ภาพสลักหินโบราณหลายพันปี (ancient petroglyphs)

ยีราฟแห่ง Dabous


(ยีราฟ Dabous ใน Dabous ประเทศไนเจอร์ Cr.ภาพ trevor kittelty / Shutterstock.com)


ทางเหนือของประเทศ Niger ประมาณครึ่งทางระหว่างเมือง Agadez และ Arlit  ไม่กี่ไมล์ทางตะวันตกของถนน tar ที่เชื่อมต่อกับสถานที่ทั้งสองแห่งนี้
มีหินก้อนหนึ่งที่อยู่ด้านบนสุดมีภาพสลักที่แสดงรายละเอียดต่างๆของยีราฟขนาดเท่าชีวิตจริงสองตัว

ภูมิภาคนี้รู้จักกันในชื่อ Dabous เป็นที่ตั้งของงานแกะสลักสมัยก่อนประวัติศาสตร์จำนวนมากที่แสดงภาพวัวและสัตว์ป่า ที่บ่งบอกถึงช่วงเวลาที่แอฟริกามีฝนตกชุกกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งมีต้นไม้เขียวชอุ่มและทะเลสาบที่ทำให้สัตว์เหล่านี้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้  ยีราฟสลักสองตัวนี้มีชื่อเสียงมากที่สุดเนื่องจากขนาดของงานแกะสลักที่สมจริงและเทคนิคที่ใช้ในลายละเอียดต่างๆบนตัว

ยีราฟที่สูงแปดเมตรนี้ ถูกแกะสลักบนแผ่นหินที่เกือบเรียบแต่เอียงทำให้มองไม่เห็นจากพื้นดิน ตัวหนึ่งเป็นเพศผู้และตัวเล็กกว่าคือตัวเมีย ตัวผู้มีความสูง 6.35 เมตรโดยวัดจากปลายหูถึงปลายขาหลัง ทั้งสองอย่างเกิดจากการผสมผสานหลายเทคนิคเช่น การขูดและการทำเรียบในบางจุด  การแกะสลักโครงร่างลึกและการแกะสลักนูนต่ำ โดยลวดลายบนร่างบางจุดมีความลึกประมาณ 2-3 ซม.

ยีราฟแต่ละตัวมีรอยเส้นแกะสลักที่คดเคี้ยวและรูปคนตัวเล็ก ๆออกมาจากปากหรือจมูกของมัน  ลวดลายนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกในศิลปะหินซาฮารา แต่ความหมายของมันยังคงเป็นปริศนา มีการแนะนำว่าเส้นดังกล่าวบ่งบอกว่าเป็นยีราฟที่ถูกล่าหรือถูกเลี้ยงไว้  หรืออาจแสดงถึงความสัมพันธ์ทางศาสนา, ตำนานหรือวัฒนธรรม และอาจเป็นไปได้ว่าเส้นคดเคี้ยวและรูปคนถูกสลักเพิ่มขึ้นในภายหลัง

งานแกะสลักดังกล่าวถูกสร้างขึ้นเมื่อ 6,000 - 8,000 ปีก่อน ในช่วงปลายยุคความชื้นของแอฟริกาซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อประมาณ 14,000 ปีที่แล้ว และกินเวลาจนถึง 5,000 ปีที่แล้ว ในช่วงนี้ซาฮาราเป็นทุ่งหญ้าสะวันนาที่กว้างใหญ่และผู้คนหลายเผ่าอาศัยอยู่ในภูมิภาคนี้ ในฐานะนักล่าสัตว์, ชาวประมง และชาวนา

(Cr.ภาพ Mike Hettwer / National Geographic)
สัตว์ป่าเช่น วัว, ยีราฟ, นกกระจอกเทศ, แอนทิโลป, สิงโต, แรด และอูฐ ต้องมีอยู่มากมายโดยเห็นได้จากศิลปะหินมากกว่า 800 ชิ้นในภูมิภาคนี้ ทำให้จินตนาการได้ถึงผู้คนในอดีตนั่งชมวิวอยู่บนโขดหินที่โผล่ขึ้นมาจากเทือกเขา มองดูสัตว์เหล่านี้กินหญ้าและสลักพวกมันลงบนหิน

