ถุงมือเรื่องสั้น สมัยที่ 5 ยกที่ 1 เรื่องที่ 2 ครับ....มาอีกแล้ว HORROR ^^
เรื่องเกิดขึ้นที่ฝายใหญ่แห่งหนึ่ง มีเด็กจมน้ำตาย หลังจากนั้นก็มีข่าว คนโดนผีหลอกบริเวณนั้น
แต่ไปๆ มาๆ ผีที่ว่า ไม่ใช่เด็กที่ตาย แต่เป็น "ผีสาว"
แล้วเธอมาจากไหน มาได้ไง ???
ต้องตามไปดูถึงจะรู้ครับ ไปครับ ไปดูกัน!
...........
ฝายใหญ่ คือหนองน้ำประจำหมู่บ้านที่ผมอาศัยอยู่ เป็นหนองน้ำขนาดกลาง ไม่ใหญ่มากนัก แต่มีน้ำให้คนในหมู่บ้าน ได้ใช้ตลอดทั้งปี
พอถึงฤดูแล้ง...เมื่อน้ำประปาไม่ไหล ชาวบ้านจะมาตักน้ำที่ฝายใหญ่ไปใช้ หรือบางคนหอบลูกหอบเต้า จัดเตรียมขัน สบู่ แชมพูมาอาบที่ฝายใหญ่เสร็จสรรพ แล้วค่อยพากันกลับบ้าน
ฝายใหญ่จึงเปรียบเสมือนแหล่งอาหารหล่อเลี้ยงชีวิตของคนในหมู่บ้านหนองหาน ใครไม่มีอะไรกิน ก็จะมาหาปลา หาหอย หรือเก็บผักบุ้งที่เกิดตามริมหนองน้ำไปกินประทังชีวิต
และที่สำคัญ ฝายใหญ่ยังเป็นแหล่งน้ำสำหรับชาวนา ชาวสวน ได้ใช้น้ำจากตรงนี้รดพืชผักตัวเอง เช่นเดียวกับนาข้าวของครอบครัวผม ที่ตั้งอยู่ติดกับฝายใหญ่ ผมสูบน้ำจากฝายใหญ่มาใส่นาข้าวได้อย่างสะดวก เพราะอยู่ใกล้หนองน้ำ
ด้วยเพราะนาข้าวของผม อยู่ใกล้กับฝายใหญ่ ผมจึงเป็นเสมือนผู้ดูแลฝายใหญ่ไปในตัว เวลามีหญ้าขึ้นรกรอบฝาย ผมจะเป็นคนไปแผ้วถางตัดหญ้าทิ้ง เมื่อเห็นใครทิ้งขยะลงน้ำ ผมจะคอยตักเตือน และถ้าผมเห็นเศษขยะลอยในหนองน้ำ ผมจะโดดลงน้ำ ว่ายน้ำไปเก็บขยะขึ้นมาทิ้งทันที และผมยังคอยเป็นไลฟ์การ์ด ดูแลความปลอดภัยของเด็กๆ ในหมู่บ้านที่ชอบมาเล่นน้ำในหนอง
............
ตะวันคล้อยต่ำไปทางทิศตะวันตก พระอาทิตย์กำลังบอกลาท้องฟ้า แต่ผมยังคงทำงานไม่เสร็จ ผมกำลังเลื่อยไม้มะขามตัดเป็นท่อนๆ ให้พอยัดใส่ในเตาเผาถ่าน นอกจากทำนา ผมยังเผาถ่านขายอีกด้วย เป็นอาชีพที่ลงแรงเยอะมาก แต่ผมมีความสุข และสบายใจที่ได้ใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติรอบตัว
หากบริษัทรับเหมาก่อสร้าง ไม่โดนพิษโควิดเข้าเล่นงาน ป่านนี้ผมคงได้คุมคนงานออกไปสร้างอาคารสูงใหญ่ที่ไหนสักที่ เมื่อบริษัทไม่มีงานเข้ามา ผมจึงยื่นใบลาออก แล้วกลับมาบ้านนอก ผันตัวมาเป็นเกษตรกรตามรอยพ่อแม่
"
ทิดทองเอ้ย! เร็ว เข้าไปช่วยเอาตัวเด็กขึ้นมาจากน้ำหน่อย"
พ่อใหญ่สมพร ชายวัยหกสิบสี่ซึ่งเป็นเพื่อนพ่อของผมเอง แกปลูกแตงกวา ข้าวโพด สวนของแกอยู่ถัดจากนาข้าวของผมไปเล็กน้อย แกวิ่งหน้าตาตื่นมาแต่ไกล
"เด็กที่ไหนล่ะพ่อใหญ่" ผมเอ่ยถามงงๆ วันนี้วันพุธเป็นวันที่เด็กๆ ไปโรงเรียน เด็กๆ จะไม่มาเล่นน้ำในวันนี้ ส่วนใหญ่จะมาเล่นในวันเสาร์อาทิตย์เสียมากกว่า และวันนี้ผมอยู่ที่นาข้าวทั้งวัน คอยมองไปที่ท่าน้ำ และรอบๆ หนองน้ำ คอยดูว่ามีเด็กมาเล่นน้ำหรือเปล่า แต่ก็ไม่เห็นมีใครมาเล่น
