กำลังจะเรียนจบ แต่ไม่อยากทำงานในสายที่เรียนมา ทำอย่างไรดี?


.
.
ได้รับข้อความจากรุ่นน้องคนหนึ่ง ทักมาขอคำปรึกษาเพราะ อยากทำงานที่อยากทำแต่ดันไม่ตรงกับที่เรียนมา เลยคิดว่าคำแนะนำที่ให้น้องไป อยากจะมาแชร์ถ่ายทอดให้คนอื่นๆได้ อ่านกันด้วย จึงเขียนบทความนี้ขึ้นมาให้สำหรับ ทุกคนที่กำลังอยากเปลี่ยนสายงาน หรืออยากทำงานในอาชีพที่อยู่นอกเหนือจากสิ่งที่เรียนมา โดยจะขอลงรายเอียดส่วนใหญ่สำหรับ น้องๆที่กำลังจะเรียนจบกันออกมา
.
.
1
ผมคิดว่าช่วงเวลาหลังเรียนจบ เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด ในการลองทำสิ่งที่อยากทำ มากกว่าสิ่งที่ควรทำ คำว่าควรในที่นี้หมายถึง สิ่งที่สังคม คนส่วนใหญ่บอกให้ทำ เช่น จบวิทยาศาสตร์มาก็ไปทำ Lab สิ จบบัญชีมาก็ไปทำบัญชีสิ  จบบริหารธุรกิจมาก็ไปหางานบริษัทเอกชนทำสิ    ผมว่าเราทิ้งความกังวล บรรทัดฐานที่สังคมตั้งไว้ให้เรากันก่อนดีกว่า  หันกลับมาถามตัวเองให้แน่ชัดก่อนว่า อยากทำอะไรกันแน่  อย่าไปเสียดายสิ่งที่เรียนมา มันไม่มีอะไรสูญเปล่า ทุกบทเรียนวิชาเรียน มีคุณค่าในตัวมัน คุณจะได้ใช้ไม่มุมใด วันใดก็วันหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องใช้ตรงๆ บางครั้งเราสามารถนำสิ่งที่เรียนมาประยุกต์ได้เสมอ อีกอย่างหนึ่งการที่เรียนมาในแขนงที่แตกต่างหลากหลายจากกงานที่ทำ มันจะช่วยให้เรามีมุมมองบางอย่าง ที่แตกต่างจากคนอาชีพเดียวกัน นั่นถือเป็นจุดแข็งมิใช่หรือ
.
.
2
ไม่กล้าทำในสิ่งที่อยากทำวันนี้ แล้วจะไปทำวันไหน  ข้อนี้พูดถึงเฉพาะคนที่ไม่มีภาระผูกมัดนะครับ วัยหลังเรียนจบ คุณลองผิด ลองถูกได้เต็มที่ อย่าให้อะไรมาฉุดรั้งให้คุณกลัวการออกจากกรอบ ลองคิดดูสิ ถ้าวันนี้ไม่กล้าออกไปทำในสิ่งที่อยากทำ  ทนทำในสิ่งที่ไม่ชอบ ปีที่ 1 2 3 4 5 กว่าจะถึงตอนนั้น ภาระมีเต็มไปหมด แล้วจะเอาความกล้ามาจากไหน ช่วงวัยจบใหม่นี่ละครับไฟยังลุกโชน เรี่ยวแรงยังมี ล้มแล้วยังลุกได้ครับ
.
.
3
สำหรับคนที่มีภาระ หรือต้องส่งเสียเลี้ยงดูตัวเอง เช่นผม  ยอมรับเลยครับ ตอนเรียนจบมาเลือกอะไรแทบไม่ได้ ตอนนั้นได้งานอะไรก็ทำครับขอแค่ได้เงินเดือนพอกิน  แต่ผมก็ดิ้นรนครับ ใช้เวลาว่างที่มีออกไปเรียนรู้ หาตัวเอง ทำในสิ่งที่อยากทำ  ค่อยๆเก็บเงิน สร้างฐานะ เคลียภาระให้รีบหมด มาถึงวันนี้ก็ถือว่ายังไม่สามารถตั้งตัวทำในสิ่งที่รักได้ 100% แต่ก็ได้เริ่มต้นทำมันแล้วครับ เหมือนดั่งที่ผมกำลังเขียนบทความนี้อยู่ ทุกวันๆ  
.
