JJNY : ส่งออกข้าวก.ย.ดิ่งไม่หยุด/วรวัจน์ประกาศไม่หนุนผู้สมัครท้องถิ่นฝั่งรบ./ทนายยันหมายจับเพนกวินสิ้นสภาพ/เตือนอานันท์

ส่งออกข้าว ก.ย.ดิ่งไม่หยุด สะท้อนผันผวนอนาคต“ราคา-ตลาด'
https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/905514

 

ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับหนึ่งของโลกมาต่อเนื่องและยาวนาน มีช่วง 4-5 ปีก่อนหน้านี้ที่หลุดแชมป์ไปบ้าง ช่วงปี 2555-2556 โดยส่งออกเฉลี่ยปีละ 6-7 ล้านตัน แต่ปี 2563 นี้ ไทยกำลังทุบสถิติตัวเองด้วยการส่งออกข้าวในปริมาณที่ลดลงต่ำไปเป็นประวัติการณ์อีก
 
ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับหนึ่งของโลกมาต่อเนื่องและยาวนาน มีช่วง 4-5 ปีก่อนหน้านี้ที่หลุดแชมป์ไปบ้าง ช่วงปี 2555-2556 โดยส่งออกเฉลี่ยปีละ 6-7 ล้านตัน แต่ปี 2563 นี้ ไทยกำลังทุบสถิติตัวเองด้วยการส่งออกข้าวในปริมาณที่ลดลงต่ำไปเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง ซึ่งปัจจัยนี้กำลังสะท้อนความผันผวนของอุตสาหกรรมข้าวไทยในอนาคต 
 
รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์แจ้งว่าสถิติการส่งออกข้าวล่าสุด ณ เดือน ก.ย.2563 ปริมาณ 390,258 ตัน ลดลง 32.6% ขณะที่มูลค่าการส่งออก 246 ล้านดอลลาร์ ลดลง 22.7% ขณะที่การส่งออก 9 เดือน (ม.ค.-ก.ย.) 2563 ปริมาณ 4,041,858 ตัน ลดลง 31.9% มูลค่า 2,703 ล้านดอลลาร์ ลดลง 15.3% 
 
ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า สถานการณ์ส่งออกข้าวกำลังชี้ว่าปีนี้ไทยน่าจะส่งออกได้น้อยที่สุดอีกปีหนึ่ง โดยประเมินว่าอีก 3 เดือนจากนี้การส่งออกน่าจะทำได้ดีที่สุดเฉลี่ยเดือนละ 4 แสนตัน หรืออีกประมาณ 1.2 ล้านตัน เมื่อรวมกับปริมาณส่งออกสะสมที่มีอยู่ประมาณ 4 ล้านตัน จึงคาดการณ์ว่าปีนี้การส่งออกที่ดีที่สุดที่ทำได้คือ 6 ล้านตัน แต่หากสถานการณ์ไม่ดีการส่งออกปีนี้อาจแย่กว่านั้น
 
ทั้งนี้ การส่งออกข้าวของไทยเผชิญปัญหาที่สะสมมานานตั้งแต่ปัจจัยภัยแล้งต่อเนื่องมา 2 ปี จนทำให้เกิดการแย่งซื้อจนนำไปสู่การผลักดันราคาให้สูงขึ้น และปัจจัยเงินบาทแข็งค่าอย่างต่อเนื่องที่มีผลต่อราคาซื้อขายปลายทาง 
 
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันพบว่าปัจจัยต่างๆ กำลังเปลี่ยนแปลงไปเป็นความผันผวนแบบระยะสั้น คือ เมื่อเดือน ก.ย.ประเมินว่าภัยแล้งน่าจะอีกยาวนานทำให้ยังมีการแย่งซื้อข้าว แต่เมื่อถึงเดือน ต.ค.พบว่ามีฝนตกมากทำให้ปริมาณน้ำสะสมในเขื่อนสูงและนำไปสู่การประเมินว่าปีนี้การปลูกข้าวน่าจะได้ผลผลิตที่ดี จึงไม่เกิดการแย่งซื้อเพื่อสต็อกข้าวไว้จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ราคาข้าวเปลือกในประเทศอ่อนตัวลง
 
“สถานการณ์อุตสาหกรรมข้าวกำลังอยู่ในภาวะสุดโต่ง (Extreme) คือมีการผันผวนสูงทั้งช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงที่สั้นลงและเกิดเปลี่ยนแปลงต่างอย่างมาก จึงอยากเห็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการการทำงานเพื่อรับมือกับความผันผวนที่เกิดขึ้นต่ออุตสาหกรรมนี้”
 
