เอกชนห่วงไร้ยุทธศาสตร์การค้า จี้รัฐเข้า CPTPP ปาดหน้าสหรัฐ
https://www.prachachat.net/economy/news-551966
กกร.-สภาส่งสินค้าทางเรือ “ดิ้น” ร้องทุกช่องทาง จี้รัฐบาลเข้าร่วมเจรจาความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจ CPTPP หลังศึกษาผลดี-ผลเสียมาหลายปี แต่ไม่มีข้อยุติ ชี้ต้องเข้าร่วมขบวนก่อน “ไบเดน” นำสหรัฐกลับเข้าร่วมเพื่อต่อรองเปิดตลาดการค้า-การลงทุน หวั่นเวียดนาม-กัมพูชาแซงดึงนักลงทุน
แม้จะยังไม่มีการประกาศผลเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอย่างเป็นทางการ แต่โอกาสที่
“โจ ไบเดน” จะชนะ
“โดนัลด์ ทรัมป์” มีความเป็นไปได้อย่างสูงมาก นั่นหมายความว่า นโยบายสำคัญหลายเรื่องไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ-การเมือง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจะเปลี่ยนไป
ในขณะที่ประเทศไทยเองต้องพึ่งพารายได้จากการส่งออกสินค้า โดยมีตลาดสำคัญอย่างสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนถึง 14% ในขณะที่ภาคเอกชนเองกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิดว่า สหรัฐจะหวนกลับมาหา “พันธมิตร” ด้วยการเข้าร่วมเจรจาการค้าภายใต้ความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือ CPTPP เพื่อสร้างเขตการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลกหรือไม่อย่างไร
ในขณะที่ยุทธศาสตร์การค้าระหว่างประเทศภายใต้รัฐบาลชุดนี้ดูเหมือนว่า
“ยังไม่มี” เพราะเพียงแค่จะเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมเจรจาการค้า CPTTP ผ่านไปหลายปี จนทุกวันนี้รัฐบาลไทยก็ยังตัดสินใจไม่ได้
ไม่มียุทธศาสตร์การค้า
นาย
เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐว่าในแง่ผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศ ไม่ว่า
“ไบเดน” หรือ
“ทรัมป์” ใครจะชนะ ผลไม่ต่างกันนัก เพราะเป็นอเมริกันเหมือนกัน ชาตินิยมทั้งคู่ แต่สิ่งสำคัญก็คือนโยบายการค้าของไทยมากกว่าว่าจะมีกลยุทธ์การค้าระหว่างประเทศอย่างไร ไม่ว่าใครจะมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ
“นโยบายการค้าระหว่างประเทศของไทยไม่ชัดเจนมาระยะหนึ่งแล้ว ตอนนี้ก็ยังไม่เคลียร์ว่าเราจะเอาอย่างไรกับข้อตกลง FTA กับประเทศต่าง ๆ และข้อตกลง CPTPP เราจะทำอย่างไร รวมทั้งข้อตกลง RCEP เพราะถ้าเทียบกับประเทศเวียดนามแล้วจะเห็นว่า เวียดนามมีกลยุทธ์ทางการค้าชัดเจน เดินหน้าเจรจาข้อตกลง FTA จนตอนนี้เวียดนามมีข้อตกลงการค้าเสรี FTA กับประเทศต่าง ๆ มากกว่าไทยถึง 3 เท่าแล้ว”
จี้รัฐเข้าร่วม CPTPP
นาย
กลินท์ สารสิน ประธานคณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน กล่าวว่า มีแนวโน้มว่า
“ไบเดน” จะชนะและมีโอกาสที่สหรัฐจะหวนกลับมาเจรจาความตกลง CPTPP ดังนั้นทาง กกร.เสนอว่า ขณะนี้ไทยต้องเร่งพิจารณาหาข้อสรุปในการเข้าร่วมการเจรจาความตกลง CPTPP ให้ได้