"เด็กที่ไหนไม่รู้ แต่ลอยขึ้นอืดอยู่กลางแม่น้ำแล้ว ยายขาวยืนเฝ้าอยู่ มาเร็วเถอะทิดทอง ไปเอาศพเด็กขึ้นมาหน่อย"
ผมรู้สึกใจหายขึ้นมาทันที กับข่าวร้ายที่พ่อใหญ่สมพรบอก มีเด็กจมน้ำตายอีกแล้ว ปีก่อนผมเพิ่งดำน้ำ ค้นหาเด็กในหมู่บ้านที่จมน้ำหายไป ชาวบ้านหลายคนต่างช่วยกันงมหา แต่ผมเป็นคนแรกที่พบศพเด็กนอนสิ้นใจอยู่ใต้น้ำ ผมพาร่างเด็กน้อยขึ้นมา
ผมจึงตั้งปณิธานว่าจะเป็นไลฟ์การ์ดที่หนองน้ำแห่งนี้ คอยดูแลความปลอดภัยให้เด็กๆ ไม่คิดอยากมาเก็บศพเด็กอีกคน
"เร็วๆ เข้าทิดทอง ทางนี้ เร็วๆ "
ยายขาวตะโกนเรียกผม กระโดดเต้นโหยงๆ ทั้งกวักมือเรียก ทั้งชี้นิ้วไปกลางหนองน้ำ
ผมถอดรองเท้าแตะ แล้วกระโจนลงน้ำว่ายน้ำไปอย่างเร็ว ศพเด็กลอยอยู่กลางแม่น้ำ ผมต้องใช้เวลาอยู่ราวสิบนาที กว่าจะไปถึงตัวเด็ก ผมคว้าเอาร่างขึ้นอืดที่เริ่มส่งกลิ่นเหม็น ตอนแรกกะว่าจะจับแขน แล้วลากเข้าฝั่ง แต่ทันทีที่ผมแตะโดนแขนเด็ก แขนช่างเย็นยะเยือกเหลือเกิน ผมรู้สึกหวาดกลัวจนขนลุกซู่ ไม่กล้าแตะต้องร่างศพ ผมจึงเปลี่ยนมาดึงคอเสื้อแทน แล้วค่อยๆ ลากร่างไร้วิญญาณเข้าฝั่ง
ผมรู้สึกว่าร่างเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ ทำไมมันหนักกว่าปกติ ผมว่ายน้ำเข้าฝั่งอย่างทุลักทุเล และสะดุดกับอะไรสักอย่างใต้น้ำ มันเกี่ยวเท้าผม แล้วดึงตัวผมจมลงใต้น้ำ ผมยันเท้าถีบอะไรบางอย่างที่ดึงขาผมไว้ แล้วตะเกียกตะกาย พาร่างที่กำลังหายใจไม่ออกโผล่พรวด ขึ้นมาเหนือผิวน้ำ พยายามสูบลมหายใจเข้าปอดอย่างโหยหา
แต่ก็ไอแค๊กๆ สำลักน้ำออกมา สายตาพร่ามัวมองไปยังศพเด็ก เห็นผู้หญิงผมสีแดงหยิกยาว ใส่ชุดขาวนั่งอยู่บนตัวเด็ก
"เฮ้ย!! " ผมอุทานเสียงดังลั่น ยกมือลูบหน้าตัวเอง และมองไปทางเดิมอีกครั้ง ผู้หญิงชุดขาวหายไปแล้ว
"ทิดทอง เป็นอะไรหรือเปล่า" ยายขาวภรรยาพ่อใหญ่สมพรตะโกนถาม
"ไม่เป็นไรครับ" ผมตะโกนตอบกลับเสียงสั่น เร่งว่ายน้ำเข้าฝั่งอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ท้องฟ้าเริ่มมืด ลมพัดวูบไหว ไอความเย็นระบายมาตามอากาศ ความชื้นอบอวลหนาแน่น ผมคิดว่าคืนนี้ฝนคงตกหนักแน่ๆ
ผมลากศพเข้าฝั่ง พ่อใหญ่สมพรกับยายขาวรีบเข้ามาช่วย ดึงร่างเด็กขึ้นมานอนบนพื้นหญ้า
"ไม่น่าเลย เด็กที่ไหนมาตายที่หนองน้ำเราอีกแล้ว" ยายขาวรำพึงรำพันยกมือขึ้นปิดปาก
"ผมไม่คุ้นหน้าเด็กเลยครับ ไม่ใช่เด็กในหมู่บ้านเราแน่ๆ " ผมพูดเสียงสั่น
"น่าจะเป็นเด็กจากหมู่บ้านอื่น ข้าโทร.บอกผู้ใหญ่บ้านแล้ว อีกเดี๋ยวแกก็คงมาพร้อมตำรวจ"
พูดยังไม่ทันขาดคำ แสงไฟจากหน้ารถกระบะของรถตำรวจ พลันสาดส่องมาตรงที่พวกผมยืนอยู่ รถจักรยานยนต์ของผู้ใหญ่บ้าน จอดอยู่ข้างๆ รถตำรวจ และมีแสงไฟจากรถจักรยานยนต์อีกหลายคัน ทยอยมาจอดจนเต็มถนน และตามด้วยรถกู้ภัยที่มาถึงเป็นคันสุดท้าย
..............
