พื้นฐานเป็นคนสองบุคลิกค่ะ
1.เป็นคนเห็นอกเห็นใจคนอื่น แต่ก็เห็นแก่ตัวมากๆ
คือเราเป็นคนที่รู้สึกว่าตัวเองนั้นเกิดมาดีกว่าคนอื่น มีอะไรหลายๆอย่างมากกว่าคนอื่น รู้สึกอยากจะแบ่งปันความสุขให้กับทุกคน แต่ว่าอีกตัวตนคือเห็นแก่ตัวค่ะ สะใจที่คนอื่นมีความทุกข์ เห็นคนอื่นต่ำกว่าแล้วรู้สึกดี//ไม่ได้โหดร้ายขนาดนั้นนะคะ
2.เป็นสุภาพมากๆ แต่ก็ปากร้ายมากๆ
ไม่พูดคำหยาบเลยค่ะ สุภาพมากๆ พูดเพราะ ทุกครั้งที่พูดก็คือคิดก่อนพูด พยายามให้ไม่ล้ำเส้น แล้วก็ไม่ใช้ความอคติของตัวเองเข้าไปตัดสินอะไรต่างๆ แต่ว่าอีกตัวตนนึงคือปากร้ายสุดๆค่ะ กลัวมาตลอดว่าตัวเองจะพลั้งปากด่าใครไปแรงๆ จริงๆแล้วเป็นคนด่าแรงมากๆ ด่าในใจตลอด เวลามานั่งทบทวนคำด่าตัวเองแล้วก็รู้สึกหดหู่มากๆเลยค่ะ เป็นคนที่โดนเสียดสีทางคำพูดแล้วคือรู้สึกแย่สุดๆ ก็เลยไม่เคยด่าใครเลยตั้งแต่นั้นมา
3.เป็นคนที่เฟรนลี่ แต่ก็โลกส่วนตัวสูงมากๆ
ด้วยความที่เราเป็นคนสองบุคลิก ทำให้บางครั้งเราไม่อยากให้คนเข้ามาล้ำเส้นเรา ไม่อยากให้เค้าต้องมารับรู้ด้านไม่ดีของเรา เหมือนใส่หน้ากากเข้าหาคนอื่นค่ะ ให้เค้าเห็นแค่ส่วนดีๆ แต่ส่วนมากก็เกริ่นๆไว้แล้วว่า จริงๆเราไม่ได้เป็นคนดีขนาดนั้นหรอกนะ เวลาอยู่กับเพื่อนเราเฟรนลี่ค่ะ คุยกันเล่นกันปกติเลยจริงๆ แล้วมีโลกส่วนตัวสูงมาก มีด้านที่จะไม่ให้เพื่อนคนไหนรู้เลยจริงๆ
4.เป็นคนที่ดูเป็นเด็ก ติงต๊อง แต่ความคิดโตเป็นผู้ใหญ่
ครั้งนึงเราเคยงี่เง่ามากๆ แล้วพอร้องไห้ให้กับสิ่งที่ได้รับมาเยอะๆแล้วก็เริ่มคิดได้ เริ่มปรับตัว เริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเอง เริ่มพยายามเป็นคนที่ดีขึ้นจนกดตัวเองเลยค่ะ ตั้งแต่นั้นคือบางครั้งเริ่มรู้สึกไม่เป็นตัวเอง เหนื่อยมากกับการพยายามเป็นคนดี เป็นคนที่ไม่ทำให้คนอื่นรู้สึกแย่ ภาพลักษณ์ที่เพื่อนจะเห็นเราคือเราเป็นคนที่ติงต๊องค่ะ ดูเป็นแบบเด็กอ่ะ แต่เวลาจริงจังก็คือมีความเป็นผู้ใหญ่ค่ะ คิดตัดสินใจต่างคือแบบผู้ใหญ่ ใช้ชีวิตบนโลกความจริง<--ไม่โลกสวย