สำหรับการส่งออกข้าวของไทยจากที่เคยเป็นแชมป์มาอย่างต่อเนื่อง พบว่าปัจจุบันไทยเป็นผู้ส่งออกอันดับที่ 3 และคาดว่าอีก 2 ปีจากนี้ไทยจะหลุดอันดับออกไปอีกเนื่องจากมีผู้ส่งออกที่มีศักยภาพเฉพาะ ได้แก่ จีนที่มีสต็อกอยู่ 120 ล้านตัน ที่คาดว่าจะเร่งส่งออกในช่วงเวลา 1-2 ปีจากนี้ และตลาดที่เป็นเป้าหมายของจีนคือแอฟริกา ส่วนอีกสาเหตุที่จะให้สถานะการส่งออกของไทยถดถอยลงไปอีกคือผู้ส่งออกหน้าใหม่ที่ต้องจับตาอย่างเมียนมา ที่ปัจจุบันเริ่มส่งออกเฉลี่ยที่ปีละ 3 ล้านตัน โดยเมียนมามีต้นทุนต่ำจึงส่งออกได้ในราคาที่ไม่สูงมากและมีศักยภาพการผลิตที่สูงด้วย 
 
ร.ต.ท.เจริญ กล่าวอีกว่า เป็นที่ทราบกับดีว่าสาเหตุหลักๆ ของการส่งออกข้าวไทยที่น้อยลงคือราคาข้าวไทยแข่งขันไม่ได้เพราะข้าวไทยมีราคาสูงกว่าคู่แข่งมาก ซึ่งสินค้าข้าวเป็นสินค้าที่ไม่มีความต่างกันมาก ผู้ซื้อสามารถเลือกซื้อข้าวจากใครก็ได้ด้วยราคาและเงื่อนไขที่พอใจ ทำให้ราคาข้าวที่เพิ่มสูงขึ้นมากเกินไปกำลังส่งสัญญาณว่าตลาดไม่ตอบรับ และเมื่อถึงจุดหนึ่งราคาจะค่อยๆ ปรับลดลงมาอยู่ในระดับราคาและช่วงเวลาที่เหมาะสม แต่จะเกิดขึ้นเมื่อใดและเป็นระดับราคาที่เท่าไรนั้นเป็นเรื่องที่ต้องติดตามต่อไป 
 
ส่วนแผนการดูแลอุตสาหกรรมข้าวมองว่าเพื่อให้ข้าวไทยสามารถหลุดจากกลไกราคาที่พบว่ากำลังมีความผันผวนมาก จนทำให้พ่อค้ากำลังพยากรณ์ตลาดจากพื้นฐานของความรู้สึก เพราะไม่มีข้อมูลหรือ DATA ที่เพียงพอ ดังนั้นไทยควรแบ่งตลาดออกเป็น 2 ส่วน คือ ตลาดข้าวที่เป็นการส่งออกปริมาณมากๆ และตลาดที่เป็นพรีเมียมที่สามารถทำตลาดได้ตามที่ต้องการ
 
“เราใช้ความรู้สึกประเมินตลาดและทำธุรกิจไปบนความเสี่ยงเพราะข้อมูลต่างๆ ไม่เพียงพอที่จะใช้ในการคาดการณ์ตลาดได้ ดังนั้นจึงอยากให้เร่งทำการตลาดควบคู่การทำวิจัยพันธุ์ข้าว เพื่อตอบสนองความต้องการตลาดควบคู่กับการรักษาสถานะผู้ส่งออกอันดับหนึ่งของโลกไว้ให้ได้ด้วย”
 
ห่วงโซ่อุตสาหกรรมข้าวทั้งระบบเริ่มจากการปลูก การสีแปรสภาพ และการส่งออกหรือบริโภคในประเทศ โดยไทยผลิตข้าวได้ปีละ 30 ล้านตันข้าวเปลือก แบ่งเป็นการบริโภคและส่งออกครึ่งต่อครึ่ง ดังนั้น หากการส่งออกเริ่มไม่สามารถเป็นกลไกในห่วงโซ่นี้แล้ว สถานการณ์ราคาจะเป็นอย่างไร
 
เกรียงศักดิ์ ตาปนานนท์ นายกสมาคมโรงสีข้าวไทย กล่าวว่า ราคาข้าวเปลือกเจ้าเฉลี่ยขณะนี้อยู่ที่ 8,300-8,600 บาทต่อตัน แม้จะมีแนวโน้มอ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า แต่หากเปรียบเทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อนที่เฉลี่ยเพียง 7,000 บาทต่อตันนั้นถือว่ายังดีอยู่ โดยสาเหตุที่ราคาข้าวเปลือกอ่อนตัวลงมาจากที่ก่อนหน้านี้ความต้องการข้าวมีสูงมากจากปัจจัยโควิด-19 และภัยแล้ง แต่ปัจจุบันปัจจัยดังกล่าวไม่มีแล้ว แต่กลับมีปัจจัยที่กระทบราคาข้าวคือการส่งออกที่ลดลง
 
“ราคาข้าวตอนนี้ถือว่าไม่ได้เลวร้ายอะไร เพราะหากเทียบราคาข้าวกับเดือนก่อนหน้าก็อาจพบว่ามีการปรับตัวลดลง แต่หากเทียบเดือนเดียวกันกับปีก่อน ก็จะพบว่ามีการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นมากพอสมควรแล้ว”
 