ยามค่ำคืนอันเงียบสงบ วังเวงและมืดมิดเมื่อสักครู่ ตอนนี้กลับสว่างไสวจากไฟหน้ารถ และเสียงดังที่เกิดจากพูดคุย ด้วยความแตกตื่นตกใจของชาวบ้านหนองหาน
"ถอยไปก่อนครับ อย่าเพิ่งเข้ามาใกล้" ตำรวจนายหนึ่งเดินมาใกล้ศพ ตะโกนบอกชาวบ้าน ที่เริ่มทยอยเดินเข้ามาใกล้ศพเด็ก แล้วพยายามชะโงกหน้าดูเด็ก พูดคุยกันเสียงดังเซ็งแซ่ ถกกันใหญ่ว่าเด็กที่ไหน ไม่ใช่ลูกหลานของคนในหมู่บ้านนี้
นายตำรวจอีกนาย เดินมาสอบถามผม พ่อใหญ่สมพรและยายขาว จากนั้นก็ถ่ายรูปเก็บไว้เป็นหลักฐาน กวักมือเรียกให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยมายกศพขึ้นรถ เพื่อนำส่งโรงพยาบาลให้หมอได้ชันสูตรพลิกศพต่อไป
หลังจากที่นายตำรวจได้หันไปสอบถามชาวบ้านแล้วว่า เด็กคนนี้ไม่ใช่ลูกหลานใครในหมู่บ้านนี้ เรื่องหลังจากนี้ จึงเป็นหน้าที่ตำรวจจะติดตามหาญาติมารับศพไปทำพิธี
"ตัวตายตัวแทนของไอ้จ้อยแน่ๆ ทิดทองเอ้ย" ยายขาวที่ยืนอยู่ข้างผมพูดขึ้น มือแกสั่นเล็กน้อย ขณะจับแขนผมไว้
ไอ้จ้อยที่แกพูดถึง หมายถึงเด็กชายวัยเจ็ดขวบ ที่จมน้ำตายเมื่อปีที่แล้ว และผมเป็นคนพาร่างไอ้จ้อยขึ้นมาจากใต้น้ำ
ผมถอนลมหายใจ และส่ายหน้าอย่างเศร้าๆ ผมไม่ค่อยจะเห็นด้วยนักหรอก กับเรื่องตัวตายตัวแทนที่ชาวบ้านพูดกัน ผมว่าเป็นความประมาทของพ่อแม่ผู้ปกครองมากกว่าที่ไม่ยอมดูแล ใส่ใจความปลอดภัยของบุตรหลาน จนเกิดเหตุน่าเศร้าแบบนี้
รถกู้ภัยและรถตำรวจเคลื่อนตัวออกไปจากที่เกิดเหตุ ชาวบ้านคนอื่นๆ ต่างพากันทยอยกลับบ้าน แสงสว่างและเสียงคนคุยกันเงียบสงบลง
เหลือเพียงผมคนเดียว ที่ยืนอยู่ท่ามกลางความมืดในยามราตรี ผมยืนมองไม่ยังผืนน้ำเวิ้งว้าง มันดูเงียบสงบ และว้าเหว่พิกล.....ไม่สิ ผมมอง อย่างเพ่งพินิจ และพบว่ามันดูน่ากลัว คล้ายกับว่ามีอะไร ลึกลับซ่อนกายอยู่ใต้น้ำ
หันกายจะเดินกลับเถียงนา เพื่อหยิบเอากุญแจรถจักรยานยนต์ และย่ามใส่ของ เตรียมตัวกลับบ้านเช่นกัน แต่ทันทีที่หันหน้าออกจากหนองน้ำ ผมได้ยินเสียงเหมือนคนกระโดดน้ำดังจ๋อม ผมหันกลับมามอง แต่มองไม่เห็นอะไรจึงวิ่งมาคว้าเอาไฟฉายที่วางไว้บนท่อนมะขาม ส่องไฟลงไปกลางหนองน้ำ เห็นผิวน้ำระริกไหวเมื่อถูกสายลมพัด อาจจะเป็นปลาตัวโตที่กระโดดขึ้นมาผิวน้ำ ผมถอนลมหายใจ แล้วเดินกลับเถียงนาเก็บเอาข้าวของ
เดินมาสตาร์ทรถจักรยานยนต์ เตรียมขี่กลับบ้านอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ฝนจะเทลงมา แต่รถดันสตาร์ทไม่ติด ผมหงุดหงิดและเริ่มใจเต้นระรัว ภาพหญิงสาวชุดขาวยังติดตา ความกลัวเริ่มเข้ามาเล่นงานผมทีละนิด
"ติดสิวะ โธ่โว้ย! จะมาเสียอะไรตอนนี้"
จ๋อม!! เสียงเหมือนปลากระโดดขึ้นผิวน้ำอีกแล้ว ผมส่องไฟไปยังหนองน้ำ คราวนี้ผมเห็น น้ำในหนองกระเพื่อมไหวรุนแรง ทั้งๆ ที่ลมก็ไม่ได้แรงมาก พอที่จะพัดผิวน้ำให้ไหวแรงอย่างนี้
ผมส่องไฟดูอย่างตั้งใจ
จนได้เห็นก้อนกลมๆ สีดำค่อยๆ โผล่ขึ้นมาจากใต้น้ำ ผมรีบสตาร์ทรถอย่างบ้าคลั่ง จนเครื่องติด รีบบิดคันเร่งบึ่งรถออกไปจากตรงนี้อย่างรวดเร็ว ผมไม่อยากรู้หรอกว่าเจ้าก้อนกลมๆ สีดำที่กำลังโผล่ขึ้นมาจากใต้น้ำเป็นอะไร ความกลัวกำลังจะทำให้ผมสติแตก
...........
