JJNY : 5in1 คนไทยจนลง-รายได้วูบ/แชร์ภาพเด็กโดนแก๊สน้ำตา/ชาวเน็ตถกปม‘น้ำสีม่วง’/พท.ซัดรัฐเกินเหตุ/ยิ่งชีพแจงสภาร่างไอลอว์

คนไทยจนลง-รายได้วูบ "โควิด" ดันหนี้ครัวเรือนพุ่ง 13 ล้านล้านบาท
https://www.thairath.co.th/news/business/1977992

 
โควิด-19 ทุบคนไทยยากจนหนัก ผลกระทบที่เกิดขึ้น ตอกย้ำความเปราะบางทางการเงิน สศช.เผยค่าใช้จ่ายคน ส่วนใหญ่เพิ่มขึ้น 33% สวนทางกับรายได้ลดลง 54% ตัวเลขหนี้ครัวเรือนมูลค่า 13.59 ล้านล้านบาท คิดเป็น 83.8% ของจีดีพี โจทย์ใหญ่ท้าทายภาครัฐและสถาบันการเงิน หามาตรการ แก้ไขในสภาวะความไม่แน่นอนที่สูงขึ้น “คลัง” กู้เงินเอดีบี 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
 
น.ส.จินางค์กูร โรจนนันต์ รองเลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยภาวะสังคมไทยไตรมาสที่ 3 ว่า ผลกระทบของโควิด-19 ต่อความยากจนคนไทย ที่ศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบจากการระบาดของโรคระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบศ.) ได้สำรวจพบว่า ค่าใช้จ่ายของคนส่วนใหญ่เพิ่มขึ้น 33% สวนทางกับรายได้ที่ลดลงมากถึง 54% สิ่งที่ตามมาทำให้มีหนี้สินเพิ่มขึ้นโดยเป็นหนี้ในระบบ 14% และ 9% เป็นหนี้นอกระบบ ขณะที่หนี้ครัวเรือนในไตรมาส 2 มีมูลค่า 13.59 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.8% คิดเป็น 83.8% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เป็นผลจากการหดตัวเศรษฐกิจรุนแรง สะท้อนความเปราะบางทางการเงินของครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ หรือมีความเสี่ยงทางรายได้และการมีงานทำจากวิกฤติทางเศรษฐกิจและโควิด-19
 
ดังนั้น ขณะนี้ต้องเฝ้าระวังปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างใกล้ชิด เพราะ ณ สิ้นไตรมาส 2 พบหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของธนาคารพาณิชย์มีมูลค่า 152,501 ล้านบาท ขยายตัว 19.7% มีสัดส่วน 3.12% ต่อสินเชื่อรวม แนวโน้มหนี้ครัวเรือนไตรมาส 3 คาดว่าความต้องการสินเชื่อมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และเอ็นพีแอลมีแนวโน้มสูงขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจที่หดตัว และสัญญาณการฟื้นตัวที่ยังไม่ชัดเจน โควิด-19 ได้ตอกย้ำถึงความเปราะบางทางการเงินและปัญหาเชิงโครงสร้างครัวเรือนไทย จากการขาดหลักประกันและภูมิคุ้มกันในการรองรับ ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ แม้ภาครัฐและสถาบันการเงิน มีมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ แต่เมื่อระยะเวลาช่วยเหลือสิ้นสุดลง และเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว ก็เสี่ยงเกิดหนี้เสียจำนวนมาก และครัวเรือนจะก่อหนี้นอกระบบมากขึ้นเป็นความท้าทายของภาครัฐและสถาบันการเงิน ในการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน ในสภาวะความไม่แน่นอนที่สูง
 
“ผลสำรวจคนจนเมืองของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พบว่า คนจนเมือง 60% รายได้ลดลงเกือบทั้งหมด อีก 31% ลดลงครึ่งหนึ่ง โดยคนจนเมืองต้องพึ่งความช่วยเหลือจากภาครัฐและภาคเอกชนที่แจกจ่าย อาหารและของอุปโภค และมีอีกจำนวนมากต้องกู้หนี้ยืมสิน หรือนำของใช้ในบ้านไปจำนำ”
 