ทั้งนี้ประเด็นหลัก ๆ ที่ไทยกังวลในการเจรจา CPTPP จะมีเรื่องการคุ้มครองสิทธิบัตรพันธุ์พืชใหม่ (UPOV), เรื่องแรงงาน, เรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง ทั้งหมดนี้มีอยู่ในการเจรจาความตกลงทุกฉบับ ทั้ง FTA ไทย-สหภาพยุโรป FTA ไทย-สหราชอาณาจักร ไม่ใช่เฉพาะความตกลง CPTPP เท่านั้น ดังนั้นรัฐบาลไทยควรพิจารณาเข้าร่วมเพื่อเจรจาแลกเปลี่ยนสิ่งที่ไทยรับได้หรือไม่ได้ หากประเด็นใดที่อ่อนไหวก็ควร “ขอเว้น” ระยะเวลาในการเปิดเสรีเพื่อปรับตัวก่อน ซึ่งก่อนหน้านี้เวียดนามเองได้ขอเวลาปรับตัวได้ถึง 20 ปี ไทยก็น่าจะขอได้เช่นกัน
“วันนี้ผมประชุมร่วมกับทางญี่ปุ่น เขาสนับสนุนให้ไทยเข้าร่วม CPTPP ซึ่งในปี 2564 ญี่ปุ่นจะเป็นเจ้าภาพการประชุม APEC ซึ่งมีสมาชิก CPTPP เข้าร่วมประชุมทั้งหมด เราก็หวังว่ารัฐบาลจะพิจารณาตามข้อเสนอที่ว่า เรา must หรือจำเป็นต้องเข้าร่วม ถ้าไม่ทำ ประเทศชาติเสียหาย เวียดนามซึ่งเป็นคู่แข่งเข้าร่วม CPTPP ไปก่อนแล้ว ไทยก็จะลำบากในการแข่งขัน เพราะต้นทุนเราสูงกว่าโดยเฉพาะเมื่อไปบวกกับภาษี” นาย
กลินท์กล่าว
เช่นเดียวกับ นางสาว
กัญญภัค ตันติพิพัฒน์พงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า ได้เสนอผ่านไปทางคณะกรรมการร่วมรัฐและเอกชน หรือ กรอ.พาณิชย์ไปแล้วว่า ไทยควรจะพิจารณาเข้าร่วม CPTPP เพราะไทยไม่สามารถพึ่งพาตลาดภายในประเทศได้ ต้องส่งออกสินค้า ซึ่งจำเป็นต้องไปแข่งขันกับต่างประเทศ
“การที่ไบเดนมาอาจจะมีนโยบายกลับสู่ CPTPP ซึ่งในส่วนของไทยมีคณะกรรมาธิการวุฒิสภา พิจารณาเรื่องนี้ที่ต้องสรุปมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม แต่ผลสรุปกลับพิจารณาไม่ให้ ในแง่การเปิดเสรีมันทำให้มีโอกาสเปิดตลาดการค้า อะไรที่เป็นโอกาสเราต้องทำไว้ก่อน ส่วนประเด็นข้อกังวลเรื่อง UPOV หรือสิทธิบัตรยา-ทรัพย์สินทางปัญญา ถ้าเราเข้าไปเจรจา CPTPP อย่างน้อยเรายังสามารถเจรจาต่อรองสิ่งเหล่านี้ได้ไม่ดีกว่าหรือ แต่ที่สำคัญไทยควรเร่งพิจารณาเข้าร่วม CPTPP ก่อนที่สหรัฐจะหันกลับมาร่วม เพราะไม่เช่นนั้นการเจรจาต่อรองเพื่อขอเข้าร่วมก็ยิ่งยากไปอีก” น.ส.
กัญญภัคกล่าว
อย่าอ้างรัฐวิสาหกิจแข่งไม่ได้
อย่างไรก็ตาม มีข้อกังวลจากรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ อาทิ CAT ที่ว่า หากเปิดเสรีแล้วจะแข่งขันกับบริษัทต่างชาติไม่ได้นั้น ในประเด็นนี้ น.ส.กัญญภัคมีความเห็นว่า ทางหอการค้าต่างประเทศได้เข้าพบนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อเปิดขอให้
“ปลดล็อก” การเปิดเสรีให้ถือหุ้น 100% ในธุรกิจบริการตามบัญชีแนบท้าย 3 พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 เช่น ธุรกิจโทรคมนาคม ซึ่งหากรัฐบาลไทยคลายล็อกให้ต่างชาติถือหุ้นได้ 100% ก็แทบจะไม่ต่างอะไรกับการเปิดเสรีการค้าอยู่แล้ว
“สิ่งที่น่ากังวลก็คือ ประเทศคู่แข่งมีนโยบายการค้าเสรีที่ชัดเจน เช่น เวียดนามมีความตกลง FTA กับสหภาพยุโรป มีข้อตกลง CPTPP หรือกัมพูชาถูกตัดสิทธิพิเศษ GSP จากอียูก็หันไปเจรจา FTA กับจีนเสร็จแล้ว นักลงทุนที่ไปลงทุนในประเทศนั้นก็จะได้สิทธิประโยชน์ในการผลิตสินค้าเพื่อส่งออกไปตลาดคู่ค้า FTA ภาษีลดลงหรือเป็นศูนย์ แต่ไทยไม่มีอะไรเลย แถมยังมีการตั้งกฎหมาย-กติกาใหม่ ๆ ออกมา ทำให้ผู้ประกอบการประกอบธุรกิจยากขึ้น มีต้นทุนสูงขึ้น” น.ส.