เช้าวันใหม่ ผมไม่อยากลุกจากที่นอน ไม่อยากไปทำงานอีกแล้ว ภาพผู้หญิงชุดขาวยังติดตา แต่อีกใจผมก็อยากพิสูจน์ให้มันรู้ดำรู้แดงกันไปเลย ว่าเมื่อวานผมตาฝาด หรือมีผีที่หนองน้ำจริงๆ
ผมเดินออกจากห้องนอน ในตอนเที่ยง บ้านเงียบกริบ พ่อกับแม่คงไปที่นาข้าวแล้ว พวกท่านไม่ปลุกผม คงอยากให้ผมนอนพักผ่อน
ผมอาบน้ำแต่งตัว มีงานให้ต้องทำต่ออีกเพียบ ผมจับรถจักรยานยนต์เตรียมสตาร์ทเครื่อง....พ่อใหญ่สมพรเดินผ่านมาพอดีจึงหยุดพูดกับผม
"ทิดทองจะไปนาแล้วหรือ"
"ครับ...แล้วพ่อใหญ่กลับมาจากสวนแล้วหรือครับ ทำไมวันนี้กลับเร็วจัง"
"โอย วันนี้ข้าไม่ไปหรอก ภาพเด็กตายยังติดตาอยู่เลย ไม่ไหวๆ ถึงแก่แล้วก็กลัวผีนะเว้ย...เมื่อเช้าผู้ใหญ่บ้านก็เพิ่งประกาศ ห้ามเด็กในหมู่บ้านไปเล่นน้ำที่ฝายใหญ่สักพัก ก็กลัวจะมีใครเป็นอะไรไปอีกแหละ"
พ่อใหญ่สมพรร่ายยาว และผมพยักหน้าเห็นด้วย
"แล้วเรื่องเด็กเมื่อคืน สรุปเป็นใครมาจากไหนหรือครับ" ผมลองถามดูเผื่อพ่อใหญ่สมพรทราบเรื่อง
"อ้อ...ข้าว่าจะมาเล่าให้เอ็งฟังเรื่องนี้แหละ เป็นเด็กจากอำเภอรัตนวาปีน่ะ เห็นว่าหายไปจากบ้านสามวันแล้ว คนในครอบครัวตามหาไปทั่ว แต่หาไม่เจอ จนมาพบศพที่หนองน้ำบ้านเรานี่แหละ ตำรวจสันนิษฐานว่าน่าจะถูกพวกแก๊งรถตู้ลักเด็กพาเด็กมาโยนทิ้งลงหนองน้ำ"
"ไอ้พวกสารเลว"
ผมฟังที่พ่อใหญ่สมพรเล่า พลันรู้สึกสะเทือนใจและโกรธแค้นพวกคนชั่วที่ทำกับเด็กน้อย
"เฮ้อ ได้แต่หวังว่าตำรวจจะจับตัวผู้ร้ายได้ ข้าไปละ ทิดทอง จะไปนาก็รีบไปรีบกลับนะ อย่าให้มืดค่ำละ เดี๋ยวเจอผีหลอกเข้าให้"
พ่อใหญ่สมพรพูดจบ ก็เดินย้อนกลับทางเดิมที่แกเดินมา
ผมสตาร์ทเครื่องรถจักรยานยนต์ แล้วขี่มาแปลงนา บรรยากาศวันนี้ดูเงียบสงบพิกล ไม่มีใครลงไปหาปลาในหนองน้ำ ชาวบ้านที่มาสวนมาไร่ก็หายไปหมด คงพากันกลัวผีเด็กที่เพิ่งตายไป
ผมมองหาพ่อกับแม่ แต่ก็ไม่พบพวกท่าน ลองตะโกนเรียกก็ไม่มีเสียงตอบกลับมา ผมจึงลองโทร.หาแม่
"แม่อยู่ไหนครับ ทำไมผมไม่เห็นแม่ที่นา"
"อ่อ ครับๆ แม่ แค่นี้ละ ผมโทรมาถามดู"
(มีต่อครับ) ^^
💀👩🏿😱THE GLOVES 2020 ถุงมือเรื่องสั้น#68 Week#18, 26-31 ตุลาคม/ ผีสาวผมแดง - ถุงมือประดาน้ำ😱👩🏿💀
เรื่องเกิดขึ้นที่ฝายใหญ่แห่งหนึ่ง มีเด็กจมน้ำตาย หลังจากนั้นก็มีข่าว คนโดนผีหลอกบริเวณนั้น
แต่ไปๆ มาๆ ผีที่ว่า ไม่ใช่เด็กที่ตาย แต่เป็น "ผีสาว"
แล้วเธอมาจากไหน มาได้ไง ???
