การบินไทย รุกขายของมือสอง เสริมรายได้ นำเสื้อชูชีพ-แพยางเก่ามาผลิตกระเป๋า
https://www.khaosod.co.th/economics/news_5195253
การบินไทย ปิ๊งไอเดียขายของมือสอง เสริมรายได้ นำ”เสื้อชูชีพ-แพยาง”เก่าที่ปลดระวางมาผลิตเป็นประเป๋าขาย
รายงานข่าวจาก บริษัท การบินไทย จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า ระหว่างที่โรคไวรัสโควิด-19 ยังระบาดต่อเนื่อง ทำให้อุตสาหกรรมการบินทั่วโลก รวมทั้งไทยที่ต้องหยุดบิน ขณะที่หลายสายการบินต้องปรับตัวพยายามหารายได้เสริมด้านอื่นๆ เพื่อให้ธุรกิจสามารถเดินต่อได้
โดยเฉพาะการบินไทย สายการบินแห่งชาติของไทยซึ่งปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการเข้าสู่ขบวนการฟื้นฟูกิจการของศาลล้มละลายกลาง ซึ่งล่าสุดการบินไทยได้ทำโครงการที่ใช้ชื่อโครงการ PROJECT : RE ด้วยการนำของใช้บนเครื่องบินอย่าง เสื้อชูชีพ (Life Vest) และ แพยาง (Slide/Raft )ที่ปลดระวาง เลิกใช้แล้ว มาตัดเย็บเป็นสินค้าสินค้าไลฟ์สไตล์ ในรูปแบบของกระเป๋า รุ่น RE: LIFE
ตั้งเป้านำออกวางจำหน่าย ให้กับลูกค้ากลุ่มวัยรุ่น หรือคนที่ต้องการความแปลกใหม่ ไม่เหมือนใคร เพราะกระเป๋าที่ผลิตออกมาจำหน่าย ทั้งหมดทำมาจากชิ้นส่วนวัตถุดิบเสื้อชูชีพและแพยางของจริงมือสองของการบินไทยที่ผ่านการใช้งานจริง ที่สำคัญกระเป๋าบางรุ่น อาจมี Serial No ของเสื้อชูชีพติดมาด้วย ทำให้สินค้าดูเป็น Limited Edition ไม่เหมือนใคร ซึ่งมีการผลิตออกจำหน่ายในจำนวนจำกัด
ทั้งนี้จะมีการขายผ่านช่องทางร้าน THAI Shop ของการบินไทย โดย จะเปิดให้จองสินค้าผ่านร้านTHAI Shop ออนไลน์ ผ่านwww. thaishop.thaiairways.com ในวันที่ 29 ต.ค. เวลา 14.19 น. เป็นต้นไป และจะเริ่มจัดส่งสินค้าให้ลูกค้าตั้งแต่ 20 ธ.ค. นี้
สำหรับกระเป๋ารุ่น RE: LIFE มีให้เลือก 6 แบบคือ
Life Trekker กระเป๋าใส่ของจุกจิก (390 บาท)
Life Roamer : กระเป๋าสะพายข้าง (1,290 บาท)
Life Organizer : กระเป๋าถือ (1,290 บาท)
Life Saver : กระเป๋าสะพายข้าง (1,590 บาท)
Life Carrier : กระเป๋า Tote Bag (1,990 บาท)
Life Container : กระเป๋าถือใบใหญ่ (4,990 บาท)
พิษโควิดกระทบธุรกิจตั้งใหม่ 9เดือนหดตัว13% เวชภัณฑ์การแพทย์โตดีแห่ยื่นเพิ่ม37%
https://www.matichon.co.th/news-monitor/news_2414561
นาย
ทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า เดือนกันยายน 2563 มีธุรกิจจัดตั้งใหม่ จำนวน 5,636 ราย ลดลง 1,318 รายหรือลด 19% เทียบเดือนกันยาบนปีก่อน โดยมีมูลค่าทุนจดทะเบียนจำนวน 12,782 ล้านบาท ลดลง 55% เทียบปีก่อน ประเภทธุรกิจจัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป 592 ราย รองลงมา คือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจบริการด้านอาหารในภัตตาคาร/ร้านอาหาร โดยธุรกิจจัดตั้งใหม่ช่วงทุนไม่เกิน 1 ล้านบาทมากที่สุด 4,176 ราย คิดเป็น 74.10%
