สุสานที่แปลกและน่าสนใจในอดีต

Wilde's Lipstick-Covered Tomb 


อนุสรณ์แห่งศตวรรษที่ 19 ที่มีชื่อเสียงของ Oscar Wilde นักเขียนและกวีชาวไอริช ตั้งอยู่ในสุสานในปารีส หลุมฝังศพถูกสกัดจากหิน 20 ตันเป็นรูปคล้ายสฟิงซ์กางปีกบินไปข้างหน้าโดยอ้างอิงตามบทกวี " The Sphinx " ของWilde   ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากรูปสลักชาวอัสซีเรียของ British Museum

ตลอดเวลาที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวผู้หญิงไปเยี่ยมชมอนุสรณ์สถานนี้ในสุสาน Pére Lachaise ที่ใหญ่ที่สุดของปารีส เพื่อแสดงความเคารพต่อนักเขียนบทละครชาวไอริชและทิ้งรอยจูบลิปสติกไว้ รวมทั้งข้อความกว่าหลายพันจุดครอบคลุมครึ่งล่างของหลุมฝังศพ

การปฏิบัตินี้เริ่มขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 1990 เมื่อมีบางคนตัดสินใจทิ้งรอยจูบบนหลุมฝังศพ  ตั้งแต่นั้นมาก็มีรอยจูบลิปสติกและรูปหัวใจรวมทั้งข้อความต่างๆเพิ่มมากขึ้น เพื่อแสดงออกถึงความรักเช่น
"Wilde child we remember you" 
"Keep looking at the stars"  และ
"Real beauty ends where intellect begins" ซึ่งในการท่องเที่ยวที่ปารีสจะมีกิจกรรมที่ทำต่อกันมาคือการจูบหลุมฝังศพของ Wilde 

จริงๆแล้ว ผู้ที่จูบหลุมฝังศพหรือประทับรอยต่างๆถือเป็นการทำลายอนุสาวรีย์ทางประวัติศาสตร์  หากจับได้จะมีการปรับเงิน 9,000 ยูโร (12,000 ดอลลาร์)  แต่ก็ไม่มีผลใด ๆ และเป็นการยากที่จะจับผู้คนในการกระทำนี้  ผู้ก่อเหตุส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวที่จากไปก่อนที่ตำรวจจะนำตัวพวกเขาไปศาล
Merlin Holland หลานชายของ Wilde ทำการอุทธรณ์ให้หยุดจากการกระทำนี้แต่ผู้คนก็ยังทำอยู่  ทั้งที่มีแผ่นป้ายที่ขอให้เคารพหลุมฝังศพ

ในขณะเดียวกัน คราบลิปสติกสีแดงเยิ้มเหล่านั้นก็ซึมเข้าไปในหินทำให้ทำความสะอาดได้ยาก  การทำความสะอาดหลายๆครั้งจะกัดเซาะชั้นของหินทำให้มีรูพรุนมากขึ้นและทำให้หินสึกกร่อน

ในปี2011  เนื่องในโอกาสครบรอบการเสียชีวิต 111 ปีของ Oscar Wilde เจ้าหน้าที่ได้ติดตั้งกระจกกั้นรอบหลุมฝังศพเพื่อป้องกันการจูบที่จะก่อความเสียหายเพิ่ม  แต่นักท่องเที่ยวก็ทิ้งรอยจูบไว้บนกระจกแทน ส่วนดอกไม้และกระดาษโน้ตก็ถูกโยนเข้าไปในรั้วเป็นขยะเกลื่อนอยู่ที่เชิงสุสาน

Oscar Wilde เสียชีวิตอย่างล้มละลายและโดดเดี่ยว  โดยเพื่อน ๆของเขายังบอกให้ฝังศพเขาไว้ในสุสานที่นอกเมือง Bagneux เท่านั้นพอ หลายปีต่อมาเพื่อนของเขาและ Robert Ross ผู้จัดการมรดกงานเขียน จัดการขายผลงานเพื่อยกเลิกการล้มละลายของ Wilde  และซื้อที่ฝังศพที่ Père Lachaise 
ปีต่อมา Helen Carew หนึ่งในเพื่อนของ Ross ที่รู้จัก Wilde ในยุคที่เขารุ่งเรืองได้เสนอเงิน 2,000 ปอนด์จ้างช่างแกะสลักหนุ่ม Jacob Epstein  เพื่อสร้างอนุสาวรีย์ให้โดยไม่ระบุชื่อ