เราไม่ได้ต้องการค้นหาว่าแท้ที่จริงแล้วจากสองบุคลิกเราเป็นแบบไหน สำหรับเราทุกอย่างคือตัวเราค่ะ อยู่ที่ว่าพูดแค่ไหน เปิดเผยแค่ไหน
เราเป็นคนหาตรงกลางให้ตัวเองเสมอค่ะ สำหรับข้อ 1 ความเห็นแก่ตัวเราไม่ได้เป็นบ่อยนะคะ ขึ้นอยู่กับช่วงอารมณ์ค่ะ ถ้าอารมณ์ไม่ดีก็มีแนวโน้มที่จะไม่สนใจปัญหาของคนอื่น(เพื่อน) แต่พื้นฐานก็ไม่ได้เลวร้ายอยู่แล้วค่ะ ถ้ามันถึงจุดนึงที่เราเห็นว่าเค้าไม่ไหวแล้วเราช่วยแน่นอน คือบางครั้งอาจจะเป็นเพราะเราต้องผ่านอะไรด้วยตัวเองมามาก ก็เลยอยากให้คนอื่นสัมผัสมันบ้าง ที่บ้านสอนว่าอะไรที่ทำเองได้ทำเลยค่ะ อย่าขอความช่วยเหลือจากคนอื่นจนกลายเป็นไม่ทำอะไรเลย เราเลยยึดว่าทำเองไว้ก่อน ไม่ไหวจริงๆค่อยขอความช่วยเหลือค่ะ สำหรับข้อ 1 เราคิดว่าไม่น่ามีปัญหาค่ะ แต่ถ้ามีคำแนะนำดีๆก็บอกกันได้นะคะ
ข้อ 2 นี่ลำบากมากๆเลยค่ะในบางครั้ง เราไม่สามารถหาตรงกลางของข้อนี้ได้เลย ด้วยความที่เราไม่อยากจะไประบายอารมณ์กับใครหรืออะไรก็ตาม เราไม่อยากเป็นคนโมโหร้ายที่เอาแต่กรีดร้องเสียงดัง ขว้างปาข้าวของ ทำลายข้าวของค่ะ มันมีวิธีบำบัดตรงนี้ไหมคะ เพราะบางครั้งเราก็ต้องการจะด่าออกมาบ้างน่ะค่ะ แค่ทำไม่ได้
ข้อ 3 นี่คือหลักๆเลยค่ะ ตอนนี้มีเพื่อนคนนึงที่เรารู้สึกว่าเค้าเป็นคนดีมากๆ เป็นคนที่คล้ายๆกับเราในหลายๆด้าน แล้วก็ได้ลองเปิดใจเล่าอะไรหลายๆอย่างให้เพื่อนคนนี้ฟังค่ะ แต่อีกใจนึงเราก็รู้แหล่ะค่ะว่าการที่คนๆนึงจะรับฟังอะไรต่างๆจากคนอื่นได้มันก็เหมือนรับอะไรที่ไม่ดีมาเค้าตัวเองด้วย เรารู้สึกไม่อยากจะโยนปัญหาของตัวเองที่ตัวเองก็รู้ดีไปให้เค้า ไม่อยากให้เค้าคิดมากน่ะค่ะ คือเะอนคนนี้เค้าก็มีเรื่องที่ไม่สบายใจของเค้าอยู่แล้วด้วย เราอยากจะเปิดใจเรื่องของเราทั้งหมดกับใครซักคนจริงๆค่ะ ควรเริ่มจากยังไงดีคะ เพราะตอนนี้ก็อัดอั้นมานานจริงๆ จนบางครั้งก็กลัวว่าตัวเองจะซึมเศร้ารึเปล่า