โดยธุรกิจจัดตั้งใหม่ไตรมาส 3/2563 มีจำนวน 16,841 ราย เพิ่มจากไตรมาส 2/2563 จำนวน 2,919 ราย หรือคิดเป็น 21% และเทียบกับไตรมาส 3/2562 ลดลง 2,545 ราย หรือคิดเป็น 13% ประเภทธุรกิจจัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป รองลงมา คือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจขนส่งและขนถ่ายสินค้ารวมถึงคนโดยสาร ทำให้ช่วงเดือนมกราคมถึงกันยายน 2563 มีธุรกิจจัดตั้งใหม่รวม 50,178 ราย ลดลง 7,430 ราย หรือลดลง 13% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน
นาย
ทศพล กล่าวว่า ธุรกิจเลิกประกอบกิจการเดือนกันยายน 2563 มีจำนวน 1,568 ราย ลดลง 370 รายหรือลด 19% เทียบเดือนกันยายนปีก่อน โดย มีมูลค่าทุนจดทะเบียน 8,480 ล้านบาท ซึ่งลดลง 45% เทียบปีก่อน ประเภทธุรกิจเลิกประกอบกิจการสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป รองลงมาคือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร ธุรกิจเลิกประกอบกิจการช่วงทุนทุนไม่เกิน 1 ล้านบาทมีมากสุด จำนวน 1,087 ราย คิดเป็น 69.33%
โดยธุรกิจเลิกประกอบกิจการไตรมาส 3/2563 มีจำนวน 4,166 ราย เทียบกับไตรมาส 2/2563 เพิ่มขึ้น 1,108 ราย คิดเป็น 36% และเทียบกับไตรมาส 3/2562 ลดลง 1,121 ราย คิดเป็น 21% ประเภทธุรกิจเลิกประกอบกิจการสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป รองลงมา คือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร มูลค่าทุนธุรกิจเลิกประกอบกิจการไตรมาส 3/2563 มี 21,556 ล้านบาท เทียบกับไตรมาส 2/2563 เพิ่มขึ้น9,664 ล้านบาท คิดเป็น 81% และเทียบกับไตรมาส 3/2562 เพิ่มขึ้น 31,017 ล้านบาท คิดเป็น 59% ธุรกิจเลิกประกอบกิจการแบ่งตามช่วงทุน ไม่เกิน 1 ล้านบาท มีมากสุด จำนวน 2,855 ราย คิดเป็น 68.53% ทำให้เดือนมกราคมถึงกันยายน มีธุรกิจเลิกประกอบกิจการ 1,561 ราย หรือ ลดลง 13% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน
นาย
ทศพล กล่าวว่าการลงทุนประกอบธุรกิจในไทยภายใต้กฎหมายต่างด้าว เดือนกันยายน2563 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติประกอบธุรกิจ 51 ราย แบ่งเป็นใบอนุญาตประกอบธุรกิจ 22 ราย และหนังสือรับรองประกอบธุรกิจ จำนวน 29 ราย โดยมีเม็ดเงินลงทุน 15,502 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 6,413 ล้านบาท คิดเป็น 71% เทียบกับเดือนก่อนหน้า นักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทยมากที่สุด ได้แก่ ญี่ปุ่น 14 ราย เงินลงทุน 1,372 ล้านบาท รองลงมา ได้แก่ เนเธอร์แลนด์ 4 ราย เงินลงทุน 712 ล้านบาท และฮ่องกง 4 ราย เงินลงทุน 260 ล้านบาท
นาย