กัญญภัคกล่าว
‘ศิริกัญญา’ หวั่นมาตรการเบาคุม อำนาจเหนือตลาด ไม่ได้จริง ดีลซี.พี.ควบรวมเทสโก้ โลตัส
https://www.matichon.co.th/politics/news_2431556
‘ศิริกัญญา’ หวั่นมาตรการเบาคุม อำนาจเหนือตลาด ไม่ได้จริง ดีลซี.พี.ควบรวมเทสโก้ โลตัส ยันกมธ.พัฒนาเศรษฐฯพร้อมตรวจสอบ เปิดช่องร้องผ่านพรรคก.ก.ได้
เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน น.ส.
ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล(ก.ก.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sirikanya Tansakun ระบุว่า
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวใหญ่แต่เหมือนไม่ได้รับความสนใจมากนักในกระแสทั่วไป นั่นคือ การที่คณะกรรมการแข่งขันทางการค้า ได้พิจารณาการขออนุญาตรวมธุรกิจระหว่างบริษัท ซี.พี. รีเทล ดีเวลลอปเม้น จำกัด และบริษัท เทสโก้ สโตร์ส (ประเทศไทย)
โดยมีความเห็นในเรื่องนี้ว่า กรรมการเสียงข้างมากมีมติอนุญาตให้ควบรวมกิจการได้โดยมีเงื่อนไข และได้ให้ความเห็นว่าการควบรวมธุรกิจครั้งนี้ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจมีอำนาจเหนือตลาดเพิ่มขึ้นในตลาดร้านค้าปลีกสมัยใหม่ สินค้าอุปโภคบริโภคประเภทร้านค้าปลีกขนาดเล็ก แต่ไม่เป็นการผูกขาด ส่งผลให้การแข่งขันลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจอย่างร้ายแรง รวมทั้งไม่ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคส่วนรวม แต่มีความจำเป็นต้องกำหนดมาตรการเพื่อลด หรือเยียวยาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
แน่นอนว่าการตัดสินว่าการควบรวมครั้งนี้ไม่เป็นการผูกขาดนั้นไม่เหนือความคาดหมายแต่อย่างใด เพราะการกำหนดว่าอะไรคือ “ตลาด” นั้นใช้ดุลพินิจได้ค่อนข้างมาก และในกรณีนี้กำหนดว่าเป็นตลาดของร้านค้าปลีกสมัยใหม่ หรือ Modern trade ซึ่งรวมทั้งร้านค้าสะดวกซื้อ และไฮเปอร์มาร์เก็ต ส่วนการใช้ส่วนแบ่งตลาดเป็นเกณฑ์ก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่าแข็ง และตายตัวเกินไป จำเป็นต้องพิจารณาถึงยอดขายรายสินค้า ทรัพย์สิน และส่วนแบ่งตลาดที่อาจเพิ่มขึ้นภายหลังควบรวมด้วย
อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่ผูกขาด แต่มีอำนาจเหนือตลาดเพิ่มขึ้น (หมายถึงอำนาจที่จะขึ้นราคาสินค้ากับผู้บริโภค หรือกดราคาสินค้ากับซัพพลายเออร์ได้) ก็จำเป็นต้องมีมาตรการป้องกันการใช้อำนาจเหนือตลาดที่นำไปสู่การค้าที่ไม่เป็นธรรม แม้ผลการวินิจฉัยกล่าวว่าจะไม่กระทบผู้บริโภค แต่จะกระทบกับคู่ค้าของซีพีและเทสโก้ โลตัส เช่น ซัพพลายเออร์ ผู้ประกอบการคลังสินค้าและโลจิสติกส์
