ปั้นรักจนเต็มหัวใจ
เขียนโดย ดวงจันทร์ของดาวเสาร์
"สิรวิชญ์" ได้ถูกจ้างให้ไปดูแล "ชสุดา" น้องสาวของพี่สะใภ้ ที่เป็นคนมีโลกส่วนตัวสูง (มาก)
โดยเขาเองไม่รู้ตัวเลยว่าความใกล้ชิดค่อย ๆ ก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า "ความรัก"
ตอนที่ 1
เมื่อไหร่จะโต
“ถ้าแพ็คเสร็จแล้วก็โทรตามขนส่งให้มารับของได้เลยนะ”
“ค่ะ คุณญา” เด็กสาวเอ่ยรับคำจากเจ้าของแบรนด์เสื้อผ้า
ชัญญา หญิงสาวที่หลงรักแฟชั่นและการแต่งตัว ตั้งแต่เด็ก ๆ เธอชอบเล่นตุ๊กตาบาร์บี้จนหัดตัดชุดให้ตุ๊กตาใส่ พอโตขึ้นก็ไปสมัครเรียนคอร์สสอนตัดเสื้อผ้า และเธอก็สอบเข้ามหาวิทยาลัยในสาขาแฟชั่นดีไซน์ได้สำเร็จ พอเรียนจบเธอก็มาเธอก็ไปสมัครงานในห้องเสื้อต่าง ๆ เพื่อเรียนรู้งาน เมื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ได้พอสมควรแล้ว เธอก็ตัดสินใจมาทำแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเอง แม้มันจะไม่ได้เป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียงมากมายแต่มันก็ทำให้เธอมีรายได้เป็นกอบเป็นกำพอที่จะเลี้ยงครอบครัวได้ ช่องทางการจัดจำหน่าย เธอเปิดขายทั้งทางหน้าร้านและทางออนไลน์
กริ๊งงง...กริ๊งงง
เสียงริงโทนแจ้งเตือนว่ามีสายโทรเข้าดังขึ้น เธอเดินไปหยิบเจ้าเครื่องสี่เหลี่ยมนั้นแล้วดูว่าใครโทรมา
ตัวแสบ
"ฮัลโหล พี่ญา" เสียงเจื้อยแจ้วดังออกมาจากมือถือ
“ใจคอจะไม่โทรหาพี่บ้างเลยหรือไง” เธอถามขึ้นเพราะคนในสายไม่ได้โทรมาหาเธอเกือบครึ่งเดือนแล้ว ไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไรบ้าง หล่อนโทรไปก็ไม่รับ แต่กลับส่งข้อความมาว่า กำลังเข้าถ้ำอยู่ ว่างแล้วจะโทรหา
"ไม่เอาไม่โกรธน้องนะ นี่ไงก็โทรมาแล้วเนี่ย...คิดถึง"
ถ้าเป็นคนอื่นที่เขาบอกคิดถึงกันความหมายมันก็จะแปลว่าคิดถึง แต่สำหรับเธอ ในฐานะพี่สาวแล้ว คำว่าคิดถึงของน้องสาวมันอันตรายจริง ๆ
“คิดถึงพี่แล้วจะเอาอะไร”
"แหมพี่ญาก็...วันนี้พี่ญางานเยอะไหม ยุ่งเปล่า"
“วันนี้ไม่ค่อยยุ่งเท่าไหร่ แล้วยังไง มีอะไรก็ว่ามาค่ะ คุณชสุดา”
"พี่ญา...ชาขอยืมตังค์ไปจ่ายค่าไฟก่อนได้ไหมอะ เขาจะตัดไฟแล้ว"
“อีกแล้วเหรอ เดือนที่แล้วยังไม่คืนพี่เลย”