ทศพล กล่าวต่อว่า ธุรกิจขายสินค้าทางเวชภัณฑ์ เภสัชภัณฑ์และทางการแพทย์ ถือเป็นธุรกิจเด่นในปี 2563 เนื่องจากปริมาณผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น กระแสการดูแลสุขภาพ และการแพร่ระบาดของ ไวรัสโควิด-19 ทำให้ปี 2563 มีผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามาในธุรกิจมากขึ้นถึง 37% เป็นธุรกิจที่มีการเติบโตทางรายได้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยธุรกิจขนาดใหญ่ มีความสามารถในการสร้างรายได้มากกว่าธุรกิจขนาดเล็ก แต่กำไรส่วนใหญ่เกิดจาก ธุรกิจขนาดเล็ก แสดงถึงการบริหารจัดการของกลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก ที่มีความคล่องตัว และเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคมากกว่ากลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ ธุรกิจขายสินค้าทางเวชภัณฑ์ เภสัชภัณฑ์และทางการแพทย์ ตั้งแต่ปี 2560-62 พบว่า มีอัตราการจดทะเบียนและมูลค่าการลงทุนจัดตั้งใหม่ในทิศทางเดียวกัน โดย 9 เดือนแรกปีนี้จัดตั้งเพิ่มขึ้น 101% แง่มูลค่าการนำเข้าเพิ่มขึ้น 10% ส่วนใหญ่นำเข้ากลุ่มครุภัณฑ์และวัสดุสิ้นเปลืองทางการแพทย์ สำหรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจเกี่ยวกับยา มีแนวโน้มสูงขึ้น โดยแต่ละปีมีจำนวนใบอนุญาตประกอบธุรกิจเกี่ยวกับยาปีละกว่า 20,000 ใบอนุญาต เนื่องจากจำนวนประชากรที่เพิ่มสูงขึ้น สังคมผู้สูงอายุ และการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้การบริโภคทั้งในและต่างประเทศ เพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับการแข่งขันในส่วนร้านค้าปลีกและร้านขายยา ทั่วไปแข่งขันในแง่ของการขยายสาขาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน
JJNY : การบินไทยรุกขายของมือสอง/ธุรกิจตั้งใหม่9ด.หด13%/พท.ถามเกิดประโยชน์อะไรกับปชช.บ้าง/ส.ส.กก.ชี้คดีชัยภูมิ วงจรปิดหาย
https://www.khaosod.co.th/economics/news_5195253
รายงานข่าวจาก บริษัท การบินไทย จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า ระหว่างที่โรคไวรัสโควิด-19 ยังระบาดต่อเนื่อง ทำให้อุตสาหกรรมการบินทั่วโลก รวมทั้งไทยที่ต้องหยุดบิน ขณะที่หลายสายการบินต้องปรับตัวพยายามหารายได้เสริมด้านอื่นๆ เพื่อให้ธุรกิจสามารถเดินต่อได้
โดยเฉพาะการบินไทย สายการบินแห่งชาติของไทยซึ่งปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการเข้าสู่ขบวนการฟื้นฟูกิจการของศาลล้มละลายกลาง ซึ่งล่าสุดการบินไทยได้ทำโครงการที่ใช้ชื่อโครงการ PROJECT : RE ด้วยการนำของใช้บนเครื่องบินอย่าง เสื้อชูชีพ (Life Vest) และ แพยาง (Slide/Raft )ที่ปลดระวาง เลิกใช้แล้ว มาตัดเย็บเป็นสินค้าสินค้าไลฟ์สไตล์ ในรูปแบบของกระเป๋า รุ่น RE: LIFE
ตั้งเป้านำออกวางจำหน่าย ให้กับลูกค้ากลุ่มวัยรุ่น หรือคนที่ต้องการความแปลกใหม่ ไม่เหมือนใคร เพราะกระเป๋าที่ผลิตออกมาจำหน่าย ทั้งหมดทำมาจากชิ้นส่วนวัตถุดิบเสื้อชูชีพและแพยางของจริงมือสองของการบินไทยที่ผ่านการใช้งานจริง ที่สำคัญกระเป๋าบางรุ่น อาจมี Serial No ของเสื้อชูชีพติดมาด้วย ทำให้สินค้าดูเป็น Limited Edition ไม่เหมือนใคร ซึ่งมีการผลิตออกจำหน่ายในจำนวนจำกัด