ต้องตามไปดูถึงจะรู้ครับ ไปครับ ไปดูกัน!
พอถึงฤดูแล้ง...เมื่อน้ำประปาไม่ไหล ชาวบ้านจะมาตักน้ำที่ฝายใหญ่ไปใช้ หรือบางคนหอบลูกหอบเต้า จัดเตรียมขัน สบู่ แชมพูมาอาบที่ฝายใหญ่เสร็จสรรพ แล้วค่อยพากันกลับบ้าน
ฝายใหญ่จึงเปรียบเสมือนแหล่งอาหารหล่อเลี้ยงชีวิตของคนในหมู่บ้านหนองหาน ใครไม่มีอะไรกิน ก็จะมาหาปลา หาหอย หรือเก็บผักบุ้งที่เกิดตามริมหนองน้ำไปกินประทังชีวิต
และที่สำคัญ ฝายใหญ่ยังเป็นแหล่งน้ำสำหรับชาวนา ชาวสวน ได้ใช้น้ำจากตรงนี้รดพืชผักตัวเอง เช่นเดียวกับนาข้าวของครอบครัวผม ที่ตั้งอยู่ติดกับฝายใหญ่ ผมสูบน้ำจากฝายใหญ่มาใส่นาข้าวได้อย่างสะดวก เพราะอยู่ใกล้หนองน้ำ
ด้วยเพราะนาข้าวของผม อยู่ใกล้กับฝายใหญ่ ผมจึงเป็นเสมือนผู้ดูแลฝายใหญ่ไปในตัว เวลามีหญ้าขึ้นรกรอบฝาย ผมจะเป็นคนไปแผ้วถางตัดหญ้าทิ้ง เมื่อเห็นใครทิ้งขยะลงน้ำ ผมจะคอยตักเตือน และถ้าผมเห็นเศษขยะลอยในหนองน้ำ ผมจะโดดลงน้ำ ว่ายน้ำไปเก็บขยะขึ้นมาทิ้งทันที และผมยังคอยเป็นไลฟ์การ์ด ดูแลความปลอดภัยของเด็กๆ ในหมู่บ้านที่ชอบมาเล่นน้ำในหนอง
............ตะวันคล้อยต่ำไปทางทิศตะวันตก พระอาทิตย์กำลังบอกลาท้องฟ้า แต่ผมยังคงทำงานไม่เสร็จ ผมกำลังเลื่อยไม้มะขามตัดเป็นท่อนๆ ให้พอยัดใส่ในเตาเผาถ่าน นอกจากทำนา ผมยังเผาถ่านขายอีกด้วย เป็นอาชีพที่ลงแรงเยอะมาก แต่ผมมีความสุข และสบายใจที่ได้ใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติรอบตัว
หากบริษัทรับเหมาก่อสร้าง ไม่โดนพิษโควิดเข้าเล่นงาน ป่านนี้ผมคงได้คุมคนงานออกไปสร้างอาคารสูงใหญ่ที่ไหนสักที่ เมื่อบริษัทไม่มีงานเข้ามา ผมจึงยื่นใบลาออก แล้วกลับมาบ้านนอก ผันตัวมาเป็นเกษตรกรตามรอยพ่อแม่
"ทิดทองเอ้ย! เร็ว เข้าไปช่วยเอาตัวเด็กขึ้นมาจากน้ำหน่อย"
พ่อใหญ่สมพร ชายวัยหกสิบสี่ซึ่งเป็นเพื่อนพ่อของผมเอง แกปลูกแตงกวา ข้าวโพด สวนของแกอยู่ถัดจากนาข้าวของผมไปเล็กน้อย แกวิ่งหน้าตาตื่นมาแต่ไกล
"เด็กที่ไหนล่ะพ่อใหญ่" ผมเอ่ยถามงงๆ วันนี้วันพุธเป็นวันที่เด็กๆ ไปโรงเรียน เด็กๆ จะไม่มาเล่นน้ำในวันนี้ ส่วนใหญ่จะมาเล่นในวันเสาร์อาทิตย์เสียมากกว่า และวันนี้ผมอยู่ที่นาข้าวทั้งวัน คอยมองไปที่ท่าน้ำ และรอบๆ หนองน้ำ คอยดูว่ามีเด็กมาเล่นน้ำหรือเปล่า แต่ก็ไม่เห็นมีใครมาเล่น
"เด็กที่ไหนไม่รู้ แต่ลอยขึ้นอืดอยู่กลางแม่น้ำแล้ว ยายขาวยืนเฝ้าอยู่ มาเร็วเถอะทิดทอง ไปเอาศพเด็กขึ้นมาหน่อย"
ผมรู้สึกใจหายขึ้นมาทันที กับข่าวร้ายที่พ่อใหญ่สมพรบอก มีเด็กจมน้ำตายอีกแล้ว ปีก่อนผมเพิ่งดำน้ำ ค้นหาเด็กในหมู่บ้านที่จมน้ำหายไป ชาวบ้านหลายคนต่างช่วยกันงมหา แต่ผมเป็นคนแรกที่พบศพเด็กนอนสิ้นใจอยู่ใต้น้ำ ผมพาร่างเด็กน้อยขึ้นมา