งานแกะสลักดังกล่าวมีชีวิตรอดมาได้หลายพันปีจากสภาพอากาศที่เลวร้ายและเป็นทะเลทรายของภูมิภาคอันกว้างใหญ่  แต่ก็ยังเสี่ยงต่อการถูกทำลายโดยมนุษย์  ภาพสลักหินส่วนหนึ่งได้รับความเสียหายจากการเหยียบย่ำและและยังเสื่อมโทรมจากกราฟฟิตี  มีเศษชิ้นส่วนถูกขโมยไปในปี1999
ต่อมาจึงมีการทำแม่พิมพ์จากการแกะสลักนี้ไว้เพื่อเก็บรักษา หนึ่งในนั้นทำจากอะลูมิเนียมตั้งตระหง่านอยู่ที่สนามบิน Agadez




หินสลักของ Tassili N'Ajjer


(ภาพสลักหินละมั่งที่กำลังหลับ ที่ Tassili n'Ajjer ทางตอนใต้ของแอลจีเรีย Cr.ภาพ Linus Wolf / Wikimedia)


Tassili n'Ajjer เป็นที่ราบสูงทะเลทรายขนาดใหญ่ทางตอนใต้ของแอลจีเรีย ทอดยาวจากพรมแดนของไนเจอร์และลิเบียไปทางทิศตะวันออกจนถึง Amguid ทางตะวันตก ครอบคลุมพื้นที่ 72,000 ตร.กม. หลายพันปีของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการกัดเซาะของซาฮาราทำให้เกิดลักษณะทางธรณีวิทยาที่น่าทึ่ง โดยมีเสาหินทรายสูงตระหง่านในหุบเขาลึกและซุ้มประตูธรรมชาติมากกว่า 300 แห่ง

Tassili n'Ajjer ได้รับชื่อเสียงไปทั่วโลกในช่วงทศวรรษที่ 1930 ในงานศิลปะหินโบราณอันล้ำค่าในพื้นที่ นับตั้งแต่การค้นพบมีการระบุภาพสลักหินและภาพวาดมากกว่า 15,000 ภาพ ซึ่งแสดงคุณลักษณะที่โดดเด่นที่สุดถึงประวัติศาสตร์และการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมของมนุษย์กว่า 10,000 ปี 

งานศิลปะที่เก่าแก่ที่สุดเรียกว่า "ยุคสัตว์ป่าขนาดใหญ่" (Large Wild Fauna Period / 10,000-6,000 ปีก่อนคริสตกาล) เกือบทั้งหมดเป็นภาพแกะสลักของสัตว์เช่น ฮิปโปโปเตมัส,จระเข้, ช้าง, ยีราฟ, ควาย และแรด ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ในช่วงเวลาที่ซาฮาราอุดมสมบูรณ์  มนุษย์ปรากฏตัวเป็นร่างเล็ก ๆเมื่อเทียบกับความใหญ่โตของสัตว์เหล่านี้โดยถือบูมเมอแรง, ไม้, ขวาน หรือคันธนู

คาบเกี่ยวกับยุคนี้คือช่วง the Round Head Period (8,000-6,000 ปีก่อนคริสตกาล) ซึ่งร่างมนุษย์ที่มีความสูงตั้งแต่ไม่กี่ซม.จนถึงหลายเมตรที่แต่งกายอย่างประณีตเข้ามาครอบงำ  ภาพวาด Round Head ส่วนใหญ่แสดงผู้คนที่มีหัวกลมและไม่มีรูปร่าง บางภาพดูเหมือนจะบ่งบอกถึงลัทธิชาแมนด้วยร่างกายที่บินผ่านอวกาศ หรือโค้งคำนับต่อหน้าร่างชายร่างใหญ่ที่ตระหง่านอยู่เหนือพวกเขา