ทั้งนี้จะมีการขายผ่านช่องทางร้าน THAI Shop ของการบินไทย โดย จะเปิดให้จองสินค้าผ่านร้านTHAI Shop ออนไลน์ ผ่านwww. thaishop.thaiairways.com ในวันที่ 29 ต.ค. เวลา 14.19 น. เป็นต้นไป และจะเริ่มจัดส่งสินค้าให้ลูกค้าตั้งแต่ 20 ธ.ค. นี้
สำหรับกระเป๋ารุ่น RE: LIFE มีให้เลือก 6 แบบคือ
Life Trekker กระเป๋าใส่ของจุกจิก (390 บาท)
Life Roamer : กระเป๋าสะพายข้าง (1,290 บาท)
Life Organizer : กระเป๋าถือ (1,290 บาท)
Life Saver : กระเป๋าสะพายข้าง (1,590 บาท)
Life Carrier : กระเป๋า Tote Bag (1,990 บาท)
Life Container : กระเป๋าถือใบใหญ่ (4,990 บาท)
พิษโควิดกระทบธุรกิจตั้งใหม่ 9เดือนหดตัว13% เวชภัณฑ์การแพทย์โตดีแห่ยื่นเพิ่ม37%
https://www.matichon.co.th/news-monitor/news_2414561
นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า เดือนกันยายน 2563 มีธุรกิจจัดตั้งใหม่ จำนวน 5,636 ราย ลดลง 1,318 รายหรือลด 19% เทียบเดือนกันยาบนปีก่อน โดยมีมูลค่าทุนจดทะเบียนจำนวน 12,782 ล้านบาท ลดลง 55% เทียบปีก่อน ประเภทธุรกิจจัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป 592 ราย รองลงมา คือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจบริการด้านอาหารในภัตตาคาร/ร้านอาหาร โดยธุรกิจจัดตั้งใหม่ช่วงทุนไม่เกิน 1 ล้านบาทมากที่สุด 4,176 ราย คิดเป็น 74.10%
โดยธุรกิจจัดตั้งใหม่ไตรมาส 3/2563 มีจำนวน 16,841 ราย เพิ่มจากไตรมาส 2/2563 จำนวน 2,919 ราย หรือคิดเป็น 21% และเทียบกับไตรมาส 3/2562 ลดลง 2,545 ราย หรือคิดเป็น 13% ประเภทธุรกิจจัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป รองลงมา คือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจขนส่งและขนถ่ายสินค้ารวมถึงคนโดยสาร ทำให้ช่วงเดือนมกราคมถึงกันยายน 2563 มีธุรกิจจัดตั้งใหม่รวม 50,178 ราย ลดลง 7,430 ราย หรือลดลง 13% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน
นายทศพล กล่าวว่า ธุรกิจเลิกประกอบกิจการเดือนกันยายน 2563 มีจำนวน 1,568 ราย ลดลง 370 รายหรือลด 19% เทียบเดือนกันยายนปีก่อน โดย มีมูลค่าทุนจดทะเบียน 8,480 ล้านบาท ซึ่งลดลง 45% เทียบปีก่อน ประเภทธุรกิจเลิกประกอบกิจการสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป รองลงมาคือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร ธุรกิจเลิกประกอบกิจการช่วงทุนทุนไม่เกิน 1 ล้านบาทมีมากสุด จำนวน 1,087 ราย คิดเป็น 69.33%