ข้อ 4 ที่จริงมันจะต่อจากข้อ 3 ค่ะ เป็นเรื่องที่เราอัดอั้น เรื่องความรักค่ะ เรารักคนๆนึงมากๆ เป็นคนแรกที่รู้สึกว่ารักจริงๆที่ไม่ใช่แค่ชอบอ่ะค่ะ ในใจคาดหวังนะคะ แต่สมองก็เตือนตัวเองไว้หล่ยๆอย่าง ให้อยู่บนพื้นฐานขิงความเป็นจริง สถานะตอนนี้เป็นยังไงก็รู้ดี อย่าให้คนที่เรารักต้องมาไม่มีความสุขเพราะความรักของเราเลยค่ะ แอบรัก อยากให้เค้ามีความสุขแค่นั้นพอแล้ว ทั้งๆที่เราสุขแบบทรมานมากๆ กรณีนี้คือใช้ความเป็นผู้ใหญ่กดความคาดหวังไว้ค่ะ โลกแห่งความจริงมันทำเราเจ็บมากๆเลย
สำหรับเรื่องความรักไม่ต้องเป็นห่วงค่ะ เรามีเวลาทำใจอยู่แล้ว แต่ปัญหาตามมาคือกดตัวเองค่ะ เราเหนื่อยมากๆเลยค่ะที่ต้องกดตัวเองที่ไม่ดีลงไป เราก็เลยปล่อยออกมาบ้าง กลัวว่าถ้าเก็บกดไปนานๆแล้วมันจะระเบิดออกมาน่ะค่ะ ไม่อยากให้คนรอบข้างต้องมารับผลกระทบจากการที่เราเป็นคนสองบุคลิก มีวิธีแก้ปัญหา หรือการบำบัดตัวเองในระยะยาวไหมคะ มีคำแนะนำสำหรับเราไหมคะ หรือมีใครเป็นแบบนี้บ้าง แชร์เรื่องราวมาพูดคุยกันหน่อยค่ะ
ปล.ขอบคุณที่อ่านจนจบนะคะ เขียนมายาวมากจริงๆ ขอบคุณที่รับฟังปัญหาของเด็กผู้หญิงคนนึงนะคะ เราจะต้องเป็นคนที่ดีขึ้น และเป็นตัวของตัวเองให้ได้ค่ะ
สองบุคคลิก ขัดแย้งในตัวเอง มีวิธีปรับปรุงอย่างไร
1.เป็นคนเห็นอกเห็นใจคนอื่น แต่ก็เห็นแก่ตัวมากๆ
คือเราเป็นคนที่รู้สึกว่าตัวเองนั้นเกิดมาดีกว่าคนอื่น มีอะไรหลายๆอย่างมากกว่าคนอื่น รู้สึกอยากจะแบ่งปันความสุขให้กับทุกคน แต่ว่าอีกตัวตนคือเห็นแก่ตัวค่ะ สะใจที่คนอื่นมีความทุกข์ เห็นคนอื่นต่ำกว่าแล้วรู้สึกดี//ไม่ได้โหดร้ายขนาดนั้นนะคะ
2.เป็นสุภาพมากๆ แต่ก็ปากร้ายมากๆ
ไม่พูดคำหยาบเลยค่ะ สุภาพมากๆ พูดเพราะ ทุกครั้งที่พูดก็คือคิดก่อนพูด พยายามให้ไม่ล้ำเส้น แล้วก็ไม่ใช้ความอคติของตัวเองเข้าไปตัดสินอะไรต่างๆ แต่ว่าอีกตัวตนนึงคือปากร้ายสุดๆค่ะ กลัวมาตลอดว่าตัวเองจะพลั้งปากด่าใครไปแรงๆ จริงๆแล้วเป็นคนด่าแรงมากๆ ด่าในใจตลอด เวลามานั่งทบทวนคำด่าตัวเองแล้วก็รู้สึกหดหู่มากๆเลยค่ะ เป็นคนที่โดนเสียดสีทางคำพูดแล้วคือรู้สึกแย่สุดๆ ก็เลยไม่เคยด่าใครเลยตั้งแต่นั้นมา
3.เป็นคนที่เฟรนลี่ แต่ก็โลกส่วนตัวสูงมากๆ