"ชามีเงินไม่พอ นะ พี่ญานะ ให้ชายืมก่อนนะ ชาไม่รู้จะพึ่งใคร เดี๋ยวถ้าชามีเงินแล้ว ชาจะรีบคืนให้เลย" หญิงสาวในสายใช้ลูกอ้อน ลูกไม้เดิมอีกแล้ว มีหรือคนเป็นพี่สาวจะใจแข็งกับน้องสาวได้
“อือ ก็ได้”
"ขอบคุณมากค่ะ คุณพี่สาวคนสวย จุ๊บ ๆ ๆ"
“แล้วเย็นนี้ว่างไหม มาที่บ้านพี่สิ วันนี้พี่สารเขาจะทำสุกี้หมูจุ่ม”
"ไม่ไปได้ไหมคะ ชาไม่อยากไปเลย"
“ถ้าไม่มาก็ไม่ให้ยืมเงินนะ”
"พี่ญาใจร้ายอะ ก็รู้ว่าชาไม่ชอบออกจากบ้าน"
“ออกมาข้างนอกบ้างก็ได้ อยู่แต่บ้านไม่เบื่อหรือไง”
"ไม่เบื่อนะ อยู่ได้ สบายมาก"
“ไม่รู้ล่ะ ยังไงเย็นนี้ก็ต้องมาให้ได้นะ”
"ค่ะ"
“เราไม่ได้เจอกันนานมากแล้วนะชา”
"อือ แต่…"
“มาเถอะ แล้วมีเงินค่ารถไหม”
"พอมีค่ะ"
“พอมี พูดแบบนี้แสดงว่าไม่ค่อยมี เดี๋ยวพี่โอนค่ารถไปให้ก่อน ส่วนค่าไฟค่อยมารับเป็นเงินสด ถ้าโอนหมดแล้วแกไม่มาอีก”
"อือ เอางั้นก็ได้"
ติ๊ด...
ตัวแสบของเธอวางสายไปแล้ว
เธอจะทำยังไงกับน้องสาวเธอดีเนี่ย โตอายุจะสามสิบแล้ว ยังไม่มีงานการทำเป็นหลักแหล่งเลย ทำที่ไหนก็อยู่ได้ไม่นาน เดี๋ยวก็ลาออก ช่างไม่มีความอดทนเสียจริง พอถามเรื่องการงานก็เคยบอกว่า กำลังเขียนนิยายออนไลน์ เธอไม่รู้ว่าจะได้เงินสักเท่าไหร่ เงินจ่ายค่าไฟก็ไม่พอต้องมายืมเธอทุกเดือนเลย เพื่อน ๆ รุ่นเดียวกับน้องสาวเธอก็มีการมีงาน มีธุรกิจมั่นคงกันแล้วทั้งนั้น บางคนก็แต่งงานมีลูกไปแล้ว แต่น้องสาวเธอมัวแต่เข้าถ้ำเขียนนิยายไม่ได้ออกมาเจอโลกเจอสังคมเลย ขลุกตัวอยู่แต่ในบ้าน เธอล่ะเป็นห่วงจริง ๆ เลย ต่อไปถ้าไม่มีพ่อแม่ ไม่มีเธอแล้ว หล่อนจะเอาตัวรอดได้ไง
แบบนี้มันต้องหาทางแก้ไขแล้ว ปล่อยไว้อย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ไม่ได้
หญิงสาวนึกขึ้นได้ก็รีบกดเบอร์โทรหาคนเป็นสามีเพื่อขอคำปรึกษาทันที สองหัวดีกว่าหัวเดียว เผื่อว่าสามีของเธอจะมีไอเดียดีดีบ้าง
“ฮัลโหล พี่สาร วันนี้ชาจะมาทานมื้อเย็นกับเราด้วยนะคะ”
"อื้อ ได้สิ มากันหลาย ๆ คนสนุกดี"
“พี่สารคะ ยัยชาโทรมายืมเงินอีกแล้ว ญาไม่อยากเห็นน้องเป็นแบบนี้เลย”
"พี่ว่าเราคงต้องทำอะไรสักอย่างแล้วแหละ"
“คิดเหมือนกันเลยค่ะ แต่ว่าเราจะทำยังไงดีคะ ญายังคิดไม่ออกเลย”
"อ๊ะ พี่รู้แล้ว วิชญ์มาพอดีเลย เดี๋ยวพี่คุยกับวิชญ์ก่อน แล้วจะโทรหานะคะ"
“ค่ะ บายค่ะ”
เฮ้อ…ทำไงดีนะ ทำไงดีนะ