มาดูกันว่าในมติมีการระบุเงื่อนไขเพื่อลดหรือเยียวยาผลกระทบไว้อย่างไรบ้าง เงื่อนไข 7 ข้อ ที่บอร์ดประกาศออกมา มีทั้งที่ซีพี และเทสโก้ต้องทำ และห้ามทำ ที่ห้ามทำ คือ ห้ามควบรวมอีกใน 3 ปี และห้ามแชร์ข้อมูลซัพพลายเออร์ระหว่างกัน ที่ต้องทำมีด้วยกัน 5 ข้อ ได้แก่
1. ให้ซีพี และเทสโก้เพิ่มสัดส่วนยอดขายของ SME ประกอบด้วย OTOP และวิสาหกิจชุมชนในอัตราเพิ่มขึ้นปีละ 10% เป็นเวลา 5 ปี
2. ให้เทสโก้คงเงื่อนไขตามสัญญากับซัพพลายเออร์เดิม เป็นเวลา 2 ปี
3. ให้ซีพีและเทสโก้กำหนดสินเชื่อการค้าระยะเวลา credit term เป็น 30-45 วัน เฉพาะสินค้าจาก SME
4. ให้ซีพีและเทสโก้ส่งรายงานผลการปฏิบัติตามเงื่อนไข รายไตรมาสกับบอร์ดแข่งขันทางการค้า
5. ให้ทำมาตรฐานการปฏิบัติทางการค้าที่ดี (code of conduct) เผยแพร่กับสาธารณะ
จะเห็นว่าเป็นเงื่อนไขเรื่อง
‘พฤติกรรม’ เป็นส่วนใหญ่ และซอฟต์มากจนไม่ได้รู้สึกว่าจะป้องกันการใช้อำนาจเหนือตลาดได้จริง ทั้งเรื่องเพิ่มสัดส่วนสินค้า otop การลดระยะเวลาสินเชื่อการค้าซึ่งไม่ต่างจากเดิมมากนักสำหรับสินค้าเกษตร การคงเงื่อนไขตามสัญญาและข้อตกลงการค้าเดิมก็กำหนดระยะเวลาไว้เพียง 2 ปี แต่ไม่มีเงื่อนไขที่เกี่ยวกับเรื่องของขนาดภายหลังการควบรวมเลย และพฤติกรรมเหล่านี้ แม้ไม่มีการควบรวมก็สมควรกำหนดให้ทำอยู่แล้ว
น.ส.
ศิริกัญญา ระบุอีกว่า ในขณะที่คดีควบรวมในธุรกิจค้าปลีกในประเทศที่มีการบังคับใช้กฎหมายแข่งขันทางการค้าจริงจัง โดยปกติจะกำหนดเงื่อนไขโดยมีจุดประสงค์ให้ขนาดของบริษัทเมื่อควบรวมเรียบร้อยแล้วมีขนาดไม่ใหญ่จนเกินไป โดยอาจจะกำหนดเงื่อนไขให้
‘ลดขนาด’ ของการควบรวม หรือแม้กระทั่งกำหนดให้
‘ขาย’ กิจการบางส่วนออกไปก่อนการควบรวมเพื่อให้เมื่อควบรวมแล้วธุรกิจตลอดสายไม่ได้มีขนาดใหญ่จนสร้างผลเสียต่อการแข่งขันในตลาด
ลองนึกภาพดูว่า ระหว่างการมานั่งตรวจสอบการใช้อำนาจเหนือตลาดต่อคู่ค้าเป็นรายกรณี กับการปล่อยให้ตลาดมีทางเลือกมากขึ้น ซึ่งเป็นการลดอำนาจเหนือตลาดทางอ้อม แบบไหนมีต้นทุนในการควบคุมน้อยกว่ากัน
และการสลายการควบรวม (divestiture remedy) ในภายหลังเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก (แม้จะมีอำนาจก็ตาม) เพราะต้นทุนสูงทั้งต่อสำนักงานคณะกรรมการแข่งขันทางการค้าในการตรวจสอบ และต่อผู้ประกอบการผู้รับคำสั่งเองด้วย
“คณะกมธ.พัฒนาเศรษฐกิจจะติดตามรายละเอียดของมติบอร์ดแข่งขันในครั้งนี้ต่อ และอยากขอให้บริษัทหากพบการค้าที่ไม่เป็นธรรม ให้แจ้งเบาะแส ข้อมูลหลักฐานให้กับพรรคก้าวไกล หรือส.ส.ของพรรค ทางเรายินดีจะปกปิดตัวตนของท่านระหว่างการตรวจสอบ เพราะเราทราบดีว่าการออกมาเปิดเผยข้อมูลอาจนำไปสู่ผลเสียต่อธุรกิจของท่านได้” น.ส.