ด้วยความที่เราเป็นคนสองบุคลิก ทำให้บางครั้งเราไม่อยากให้คนเข้ามาล้ำเส้นเรา ไม่อยากให้เค้าต้องมารับรู้ด้านไม่ดีของเรา เหมือนใส่หน้ากากเข้าหาคนอื่นค่ะ ให้เค้าเห็นแค่ส่วนดีๆ แต่ส่วนมากก็เกริ่นๆไว้แล้วว่า จริงๆเราไม่ได้เป็นคนดีขนาดนั้นหรอกนะ เวลาอยู่กับเพื่อนเราเฟรนลี่ค่ะ คุยกันเล่นกันปกติเลยจริงๆ แล้วมีโลกส่วนตัวสูงมาก มีด้านที่จะไม่ให้เพื่อนคนไหนรู้เลยจริงๆ
4.เป็นคนที่ดูเป็นเด็ก ติงต๊อง แต่ความคิดโตเป็นผู้ใหญ่
ครั้งนึงเราเคยงี่เง่ามากๆ แล้วพอร้องไห้ให้กับสิ่งที่ได้รับมาเยอะๆแล้วก็เริ่มคิดได้ เริ่มปรับตัว เริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเอง เริ่มพยายามเป็นคนที่ดีขึ้นจนกดตัวเองเลยค่ะ ตั้งแต่นั้นคือบางครั้งเริ่มรู้สึกไม่เป็นตัวเอง เหนื่อยมากกับการพยายามเป็นคนดี เป็นคนที่ไม่ทำให้คนอื่นรู้สึกแย่ ภาพลักษณ์ที่เพื่อนจะเห็นเราคือเราเป็นคนที่ติงต๊องค่ะ ดูเป็นแบบเด็กอ่ะ แต่เวลาจริงจังก็คือมีความเป็นผู้ใหญ่ค่ะ คิดตัดสินใจต่างคือแบบผู้ใหญ่ ใช้ชีวิตบนโลกความจริง<--ไม่โลกสวย
เราไม่ได้ต้องการค้นหาว่าแท้ที่จริงแล้วจากสองบุคลิกเราเป็นแบบไหน สำหรับเราทุกอย่างคือตัวเราค่ะ อยู่ที่ว่าพูดแค่ไหน เปิดเผยแค่ไหน
เราเป็นคนหาตรงกลางให้ตัวเองเสมอค่ะ สำหรับข้อ 1 ความเห็นแก่ตัวเราไม่ได้เป็นบ่อยนะคะ ขึ้นอยู่กับช่วงอารมณ์ค่ะ ถ้าอารมณ์ไม่ดีก็มีแนวโน้มที่จะไม่สนใจปัญหาของคนอื่น(เพื่อน) แต่พื้นฐานก็ไม่ได้เลวร้ายอยู่แล้วค่ะ ถ้ามันถึงจุดนึงที่เราเห็นว่าเค้าไม่ไหวแล้วเราช่วยแน่นอน คือบางครั้งอาจจะเป็นเพราะเราต้องผ่านอะไรด้วยตัวเองมามาก ก็เลยอยากให้คนอื่นสัมผัสมันบ้าง ที่บ้านสอนว่าอะไรที่ทำเองได้ทำเลยค่ะ อย่าขอความช่วยเหลือจากคนอื่นจนกลายเป็นไม่ทำอะไรเลย เราเลยยึดว่าทำเองไว้ก่อน ไม่ไหวจริงๆค่อยขอความช่วยเหลือค่ะ สำหรับข้อ 1 เราคิดว่าไม่น่ามีปัญหาค่ะ แต่ถ้ามีคำแนะนำดีๆก็บอกกันได้นะคะ
ข้อ 2 นี่ลำบากมากๆเลยค่ะในบางครั้ง เราไม่สามารถหาตรงกลางของข้อนี้ได้เลย ด้วยความที่เราไม่อยากจะไประบายอารมณ์กับใครหรืออะไรก็ตาม เราไม่อยากเป็นคนโมโหร้ายที่เอาแต่กรีดร้องเสียงดัง ขว้างปาข้าวของ ทำลายข้าวของค่ะ มันมีวิธีบำบัดตรงนี้ไหมคะ เพราะบางครั้งเราก็ต้องการจะด่าออกมาบ้างน่ะค่ะ แค่ทำไม่ได้