ขอให้หาทางออกให้ได้ทีเถอะ
“นั่งสิ” เจ้าของห้องทำงานเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นแขกผู้มาเยือนเข้ามาในห้องแล้ว วันนี้สาริณโทรตามน้องชายซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทผลิตสื่อโฆษณา เพื่อเข้ามาพูดคุยสินค้าตัวใหม่ที่กำลังจะเปิดตัวเร็ว ๆ นี้
“ครับ โทรหาผมแต่เช้า มีอะไรเหรอพี่ อันที่จริงมีอะไรโทรคุยก็ได้นะ ขับรถมาตั้งไกล”
“เรื่องสำคัญใครเขาคุยกันผ่านมือถือ”
“อือ มีอะไรก็ว่ามา ผมรีบมีธุระต้องไปต่อ”
“ฉันกำลังจะเปิดตัวสินค้าตัวใหม่”
“สินค้าตัวใหม่?” สิรวิชญ์ (สิ-ระ-วิด) ถามอย่างงุนงง พี่ชายเขาทำธุรกิจหลายอย่างมาก เขาเองก็สงสัยเหมือนกันว่าเอาเงินไปเก็บไว้ที่ไหน แค่สานต่อธุรกิจครอบครัวที่เป็นโชว์รูมรถแค่นี้ก็มีเงินใช้อย่างสบายแล้ว บางทีก็สงสัยเหมือนกันว่าพี่เขาทำงานเยอะแบบนี้คือขยัน หรือว่าบ้านเป็นหนี้
“ใช่ ฉันกำลังจะเปิดร้านสุกี้หมูจุ่ม”
“เดี๋ยวนะ อะไรเข้าสิง พี่เนี่ยนะจะทำสุกี้หมูจุ่ม”
“ก็เออสิวะ ทำไมคนอย่างฉันทำไม่ได้หรือไง”
“ไอ้ได้มันก็ได้อยู่หรอกนะ แต่อยากรู้ว่าคิดไงถึงจะทำอันนี้”
“ฉันชอบ”
“แล้ว?”
“ฉันทำอร่อย ก็เลยจะเปิดร้านขาย ฉันอยากจะคุยกับแกเรื่องโฆษณาไง ฉันจะทำโฆษณายังไงดี”
“โห...แค่นี้ก็รวยแล้วปะ จะรวยไปถึงไหนอะ แบ่งให้คนอื่นรวยบ้างก็ได้นะ ถามจริงเอาเงินไปเก็บที่ไหนบ้างเนี่ย”
“เออ สรุปว่าจะช่วยหรือไม่ช่วย”
“ช่วยดิ ได้เงินก็ทำหมดแหละ ช่วงนี้งานยิ่งน้อย ๆ อยู่”
“ก็แค่นี้ แล้วเย็นนี้ไปที่บ้านฉันด้วยนะ แกจะได้ลองชิมว่าฉันทำอร่อยแค่ไหน”
“เย็นนี้เลยเหรอ”
“ทำไมล่ะ ไม่ว่างเหรอ”
“ก็ว่างนะ”
“งั้นก็มาดิ”
“อือ ได้ ๆ”
“พี่มีเรื่องให้แกช่วยอีกเรื่องได้ไหม”
“เรื่องอะไร” ชายหนุ่มขมวดคิ้วชนกัน
“แกจำชาได้ไหม”
“ชาอะไรพี่ ชาเขียวเหรอ”
“ไอ้บ้า...ก็ชา น้องชาไง ชาน้องสาวของญาเมียฉันน่ะ”
“อ๋อ จำได้ ๆ น้องเขาทำไมเหรอ”
“เหมือนน้องเขามีปัญหาทางด้านเข้าสังคมน่ะ ตอนนี้เก็บตัวอยู่แต่บ้าน ไม่ออกไปไหนเลย งานการก็ไม่ค่อยทำ เห็นญาเคยเล่าว่าเขียนนิยายขายออนไลน์ มันขายได้เงินจริงเหรอวะ”
“เรื่องนิยายเนี่ยผมก็ไม่ค่อยรู้เหมือนกันนะพี่ อีกอย่างผมก็ไม่ได้เจอชานานแล้ว ว่าแต่น้องเขามีปัญหาอะไร อกหักเหรอ?”
