JJNY : อาจารย์1,118คนจี้ตู่ลาออก/197ภาคีเครือข่ายเด็กออกแถลงการณ์/ฟันเฟืองธนบุรียันไม่รับเงิน/รายได้หลังปิดรถไฟฟ้า

อาจารย์ 1,118 คน จี้ บิ๊กตู่ ลาออก ชี้ถ้ายังดื้อ จ่อนัดหยุดสอนทั่วประเทศ ให้เวลา 7 วัน
https://www.khaosod.co.th/politics/news_5148545
 

  
อาจารย์ 1,118 คน จี้ บิ๊กตู่ ลาออก ชี้ถ้ายังดื้อ จ่อนัดหยุดสอนทั่วประเทศ ให้เวลา 7 วัน
 
เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 20 ต.ค. ที่ลานปรีดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.) ท่าพระจันทร์ เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง (คนส.) นำโดย นายอนุสรณ์ อุณโณ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มธ. และ นายธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ พร้อมอาจารย์และนักศึกษาประมาณ 50 คน  เดินเท้ามายังทำเนียบรัฐบาล โดยใช้เส้นทางถนนราชดำเนิน ผ่านหน้าอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ข้ามถนนบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย สู่หน้าโรงเรียนสตรีวิทยา แล้วเดินต่อไปกระทั่งถึงหน้าทำเนียบรัฐบาล เวลา 09.30 น.เพื่อยื่นแถลงการณ์เรื่อง หยุดสลายการชุมนุมและขจัดผู้เห็นต่าง สร้างทางออกให้ประเทศไทย
  
นายอนุสรณ์ อ่านแถลงการณ์ว่า การชุมนุมของนักเรียนนิสิตนักศึกษา รวมถึงประชาชนตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ได้เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาบนฐานของข้อเท็จจริง หลักการ และเหตุผล โดยมีผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนเป็นตัวตั้ง อีกทั้งยังเป็นไปอย่างสงบและปราศจากอาวุธ แต่รัฐบาลไม่รับข้อเสนอ และยังขัดขวาง ทั้งการตั้งข้อหาและจับกุมคุมขังแกนนำและผู้เข้าร่วม
  
โดยเฉพาะการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงและการใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมคืนวันที่ 16 ต.ค. ส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บและสถานการณ์บานปลาย ไม่มีแนวโน้มจะคลี่คลายลงแต่อย่างใด
  
คนส. พร้อมกับนักวิชาการ รวมถึงประชาชนที่มีรายชื่อแนบท้ายจำนวน 1,118 รายชื่อ จึงขอแสดงจุดยืนและข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลดังนี้
  
1. ขอประณามการใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุม บริเวณแยกปทุมวันคืนวันที่ 16 ต.ค. เพราะเป็นการจัดการกับการชุมนุมที่ไม่เป็นไปตามหลักการและขั้นตอนที่เป็นสากล และใช้กำลังที่ไม่ได้สัดส่วนหรือเกินกว่าเหตุ เพราะกลุ่มผู้ชุมนุมไม่ได้มีอาวุธ ไม่ได้มีพฤติการณ์รุนแรง และจำนวนมากเป็นเยาวชน รัฐบาลจะต้องยุติการสลายการชุมนุมและรับผิดชอบต่อความผิดพลาดนี้
 
2. รัฐบาลต้องยุติการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือขจัดผู้เห็นต่าง ต้องยกเลิกการตั้งข้อหาและต้องปล่อยตัวผู้ชุมนุมทุกคนอย่างไม่เงื่อนไข ต้องยกเลิกการใช้กฎหมาย เช่น พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เอาผิดผู้แสดงความเห็นต่างหรือวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล รวมถึงต้องยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงและการบังคับใช้กฎหมายที่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพประชาชนอย่างไม่สมควรแก่เหตุ
 
3. รัฐบาลต้องรับข้อเสนอของกลุ่มผู้ชุมนุมไปพิจารณาอย่างจริงจัง ทั้งการให้ นายกฯ ลาออก การแก้รัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะการปฏิรูปสถาบัน ให้สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย โดยตั้งคณะกรรมการศึกษาและให้ข้อเสนอแนะที่มาจากตัวแทนฝ่ายต่างๆ ในภาควิชาการ ประชาชน และนักเรียนนิสิตนักศึกษา เพราะปราศจากการเขียนกติกาสูงสุดที่ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น
 
