เราทำงานกับบริษัทเเห่งหนึ่ง... ซึ่งเราเป็นนักศึกษาทุนร่วมมือกับบริษัทแห่งอันดับต้นของประเทศอ่า แต่กฎคือเรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย โดยทางบริษัทเป็นคนจัดสรรเวลาให้เรียบร้อย เราเข้าโครงการนี้ตั้งแต่ เข้ามหาลัยปี1 จนถึงปี 4 ซึ่งแน่นอนค่ะ เราเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย ซึ่งตอนเรียน เราได้ค่าแรงตามวันที่ไปเรียน ถ้าจำไม่ผิดน่าจะวันละ 350 บาท ในวันที่เราไปทำงาน จนจบปี 4 แล้วต้องอยู่กับบริษัทเป็นเวลาครึ่งของทุน คือ 2 ปี ตอนนั้นเราลังเลมากว่าจะเอายังไง หาเงินมาคืนเค้า หรือว่าทำไป 2 ปี ไม่เสียเงิน เราปรึกษากับครอบครัว สรุป เราลองอยู่ต่อ แต่ตำแหน่งเรา ก็ขึ้นเรื่อย ตามการทำงาน แต่จุดพีค คือ เรามาถึงจุดที่เราไม่คิกว่าเราจะได้มาในตำแน่งนี้ ผู้จัดการ แต่ตำแหน่งมาด้วยความรับผิดชอบ และความเครียดต่างๆนานา เราถูกเสนอให้ไปอยู่ที่สาขาหนึ่งที่ไกลที่ที่เราอยู่ เราอยู่ปิ่นเกล้า แต่งานที่เราต้องทำอยู่ สุวรรณภูมิ เราตกลงแบบไม่ลังเล ตอนแรกมันเกิดคำถามในหัวว่าเราจะทำมันได้ไหม เราเก่งพอที่จะไปอยู่ตรงนั้นไหน แต่เราก็ยังไป เพื่ออยากอยู่ให้ครบสัญญา เราจะหมดสัญญา ตอน มีนาคม 2563 เราไปสุวรรณภูมิตอน กันยายน 2562 เราก็ไปโดยที่ไม่เรียกร้องอะไรเลย 555555+ (ทุกวันนี้ยังด่าตัวเองอยู่เลยว่าทำไมตอนนั้นถึงไป ) เราอยู่จนครบสัญญาในเดือนมีนาคม ซึ่ง เราตัดสินแล้วว่า เราจะลาออกจากบริษัทนี้........แต่ช่วงนั้นคือ โควิด จ้า ธุรกิจบางอย่างต้องปิดตัว เศรษฐกิจย่ำแย่ เราเลยต้องหยุดความคิดนี้ เพื่อรักษารายได้เราไว้
เเต่มันแย่ขึ้นเรื่อยๆ เพื่อ ลูกค้าน้อยลง นักท่องเที่ยวน้อยลง ยอดขาย ลูกค้า หายไปแบบ 80 % ของรายได้ทั้งหมด ความเเย่ก็คงไม่พ้นใคร นอกจาก ผู้จัดการทั้งหลาย จะเอายังไงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตั้งเเต่เมษายนย-ตุลาคม ตลอดเวลา พวกเรา ทำทุกอย่าง ลดทุน ลดค่าใช้จ่ายภายใน เพราะเราไม่สามารถควบคุมปัจจัยภายนอกได้ คน1คน หลายอย่างมาก บริษัทนี้ไม่การจ้างออกนะ แต่ไม่รับคนเพิ่ม แต่ความกดดันต่างๆ มันบีบให้เราไปเอง เราไม่ใช่ไม่อดทนนะ เราพยายามมันมาตลอด พยายามหาทางออกหลายๆอย่าง เรามีลูกน้องที่น้อยลง เราต้องทำแทนน้องในเหตุฉุกเฉินต่างๆ เราเข้าใจเพราะมันเป็นหน้าที่ แต่สิ่งที่เราได้รับ นอกจากเงิน คือ ความเครียดที่เราแบกไว้คนเดียว งานที่มันเกินความรับผิดชอบของเรา เวลาพักผ่อนที่ไม่มีอยู่จริง วันหยุดที่ไม่ได้หยุด ร่างกายที่แย่ลง มาถึงจุดที่มีคนทักเราว่า นอนบ้างไหมตาดำเหมือนหมีแพนด้าแล้ว ตัวบวม ต่างๆนานา