“ไม่รู้เหมือนกันว่ะ ญามาบ่นให้ฉันฟังบ่อย ๆ ว่าน้องชอบโทรมายืมเงินไรงี้ ญาเขาก็อยากให้น้องได้มีงานการดี ๆ ทำ อยากให้มีรายได้เลี้ยงตัวเองได้ประมาณนี้แหละ เห็นแล้วก็อดเป็นห่วงไม่ได้ อยู่บ้านคนเดียวด้วย ญาชวนมาอยู่ด้วยกันก็ไม่ยอมมา”
“ท่าทางจะค่อนข้างติสต์มากเลยนะเนี่ย”
“ก็เออนะสิ ญาเคยเล่าให้ฟังว่าเมื่อก่อนก็ยังดีอยู่นะ แต่หลัง ๆ มาเนี่ย อาการหนักเลย โทรหาก็ไม่รับ ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างเลย ญาห่วงน้องจะเป็นโรคซึมเศร้าหรือเปล่า”
“แล้วคือพี่จะให้ผมช่วยเหรอ”
“เออ แกเนี่ยเหมาะสมที่สุด”
“แล้วจะให้ผมช่วยยังไง ตัวผมเองยังเอาตัวเองไม่ค่อยรอดเลย จะไปช่วยคนอื่นได้ไง”
“ก็แค่ทำให้น้องเขาดีขึ้นกว่านี้น่ะ แบบทำให้เขามีความสุข ให้เขาออกมาข้างนอกบ้าง พาไปออกกำลังกายไรงี้ ให้เขาได้กินของดีดี ให้เขาเรียนรู้ที่เข้าสังคมได้ ก็ในอนาคตเราไม่มีทางรู้ใช่ไหมล่ะว่า พวกเราจะซัพพอร์ตน้องเขาไปได้ตลอดชีวิต เขาต้องอยู่ได้ด้วยตัวเอง น้องเขาแฟนก็ไม่มี ถ้าน้องเขามีแฟนแล้วได้แต่งงาน พวกเราจะได้ไม่ต้องห่วงมากด้วย จะได้มีคนดูแลแล้วไง”
“ผมไม่มั่นใจเลยว่าจะทำได้ไหม”
“ทำได้อยู่แล้ว ก็แกก็รุ่น ๆ เดียวกับน้อง ห่างกันไม่กี่ปีเอง วัยเดียวกันน่าจะคุยกันง่ายไง”
“เดี๋ยวนะ มันไม่เกี่ยวเลยพี่”
“เออ ช่วยหน่อยไม่ได้หรือไงวะ”
“ไม่ได้”
“ฉันให้ห้าหมื่น” สาริณเสนอราคาค่าจ้างให้กับน้องชายจอมขี้งก
“จ้างน้อยจัง ไม่คุ้มเหนื่อยเลย ขนหน้าแข้งพี่ไม่ร่วงหรอกน่า”
“หนึ่งแสน” เขาเพิ่มเงินให้อีกนิด แต่เจ้าวิชญ์ก็ยังไม่ค่อยพอใจ
“โหพี่...งานยากเลยนะเนี่ย”
“อะ สองแสน”
“ขอคิดดูก่อนนะพี่”
“ฉันให้ได้แค่สองแสน แล้วเย็นนี้น้องชาจะมากินสุกี้ที่บ้านฉัน แกลองคุยกับน้องเขาดูก่อนก็ได้ จะเอาไงค่อยตัดสินใจ”
“อืม งั้นกลับก่อนนะ เย็น ๆ เจอกัน”
“เอาเก็บไปคิดด้วยนะ เงินดีขนาดนี้หาที่ไหนไม่ได้แล้วนะโว้ย” สาริณพูดก่อนที่สิรวิชญ์จะเดินออกจากห้องไป
นิยาย ปั้นรักจนเต็มหัวใจ ตอนที่ 1
เมื่อไหร่จะโต
“ถ้าแพ็คเสร็จแล้วก็โทรตามขนส่งให้มารับของได้เลยนะ”