เมื่อประติมากรรมถูกนำเข้าไปในสุสาน เจ้าหน้าที่ของกรุงปารีสรู้สึกไม่ชอบใจกับการเปลือยของทูตสวรรค์ และพยายามที่จะคลุมมันด้วยผ้าใบ  พวกเขายังปิดลูกอัณฑะด้วยปูนปลาสเตอร์เนื่องจากไม่เหมาะสม  ในที่สุดเพื่อประนีประนอมกันจึงใช้แผ่นโลหะสำริดที่คล้ายกับรูปร่างของผีเสื้อวางไว้แทน
อนุสาวรีย์เปิดตัวในต้นเดือนสิงหาคม 1914 หลุมฝังศพดังกล่าวอยู่รอดมาโดยไม่มีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นอีกจนกระทั่งปี1961 เมื่อมีบางคนแกะลูกอัณฑะไป
ที่มา
- The Guardian / Wikipedia / The History Blog
Cr.https://www.amusingplanet.com/2014/05/oscar-wilde-lipstick-covered-tomb-in.html / KAUSHIK PATOWARY 

The Glittering Mausoleum
Shah-e-Cheragh เป็นมัสยิดและอนุสรณ์สถานตั้งอยู่ในเมือง Shiraz ในอิหร่าน  ซึ่งเป็นที่ตั้งของสุสานของ Amir Ahmad และ Mir Muhammad น้องชายของเขา  บุตรชายของอิหม่ามคนที่เจ็ดและพี่น้องของ Imam Reza

Amir Ahmad และ Mir Muhammad ถูกหัวหน้าศาสนาอิสลามตามล่าและถูกสังหารที่นี่ในปี 835 ระหว่างการถูกก่อกวน Abbasid ของนิกายชีอะห์
สุสานของสองพี่น้อง เดิมเป็นเพียงสุสานที่เรียบง่าย แต่กลายเป็นสถานที่แสวงบุญที่มีชื่อเสียงในศตวรรษที่ 14  เมื่อ Queen Tashi Khatun ผู้เคร่งศาสนาและรักงานศิลปะได้สร้างมัสยิดและโรงเรียนศาสนศาสตร์ขึ้นข้างสุสาน  หลังจากทำการซ่อมแซมที่จำเป็นแล้วพระราชินีได้สั่งให้ประดับหลุมฝังศพด้วยแก้วสีนับล้านชิ้นที่ส่องแสงระยิบระยับและขยายความเจิดจรัสเป็นพันเท่า

สุเหร่าถูกขนาบข้างด้วยหอคอยสุเหร่าสองแห่งและโดมที่ตั้งอยู่ทางปีกตะวันตก  ชายคาสูงรองรับด้วยเสาแปดเหลี่ยมหนาเชื่อมต่อด้วยผนังหินอ่อนสีเขียวแกะสลักด้วยไม้ทั้งหลัง  ประตูทางเข้ามีการป้องกันด้วยประตูหนาชุบทองและเคลือบด้วยแผงกระจกตรงกลาง  ผู้แสวงบุญจะจูบและลูบประตูเมื่อเข้าไป

ภายในโดมขนาดมหึมาฝังด้วยกระเบื้องที่ประดิษฐ์ขึ้นอย่างประณีตนับแสนชิ้น และผนังด้านในกรุด้วยแก้วแพรวพราวนับไม่ถ้วน ผสมผสานกับกระเบื้องหลากสี เขียวเหลืองแดงและน้ำเงินสลับกัน  หน้าต่างที่สูงและใหญ่ลงพื้นด้วยกระเบื้องโมเสคซึ่งสะท้อนไปมา  มีโองการจากคัมภีร์อัลกุรอานที่เขียนบนกระดาษไหมใส่กรอบฝังอยู่ในผนังทุกที่  พื้นหินอ่อนสีเขียวปูด้วยพรมหนาสีแดงของอิหร่านและโคมไฟระย้าคริสตัลอันงดงามที่ห้อยลงมาจากเพดานด้านบน

ตรงกลางใต้โดมมีสุสานของ Syed Mir Ahmad หลุมฝังศพหินอ่อนประดับยอด ที่มีโครงสร้างรูปกล่องเคลือบขนาดกว้างล้อมรอบด้วยเงินสลักอย่างประณีต พร้อมช่องกระจกที่แสดงให้เห็นด้านใน  อีกมุมหนึ่งคือหลุมฝังศพของ Mir Muhammad ที่มีลักษณะเหมือนกันแต่เล็กกว่า