ศิริกัญญา ระบุ
#ก้าวไกล #ซีพี #TescoLotus #กขค #ผูกขาด #เจ้าสัว
https://www.facebook.com/SirikanyaOfficial/posts/685222275459005
JJNY : 4in1 เอกชนห่วงไร้ยุทธศาสตร์การค้า/ศิริกัญญาหวั่นคุมอำนาจเหนือตลาดไม่ได้/แฉมือมืดคดีพลทหาร/อัญชะลีโวย ตอนนี้ตกงาน
https://www.prachachat.net/economy/news-551966
แม้จะยังไม่มีการประกาศผลเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอย่างเป็นทางการ แต่โอกาสที่ “โจ ไบเดน” จะชนะ “โดนัลด์ ทรัมป์” มีความเป็นไปได้อย่างสูงมาก นั่นหมายความว่า นโยบายสำคัญหลายเรื่องไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ-การเมือง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจะเปลี่ยนไป
ในขณะที่ประเทศไทยเองต้องพึ่งพารายได้จากการส่งออกสินค้า โดยมีตลาดสำคัญอย่างสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนถึง 14% ในขณะที่ภาคเอกชนเองกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิดว่า สหรัฐจะหวนกลับมาหา “พันธมิตร” ด้วยการเข้าร่วมเจรจาการค้าภายใต้ความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือ CPTPP เพื่อสร้างเขตการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลกหรือไม่อย่างไร
ในขณะที่ยุทธศาสตร์การค้าระหว่างประเทศภายใต้รัฐบาลชุดนี้ดูเหมือนว่า “ยังไม่มี” เพราะเพียงแค่จะเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมเจรจาการค้า CPTTP ผ่านไปหลายปี จนทุกวันนี้รัฐบาลไทยก็ยังตัดสินใจไม่ได้
ไม่มียุทธศาสตร์การค้า
นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐว่าในแง่ผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศ ไม่ว่า “ไบเดน” หรือ “ทรัมป์” ใครจะชนะ ผลไม่ต่างกันนัก เพราะเป็นอเมริกันเหมือนกัน ชาตินิยมทั้งคู่ แต่สิ่งสำคัญก็คือนโยบายการค้าของไทยมากกว่าว่าจะมีกลยุทธ์การค้าระหว่างประเทศอย่างไร ไม่ว่าใครจะมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ
“นโยบายการค้าระหว่างประเทศของไทยไม่ชัดเจนมาระยะหนึ่งแล้ว ตอนนี้ก็ยังไม่เคลียร์ว่าเราจะเอาอย่างไรกับข้อตกลง FTA กับประเทศต่าง ๆ และข้อตกลง CPTPP เราจะทำอย่างไร รวมทั้งข้อตกลง RCEP เพราะถ้าเทียบกับประเทศเวียดนามแล้วจะเห็นว่า เวียดนามมีกลยุทธ์ทางการค้าชัดเจน เดินหน้าเจรจาข้อตกลง FTA จนตอนนี้เวียดนามมีข้อตกลงการค้าเสรี FTA กับประเทศต่าง ๆ มากกว่าไทยถึง 3 เท่าแล้ว”
จี้รัฐเข้าร่วม CPTPP
นายกลินท์ สารสิน ประธานคณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน กล่าวว่า มีแนวโน้มว่า “ไบเดน” จะชนะและมีโอกาสที่สหรัฐจะหวนกลับมาเจรจาความตกลง CPTPP ดังนั้นทาง กกร.เสนอว่า ขณะนี้ไทยต้องเร่งพิจารณาหาข้อสรุปในการเข้าร่วมการเจรจาความตกลง CPTPP ให้ได้