“ค่ะ คุณญา” เด็กสาวเอ่ยรับคำจากเจ้าของแบรนด์เสื้อผ้า
ชัญญา หญิงสาวที่หลงรักแฟชั่นและการแต่งตัว ตั้งแต่เด็ก ๆ เธอชอบเล่นตุ๊กตาบาร์บี้จนหัดตัดชุดให้ตุ๊กตาใส่ พอโตขึ้นก็ไปสมัครเรียนคอร์สสอนตัดเสื้อผ้า และเธอก็สอบเข้ามหาวิทยาลัยในสาขาแฟชั่นดีไซน์ได้สำเร็จ พอเรียนจบเธอก็มาเธอก็ไปสมัครงานในห้องเสื้อต่าง ๆ เพื่อเรียนรู้งาน เมื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ได้พอสมควรแล้ว เธอก็ตัดสินใจมาทำแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเอง แม้มันจะไม่ได้เป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียงมากมายแต่มันก็ทำให้เธอมีรายได้เป็นกอบเป็นกำพอที่จะเลี้ยงครอบครัวได้ ช่องทางการจัดจำหน่าย เธอเปิดขายทั้งทางหน้าร้านและทางออนไลน์
กริ๊งงง...กริ๊งงง
เสียงริงโทนแจ้งเตือนว่ามีสายโทรเข้าดังขึ้น เธอเดินไปหยิบเจ้าเครื่องสี่เหลี่ยมนั้นแล้วดูว่าใครโทรมา
ตัวแสบ
"ฮัลโหล พี่ญา" เสียงเจื้อยแจ้วดังออกมาจากมือถือ
“ใจคอจะไม่โทรหาพี่บ้างเลยหรือไง” เธอถามขึ้นเพราะคนในสายไม่ได้โทรมาหาเธอเกือบครึ่งเดือนแล้ว ไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไรบ้าง หล่อนโทรไปก็ไม่รับ แต่กลับส่งข้อความมาว่า กำลังเข้าถ้ำอยู่ ว่างแล้วจะโทรหา
"ไม่เอาไม่โกรธน้องนะ นี่ไงก็โทรมาแล้วเนี่ย...คิดถึง"
ถ้าเป็นคนอื่นที่เขาบอกคิดถึงกันความหมายมันก็จะแปลว่าคิดถึง แต่สำหรับเธอ ในฐานะพี่สาวแล้ว คำว่าคิดถึงของน้องสาวมันอันตรายจริง ๆ
“คิดถึงพี่แล้วจะเอาอะไร”
"แหมพี่ญาก็...วันนี้พี่ญางานเยอะไหม ยุ่งเปล่า"
“วันนี้ไม่ค่อยยุ่งเท่าไหร่ แล้วยังไง มีอะไรก็ว่ามาค่ะ คุณชสุดา”
"พี่ญา...ชาขอยืมตังค์ไปจ่ายค่าไฟก่อนได้ไหมอะ เขาจะตัดไฟแล้ว"
“อีกแล้วเหรอ เดือนที่แล้วยังไม่คืนพี่เลย”
"ชามีเงินไม่พอ นะ พี่ญานะ ให้ชายืมก่อนนะ ชาไม่รู้จะพึ่งใคร เดี๋ยวถ้าชามีเงินแล้ว ชาจะรีบคืนให้เลย" หญิงสาวในสายใช้ลูกอ้อน ลูกไม้เดิมอีกแล้ว มีหรือคนเป็นพี่สาวจะใจแข็งกับน้องสาวได้
“อือ ก็ได้”
"ขอบคุณมากค่ะ คุณพี่สาวคนสวย จุ๊บ ๆ ๆ"
“แล้วเย็นนี้ว่างไหม มาที่บ้านพี่สิ วันนี้พี่สารเขาจะทำสุกี้หมูจุ่ม”