ผมจึงตั้งปณิธานว่าจะเป็นไลฟ์การ์ดที่หนองน้ำแห่งนี้ คอยดูแลความปลอดภัยให้เด็กๆ ไม่คิดอยากมาเก็บศพเด็กอีกคน
"เร็วๆ เข้าทิดทอง ทางนี้ เร็วๆ "
ยายขาวตะโกนเรียกผม กระโดดเต้นโหยงๆ ทั้งกวักมือเรียก ทั้งชี้นิ้วไปกลางหนองน้ำ
ผมถอดรองเท้าแตะ แล้วกระโจนลงน้ำว่ายน้ำไปอย่างเร็ว ศพเด็กลอยอยู่กลางแม่น้ำ ผมต้องใช้เวลาอยู่ราวสิบนาที กว่าจะไปถึงตัวเด็ก ผมคว้าเอาร่างขึ้นอืดที่เริ่มส่งกลิ่นเหม็น ตอนแรกกะว่าจะจับแขน แล้วลากเข้าฝั่ง แต่ทันทีที่ผมแตะโดนแขนเด็ก แขนช่างเย็นยะเยือกเหลือเกิน ผมรู้สึกหวาดกลัวจนขนลุกซู่ ไม่กล้าแตะต้องร่างศพ ผมจึงเปลี่ยนมาดึงคอเสื้อแทน แล้วค่อยๆ ลากร่างไร้วิญญาณเข้าฝั่ง
ผมรู้สึกว่าร่างเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ ทำไมมันหนักกว่าปกติ ผมว่ายน้ำเข้าฝั่งอย่างทุลักทุเล และสะดุดกับอะไรสักอย่างใต้น้ำ มันเกี่ยวเท้าผม แล้วดึงตัวผมจมลงใต้น้ำ ผมยันเท้าถีบอะไรบางอย่างที่ดึงขาผมไว้ แล้วตะเกียกตะกาย พาร่างที่กำลังหายใจไม่ออกโผล่พรวด ขึ้นมาเหนือผิวน้ำ พยายามสูบลมหายใจเข้าปอดอย่างโหยหา
แต่ก็ไอแค๊กๆ สำลักน้ำออกมา สายตาพร่ามัวมองไปยังศพเด็ก เห็นผู้หญิงผมสีแดงหยิกยาว ใส่ชุดขาวนั่งอยู่บนตัวเด็ก
"เฮ้ย!! " ผมอุทานเสียงดังลั่น ยกมือลูบหน้าตัวเอง และมองไปทางเดิมอีกครั้ง ผู้หญิงชุดขาวหายไปแล้ว
"ทิดทอง เป็นอะไรหรือเปล่า" ยายขาวภรรยาพ่อใหญ่สมพรตะโกนถาม
"ไม่เป็นไรครับ" ผมตะโกนตอบกลับเสียงสั่น เร่งว่ายน้ำเข้าฝั่งอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ท้องฟ้าเริ่มมืด ลมพัดวูบไหว ไอความเย็นระบายมาตามอากาศ ความชื้นอบอวลหนาแน่น ผมคิดว่าคืนนี้ฝนคงตกหนักแน่ๆ
ผมลากศพเข้าฝั่ง พ่อใหญ่สมพรกับยายขาวรีบเข้ามาช่วย ดึงร่างเด็กขึ้นมานอนบนพื้นหญ้า
"ไม่น่าเลย เด็กที่ไหนมาตายที่หนองน้ำเราอีกแล้ว" ยายขาวรำพึงรำพันยกมือขึ้นปิดปาก
"ผมไม่คุ้นหน้าเด็กเลยครับ ไม่ใช่เด็กในหมู่บ้านเราแน่ๆ " ผมพูดเสียงสั่น
"น่าจะเป็นเด็กจากหมู่บ้านอื่น ข้าโทร.บอกผู้ใหญ่บ้านแล้ว อีกเดี๋ยวแกก็คงมาพร้อมตำรวจ"
พูดยังไม่ทันขาดคำ แสงไฟจากหน้ารถกระบะของรถตำรวจ พลันสาดส่องมาตรงที่พวกผมยืนอยู่ รถจักรยานยนต์ของผู้ใหญ่บ้าน จอดอยู่ข้างๆ รถตำรวจ และมีแสงไฟจากรถจักรยานยนต์อีกหลายคัน ทยอยมาจอดจนเต็มถนน และตามด้วยรถกู้ภัยที่มาถึงเป็นคันสุดท้าย