(ภาพสลักหินของ bubalus anticus Cr.ภาพ Linus Wolf / Wikimedia)
ประมาณ 7,000 ปีก่อนสัตว์เลี้ยงในบ้านเริ่มปรากฏในงานศิลปะ ช่วงนี้เรียกว่าช่วงอภิบาล (Pastoral Period)  ศิลปะหินจากช่วงเวลานี้สะท้อนให้เห็นถึงทัศนคติที่เปลี่ยนไปต่อธรรมชาติและทรัพย์สิน  มนุษย์มีความโดดเด่นมากขึ้นและมนุษย์ไม่ได้แสดงให้เห็นว่าเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติอีกต่อไป แต่แสดงให้เห็นว่าอยู่เหนือธรรมชาติ   
Tassili N'Ajjer อยู่เหนือระดับของทะเลทรายประมาณ 500 เมตร ปัจจุบันสามารถเข้าถึงที่ราบสูงได้ด้วยการเดินเท้าหรือใช้ลาและอูฐในการแบกขนวัสดุและอุปกรณ์สำหรับตั้งแคมป์ 
ที่มา ยูเนสโก / แอฟริกันมรดกโลก / Algeria.com / africanrockart.org





รูปสลักของ Assyrian


มีการค้นพบครั้งสำคัญที่เมือง Faidah ทางตอนเหนือของประเทศอิรัก  การค้นพบในครั้งนี้จากทีมขุดค้นของอิรักและอิตาลีที่ร่วมมือกันขุดค้นหลักฐานของระบบคูคลองโบราณในเมือง Faidah และพบกับภาพสลักที่แสดงขบวนแถวของเทพเจ้ารวมถึงภาพของ "กษัตริย์" ของชาวอัสซีเรียน (Assyrian) 
นักโบราณคดีเสนอว่าภาพสลักที่ค้นพบนี้น่าจะมาจากสมัยของพระเจ้าซาร์กอนที่ 2 (Sargon II)  ซึ่งเป็นบิดาของกษัตริย์เซนนาเชริบ (Sennacherib) อีกหนึ่งผู้ปกครองคนสำคัญของอัสซีเรีย

ซาร์กอนที่ 2 ปกครองจักรวรรดิอัสซีเรียใหม่ตั้งแต่ช่วงราว 721 ปีก่อนคริสตกาล และภาพสลักที่ค้นพบใน Faidah นี้ก็ได้ช่วยเพิ่มเติมข้อมูลให้กับนักโบราณคดีว่า พระองค์มีบทบาทในการขุดคูคลองเพื่อผันน้ำเข้านครต่าง ๆ และอาจจะรวมถึง "นิเนเวห์" (Nineveh) นครหลวงสำคัญของชาวอัสซีเรียนที่ตั้งอยู่ห่างออกไปหลายสิบกิโลเมตรทางทิศใต้ด้วย

ภาพสลักที่ค้นพบแสดงภาพของเทพเจ้าองค์ต่าง ๆ ในเทวตำนานของชาวอัสซีเรียน ทั้งเทพอัสซูร์ (Assur) และมุลลิสซู (Mullissu) ผู้เป็นมเหสี นอกจากนั้นยังมีภาพสลักของเทพีอิชทาร์ (Ishtar) ชามาช (Shamash) และเนโบ (Nabu) ซึ่งเป็นเทพเจ้าองค์สำคัญของชาวเมโสโปเตเมียปรากฏอยู่ด้วย

(ประมาณ 2,700 ปีก่อน คลองนี้ให้น้ำแก่ฟาร์มในท้องถิ่น ซึ่งช่วยจัดหาอาหารให้กับเมืองนีนะเวห์,เมืองหลวงเก่าแก่ของจักรวรรดินีโอ - อัสซีเรีย)
สาเหตุที่นักโบราณคดีเสนอว่าภาพสลักนี้ "หายาก" เป็นเพราะภาพสลักของชาวอัสซีเรียนนี้ยังคงอยู่ในสถานที่ดั้งเดิมซึ่งไม่ได้พบเห็นมากนัก นอกจากนั้นภาพสลักที่แสดงถึงกษัตริย์และเทพเจ้าเช่นนี้มักจะปรากฏในของพระราชวังหรือกลุ่มอาคารในนครหลวงเป็นส่วนใหญ่ ไม่ค่อยมีในพื้นที่อื่น ๆ เช่นริมคลองชลประทานแบบนี้  ตอนนี้งานขุดค้นทางโบราณคดีในประเทศอิรักเพื่อเปิดเผยความลับของชาวเมโสโปเตเมียได้กลับมาเฟื่องฟูอีกครั้ง
หลังจากความไม่สงบเริ่มลดลงแล้ว
ที่มา
- https://www.nationalgeographic.com/…/rare-assyrian-carvings…
Cr.https://pt-br.facebook.com/IyakoopSociety/posts/1472699556220916/  Nattapon Detkajon 