ทั้งนี้ประเด็นหลัก ๆ ที่ไทยกังวลในการเจรจา CPTPP จะมีเรื่องการคุ้มครองสิทธิบัตรพันธุ์พืชใหม่ (UPOV), เรื่องแรงงาน, เรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง ทั้งหมดนี้มีอยู่ในการเจรจาความตกลงทุกฉบับ ทั้ง FTA ไทย-สหภาพยุโรป FTA ไทย-สหราชอาณาจักร ไม่ใช่เฉพาะความตกลง CPTPP เท่านั้น ดังนั้นรัฐบาลไทยควรพิจารณาเข้าร่วมเพื่อเจรจาแลกเปลี่ยนสิ่งที่ไทยรับได้หรือไม่ได้ หากประเด็นใดที่อ่อนไหวก็ควร “ขอเว้น” ระยะเวลาในการเปิดเสรีเพื่อปรับตัวก่อน ซึ่งก่อนหน้านี้เวียดนามเองได้ขอเวลาปรับตัวได้ถึง 20 ปี ไทยก็น่าจะขอได้เช่นกัน
“วันนี้ผมประชุมร่วมกับทางญี่ปุ่น เขาสนับสนุนให้ไทยเข้าร่วม CPTPP ซึ่งในปี 2564 ญี่ปุ่นจะเป็นเจ้าภาพการประชุม APEC ซึ่งมีสมาชิก CPTPP เข้าร่วมประชุมทั้งหมด เราก็หวังว่ารัฐบาลจะพิจารณาตามข้อเสนอที่ว่า เรา must หรือจำเป็นต้องเข้าร่วม ถ้าไม่ทำ ประเทศชาติเสียหาย เวียดนามซึ่งเป็นคู่แข่งเข้าร่วม CPTPP ไปก่อนแล้ว ไทยก็จะลำบากในการแข่งขัน เพราะต้นทุนเราสูงกว่าโดยเฉพาะเมื่อไปบวกกับภาษี” นายกลินท์กล่าว
เช่นเดียวกับ นางสาวกัญญภัค ตันติพิพัฒน์พงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า ได้เสนอผ่านไปทางคณะกรรมการร่วมรัฐและเอกชน หรือ กรอ.พาณิชย์ไปแล้วว่า ไทยควรจะพิจารณาเข้าร่วม CPTPP เพราะไทยไม่สามารถพึ่งพาตลาดภายในประเทศได้ ต้องส่งออกสินค้า ซึ่งจำเป็นต้องไปแข่งขันกับต่างประเทศ
“การที่ไบเดนมาอาจจะมีนโยบายกลับสู่ CPTPP ซึ่งในส่วนของไทยมีคณะกรรมาธิการวุฒิสภา พิจารณาเรื่องนี้ที่ต้องสรุปมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม แต่ผลสรุปกลับพิจารณาไม่ให้ ในแง่การเปิดเสรีมันทำให้มีโอกาสเปิดตลาดการค้า อะไรที่เป็นโอกาสเราต้องทำไว้ก่อน ส่วนประเด็นข้อกังวลเรื่อง UPOV หรือสิทธิบัตรยา-ทรัพย์สินทางปัญญา ถ้าเราเข้าไปเจรจา CPTPP อย่างน้อยเรายังสามารถเจรจาต่อรองสิ่งเหล่านี้ได้ไม่ดีกว่าหรือ แต่ที่สำคัญไทยควรเร่งพิจารณาเข้าร่วม CPTPP ก่อนที่สหรัฐจะหันกลับมาร่วม เพราะไม่เช่นนั้นการเจรจาต่อรองเพื่อขอเข้าร่วมก็ยิ่งยากไปอีก” น.ส.กัญญภัคกล่าว
อย่าอ้างรัฐวิสาหกิจแข่งไม่ได้
อย่างไรก็ตาม มีข้อกังวลจากรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ อาทิ CAT ที่ว่า หากเปิดเสรีแล้วจะแข่งขันกับบริษัทต่างชาติไม่ได้นั้น ในประเด็นนี้ น.ส.กัญญภัคมีความเห็นว่า ทางหอการค้าต่างประเทศได้เข้าพบนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อเปิดขอให้ “ปลดล็อก” การเปิดเสรีให้ถือหุ้น 100% ในธุรกิจบริการตามบัญชีแนบท้าย 3 พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 เช่น ธุรกิจโทรคมนาคม ซึ่งหากรัฐบาลไทยคลายล็อกให้ต่างชาติถือหุ้นได้ 100% ก็แทบจะไม่ต่างอะไรกับการเปิดเสรีการค้าอยู่แล้ว