สุสานของพี่น้องถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 12 โดยหัวหน้ารัฐมนตรีของกษัตริย์ Atabeg Abū Sa'id Zangi ซึ่งเป็นผู้สร้างห้องฝังศพ,โดมและระเบียงที่มีเสา มัสยิดยังคงอยู่ในลักษณะนี้เป็นเวลาประมาณ 200 ปีก่อนที่จะมีการริเริ่มงานต่อไปโดย Queen Tash Khātūn ในช่วงปี 1344-1349 AD โดยดำเนินการซ่อมแซมที่จำเป็น สร้างอาคารหอประชุมวิทยาลัยชั้นดี และหลุมฝังศพของตัวเองทางด้านทิศใต้
นอกจากนี้เธอยังนำเสนออัลกุรอานที่ไม่ซ้ำกันจำนวนสามสิบเล่ม ซึ่งเขียนด้วยตัวอักษร Sols สีทองพร้อมการตกแต่งด้วยทองคำ ซึ่งปัจจุบันได้รับการเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ Pars 
สถานที่นี้เป็นหนึ่งที่อยู่ในภาพยนตร์สารคดี Baraka ซึ่งเป็นสารคดีระดับโลกที่ปราศจากบทพูดและคำบรรยาย ที่ถ่ายทำใน 24 ประเทศทั่วโลกผ่านภาพและเสียง
ที่มา
- Wikipedia / Iran View / Ontheroad-again.com
Cr.https://www.amusingplanet.com/2014/09/the-glittering-mausoleum-of-shah-e.html / KAUSHIK PATOWARY
Cr.http://www.lovedesigner.net/baraka/

The Pyramid Tomb
Nicholas Cage ยังไม่ตาย ทั้งที่เขาไม่ใช่ฟาโรห์แต่เขาก็มีหลุมฝังศพพีระมิดของตัวเองในสุสาน St. Louis Cemetery  ใน New Orleans ที่มีประชากรหนาแน่น ที่คาดว่าสร้างขึ้นด้วยความคาดหมายถึงการตายของเขา

สุสาน Saint Louis เป็นสุสานอายุสองร้อยปีที่ตั้งอยู่ในเมือง New Orleans ในรัฐลุยเซียนา ซึ่งเป็นที่เก็บศพของบุคคลที่มีชื่อเสียงที่สุดของเมืองรวมทั้งราชินีวูดู Queen Marie Laveau  แม้ที่นี่จะมีความแออัดแล้ว แต่ในปี 2010 Nicholas Cage ดาราฮอลลีวูดก็สามารถซื้อที่ดินขนาดใหญ่ในชื่อของเขาได้
ซึ่งเขาได้สร้างปิรามิดหินเรียบๆสูงเก้าฟุต พีระมิดไม่มีคำจารึกแต่มีคำขวัญในภาษาละตินว่า "Omnia Ab Uno" ซึ่งแปลว่า "Everything From One"

ไม่มีอะไรให้ต้องสงสัย พีระมิดได้รับเลือกจากนักแสดง The Face / Off ให้เป็นสถานที่พำนักสุดท้ายของเขา  Nicholas Cage เองก็ไม่เคยประกาศต่อสาธารณะว่าทำไมเขาถึงสร้างหลุมฝังศพรูปพีระมิด  บางคนคาดเดาว่า Cage ต้องการให้เป็นไปตามความเชื่อของอิลลูมินาติ (illuminati)  ส่วนคนอื่น ๆก็พยายามที่จะเชื่อมโยงกับจุดเด่นในภาพของพีระมิดที่ปรากฏบนโปสเตอร์ของภาพยนตร์เรื่อง “National Treasure”  ที่ Cage แสดงแม้จะมีบางทฤษฎีที่ว่า Cage ใช้พีระมิดที่เต็มไปด้วยทองคำและเงินสดเป็นที่พักอาศัย
 

สุสานของ Marie Laveau
ผู้คนที่มาเยี่ยมจะทิ้งเครื่องหมาย "x" ไว้บนหลุมฝังศพของเธอโดยเชื่อว่าเธอจะปกป้องพวกเขา
ความคิดเห็นของสาธารณะชนถูกแบ่งฝ่าย  พวกเรื่องมากเกลียดพีระมิดของ Cage ไกด์ที่นำเที่ยวdHหัวเราะเยาะเขา และคนในเมืองNew Orleans ก็โกรธที่เขาสามารถหาที่ฝังศพขนาดใหญ่ที่สามารถฝังศพธรรมดาได้ถึงสี่ศพในสุสานที่คับแคบได้  ในทางกลับกันแฟนคลับผู้หญิงก็ชอบมัน และทิ้งรอยจูบไว้บนหลุมฝังศพพีระมิดของ Cage