.
4
อย่าคาดหวังว่ามันจะง่าย สำหรับผมชีวิตไม่ง่าย ยิ่งชีวิตที่ได้ทำสิ่งที่ตนรัก มันไม่ง่ายเลย ทุกอย่างมีต้นทุนต้องแลกเสมอ วันนี้ผมทำงานประจำถึงเป็นตำแหน่งที่ชอบ ก็ต้องทนทำตามคำสั่งของคนอื่น ที่บางครั้งก็ไม่ตรงกับที่เราคิด ที่เราฝัน  บางครั้งก็ต้องอดทนผมมีความคิดอยากลาออกเหมือนกันแต่คิดดูแล้ว สิ่งที่รักยังไม่สามารถสร้างรายได้เพียงพอ  ดังนั้นกว่าชีวิตจะถึงวันที่ได้ทำในสิ่งที่ตนเองอยากทำ 100 % บางครั้งก็ต้องอดทนรอ  แต่สำหรับคนที่ต้นทุนชีวิตดี ผมว่าคุณโชคดีมากนะครับ ถ้ามีโอกาสก็ควรทำในสิ่งที่ตนอยากทำตั้งแต่ เรียนจบมา  แต่ที่แน่ๆผมจะไม่อดทนไปตลอดชีวิต อย่างไรแล้วผมคิดว่าการมีชีวิตได้ทำในสิ่งที่ตนรัก ถึงจะไม่มั่นคง ไม่สบาย แต่มันจะสร้างสุขได้มากกว่าการนั่งทนทำในสิ่งที่ไม่รักไปตลอดชีวิต
.
.
5
หนูไม่มีประสบการณ์จะทำได้ไหม   ทำได้ครับทำได้ อยากให้คิดอย่างนี้ว่า เด็กจบใหม่เกือบทุกคน เราล้วนต้องรีสตาร์ทชุดความรู้กันอยู่แล้ว  จะเรียนตรงสายไม่ตรงสาย อย่างไรก็ต้องปรับตัว ดังนั้นอย่าให้จุดนี้มาทำให้เรากังวลเลย ถึงแม้เราจะต้องไปสมัครงานแข่งขันกับคนที่เรียนตรงสาย แต่มันมีความแตกต่างไม่มากเท่าไหร่หรอกครับ (ถ้าไม่ใช่วิชาชีพเฉพาะ) ถ้าเทียบกับการสมัครงานในอีก 4-5 ปีข้างหน้า ระหว่างคนที่มีประสบการณ์ทำงานตรงมาแล้ว กับคนที่ไม่มีประสบการณ์  สรุปก็คือ  มันเป็นจังหวะอันดีนะครับ ที่เราจะลองเปลี่ยนสายงานในช่วงหลังเรียนจบ  เพราะการเปลี่ยนสายงานหลังทำงานไปแล้ว 4-5 ปี เป็นเรื่องที่ยากกว่า
.
.
6
ใจหนึ่งก็อยากทำงานตรงสายเสียดายอุตส่าห์ร่ำเรียนมา  แต่อีกใจหนึ่งก็อยากลองทำสิ่งใหม่ๆ  ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ลองมันทั้ง 2 อย่างครับ อาจจะทำงานประจำในสิ่งที่เรียน ใช้เวลาว่างทำในสิ่งที่รัก (ผมใช้วิธีนี้อยู่) ผมถือคติอย่างหนึ่งคือ ก่อนอายุ 30 จะลองทำมันให้ได้ทุกอย่าง  ใช้ช่วงอายุเลข 2 คือช่วงวัยแห่งการลองผิดลองถูก  ความผิดพลาดของคนรุ่นนี้ที่น่าเจ็บใจที่สุดคือ การมีความฝันอยากทำนู้นทำนี่ แต่ไม่เคยได้ลงมือทำ และก็มานั่งเสียดายหรือกังวลก่อนทำอยู่นั่น  ทุกสิ่งทุกอย่าง เราจะหายสงสัยกังวล ก็ต่อเมื่อเราเอาตัวเราเข้าไปทำมัน นั่งคิดเฉยๆไม่ตรัสรู้หรอกครับ เชื่อผม
.