“สิ่งที่น่ากังวลก็คือ ประเทศคู่แข่งมีนโยบายการค้าเสรีที่ชัดเจน เช่น เวียดนามมีความตกลง FTA กับสหภาพยุโรป มีข้อตกลง CPTPP หรือกัมพูชาถูกตัดสิทธิพิเศษ GSP จากอียูก็หันไปเจรจา FTA กับจีนเสร็จแล้ว นักลงทุนที่ไปลงทุนในประเทศนั้นก็จะได้สิทธิประโยชน์ในการผลิตสินค้าเพื่อส่งออกไปตลาดคู่ค้า FTA ภาษีลดลงหรือเป็นศูนย์ แต่ไทยไม่มีอะไรเลย แถมยังมีการตั้งกฎหมาย-กติกาใหม่ ๆ ออกมา ทำให้ผู้ประกอบการประกอบธุรกิจยากขึ้น มีต้นทุนสูงขึ้น” น.ส.กัญญภัคกล่าว
‘ศิริกัญญา’ หวั่นมาตรการเบาคุม อำนาจเหนือตลาด ไม่ได้จริง ดีลซี.พี.ควบรวมเทสโก้ โลตัส
https://www.matichon.co.th/politics/news_2431556
‘ศิริกัญญา’ หวั่นมาตรการเบาคุม อำนาจเหนือตลาด ไม่ได้จริง ดีลซี.พี.ควบรวมเทสโก้ โลตัส ยันกมธ.พัฒนาเศรษฐฯพร้อมตรวจสอบ เปิดช่องร้องผ่านพรรคก.ก.ได้
เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล(ก.ก.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sirikanya Tansakun ระบุว่า
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวใหญ่แต่เหมือนไม่ได้รับความสนใจมากนักในกระแสทั่วไป นั่นคือ การที่คณะกรรมการแข่งขันทางการค้า ได้พิจารณาการขออนุญาตรวมธุรกิจระหว่างบริษัท ซี.พี. รีเทล ดีเวลลอปเม้น จำกัด และบริษัท เทสโก้ สโตร์ส (ประเทศไทย)
โดยมีความเห็นในเรื่องนี้ว่า กรรมการเสียงข้างมากมีมติอนุญาตให้ควบรวมกิจการได้โดยมีเงื่อนไข และได้ให้ความเห็นว่าการควบรวมธุรกิจครั้งนี้ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจมีอำนาจเหนือตลาดเพิ่มขึ้นในตลาดร้านค้าปลีกสมัยใหม่ สินค้าอุปโภคบริโภคประเภทร้านค้าปลีกขนาดเล็ก แต่ไม่เป็นการผูกขาด ส่งผลให้การแข่งขันลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจอย่างร้ายแรง รวมทั้งไม่ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคส่วนรวม แต่มีความจำเป็นต้องกำหนดมาตรการเพื่อลด หรือเยียวยาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
แน่นอนว่าการตัดสินว่าการควบรวมครั้งนี้ไม่เป็นการผูกขาดนั้นไม่เหนือความคาดหมายแต่อย่างใด เพราะการกำหนดว่าอะไรคือ “ตลาด” นั้นใช้ดุลพินิจได้ค่อนข้างมาก และในกรณีนี้กำหนดว่าเป็นตลาดของร้านค้าปลีกสมัยใหม่ หรือ Modern trade ซึ่งรวมทั้งร้านค้าสะดวกซื้อ และไฮเปอร์มาร์เก็ต ส่วนการใช้ส่วนแบ่งตลาดเป็นเกณฑ์ก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่าแข็ง และตายตัวเกินไป จำเป็นต้องพิจารณาถึงยอดขายรายสินค้า ทรัพย์สิน และส่วนแบ่งตลาดที่อาจเพิ่มขึ้นภายหลังควบรวมด้วย
อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่ผูกขาด แต่มีอำนาจเหนือตลาดเพิ่มขึ้น (หมายถึงอำนาจที่จะขึ้นราคาสินค้ากับผู้บริโภค หรือกดราคาสินค้ากับซัพพลายเออร์ได้) ก็จำเป็นต้องมีมาตรการป้องกันการใช้อำนาจเหนือตลาดที่นำไปสู่การค้าที่ไม่เป็นธรรม แม้ผลการวินิจฉัยกล่าวว่าจะไม่กระทบผู้บริโภค แต่จะกระทบกับคู่ค้าของซีพีและเทสโก้ โลตัส เช่น ซัพพลายเออร์ ผู้ประกอบการคลังสินค้าและโลจิสติกส์