เรายื่นเรื่องลาออก ตอน กรกฎาคม เนื่องจากเพื่อนร่วมงานที่แบบเห็นแก่ตัวมากๆ แบบเราทำงานมา 6 ปีไม่เคยเจอใครบอกแบบนี้ เคยได้เงินแต่ เงินผัวหรือเงินเมีย เงินเมียคือเงินเมีย เหมือนกันเลย งานคนนั้นคืองานเรา งานเราคืองานเรา แบบนั้นเลยจ้า งานที่ท่วมเราไม่พอ มีงานคนอื่นมาอีก เราเป็นคนจริงจังมากนะ แบบอยากให้มันดีที่สุด แต่ผู้จัดการใหญ่ ถามว่า ออกทำไม เหนื่อยงานหรือเหนื่อยคน เราร้องไห้ออกมาเลยอ่า เราตอบแบบ เหนื่อยคน ค่ะ เหนื่อยมาก เค้าถามว่าจะคิดมากทำไม แต่ถ้างานไม่ได้ มาด่าทำไมอ่า เค้าอายุมากเเล้วคิดว่าคนแก่ต้องใช้เวลาสอน .....(มองบนอ่าบอกเลย) ไม่ใช่ว่าเราไม่สอนนะ สอนเป็น 10 ครั้งสอนได้นะ แต่คนที่รับอ่า เค้าพร้อมรับหรือป่าว โอเค เค้าแก้ปัญหาให้เราโดย งานเค้าหรืองานเค้า งานเราคืองานเรา เราโอเค ไม่ออก ทำต่อ เราต่อได้แค่ เดือนพฤศจิกายน เรายื่นใบลาออก พร้อมบอกครอบครัว แล้วออกเลย เรารอโบนัสไม่ไหว เราไม่ได้หางานอะไรเลยนะ
เราแค่อยากจะบอกว่า สุดท้ายแล้ว คนที่รักเรามากที่สุดคือ ครอบครัว จริงๆนะ เรากลัวมากกับการหางานใหม่ เพราะ ตลอดเวลาที่เรียน กับทำงาน 6 ปี ที่เราไม่เคยออกไปที่ไหนเลย ทำงานแบบนี้ มาตลอด แต่เราก็ตัดสินใจออกมาเลย เพราะอย่างที่บอกว่า ความเครียดมันทำให้จะเป็นโรคประสาท แฟนเราพูดกับเราว่าไม่ได้มีบริษัทนี้บริษัทเดียวที่ดี มันมีหลายที่ เราก็ไม่ได้หวังว่าเงินเดือนต้องเยอะมากก็ได้ แค่ได้อยู่กับครอบครัวบ้าง มีเวลาส่วนตัวบ้าง มันคงมีความสุข ตอนนี้เราก็รู้สึกว่าเรามีความสุขมาก เหมือนยกภูเขาออกจากอก เราอาจโชคดี จะครอบครัวเข้าใจเรา และเราก็กำลังหางานใหม่อยู่ เป็นกำลังใจให้คนที่กำลังหางานใหม่ด้วยนะคะ สู้ๆ นะคะ ขอบคุณนะ ที่อ่านจนจบ ผิดพลาดยังไงขอโทษด้วยค่ะ
สวัสดีค่ะ อยากจะแชร์ประสบการณ์ทำงาน ก่อนจะลาออก