.
7
กล้าเข้าไว้ กล้าให้มาก เข้าใจไหมมมม     ถ้าใจกล้าที่จะเปลี่ยนสายงาน ก็จงกล้าที่จะเดินเข้าไปสมัคร กล้าที่จะบอกว่าไม่รู้  กล้าที่จะโทรเข้าไปหาคนรับสมัครงานนั้นๆว่า  “พี่ ผมสนใจตำแหน่งงานนี้นะครับ ถึงผมเรียนมาไม่ตรงสาย แต่ผมอยากทำมันจริงๆ” ความอยากนี่ละครับ มันจะทำให้เรา ตั้งใจทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งออกมาให้ดี  แต่ความอยากอย่างเดียวไม่พอ  ถ้ารู้ตัวว่าไม่มีความรู้  ก็หาความรู้เพิ่มเติมให้มากขึ้น ผมท่องไว้เสมอว่า  ในเมื่อเราทำในสิ่งที่ไม่มีความรู้ เริ่มต้นช้ากว่าคนอื่นแต่อยากทำ  เราก็ต้องทำให้มากกว่าคนอื่น
.
.
8
หาแรงบรรดาลใจ หาคนต้นแบบ  ผมว่าทุกสายอาชีพ หรือแม้แต่ไม่เกี่ยวกับสายอาชีพ การได้มีแบบอย่างที่ดี ย่อมสร้างพลังใจได้ อย่างผมฝันอยากเป็นนักเขียน  ผมก็ชอบใช้เวลาไปอ่าน ประวัติของนักเขียนคนนั้น คนนี้ ว่าเขามีวิถีชีวิตอย่างไร ถ้าเราอยากไปยืนจุดเดียวกับเขา เราควรสร้างพื้นฐานชีวิตอย่างไรนะ  บางทีพอได้ศึกษาบุคคลต้นแบบมาแล้ว มันก็ทำให้เราฮึดสู้ มีกำลังใจ  และอย่างน้อยๆก็เห็นว่า เราไม่ได้เดินทางเส้นนี้อย่างเดียวดาย แต่มีคนถางทางทำไว้แล้ว ไม่จำเป็นต้องเดินเส้นทางเดียวกัน   แต่มันจะทำให้รู้ว่าเราควรเดินอย่างไร และมันเป็นไปได้
.
.
9
แน่นอน การเลือกเส้นทางที่แตกต่างจากชาวบ้าน  มันไม่สบายหรอกนักในช่วงแรก ทั้งเสี่ยง ทั้งไม่มั่นใจ มีแต่ทั้งๆๆๆๆ เข้ามาเต็มหัวไปหมด  และคนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่เขาก็ไม่ได้มาบอกรายละเอียดลงลึกขนาดนั้นว่า เขาผ่านช่วงเวลาตรงนั้นมาได้อย่างไร และก็คงมีอีกจำนวนมากที่ไปแล้วไม่ประสบความสำเร็จ โลกนี้มีความลับซ่อนอยู่มากมายเลยนะครับ ความลับที่ต้องใช่ชีวิตเท่านั้นถึงจะมีคำตอบ  ความลับที่อาจโผล่เข้ามาโดยเฉพาะช่วงเวลาหลังเรียนจบใหม่ๆ ว่าจะไปทางไหนดี คงจะไม่มีใครตอบได้ดีเท่าเราแน่นอนครับ และเราก็เลือกได้เองว่า จะออกเดินทางค้นหาคำตอบของความลับนั้น หรือปล่อยมันทิ้งไปให้เป็นความลับอยู่ต่อไป มันก็ไม่ตายใช่ไหมละครับการหาคำตอบไม่ได้  แต่ชีวิตที่แต่คำถามแต่ไม่ลองออกไปหาคำตอบ  มันก็น่าเสียดายชักกล

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่