"ไม่ไปได้ไหมคะ ชาไม่อยากไปเลย"
“ถ้าไม่มาก็ไม่ให้ยืมเงินนะ”
"พี่ญาใจร้ายอะ ก็รู้ว่าชาไม่ชอบออกจากบ้าน"
“ออกมาข้างนอกบ้างก็ได้ อยู่แต่บ้านไม่เบื่อหรือไง”
"ไม่เบื่อนะ อยู่ได้ สบายมาก"
“ไม่รู้ล่ะ ยังไงเย็นนี้ก็ต้องมาให้ได้นะ”
"ค่ะ"
“เราไม่ได้เจอกันนานมากแล้วนะชา”
"อือ แต่…"
“มาเถอะ แล้วมีเงินค่ารถไหม”
"พอมีค่ะ"
“พอมี พูดแบบนี้แสดงว่าไม่ค่อยมี เดี๋ยวพี่โอนค่ารถไปให้ก่อน ส่วนค่าไฟค่อยมารับเป็นเงินสด ถ้าโอนหมดแล้วแกไม่มาอีก”
"อือ เอางั้นก็ได้"
ติ๊ด...
ตัวแสบของเธอวางสายไปแล้ว
เธอจะทำยังไงกับน้องสาวเธอดีเนี่ย โตอายุจะสามสิบแล้ว ยังไม่มีงานการทำเป็นหลักแหล่งเลย ทำที่ไหนก็อยู่ได้ไม่นาน เดี๋ยวก็ลาออก ช่างไม่มีความอดทนเสียจริง พอถามเรื่องการงานก็เคยบอกว่า กำลังเขียนนิยายออนไลน์ เธอไม่รู้ว่าจะได้เงินสักเท่าไหร่ เงินจ่ายค่าไฟก็ไม่พอต้องมายืมเธอทุกเดือนเลย เพื่อน ๆ รุ่นเดียวกับน้องสาวเธอก็มีการมีงาน มีธุรกิจมั่นคงกันแล้วทั้งนั้น บางคนก็แต่งงานมีลูกไปแล้ว แต่น้องสาวเธอมัวแต่เข้าถ้ำเขียนนิยายไม่ได้ออกมาเจอโลกเจอสังคมเลย ขลุกตัวอยู่แต่ในบ้าน เธอล่ะเป็นห่วงจริง ๆ เลย ต่อไปถ้าไม่มีพ่อแม่ ไม่มีเธอแล้ว หล่อนจะเอาตัวรอดได้ไง
แบบนี้มันต้องหาทางแก้ไขแล้ว ปล่อยไว้อย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ไม่ได้
หญิงสาวนึกขึ้นได้ก็รีบกดเบอร์โทรหาคนเป็นสามีเพื่อขอคำปรึกษาทันที สองหัวดีกว่าหัวเดียว เผื่อว่าสามีของเธอจะมีไอเดียดีดีบ้าง
“ฮัลโหล พี่สาร วันนี้ชาจะมาทานมื้อเย็นกับเราด้วยนะคะ”
"อื้อ ได้สิ มากันหลาย ๆ คนสนุกดี"
“พี่สารคะ ยัยชาโทรมายืมเงินอีกแล้ว ญาไม่อยากเห็นน้องเป็นแบบนี้เลย”
"พี่ว่าเราคงต้องทำอะไรสักอย่างแล้วแหละ"
“คิดเหมือนกันเลยค่ะ แต่ว่าเราจะทำยังไงดีคะ ญายังคิดไม่ออกเลย”
"อ๊ะ พี่รู้แล้ว วิชญ์มาพอดีเลย เดี๋ยวพี่คุยกับวิชญ์ก่อน แล้วจะโทรหานะคะ"
“ค่ะ บายค่ะ”
เฮ้อ…ทำไงดีนะ ทำไงดีนะ
ขอให้หาทางออกให้ได้ทีเถอะ
“นั่งสิ” เจ้าของห้องทำงานเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นแขกผู้มาเยือนเข้ามาในห้องแล้ว วันนี้สาริณโทรตามน้องชายซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทผลิตสื่อโฆษณา เพื่อเข้ามาพูดคุยสินค้าตัวใหม่ที่กำลังจะเปิดตัวเร็ว ๆ นี้
“ครับ โทรหาผมแต่เช้า มีอะไรเหรอพี่ อันที่จริงมีอะไรโทรคุยก็ได้นะ ขับรถมาตั้งไกล”
“เรื่องสำคัญใครเขาคุยกันผ่านมือถือ”
“อือ มีอะไรก็ว่ามา ผมรีบมีธุระต้องไปต่อ”
“ฉันกำลังจะเปิดตัวสินค้าตัวใหม่”
“สินค้าตัวใหม่?” สิรวิชญ์ (สิ-ระ-วิด) ถามอย่างงุนงง พี่ชายเขาทำธุรกิจหลายอย่างมาก เขาเองก็สงสัยเหมือนกันว่าเอาเงินไปเก็บไว้ที่ไหน แค่สานต่อธุรกิจครอบครัวที่เป็นโชว์รูมรถแค่นี้ก็มีเงินใช้อย่างสบายแล้ว บางทีก็สงสัยเหมือนกันว่าพี่เขาทำงานเยอะแบบนี้คือขยัน หรือว่าบ้านเป็นหนี้
“ใช่ ฉันกำลังจะเปิดร้านสุกี้หมูจุ่ม”
“เดี๋ยวนะ อะไรเข้าสิง พี่เนี่ยนะจะทำสุกี้หมูจุ่ม”
“ก็เออสิวะ ทำไมคนอย่างฉันทำไม่ได้หรือไง”
“ไอ้ได้มันก็ได้อยู่หรอกนะ แต่อยากรู้ว่าคิดไงถึงจะทำอันนี้”
“ฉันชอบ”
“แล้ว?”
“ฉันทำอร่อย ก็เลยจะเปิดร้านขาย ฉันอยากจะคุยกับแกเรื่องโฆษณาไง ฉันจะทำโฆษณายังไงดี”
“โห...แค่นี้ก็รวยแล้วปะ จะรวยไปถึงไหนอะ แบ่งให้คนอื่นรวยบ้างก็ได้นะ ถามจริงเอาเงินไปเก็บที่ไหนบ้างเนี่ย”
“เออ สรุปว่าจะช่วยหรือไม่ช่วย”
“ช่วยดิ ได้เงินก็ทำหมดแหละ ช่วงนี้งานยิ่งน้อย ๆ อยู่”
“ก็แค่นี้ แล้วเย็นนี้ไปที่บ้านฉันด้วยนะ แกจะได้ลองชิมว่าฉันทำอร่อยแค่ไหน”
“เย็นนี้เลยเหรอ”
“ทำไมล่ะ ไม่ว่างเหรอ”
“ก็ว่างนะ”
“งั้นก็มาดิ”
“อือ ได้ ๆ”
“พี่มีเรื่องให้แกช่วยอีกเรื่องได้ไหม”
“เรื่องอะไร” ชายหนุ่มขมวดคิ้วชนกัน
“แกจำชาได้ไหม”
“ชาอะไรพี่ ชาเขียวเหรอ”
“ไอ้บ้า...ก็ชา น้องชาไง ชาน้องสาวของญาเมียฉันน่ะ”
“อ๋อ จำได้ ๆ น้องเขาทำไมเหรอ”
“เหมือนน้องเขามีปัญหาทางด้านเข้าสังคมน่ะ ตอนนี้เก็บตัวอยู่แต่บ้าน ไม่ออกไปไหนเลย งานการก็ไม่ค่อยทำ เห็นญาเคยเล่าว่าเขียนนิยายขายออนไลน์ มันขายได้เงินจริงเหรอวะ”
“เรื่องนิยายเนี่ยผมก็ไม่ค่อยรู้เหมือนกันนะพี่ อีกอย่างผมก็ไม่ได้เจอชานานแล้ว ว่าแต่น้องเขามีปัญหาอะไร อกหักเหรอ?”