โดยธุรกิจเลิกประกอบกิจการไตรมาส 3/2563 มีจำนวน 4,166 ราย เทียบกับไตรมาส 2/2563 เพิ่มขึ้น 1,108 ราย คิดเป็น 36% และเทียบกับไตรมาส 3/2562 ลดลง 1,121 ราย คิดเป็น 21% ประเภทธุรกิจเลิกประกอบกิจการสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป รองลงมา คือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร มูลค่าทุนธุรกิจเลิกประกอบกิจการไตรมาส 3/2563 มี 21,556 ล้านบาท เทียบกับไตรมาส 2/2563 เพิ่มขึ้น9,664 ล้านบาท คิดเป็น 81% และเทียบกับไตรมาส 3/2562 เพิ่มขึ้น 31,017 ล้านบาท คิดเป็น 59% ธุรกิจเลิกประกอบกิจการแบ่งตามช่วงทุน ไม่เกิน 1 ล้านบาท มีมากสุด จำนวน 2,855 ราย คิดเป็น 68.53% ทำให้เดือนมกราคมถึงกันยายน มีธุรกิจเลิกประกอบกิจการ 1,561 ราย หรือ ลดลง 13% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน
นายทศพล กล่าวว่าการลงทุนประกอบธุรกิจในไทยภายใต้กฎหมายต่างด้าว เดือนกันยายน2563 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติประกอบธุรกิจ 51 ราย แบ่งเป็นใบอนุญาตประกอบธุรกิจ 22 ราย และหนังสือรับรองประกอบธุรกิจ จำนวน 29 ราย โดยมีเม็ดเงินลงทุน 15,502 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 6,413 ล้านบาท คิดเป็น 71% เทียบกับเดือนก่อนหน้า นักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทยมากที่สุด ได้แก่ ญี่ปุ่น 14 ราย เงินลงทุน 1,372 ล้านบาท รองลงมา ได้แก่ เนเธอร์แลนด์ 4 ราย เงินลงทุน 712 ล้านบาท และฮ่องกง 4 ราย เงินลงทุน 260 ล้านบาท
นายทศพล กล่าวต่อว่า ธุรกิจขายสินค้าทางเวชภัณฑ์ เภสัชภัณฑ์และทางการแพทย์ ถือเป็นธุรกิจเด่นในปี 2563 เนื่องจากปริมาณผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น กระแสการดูแลสุขภาพ และการแพร่ระบาดของ ไวรัสโควิด-19 ทำให้ปี 2563 มีผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามาในธุรกิจมากขึ้นถึง 37% เป็นธุรกิจที่มีการเติบโตทางรายได้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยธุรกิจขนาดใหญ่ มีความสามารถในการสร้างรายได้มากกว่าธุรกิจขนาดเล็ก แต่กำไรส่วนใหญ่เกิดจาก ธุรกิจขนาดเล็ก แสดงถึงการบริหารจัดการของกลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก ที่มีความคล่องตัว และเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคมากกว่ากลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ ธุรกิจขายสินค้าทางเวชภัณฑ์ เภสัชภัณฑ์และทางการแพทย์ ตั้งแต่ปี 2560-62 พบว่า มีอัตราการจดทะเบียนและมูลค่าการลงทุนจัดตั้งใหม่ในทิศทางเดียวกัน โดย 9 เดือนแรกปีนี้จัดตั้งเพิ่มขึ้น 101% แง่มูลค่าการนำเข้าเพิ่มขึ้น 10% ส่วนใหญ่นำเข้ากลุ่มครุภัณฑ์และวัสดุสิ้นเปลืองทางการแพทย์ สำหรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจเกี่ยวกับยา มีแนวโน้มสูงขึ้น โดยแต่ละปีมีจำนวนใบอนุญาตประกอบธุรกิจเกี่ยวกับยาปีละกว่า 20,000 ใบอนุญาต เนื่องจากจำนวนประชากรที่เพิ่มสูงขึ้น สังคมผู้สูงอายุ และการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้การบริโภคทั้งในและต่างประเทศ เพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับการแข่งขันในส่วนร้านค้าปลีกและร้านขายยา ทั่วไปแข่งขันในแง่ของการขยายสาขาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน