะ สี่ทุ่ม ห้ามคนออกจากบ้านแล้ว ก่อนสี่ทุ่ม นั่งกินอาหารที่ร้าน ก็ไม่ได้นะ เห็นว่าโรคมันระบาดรุนแรงขึ้น "
เธอบอกเขา ตอน เก็บของใกล้ปิดร้าน ในคืนหนึ่ง
"อืม พี่รู้แล้ว เราคงต้องปิด"
เขาตอบสั้นๆ
สามเดือนผ่านไป เงินเก็บค่อยร่อยหรอลง ค่าใช้จ่ายต่างๆ ก็ยังถาโถมเข้ามาเหมือนเดิม
" เราไม่ได้ส่งงวดบ้าน มาหลายเดือนแล้วนะพี่ คงอีกไม่นาน...ยังเหลือยอดเป็นล้าน จะเอาที่ไหนจ่าย"
เธอรำพึงเบาๆ เหมือนจะระบายความรู้สึก ที่คั่งค้างออกมา มากกว่าจะหาคำตอบอื่นใด
"มันต้องมีทางออก ต้องมีซักทางนึง"
เขาบอก กัดฟันแน่น ความคิดหลายๆอย่าง ประดังเข้ามาในห้วงความคิด ใช่มันต้องมีทางออก เขาจะไม่ยอมจำนน ง่ายๆ มันจะจบลงแบบนั้นได้อย่างไร เขาคงนอมไม่ได้
" พี่จะไป ต่างจังหวัด ต้องทำงาน บางอย่าง เราต้องมีเงิน "
นั่นเป็นคำพูดที่ เขาบอกเธอในวันนั้น แล้วเก็บเสื้อผ้าที่จำเป็นบางชุด ยัดใส่กระเป๋า ขึ้นรถประจำทาง ระยะทางหลายร้อยกิโล
"ไม่ต้อง ขับรถมานะ นั่งรถมา รอที่ศาลาคอยรถ จะมีคนออกไปรับ ดึกๆหน่อยนะ นั่งรถมาจะปลอดภัยที่สุด ทุกอย่างจะเรียบร้อย"
มันเป็นเสียงสั่งความของเพื่อน คนสนิทที่ผ่านมาทาง โทรศัพท์ ก่อนวันที่เขาจะออกเดินทาง
เขาตื่นจากภวังค์ แห่งห้วงคิด ฝนยังคงลงเม็ดมาไม่ขาด เสียงดังซู่ๆ ลงกระทบหลังคาศาลาคอยรถ ลมกระโชกมาเป็นคนั้งคราว หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อ ดูว่ามีการติดต่อมาจากเพื่อน ที่จะมารับ ลังเล ว่าจะโทรกลับไปหา ดีหรือไม่แต่แล้วก็เปลี่ยนใจ เก็บโทรศัพท์ ลงในกระเป๋า
พื้นถนนเจิ่งนองไปด้วยน้ำ รถใหญ่วิ่งควบฝ่าสายฝน ผ่านไปคันแล้วคันเล่าเป็นครั้งคราว แสงไฟรถสาดผ่านหน้าเขาไป พร้อม หยาดน้ำที่กระเซ็น
ความคิดหลายๆอย่างที่ สับสน วกวน วูบเข้ามา ในหัวสมอง เขาต้องต่อสู้อย่างหนักกับความคิดบางอย่าง เหมือนตัวตนแบ่งออกเป็นสองร่าง และต่อสู้ทางความคิดระกว่างสิ่งหนึ่งกับสิ่งหนึ่ง น้ำตาเขาค่อยเอ่อล้นออกจากดวงตาทั้งคู่ ใบหน้าของภรรยาและลูกน้อย ผลัดกันวนเวียนเข้ามา เป็นระยะ
เขาสะบัดหน้า เหมือนจะสลัดความรู้สึกบางอย่างทิ้ง รูดซิปกระเป๋าช้าๆ หยิบห่อวัสดุบางอย่าง ที่ถูกห่อหุ้มด้วยพลาสติก ถายในเป็นผงเกล็ดสีขาว ที่มีคนเอามาส่งให้ก่อนออกเดินทาง น้ำหนักมัน เกือบครึ่งกิโลกรัม มองฝ่าออกไปในความมืดมิด ในดงรกข้างทาง แล้วตัดสินใจ เอี้ยวตัวเหวี่ยงแขนออกไปสุดแรงเกิด วัตถุลึกลับนั้น ลอยละลิ่ว ปลิวหายไปในความมืด ตกลงไปในพงรก ที่เขาหมายตาไว้ ตอนที่เห็นมันจากแสงไฟรถ
แสงไฟรถ คู่นั้นส่องจ้ามาแต่ไกล เขาตัดสินใจแล้ว พอได้จังหวะเข้ามาใกล้ๆ พอเหมาะ เขากระโจนพุ่งตัว ฝ่าสายฝนออกไป พุ่งตัวเข้าปะทะ ไฟคู่หน้า ที่สูงระดับเอว นั้นทันที ร่างกายเขาปะทะ เข้ากับหน้ารถคันนั้นเสียงดังสนั่น ก่อนที่รถ คันนั้นจะเบรคเป็นทางยาว ก่อนออกรถ วิ่งเลยผ่านไปร่างเขาลอยละลิ่ว ออกไปหลายเมตร ก่อนตกลงพื้น แล้วกลิ้งอีกหลายตลบ ก่อนทุกสิ่งทุกอย่างสงบนิ่งลง ริมข้างทาง ความมืดมิดเข้ามาเยือนอีกครั้ง
ในงานศพที่จัดขึ้นง่ายๆ คืนสุดท้าย หลังจากแขกเหรื่อกลับไปแล้ว ชายสองคน แต่งชุด เสื้อขาวสุภาพ ผูกเนคไท สีดำ ยื่นเอกสารบางอย่าง ในซองสีน้ำตาลให้เธอ
" คุณ นำเอกสารนี้ ไปติดต่อเพื่อรับเช็คเงินสด สองล้านบาท ที่สาขา ในเวลา ทำการนะครับ สามีคุณ ได้ทำประกันอุบัติเหตุไว้ ตามที่พนักงาน ได้แจ้งไว้ก่อนหน้านี้"
เธอรับซอง เอกสารนั้น มากอดไว้แนบอก น้ำตาไหลอาบแก้ม สะอื้นให้ เหมือนจะทรุดกายลง ขาดใจตรงนั้น อีกครั้ง.
______________________________