Newspaper Rock


Newspaper Rock เป็นพื้นผิวหินขนาด 200 ตารางฟุตในนภาคตะวันตกเฉียงใต้ของ San Juan County, ยูทาห์ ซึ่งเต็มด้วยรูปสลักหินโบราณของอินเดียหลายร้อยชิ้น  เป็นศิลปะหินแกะสลักบันทึกกิจกรรมของมนุษย์เกือบ 2,000 ปีในพื้นที่เหมือนเป็นหนังสือพิมพ์  ภาพสลักหินเหล่านี้เป็นหนึ่งในกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดี และเข้าถึงได้ง่าย

ภาพสลักมีการผสมผสานระหว่างมนุษย์, สัตว์, สิ่งของ ที่แสดงถึงวัฒนธรรม Fremont, Anasazi, Navajo และ Anglo
Newspaper Rock ตั้งอยู่ติดกับ Utah Route 211 ประมาณ 45 กม.ทางตะวันตกเฉียงเหนือของ Monticello และ 85 กม.ทางใต้ของ Moab  ภาพสลักเหล่านี้สามารถพบได้บนหน้าผาหินทราย Wingate ที่ปลายด้านบนของ Indian Creek Canyon

ภาพสลักที่ Newspaper Rock ได้ถูกจารึกไว้บนหินเคลือบสีเข้มที่เรียกว่า Desert varnish ซึ่งเป็นหินแมงกานีสเหล็กสีดำที่ค่อยๆก่อตัวขึ้นบนหน้าผาหินทราย เนื่องจากการกระทำของปริมาณน้ำฝนและแบคทีเรีย  ศิลปินโบราณได้แกะสลักตัวเลขและลวดลายบนหินกว่า 650 ตัวด้วยการจิกพื้นผิวหินเคลือบโดยใช้เครื่องมือที่คมเพื่อขจัดเคลือบเงาของทะเลทราย และเผยให้เห็นหินที่มีน้ำหนักเบาอยู่ข้างใต้  ร่างที่มีอายุมากกว่าจะมีสีเข้มขึ้นเนื่องจากสารเคลือบเงาใหม่มาเกาะตัวอย่างช้าๆ

งานแกะสลักชิ้นแรกเกิดขึ้นเมื่อ 2,000 ปีก่อนโดยชาว Anasazi ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องที่อยู่อาศัยที่ทำด้วยหินและดินมากกว่างานศิลปะ  ชาวFremont ซึ่งเป็นคนรุ่นเดียวกันกับชาว Anasazi ก็มีส่วนในการสลักหินนี้ด้วย  พวกเขาแกะสลักโครงร่างมนุษย์ขนาดใหญ่ที่มีรูปร่างสี่เหลี่ยมคางหมู และรอยนิ้วมือและรูปทรงรอยเท้าจำนวนมาก ต่อมาชาว Utes และ Navajo ได้สลักตัวเลขที่แสดงถึงนักล่าบนหลังม้า, ภาพของนักรบบนรถเพิ่ม

การแกะสลักล่าสุดเกิดขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 โดยนักสำรวจยุคใหม่คนแรกของภูมิภาคนี้ซึ่งทิ้งร่องรอยไว้ด้วยชื่อย่อที่แกะสลักไว้รอบขอบของภาพโบราณซึ่งไม่สามารถอธิบายได้  ตอนนี้ Newspaper Rock ได้รับการปกป้องโดยทำรั้วกันผู้เข้าชมให้ห่างจากหิน 10 ฟุตเพื่อป้องกันการทำลาย 
ที่มา 
Wikipedia / The American Southwest / Western Digs

(ขอขอบคุณที่มาของข้อมูลทั้งหมดและขออนุญาตนำมา)


แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่