จากนั้น นายอนุสรณ์ ให้สัมภาษณ์ว่า การยื่นแถลงการณ์วันนี้เป็นเพียงมาตรการเบื้องต้น เราไม่ใช่กลุ่มที่นิยมใช้ความรุนแรง คงไม่ไปปิดกั้นไม่ให้ดำเนินการอะไร แต่จะใช้การเคลื่อนไหวด้วยการไม่กระทำ เช่น นัดหยุดสอน ซึ่งคนส. มีอยู่ทุกมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ถ้าเห็นว่าสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย นายกฯ ยังไม่ตอบสนองข้อเรียกร้องแต่โดยดี เราจะประสานความร่วมมือในกลุ่มนักวิชาการ งดเว้นการเรียนการสอนหรือหยุดชั้นเรียน ขณะนี้ยังไม่เริ่ม แต่รอดูสถานการณ์ว่ารัฐบาลจะตอบสนองข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุมและข้อเรียกร้องของนักวิชาการอย่างไร ถ้าคำตอบไม่น่าพึงพอใจ เราจะคิดถึงมาตรการต่อๆไป
 
นายอนุสรณ์ กล่าวว่า ปกติเราจะตั้งโต๊ะออกแถลงการณ์ แต่เกรงว่าอาจจะไปไม่ถึงคนที่อยู่ในอำนาจ และเวลานี้นักศึกษามาเรียนรู้โลกข้างนอกมากกว่าในชั้นเรียนที่ไม่ได้ตอบโจทย์หรือบิดเบือนไม่ตรงกับข้อเท็จจริงและไม่ได้ช่วยให้ทางออกกับสังคม ดังนั้น เราจะอำนวยความสะดวกให้นักศึกษาได้เรียนรู้มากขึ้น ทั้งนี้ เราจะรอดูท่าทีของรัฐบาล 1 สัปดาห์ อย่างน้อยต้องให้รัฐบาลยุติสลายการชุมนุม และแกนนำต้องได้รับการประกันตัว ยุติการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือขจัดผู้เห็นต่างและยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงในกทม.
 
นายอนุสรณ์ กล่าวว่า วันนี้แม้รัฐบาลจะมีท่าทีผ่อนปรน เปิดประชุมรัฐสภาวิสามัญ พูดคุยในภาพกว้าง แต่ยังไม่แตะถึงข้อเรียกร้อง ต้องคอยดูกันต่อว่าการเปิดประชุม จะไม่ใช่การหันเหกระแส ความไม่พอใจจากตัวนายกฯและถ้าไม่ได้พูดถึงการแก้รัฐธรรมนูญหรือการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ก็เป็นแค่การซื้อเวลาให้กับนายกฯ อยู่ในอำนาจต่อ การเปิดสภาวันนี้ช้าไป ควรทำตั้งแต่มีการเรียกร้อง แต่ด้วยความดื้อและคิดว่าอำนาจจะช่วยได้ พิสูจน์แล้วว่าไม่จริง ถึงเวลาที่รัฐบาลต้องรับฟังข้อเสนออย่างจริงจัง
 
เมื่อถามว่ากลุ่มผู้ชุมนุมประกาศยกระดับ หากข้อเรียกร้องไม่ได้รับการตอบรับใน 24 ชั่วโมง จะเกิดอะไรขึ้นจากนี้ นายอนุสรณ์ กล่าวว่า เป็นการแสดงให้เห็นว่าประกาศสถานการณ์ร้ายแรงไม่มีผลและทำให้เกิดความขุ่นเคือง ซึ่งผู้ชุมนุมอาจเห็นพลังที่จะเกิดขึ้นใหม่ ซึ่งเป็นไปได้ที่การชุมนุมใหญ่จะเกิดขึ้นอีก ซึ่งเกิดจากประสบการณ์ตรงของเด็ก ไม่ได้มาจากการหว่านล้อม หรือจัดตั้งของใคร โอกาสที่จะให้สลายการชุมนุมโดยขจัดแกนนำออกไป ไม่มีผล และจะก่อให้เกิดวิธีต่อต้านขัดขืนในรูปแบบต่างๆ วันนี้ยังพอคุยกันได้ แต่ถ้านายกฯหรือผู้มีอำนาจไม่ฟัง อารมณ์และความคิดจะพัฒนาไปอีก เมื่อถึงจุดนั้น อาจจะไม่เหลือโอกาสประนีประนอมกันอีก
  
เมื่อถามถึงคำสั่งที่มีการระงับการเผยแพร่ของสื่อหลายสำนัก นายอนุสรณ์ กล่าวว่า ขอให้สื่อมีความกล้าหาญ และเวลานี้สื่อใหญ่หลายสำนักมาทำข่าวการชุมนุมของนักเรียนนักศึกษา จากเดิมที่แทบไม่ได้รับการเผยแพร่ เมื่อสื่อเริ่มขยับรัฐจึงเข้าไปกำกับมากขึ้น ถ้าสื่อยืนยันความถูกต้อง ไม่ต้องกังวลว่ารัฐบาลจะใช้อำนาจ ไปปิดสถานี และเชื่อว่าถ้าเกิดขึ้น จะถูกนำไปเป็นหนึ่งในข้อเรียกร้องของการชุมนุมที่ให้ยกเลิกการคุกคามสื่อ หรือปิดกั้นการเสนอข่าวของสื่อ
 