สินค้าข้าวมีปัจจัยการผลิตที่สำคัญคือ “น้ำ” ที่พบว่าปีนี้ไทยอาจยังไม่พ้นภัยแล้งเสียทีเดียว โดย สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า จากการประเมินปริมาณน้ำต้นทุน (ณ วันที่ 1 พ.ย.2563) คาดจะมีปริมาณน้ำใช้การทั้งประเทศจำนวน 41,879 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) สามารถนำมาจัดสรรน้ำในฤดูแล้งปี 2563/2564 ทั้งประเทศ รวม 22,847 ล้าน ลบ.ม. ที่เหลือเป็นปริมาณน้ำสำรองน้ำไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนระหว่างเดือน พ.ค.-ก.ค.2564 จำนวน 19,032 ล้าน ลบ.ม.
 
ขณะที่ด้านการเกษตร มีพื้นที่เฝ้าระวังขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้งจำนวน 45 จังหวัด 176 อำเภอ 489 ตำบล แบ่งเป็น 2 ระดับคือ พื้นที่เฝ้าระวังเสี่ยงขาดแคลนน้ำมากกว่า 5 ล้าน ลบ.ม.ต่อตำบลและพื้นที่เฝ้าระวังเสี่ยงขาดแคลนน้ำปานกลาง ตั้งแต่ 1-5 ล้าน ลบ.ม.ต่อตำบล รวมถึงพื้นที่เสี่ยงต่อการรุกล้ำของเค็มที่อาจส่งผลกระทบกับน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร
 
การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้นบนโลกนี้ ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศ พฤติกรรมการบริโภค ภาวะเศรษฐกิจโลก ต่างเป็นปัจจัยท้าทายอุตสาหกรรมข้าวของไทย ที่เตือนให้ผู้เกี่ยวข้องนำปัจจัยความผันผวนต่างๆ มาสร้างจุดเปลี่ยนแต่ไม่ใช่ปล่อยผ่านเลยไปจนกลายเป็นจุดจบในที่สุด
 

 
‘วรวัจน์’ประกาศดังๆ ไม่หนุนผู้สมัครศึกท้องถิ่นฝั่งรัฐบาล ซัดเลิกมาขอให้ช่วยได้แล้ว
https://www.khaosod.co.th/update-news/news_5229895
 
วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล แกนนำพรรคเพื่อไทย ประกาศไม่หนุน ผู้สมัครศึกท้องถิ่นฝั่งรัฐบาล ซัดไม่ต้องมาขอให้ช่วย เพื่อไม่ให้เป็นฐานสนับสนุนรัฐบาลประยุทธ์
 
วันที่ 1 พ.ย. นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นถึงการเลือกตั้งอบจ.ว่า 
 
แบบนี้ก็ได้เหรอ? อยากรู้จัง ท่านคิดยังไง!!
 
ถึงการเลือกตั้งอบจ.จะเป็นการเลือกตั้งท้องถิ่นภายในจังหวัดก็ตาม แต่ก็ถือว่าเป็นฐานการเมืองในการสนับสนุนส.ส. และส.ส.ก็เป็นฐานในการสนับสนุน พรรคการเมือง ที่เป็นผู้เลือกนายกรัฐมนตรี ในเมื่อพรรคเพื่อไทยไม่เห็นด้วยกับการที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี และไม่อยากให้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกต่อไป
 
เพราะฉะนั้นขอความกรุณาท่านนักการเมืองท้องถิ่น ผู้ที่จะสมัครเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด หรือสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด หรือแม้แต่จะเป็นท้องถิ่น ในระดับเทศบาลหรือองค์การบริหารส่วนตำบลในซีกส.ส.ที่สนับสนุนรัฐบาลทุกท่าน
 
ขออนุญาตประกาศดังๆ ว่าถึงแม้ว่าเราจะเคยรู้จักกันก็ตาม แต่โดยภารกิจทางการเมืองนั้น เพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงในรัฐบาล ท่านไม่ควรมาขอให้ผมสนับสนุนท่าน ผมไม่สามารถจะสนับสนุน เห็นชอบและให้ท่านเป็นผู้แทนของประชาชนต่อไป และแน่นอนว่าผมจะบอกต่อไปยังเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ และผู้ที่ผมรู้จักทุกคน เพื่อไม่ให้สนับสนุนให้ท่านเป็นนักการเมืองท้องถิ่น เพื่อให้ท่านเป็นฐานในการสนับสนุนพรรคการเมืองที่ให้การสนับสนุนรัฐบาลต่อไปด้วย ขออนุญาต ทำความเข้าใจกันตามนี้ด้วย
 
https://www.facebook.com/Support.Woravat.Auapinyakul/posts/161278172304084
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่