มาดูกันว่าในมติมีการระบุเงื่อนไขเพื่อลดหรือเยียวยาผลกระทบไว้อย่างไรบ้าง เงื่อนไข 7 ข้อ ที่บอร์ดประกาศออกมา มีทั้งที่ซีพี และเทสโก้ต้องทำ และห้ามทำ ที่ห้ามทำ คือ ห้ามควบรวมอีกใน 3 ปี และห้ามแชร์ข้อมูลซัพพลายเออร์ระหว่างกัน ที่ต้องทำมีด้วยกัน 5 ข้อ ได้แก่
1. ให้ซีพี และเทสโก้เพิ่มสัดส่วนยอดขายของ SME ประกอบด้วย OTOP และวิสาหกิจชุมชนในอัตราเพิ่มขึ้นปีละ 10% เป็นเวลา 5 ปี
2. ให้เทสโก้คงเงื่อนไขตามสัญญากับซัพพลายเออร์เดิม เป็นเวลา 2 ปี
3. ให้ซีพีและเทสโก้กำหนดสินเชื่อการค้าระยะเวลา credit term เป็น 30-45 วัน เฉพาะสินค้าจาก SME
4. ให้ซีพีและเทสโก้ส่งรายงานผลการปฏิบัติตามเงื่อนไข รายไตรมาสกับบอร์ดแข่งขันทางการค้า
5. ให้ทำมาตรฐานการปฏิบัติทางการค้าที่ดี (code of conduct) เผยแพร่กับสาธารณะ
จะเห็นว่าเป็นเงื่อนไขเรื่อง ‘พฤติกรรม’ เป็นส่วนใหญ่ และซอฟต์มากจนไม่ได้รู้สึกว่าจะป้องกันการใช้อำนาจเหนือตลาดได้จริง ทั้งเรื่องเพิ่มสัดส่วนสินค้า otop การลดระยะเวลาสินเชื่อการค้าซึ่งไม่ต่างจากเดิมมากนักสำหรับสินค้าเกษตร การคงเงื่อนไขตามสัญญาและข้อตกลงการค้าเดิมก็กำหนดระยะเวลาไว้เพียง 2 ปี แต่ไม่มีเงื่อนไขที่เกี่ยวกับเรื่องของขนาดภายหลังการควบรวมเลย และพฤติกรรมเหล่านี้ แม้ไม่มีการควบรวมก็สมควรกำหนดให้ทำอยู่แล้ว
น.ส.ศิริกัญญา ระบุอีกว่า ในขณะที่คดีควบรวมในธุรกิจค้าปลีกในประเทศที่มีการบังคับใช้กฎหมายแข่งขันทางการค้าจริงจัง โดยปกติจะกำหนดเงื่อนไขโดยมีจุดประสงค์ให้ขนาดของบริษัทเมื่อควบรวมเรียบร้อยแล้วมีขนาดไม่ใหญ่จนเกินไป โดยอาจจะกำหนดเงื่อนไขให้ ‘ลดขนาด’ ของการควบรวม หรือแม้กระทั่งกำหนดให้ ‘ขาย’ กิจการบางส่วนออกไปก่อนการควบรวมเพื่อให้เมื่อควบรวมแล้วธุรกิจตลอดสายไม่ได้มีขนาดใหญ่จนสร้างผลเสียต่อการแข่งขันในตลาด
ลองนึกภาพดูว่า ระหว่างการมานั่งตรวจสอบการใช้อำนาจเหนือตลาดต่อคู่ค้าเป็นรายกรณี กับการปล่อยให้ตลาดมีทางเลือกมากขึ้น ซึ่งเป็นการลดอำนาจเหนือตลาดทางอ้อม แบบไหนมีต้นทุนในการควบคุมน้อยกว่ากัน
และการสลายการควบรวม (divestiture remedy) ในภายหลังเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก (แม้จะมีอำนาจก็ตาม) เพราะต้นทุนสูงทั้งต่อสำนักงานคณะกรรมการแข่งขันทางการค้าในการตรวจสอบ และต่อผู้ประกอบการผู้รับคำสั่งเองด้วย
“คณะกมธ.พัฒนาเศรษฐกิจจะติดตามรายละเอียดของมติบอร์ดแข่งขันในครั้งนี้ต่อ และอยากขอให้บริษัทหากพบการค้าที่ไม่เป็นธรรม ให้แจ้งเบาะแส ข้อมูลหลักฐานให้กับพรรคก้าวไกล หรือส.ส.ของพรรค ทางเรายินดีจะปกปิดตัวตนของท่านระหว่างการตรวจสอบ เพราะเราทราบดีว่าการออกมาเปิดเผยข้อมูลอาจนำไปสู่ผลเสียต่อธุรกิจของท่านได้” น.ส.ศิริกัญญา ระบุ
#ก้าวไกล #ซีพี #TescoLotus #กขค #ผูกขาด #เจ้าสัว
https://www.facebook.com/SirikanyaOfficial/posts/685222275459005