ตามรายงานของCNBC ก่อนหน้านี้ Cage ได้ซื้อคฤหาสน์ LaLaurie ที่มีชื่อเสียงในNew Orleans ในราคา 3.4 ล้านดอลลาร์ก่อนที่จะสูญเสียจากการยึดสังหาริมทรัพย์ บ้านนี้ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นบ้านที่มีผีสิงมากที่สุดแห่งหนึ่ง และมีฉากหลังที่น่ากลัวและสร้างแรงบันดาลใจให้กับ American Horror Story: Coven
ที่มา
- Wgno / Roadside America / Atlas Obscura 
Cr.https://www.amusingplanet.com/2015/04/the-pyramid-tomb-of-nicholas-cage.html / KAUSHIK PATOWARY
Cr.https://www.standard.co.uk/insider/alist/nicolas-cage-tomb-mystery-woman-a4373561.html

 Colossal Tombs

มีเนินหินห่างจากเมือง Persepolis ของอิหร่านไปทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 12 กม. ด้านหน้าของเนินเขาที่มีความสูงมากมีรูปสลักนูนต่ำ
ที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้กับกษัตริย์ Achaemenid  ในต้นสหัสวรรษแรกก่อนคริสตศักราช พื้นที่นี้เรียกว่า Naqsh-e Rustam และ Necropolis

Naqsh-i Rustam (the Throne of Rustam ในภาษาอังกฤษ) ถือเป็นเทือกเขาศักดิ์สิทธิ์ในยุค Elamite  ด้านหน้าของ Naqsh-i Rustam กลายเป็นสถานที่ฝังศพของผู้ปกครอง Achaemenid สี่คนและครอบครัวของพวกเขาในศตวรรษที่ห้าและสี่ก่อนคริสตศักราช  รวมทั้งเป็นศูนย์กลางการเสียสละและการเฉลิมฉลองที่สำคัญในช่วงสมัย Sasanian ระหว่างศตวรรษที่สามถึงเจ็ดศตวรรษก่อนคริสตกาล
 
หลุมฝังศพเป็นที่รู้จักกันในท้องถิ่นว่า 'Persian crosses' ตามรูปร่างของส่วนหน้าของสุสาน ทางเข้าสู่หลุมฝังศพแต่ละแห่งอยู่ตรงกลางไม้กางเขนแต่ละอันซึ่งเปิดไปสู่ห้องเล็ก ๆ ซึ่งกษัตริย์นอนอยู่ในโลงศพ  เชื่อกันว่าคานแนวนอนของแต่ละอาคารของหลุมฝังศพเป็นแบบจำลองของทางเข้าพระราชวังที่ Persepolis
สุสานแห่งหนึ่งถูกระบุอย่างชัดเจนโดยคำจารึกว่าเป็นสุสานของมหาราช Darius I (ประมาณ 522-486 ปีก่อนคริสตกาล) อีกสามสุสานเชื่อกันว่าเป็นสุสานของ Xerxes I (ค. 486-465 ปีก่อนคริสตกาล), Artaxerxes I (ค. 465-424 ปีก่อนคริสตกาล) และ Darius II (ค. 423-404 ปีก่อนคริสตกาล) ตามลำดับ

หนึ่งในห้าที่ยังสร้างไม่เสร็จอาจเป็นของ Artaxerxes III ซึ่งครองราชย์ในช่วงสองปีที่ยาวนานที่สุด แต่มีแนวโน้มว่าจะเป็นของ Darius III (ประมาณ 336-330 ปีก่อนคริสตกาล) ซึ่งเป็นราชวงศ์สุดท้ายของ Achaemenid
ต่อมาสุสานถูกปล้นหลังจากการยึดครองของอาณาจักร Achaemenid โดยมหาราช Alexander 
Cr.https://www.amusingplanet.com/2012/01/naqsh-i-rustam-colossal-tombs-of.html / KAUSHIK PATOWARY

(ขอขอบคุณที่มาของข้อมูลทั้งหมดและขออนุญาตนำมา)
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่