“ไม่รู้เหมือนกันว่ะ ญามาบ่นให้ฉันฟังบ่อย ๆ ว่าน้องชอบโทรมายืมเงินไรงี้ ญาเขาก็อยากให้น้องได้มีงานการดี ๆ ทำ อยากให้มีรายได้เลี้ยงตัวเองได้ประมาณนี้แหละ เห็นแล้วก็อดเป็นห่วงไม่ได้ อยู่บ้านคนเดียวด้วย ญาชวนมาอยู่ด้วยกันก็ไม่ยอมมา”
“ท่าทางจะค่อนข้างติสต์มากเลยนะเนี่ย”
“ก็เออนะสิ ญาเคยเล่าให้ฟังว่าเมื่อก่อนก็ยังดีอยู่นะ แต่หลัง ๆ มาเนี่ย อาการหนักเลย โทรหาก็ไม่รับ ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างเลย ญาห่วงน้องจะเป็นโรคซึมเศร้าหรือเปล่า”
“แล้วคือพี่จะให้ผมช่วยเหรอ”
“เออ แกเนี่ยเหมาะสมที่สุด”
“แล้วจะให้ผมช่วยยังไง ตัวผมเองยังเอาตัวเองไม่ค่อยรอดเลย จะไปช่วยคนอื่นได้ไง”
“ก็แค่ทำให้น้องเขาดีขึ้นกว่านี้น่ะ แบบทำให้เขามีความสุข ให้เขาออกมาข้างนอกบ้าง พาไปออกกำลังกายไรงี้ ให้เขาได้กินของดีดี ให้เขาเรียนรู้ที่เข้าสังคมได้ ก็ในอนาคตเราไม่มีทางรู้ใช่ไหมล่ะว่า พวกเราจะซัพพอร์ตน้องเขาไปได้ตลอดชีวิต เขาต้องอยู่ได้ด้วยตัวเอง น้องเขาแฟนก็ไม่มี ถ้าน้องเขามีแฟนแล้วได้แต่งงาน พวกเราจะได้ไม่ต้องห่วงมากด้วย จะได้มีคนดูแลแล้วไง”
“ผมไม่มั่นใจเลยว่าจะทำได้ไหม”
“ทำได้อยู่แล้ว ก็แกก็รุ่น ๆ เดียวกับน้อง ห่างกันไม่กี่ปีเอง วัยเดียวกันน่าจะคุยกันง่ายไง”
“เดี๋ยวนะ มันไม่เกี่ยวเลยพี่”
“เออ ช่วยหน่อยไม่ได้หรือไงวะ”
“ไม่ได้”
“ฉันให้ห้าหมื่น” สาริณเสนอราคาค่าจ้างให้กับน้องชายจอมขี้งก
“จ้างน้อยจัง ไม่คุ้มเหนื่อยเลย ขนหน้าแข้งพี่ไม่ร่วงหรอกน่า”
“หนึ่งแสน” เขาเพิ่มเงินให้อีกนิด แต่เจ้าวิชญ์ก็ยังไม่ค่อยพอใจ
“โหพี่...งานยากเลยนะเนี่ย”
“อะ สองแสน”
“ขอคิดดูก่อนนะพี่”
“ฉันให้ได้แค่สองแสน แล้วเย็นนี้น้องชาจะมากินสุกี้ที่บ้านฉัน แกลองคุยกับน้องเขาดูก่อนก็ได้ จะเอาไงค่อยตัดสินใจ”
“อืม งั้นกลับก่อนนะ เย็น ๆ เจอกัน”
“เอาเก็บไปคิดด้วยนะ เงินดีขนาดนี้หาที่ไหนไม่ได้แล้วนะโว้ย” สาริณพูดก่อนที่สิรวิชญ์จะเดินออกจากห้องไป