..............ยามค่ำคืนอันเงียบสงบ วังเวงและมืดมิดเมื่อสักครู่ ตอนนี้กลับสว่างไสวจากไฟหน้ารถ และเสียงดังที่เกิดจากพูดคุย ด้วยความแตกตื่นตกใจของชาวบ้านหนองหาน
"ถอยไปก่อนครับ อย่าเพิ่งเข้ามาใกล้" ตำรวจนายหนึ่งเดินมาใกล้ศพ ตะโกนบอกชาวบ้าน ที่เริ่มทยอยเดินเข้ามาใกล้ศพเด็ก แล้วพยายามชะโงกหน้าดูเด็ก พูดคุยกันเสียงดังเซ็งแซ่ ถกกันใหญ่ว่าเด็กที่ไหน ไม่ใช่ลูกหลานของคนในหมู่บ้านนี้
นายตำรวจอีกนาย เดินมาสอบถามผม พ่อใหญ่สมพรและยายขาว จากนั้นก็ถ่ายรูปเก็บไว้เป็นหลักฐาน กวักมือเรียกให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยมายกศพขึ้นรถ เพื่อนำส่งโรงพยาบาลให้หมอได้ชันสูตรพลิกศพต่อไป
หลังจากที่นายตำรวจได้หันไปสอบถามชาวบ้านแล้วว่า เด็กคนนี้ไม่ใช่ลูกหลานใครในหมู่บ้านนี้ เรื่องหลังจากนี้ จึงเป็นหน้าที่ตำรวจจะติดตามหาญาติมารับศพไปทำพิธี
"ตัวตายตัวแทนของไอ้จ้อยแน่ๆ ทิดทองเอ้ย" ยายขาวที่ยืนอยู่ข้างผมพูดขึ้น มือแกสั่นเล็กน้อย ขณะจับแขนผมไว้
ไอ้จ้อยที่แกพูดถึง หมายถึงเด็กชายวัยเจ็ดขวบ ที่จมน้ำตายเมื่อปีที่แล้ว และผมเป็นคนพาร่างไอ้จ้อยขึ้นมาจากใต้น้ำ
ผมถอนลมหายใจ และส่ายหน้าอย่างเศร้าๆ ผมไม่ค่อยจะเห็นด้วยนักหรอก กับเรื่องตัวตายตัวแทนที่ชาวบ้านพูดกัน ผมว่าเป็นความประมาทของพ่อแม่ผู้ปกครองมากกว่าที่ไม่ยอมดูแล ใส่ใจความปลอดภัยของบุตรหลาน จนเกิดเหตุน่าเศร้าแบบนี้
รถกู้ภัยและรถตำรวจเคลื่อนตัวออกไปจากที่เกิดเหตุ ชาวบ้านคนอื่นๆ ต่างพากันทยอยกลับบ้าน แสงสว่างและเสียงคนคุยกันเงียบสงบลง
เหลือเพียงผมคนเดียว ที่ยืนอยู่ท่ามกลางความมืดในยามราตรี ผมยืนมองไม่ยังผืนน้ำเวิ้งว้าง มันดูเงียบสงบ และว้าเหว่พิกล.....ไม่สิ ผมมอง อย่างเพ่งพินิจ และพบว่ามันดูน่ากลัว คล้ายกับว่ามีอะไร ลึกลับซ่อนกายอยู่ใต้น้ำ
หันกายจะเดินกลับเถียงนา เพื่อหยิบเอากุญแจรถจักรยานยนต์ และย่ามใส่ของ เตรียมตัวกลับบ้านเช่นกัน แต่ทันทีที่หันหน้าออกจากหนองน้ำ ผมได้ยินเสียงเหมือนคนกระโดดน้ำดังจ๋อม ผมหันกลับมามอง แต่มองไม่เห็นอะไรจึงวิ่งมาคว้าเอาไฟฉายที่วางไว้บนท่อนมะขาม ส่องไฟลงไปกลางหนองน้ำ เห็นผิวน้ำระริกไหวเมื่อถูกสายลมพัด อาจจะเป็นปลาตัวโตที่กระโดดขึ้นมาผิวน้ำ ผมถอนลมหายใจ แล้วเดินกลับเถียงนาเก็บเอาข้าวของ
เดินมาสตาร์ทรถจักรยานยนต์ เตรียมขี่กลับบ้านอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ฝนจะเทลงมา แต่รถดันสตาร์ทไม่ติด ผมหงุดหงิดและเริ่มใจเต้นระรัว ภาพหญิงสาวชุดขาวยังติดตา ความกลัวเริ่มเข้ามาเล่นงานผมทีละนิด
"ติดสิวะ โธ่โว้ย! จะมาเสียอะไรตอนนี้"