สิ่งที่ต้องระวังคือ กลุ่มครัวเรือนเปราะบาง เสี่ยงต่อการตกเป็นครัวเรือนยากจน โดยโควิด-19 ทำให้จำนวนครัวเรือน 1.14 ล้านครัวเรือน ที่ครัวเรือนเปราะบางนี้เป็นครัวเรือนที่ไม่ใช่ครัวเรือนยากจน แต่มีสถานะความเป็นอยู่ใกล้เคียงกับครัวเรือนยากจนมากที่ต้องมีมาตรการเข้าไปรองรับ เพื่อป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้นเร่งด่วน อาจทำให้เศรษฐกิจไทยหดตัวรุนแรง ส่งผลกระทบต่อรายได้และความเป็นอยู่ของประชาชน อัตราการว่างงาน ปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่อครัวเรือนที่เดิมยากจนอยู่แล้ว และครัวเรือนกลุ่มที่อ่อนไหวต่อปัจจัยกระทบและอาจตกเป็นครัวเรือนยากจนที่ปัจจุบันมีคนยากจนอยู่ 4.3 ล้านคน หรือ 1.31 ล้านครัวเรือน
 
“ไตรมาส 3 มีผู้ว่างงาน 740,000 คน คิดเป็นอัตราว่างงานเท่ากับ 1.9% ใกล้เคียงกับไตรมาสที่ 2 ที่มีอัตรา 1.95% เพราะเป็นช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 รุนแรง และแรงงานอายุน้อยและการศึกษาสูงมีปัญหาการว่างงานมากกว่าคนกลุ่มอื่น เพราะการศึกษาไม่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน”
 
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง กล่าวหลังลงนามในสัญญาความร่วมมือด้านการเงินระหว่างกระทรวงการคลังและธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ว่า เป็นการกู้เงินเอดีบีภายใต้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท เพื่อนำมาสนับสนุนงบในการพัฒนาประเทศ และ ป้องกันโควิด-19 ที่มีแผนการกู้เงิน 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 45,300 ล้านบาท (เงินบาทอยู่ที่ 30.20 บาทต่อดอลลาร์) ส่วนระยะต่อไป จะกู้เงินจากต่างประเทศอีกหรือไม่ อยู่ระหว่างการพิจารณา
 
นางแพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงาน บริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวว่า การกู้เงินตาม พ.ร.ก. กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท มีการกู้ไปแล้ว  338,000 ล้านบาท หรือ 34% ของแผนกู้เงิน ขณะนี้เหลือเงินกู้ที่สามารถนำมาใช้เพื่อเยียวยาโควิด-19 ได้ไม่ถึง 10,000 ล้านบาท สบน.ต้องกู้เงินเพิ่ม หากจะมีการทำโครงการคนละครึ่งระยะที่ 2 โดยเป็นการทยอยกู้ตามความต้องการใช้ตามนโยบายของรัฐ.
 

 
โลกออนไลน์แชร์ภาพ เด็ก-นักเรียน-เยาวชน โดนแก๊สน้ำตา
https://www.matichon.co.th/politics/news_2446751
 
วันที่ 17 พ.ย. ทวิตเตอร์ของกลุ่มนักเรียนเลว แอคเคาท์ “@BadStudent_” ได้โพสต์ภาพกลุ่มนักเรียนและเยาวชนที่ได้รับผลกระทบจากการแก๊สน้ำตา โดยบางภาพ มีนพ.ทศพร เสรีรักษ์ กำลังใช้ช่วยปฐมพยาบาล
 
พร้อมเขียนแคปชั่นบรรยายว่า “เราคือนักเรียน เราคือเยาวชน เราคือนาคตของชาติ และเราคือเจ้าของอนาคตตัวจริง!!!
 
ทั้งนี้ภาพดังกล่าว มีการรีทวีตเกือบ 5 พันครั้งแล้ว

 

 
ชาวเน็ตถกปม ‘น้ำสีม่วง’ ที่ถูกฉีด เป็น ด่างทับทิมเข้มข้น ฤทธิ์คล้าย ฝนกรด 
https://www.khaosod.co.th/update-news/news_5344402
 
ชาวเน็ตคาด 'น้ำสีม่วง' ที่ ถูกฉีดจากรถฉีดน้ำแรงดันสูง เป็น ด่างทับทิมเข้มข้น มีฤทธิ์คล้าย ฝนกรด อาจทำให้ผิวไหม้ และเป็นอันตรายกับดวงตา
 
เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ.2563 เกิดเหตุการณ์ การใช้น้ำแรงดันสูง โดยยิง น้ำสีม่วง สลับกับ แก๊สน้ำตา ใส่กลุ่มผู้ชุมนุมคณะราษฎร ที่เดินทางมาชุมนุม บริเวณหน้ารัฐสภา เพื่อติดตามการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐสภาตั้งแต่เวลาประมาณ 14.30 น.
 
ต่อมา ในเวลา 16.30 น. เจ้าหน้าที่ได้นำรถฉีดน้ำเข้ามาเพิ่มที่บริเวณหน้าประตูใหญ่รัฐสภา ถ.สามเสน รวมมีรถฉีดน้ำประจำจุดนี้ 4 คัน พร้อมกับรถบรรทุกน้ำสำหรับใช้เติม พร้อมกับมีการยิงแก๊สน้ำตาเป็นระยะ เพื่อยับยั้งไม่ให้กลุ่มผู้ชุมนุมขยับเข้ามาใกล้
 
ผู้ชุมนุมที่ถูกน้ำสีม่วงฉีด ได้ระบุว่า พวกเขารู้สึกแสบผิว ระคายเคืองตา และหายใจลำบาก รวมถึง มูฮัมหมัด รุสดี เชคฮารูณ อดีตผู้สื่อข่าวสำนักข่าวไทย อสมท. ได้เข้าสังเกตการณ์ชุมนุม ได้เปิดเผยว่า "โดนเพียงลมพัดมารู้สึกแสบตามาก น้ำตาน้ำมูกไหล"
 
โดนชาวเน็ตคาดว่า น้ำสีม่วงที่ถูกฉีดนั้น น่าจะเป็น ด่างทับทิมเข้มข้น เพื่อใช้จำแนกกลุ่มผู้ชุมนุมกับฝูงชน โดยถ้าหากสังเกตจากสี จะพบว่ามีความเข้มข้นมากเกินไป จนถึงขั้นอันตรายกับผู้ที่ถูกสาร
  
ด่างทับทิม หรือ โปแตสเซียเปอร์แมงกาเนต (Potassium permanganate) เป็นสารที่ใช้ในครัวเรือน โดยละลายน้ำเพื่อแช่ทำความสะอาดผักผลไม้ ผสมกับโซเดียมไธโอซัลเฟต (Sodium thiosulphate) เพื่อให้สามารถฉีดพ่นได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม สารเคมี 2 ชนิดนี้ เมื่อทำปฏิกิริยากันแล้ว จะทำให้เกิดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ หรือ กรดกัมมะถันแบบเดียวกับ ฝนกรด ที่มีฤทธิ์ทำให้ผู้ที่สัมผัสกับสารนี้ เกิดอาการระคายเคืองเยื่อบุตา ทางเดินหายใจ และเมื่อทำปฏิกิริยากับน้ำ ก็จะกลายเป็นกรดกำมะถันอ่อน ๆ ที่มีค่า Ph ประมาณ 6.5-6.9
 
การใช้ด่างทับทิมต้องระวังไม่ให้สัมผัสกับผิวโดยตรง หากสารมีความเข้มข้นมากก็จะทำให้เป็นผื่นแดง มีอาการปวด เป็นแผลไหม้ หรือเป็นจุดด่างบนผิวหนัง ทั้งนี้ควรระมัดระวังไม่ให้ด่างทับทิมเข้าตาหรือปลิวเข้าตาหากเข้าตาจะทำให้การมองเห็นไม่ชัดเจนและอาจจะทำให้ตาบอดได้
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่