ข้อ 3 นี่คือหลักๆเลยค่ะ ตอนนี้มีเพื่อนคนนึงที่เรารู้สึกว่าเค้าเป็นคนดีมากๆ เป็นคนที่คล้ายๆกับเราในหลายๆด้าน แล้วก็ได้ลองเปิดใจเล่าอะไรหลายๆอย่างให้เพื่อนคนนี้ฟังค่ะ แต่อีกใจนึงเราก็รู้แหล่ะค่ะว่าการที่คนๆนึงจะรับฟังอะไรต่างๆจากคนอื่นได้มันก็เหมือนรับอะไรที่ไม่ดีมาเค้าตัวเองด้วย เรารู้สึกไม่อยากจะโยนปัญหาของตัวเองที่ตัวเองก็รู้ดีไปให้เค้า ไม่อยากให้เค้าคิดมากน่ะค่ะ คือเะอนคนนี้เค้าก็มีเรื่องที่ไม่สบายใจของเค้าอยู่แล้วด้วย เราอยากจะเปิดใจเรื่องของเราทั้งหมดกับใครซักคนจริงๆค่ะ ควรเริ่มจากยังไงดีคะ เพราะตอนนี้ก็อัดอั้นมานานจริงๆ จนบางครั้งก็กลัวว่าตัวเองจะซึมเศร้ารึเปล่า
ข้อ 4 ที่จริงมันจะต่อจากข้อ 3 ค่ะ เป็นเรื่องที่เราอัดอั้น เรื่องความรักค่ะ เรารักคนๆนึงมากๆ เป็นคนแรกที่รู้สึกว่ารักจริงๆที่ไม่ใช่แค่ชอบอ่ะค่ะ ในใจคาดหวังนะคะ แต่สมองก็เตือนตัวเองไว้หล่ยๆอย่าง ให้อยู่บนพื้นฐานขิงความเป็นจริง สถานะตอนนี้เป็นยังไงก็รู้ดี อย่าให้คนที่เรารักต้องมาไม่มีความสุขเพราะความรักของเราเลยค่ะ แอบรัก อยากให้เค้ามีความสุขแค่นั้นพอแล้ว ทั้งๆที่เราสุขแบบทรมานมากๆ กรณีนี้คือใช้ความเป็นผู้ใหญ่กดความคาดหวังไว้ค่ะ โลกแห่งความจริงมันทำเราเจ็บมากๆเลย
สำหรับเรื่องความรักไม่ต้องเป็นห่วงค่ะ เรามีเวลาทำใจอยู่แล้ว แต่ปัญหาตามมาคือกดตัวเองค่ะ เราเหนื่อยมากๆเลยค่ะที่ต้องกดตัวเองที่ไม่ดีลงไป เราก็เลยปล่อยออกมาบ้าง กลัวว่าถ้าเก็บกดไปนานๆแล้วมันจะระเบิดออกมาน่ะค่ะ ไม่อยากให้คนรอบข้างต้องมารับผลกระทบจากการที่เราเป็นคนสองบุคลิก มีวิธีแก้ปัญหา หรือการบำบัดตัวเองในระยะยาวไหมคะ มีคำแนะนำสำหรับเราไหมคะ หรือมีใครเป็นแบบนี้บ้าง แชร์เรื่องราวมาพูดคุยกันหน่อยค่ะ
ปล.ขอบคุณที่อ่านจนจบนะคะ เขียนมายาวมากจริงๆ ขอบคุณที่รับฟังปัญหาของเด็กผู้หญิงคนนึงนะคะ เราจะต้องเป็นคนที่ดีขึ้น และเป็นตัวของตัวเองให้ได้ค่ะ