จ๋อม!! เสียงเหมือนปลากระโดดขึ้นผิวน้ำอีกแล้ว ผมส่องไฟไปยังหนองน้ำ คราวนี้ผมเห็น น้ำในหนองกระเพื่อมไหวรุนแรง ทั้งๆ ที่ลมก็ไม่ได้แรงมาก พอที่จะพัดผิวน้ำให้ไหวแรงอย่างนี้
ผมส่องไฟดูอย่างตั้งใจ จนได้เห็นก้อนกลมๆ สีดำค่อยๆ โผล่ขึ้นมาจากใต้น้ำ ผมรีบสตาร์ทรถอย่างบ้าคลั่ง จนเครื่องติด รีบบิดคันเร่งบึ่งรถออกไปจากตรงนี้อย่างรวดเร็ว ผมไม่อยากรู้หรอกว่าเจ้าก้อนกลมๆ สีดำที่กำลังโผล่ขึ้นมาจากใต้น้ำเป็นอะไร ความกลัวกำลังจะทำให้ผมสติแตก
........... เช้าวันใหม่ ผมไม่อยากลุกจากที่นอน ไม่อยากไปทำงานอีกแล้ว ภาพผู้หญิงชุดขาวยังติดตา แต่อีกใจผมก็อยากพิสูจน์ให้มันรู้ดำรู้แดงกันไปเลย ว่าเมื่อวานผมตาฝาด หรือมีผีที่หนองน้ำจริงๆ
ผมเดินออกจากห้องนอน ในตอนเที่ยง บ้านเงียบกริบ พ่อกับแม่คงไปที่นาข้าวแล้ว พวกท่านไม่ปลุกผม คงอยากให้ผมนอนพักผ่อน
ผมอาบน้ำแต่งตัว มีงานให้ต้องทำต่ออีกเพียบ ผมจับรถจักรยานยนต์เตรียมสตาร์ทเครื่อง....พ่อใหญ่สมพรเดินผ่านมาพอดีจึงหยุดพูดกับผม
"ทิดทองจะไปนาแล้วหรือ"
"ครับ...แล้วพ่อใหญ่กลับมาจากสวนแล้วหรือครับ ทำไมวันนี้กลับเร็วจัง"
"โอย วันนี้ข้าไม่ไปหรอก ภาพเด็กตายยังติดตาอยู่เลย ไม่ไหวๆ ถึงแก่แล้วก็กลัวผีนะเว้ย...เมื่อเช้าผู้ใหญ่บ้านก็เพิ่งประกาศ ห้ามเด็กในหมู่บ้านไปเล่นน้ำที่ฝายใหญ่สักพัก ก็กลัวจะมีใครเป็นอะไรไปอีกแหละ"
พ่อใหญ่สมพรร่ายยาว และผมพยักหน้าเห็นด้วย
"แล้วเรื่องเด็กเมื่อคืน สรุปเป็นใครมาจากไหนหรือครับ" ผมลองถามดูเผื่อพ่อใหญ่สมพรทราบเรื่อง
"อ้อ...ข้าว่าจะมาเล่าให้เอ็งฟังเรื่องนี้แหละ เป็นเด็กจากอำเภอรัตนวาปีน่ะ เห็นว่าหายไปจากบ้านสามวันแล้ว คนในครอบครัวตามหาไปทั่ว แต่หาไม่เจอ จนมาพบศพที่หนองน้ำบ้านเรานี่แหละ ตำรวจสันนิษฐานว่าน่าจะถูกพวกแก๊งรถตู้ลักเด็กพาเด็กมาโยนทิ้งลงหนองน้ำ"
"ไอ้พวกสารเลว"
ผมฟังที่พ่อใหญ่สมพรเล่า พลันรู้สึกสะเทือนใจและโกรธแค้นพวกคนชั่วที่ทำกับเด็กน้อย
"เฮ้อ ได้แต่หวังว่าตำรวจจะจับตัวผู้ร้ายได้ ข้าไปละ ทิดทอง จะไปนาก็รีบไปรีบกลับนะ อย่าให้มืดค่ำละ เดี๋ยวเจอผีหลอกเข้าให้"
พ่อใหญ่สมพรพูดจบ ก็เดินย้อนกลับทางเดิมที่แกเดินมา
ผมสตาร์ทเครื่องรถจักรยานยนต์ แล้วขี่มาแปลงนา บรรยากาศวันนี้ดูเงียบสงบพิกล ไม่มีใครลงไปหาปลาในหนองน้ำ ชาวบ้านที่มาสวนมาไร่ก็หายไปหมด คงพากันกลัวผีเด็กที่เพิ่งตายไป
ผมมองหาพ่อกับแม่ แต่ก็ไม่พบพวกท่าน ลองตะโกนเรียกก็ไม่มีเสียงตอบกลับมา ผมจึงลองโทร.หาแม่
"แม่อยู่ไหนครับ ทำไมผมไม่เห็นแม่ที่นา"
"อ่อ ครับๆ แม่ แค่นี้ละ ผมโทรมาถามดู"
(มีต่อครับ) ^^