เเต่มันแย่ขึ้นเรื่อยๆ เพื่อ ลูกค้าน้อยลง นักท่องเที่ยวน้อยลง ยอดขาย ลูกค้า หายไปแบบ 80 % ของรายได้ทั้งหมด ความเเย่ก็คงไม่พ้นใคร นอกจาก ผู้จัดการทั้งหลาย จะเอายังไงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตั้งเเต่เมษายนย-ตุลาคม ตลอดเวลา พวกเรา ทำทุกอย่าง ลดทุน ลดค่าใช้จ่ายภายใน เพราะเราไม่สามารถควบคุมปัจจัยภายนอกได้ คน1คน หลายอย่างมาก บริษัทนี้ไม่การจ้างออกนะ แต่ไม่รับคนเพิ่ม แต่ความกดดันต่างๆ มันบีบให้เราไปเอง เราไม่ใช่ไม่อดทนนะ เราพยายามมันมาตลอด พยายามหาทางออกหลายๆอย่าง เรามีลูกน้องที่น้อยลง เราต้องทำแทนน้องในเหตุฉุกเฉินต่างๆ เราเข้าใจเพราะมันเป็นหน้าที่ แต่สิ่งที่เราได้รับ นอกจากเงิน คือ ความเครียดที่เราแบกไว้คนเดียว งานที่มันเกินความรับผิดชอบของเรา เวลาพักผ่อนที่ไม่มีอยู่จริง วันหยุดที่ไม่ได้หยุด ร่างกายที่แย่ลง มาถึงจุดที่มีคนทักเราว่า นอนบ้างไหมตาดำเหมือนหมีแพนด้าแล้ว ตัวบวม ต่างๆนานา
เรายื่นเรื่องลาออก ตอน กรกฎาคม เนื่องจากเพื่อนร่วมงานที่แบบเห็นแก่ตัวมากๆ แบบเราทำงานมา 6 ปีไม่เคยเจอใครบอกแบบนี้ เคยได้เงินแต่ เงินผัวหรือเงินเมีย เงินเมียคือเงินเมีย เหมือนกันเลย งานคนนั้นคืองานเรา งานเราคืองานเรา แบบนั้นเลยจ้า งานที่ท่วมเราไม่พอ มีงานคนอื่นมาอีก เราเป็นคนจริงจังมากนะ แบบอยากให้มันดีที่สุด แต่ผู้จัดการใหญ่ ถามว่า ออกทำไม เหนื่อยงานหรือเหนื่อยคน เราร้องไห้ออกมาเลยอ่า เราตอบแบบ เหนื่อยคน ค่ะ เหนื่อยมาก เค้าถามว่าจะคิดมากทำไม แต่ถ้างานไม่ได้ มาด่าทำไมอ่า เค้าอายุมากเเล้วคิดว่าคนแก่ต้องใช้เวลาสอน .....(มองบนอ่าบอกเลย) ไม่ใช่ว่าเราไม่สอนนะ สอนเป็น 10 ครั้งสอนได้นะ แต่คนที่รับอ่า เค้าพร้อมรับหรือป่าว โอเค เค้าแก้ปัญหาให้เราโดย งานเค้าหรืองานเค้า งานเราคืองานเรา เราโอเค ไม่ออก ทำต่อ เราต่อได้แค่ เดือนพฤศจิกายน เรายื่นใบลาออก พร้อมบอกครอบครัว แล้วออกเลย เรารอโบนัสไม่ไหว เราไม่ได้หางานอะไรเลยนะ
เราแค่อยากจะบอกว่า สุดท้ายแล้ว คนที่รักเรามากที่สุดคือ ครอบครัว จริงๆนะ เรากลัวมากกับการหางานใหม่ เพราะ ตลอดเวลาที่เรียน กับทำงาน 6 ปี ที่เราไม่เคยออกไปที่ไหนเลย ทำงานแบบนี้ มาตลอด แต่เราก็ตัดสินใจออกมาเลย เพราะอย่างที่บอกว่า ความเครียดมันทำให้จะเป็นโรคประสาท แฟนเราพูดกับเราว่าไม่ได้มีบริษัทนี้บริษัทเดียวที่ดี มันมีหลายที่ เราก็ไม่ได้หวังว่าเงินเดือนต้องเยอะมากก็ได้ แค่ได้อยู่กับครอบครัวบ้าง มีเวลาส่วนตัวบ้าง มันคงมีความสุข ตอนนี้เราก็รู้สึกว่าเรามีความสุขมาก เหมือนยกภูเขาออกจากอก เราอาจโชคดี จะครอบครัวเข้าใจเรา และเราก็กำลังหางานใหม่อยู่ เป็นกำลังใจให้คนที่กำลังหางานใหม่ด้วยนะคะ สู้ๆ นะคะ ขอบคุณนะ ที่อ่านจนจบ ผิดพลาดยังไงขอโทษด้วยค่ะ