JJNY : 4in1 หนี้ครัวเรือนพุ่ง 83.8%/สำรวจพิกัดชุมนุม6แห่ง/ไทยอันดับ2ถูกปฏิเสธเข้าญี่ปุ่น/หมวดเจี๊ยบอัดตู่แถลงตามสคริปต์

หนี้ครัวเรือนพุ่ง 13.5 ล้านล้าน! อยู่ที่ 83.8% ต่อจีดีพี - ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แบงก์ชาติชี้โควิดเป็นเหตุ 
https://www.khaosod.co.th/economics/news_5165863

 
หนี้ครัวเรือนพุ่ง 13.5 ล้านล้าน อยู่ที่ 83.8% ต่อจีดีพี - ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แบงก์ชาติชี้โควิดเป็นเหตุ ดึงธนาคารมาตรการช่วยจนกว่าเศรษฐกิจจะกลับสู่ภาวะปกติ
 
หนี้ครัวเรือนพุ่ง 13.5 ล้านล้าน - นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพทางการเงินของคนไทย ทำให้มีภาระหนี้เพิ่มขึ้น โดยล่าสุด สัดส่วนหนี้ครัวเรือนของไทยในไตรมาส 2/2563 อยู่ที่ 83.8% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) คิดเป็น 13.58 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2562 ที่อยู่ในระดับ 80% ต่อจีดีพี หรือคิดเป็น 13.49 ล้านล้านบาท และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
 
ทั้งนี้ จากแนวโน้มหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้ ธปท. ได้ร่วมมือกับสถาบันการเงินในการออกมาตรการช่วยบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 เพื่อให้ภาคธุรกิจและประชาชนที่เป็นลูกหนี้สามารถก้าวผ่านวิกฤตไปได้ ไม่ว่าจะเป็นการพักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย, การลดอัตราการผ่อนชำระขั้นต่ำของสินเชื่อบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคล เป็นต้น ส่วนในระยะยาว ต้องส่งเสริมให้มีการปรับโครงสร้างหนี้ ปรับรูปแบบของสินเชื่อระยะสั้นเป็นระยะยาว ซึ่งจะช่วยบรรเทาภาระหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น ส่วนแนวทางการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยั่งยืนจะต้องสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่ง และส่งเสริมความรู้ทางการเงินควบคู่ไปด้วย
 
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น คือ รายได้ครัวเรือนถูกกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 จำนวนชั่วโมงการทำงานที่ลดลง ซึ่งส่งผลกระทบต่อรายได้และความสามารถในการชำระหนี้ โดยประเมินว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจจากวิกฤตโควิด-19 ทำให้ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 ปี หรือประมาณไตรมาส 3/2565 กว่าที่สถานการณ์ทางเศรษฐกิจจะกลับมาเท่ากับช่วงก่อนที่เกิดการระบาด” นายเศรษฐพุฒิ กล่าว
 
นายเศรษฐพุฒิ กล่าวอีกว่า ปัญหาที่เห็นในขณะนี้คืออุปสงค์หายไปมากจากภาคท่องเที่ยวและการส่งออก ส่วนการจะทำให้อุปสงค์กลับมาก็ต้องมาจากการบริโภค การลงทุน ซึ่งเป็นบทบาทของภาครัฐ กระทรวงการคลัง ตลอดจนธนาคารพาณิชย์ ขณะที่ ธปท. ที่ทำได้ คือการสร้างความมั่นใจให้กับระบบสถาบันการเงินว่ายังมีความเข้มแข็งและมีเสถียรภาพที่จะให้เอกชนและภาคครัวเรือนเดินต่อไปได้
 
ทั้งนี้ ธปท. อยู่ระหว่างการพิจารณามาตรการในการให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติม ซึ่งต้องดูให้เกิดความเหมาะสมที่สุด โดยต้องไม่ใช่มาตรการให้ความช่วยเหลือในลักษณะเหมือนปูพรมหรือเหมาเข่ง เพราะไม่ใช่ทางออกที่ดี แต่มาตรการให้ความช่วยเหลือจะต้องตรงจุดและครบถ้วน มีการแยกแยะลูกหนี้ได้อย่างตรงกลุ่มเป้าหมาย
 
จำเป็นอยู่แล้วที่จะต้องออกมาตรการเพิ่ม แต่จะออกเมื่อไหร่นั้น ธปท. กำลังดูอยู่ ซึ่งมาตรการจะต้องเหมาะสม เพราะวิกฤตที่เกิดกับเศรษฐกิจรอบนี้จะใช้เวลานานในการฟื้นตัว และมีความไม่แน่นอนสูง ดังนั้นมาตรการต่างๆ ที่จะออกมาจะต้องมีความยืดหยุ่น ครบถ้วน ครบวงจร ธปท. ไม่ได้ละเลย บางเรื่องต้องแก้เร็ว ส่วนเรื่องที่สำคัญตอนนี้ คือ การปรับโครงสร้างหนี้” นายเศรษฐพุฒิ กล่าว
 

 
สำรวจพิกัดชุมนุม 6 แห่งทั่วประเทศ ใกล้ตรงไหนไปตรงนั้น
https://www.matichon.co.th/politics/news_2408625
 
สำรวจพิกัดชุมนุม 6 แห่งทั่วประเทศ ใกล้ตรงไหนไปตรงนั้น
 
สืบเนื่องจากวานนี้ (21 ตุลาคม) มีการนัดชุมนุมที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ก่อนเคลื่อนขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นหนังสือลาออกให้แก่ พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา พร้อมระบุว่าหากไม่ลาออกภายใน 3 วัน ได้เจอกับราษฎรแน่นอน
 
ล่าสุด เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ทางกลุ่มเยาวชนปลดแอก รวมทั้งแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ไม่ได้นัดหมายทำกิจกรรมแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม เพจเฟซบุ๊ก เยาวชนปลดแอก ได้เผยแพร่จุดชุมนุมทั้ง 6 แห่ง จัดโดยหลากหลายกลุ่มประชาชน ดังนี้ ใครใคร่พัก พัก ใครใคร่ลุย ลุยได้เลย! รวมจุดชุมนุมโดยหลากหลายกลุ่มประชาชนจัดเองในวันนี้!
 
15.00 น. สน.หัวหมาก กทม.15.00 น. เมเจอร์ปากเกร็ด นนทบุรี
15.40 น. หน้าโรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย ขอนแก่น
16.00 น. สนามหญ้า ลานพระบิดา สงขลา
16.00 น. ลานแปดเหลี่ยม มมส มหาสารคาม
17.00 น. หน้าโรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน นครปฐม
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่