 
197 ภาคีเครือข่ายเด็ก เยาวชนคนรุ่นใหม่ออกแถลงการณ์ เรียกร้อง 4 ข้อ
https://www.matichon.co.th/education/news_2404027
 
197 ภาคีเครือข่ายารเรียนรู้ภาคสังคมของเด็ก เยาวชน และคนรุ่นใหม่ ออกแถลงการณ์ 4 ข้อ หยุดความรุนแรงต่อเด็ก เยาวชน และประชาชน
 
เมื่อวันที่ 20 ต.ค.63 197 ภาคีเครือข่าย ซึ่งมี ทั้งบุคคล กลุ่มบุคคล และองค์กร ได้ลงนามสนับสนุนแถลงการณ์ ‘หยุดความรุนแรงต่อเด็ก เยาวชน และประชาชน’ โดยดระบุว่า
 
แถลงการณ์ หยุดความรุนแรงต่อเด็ก เยาวชน และประชาชน
 
“เราคือประชาชน ที่มีสิทธิ เสรีภาพ และความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน”
 
ในฐานะเครือข่ายการเรียนรู้ภาคสังคมของเด็ก เยาวชน และคนรุ่นใหม่ เรายึดมั่นในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ที่ทุกคนเกิดมาเท่าเทียม มีอิสระและเสมอภาคกัน ทุกคนมีสิทธิในการศึกษา เป็นเจ้าของการเรียนรู้ การเติบโตของตนเอง มีสิทธิในการมีชีวิต เสรีภาพ และความมั่นคงแห่งตน ที่จะได้รับการคุ้มครองทางกฏหมายอย่างเท่าเทียมกันโดยปราศจากการเลือกปฏิบัติ แน่นอนว่า จากสถานการณ์การชุมนุมที่เกิดขึ้นนั้น มีผู้เข้าร่วมการชุมนุมอย่างหลากหลายและกว้างขวางโดยปราศจากอาวุธใดๆ แต่รัฐบาลกลับดำเนินการสลายการชุมนุมโดยใช้แก๊สน้ำตา สารเคมี ที่ส่งผลกระทบต่อผู้ชุมนุม ที่มีเด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุรวมอยู่ด้วย
 
ทั้งนี้ เราขอประณามการใช้ความรุนแรงในการสลายการชุมชน และขอเรียกร้อง ดังนี้
 
1. หยุดใช้อำนาจสั่งการเจ้าหน้าที่ของรัฐ (ทหาร ตำรวจทุกกรม/กอง/หน่วย) ให้ใช้กำลัง/ อาวุธกับประชาชน เราขอเรียกร้องให้คืนทหาร ตำรวจ และกำลังพลทั้งหมดให้แก่ประชาชน ด้วยการส่งทหาร ตำรวจกลับกรม/กอง/หน่วย เพื่อปฏิบัติหน้าที่ของตนในการพิทักษ์/ปกป้อง/ดูแลประชาชน และหยุดใช้พรก.ฉุกเฉิน เป็นเครื่องมือในการละเมิด/คุกคามสิทธิและเสรีภาพของประชาชน
 
2. คืนความเป็นธรรมและเสรีภาพให้แก่ผู้ชุมนุมทุกคน หยุดกระทำการโดยมิชอบด้วยการจับกุม คุมขัง หน่วงเหนี่ยว อุ้มหายผู้คนที่คิดต่าง รวมทั้งบุกรุกเคหะสถานโดยใช้กฎหมายในการสร้างชอบความธรรม คืนอำนาจ คืนสิทธิ คืนเสรีภาพในชีวิตให้แก่ประชาชน
 
3. หยุดคุกคามสิทธิ เสรีภาพ และหยุดใช้ความรุนแรงต่อเด็ก เยาวชน คืนอนาคตและปัจจุบันให้แก่พวกเขา ให้เด็ก เยาวชนมีสิทธิ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น มีความฝัน มีความหวัง มีส่วนร่วม มีสิทธิและมีเสียงในการพัฒนาประเทศนี้ในฐานะประชาชนคนหนึ่งอย่างเท่าเทียม
 
4. หยุดใช้อำนาจ แทรกแซงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน บริการสาธารณะทุกประเภท เช่น รถเมล์ รถไฟใต้ดิน รถไฟฟ้า พื้นที่สาธารณะ สัญญาณโทรศัพท์และอินเตอร์เน็ต ฯลฯ ไม่ควรมีประชาชนคนไหนได้รับผลกระทบในการเข้าถึง ใช้ประโยชน์สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน และบริการสาธารณะใดๆ เหล่านี้ รวมทั้งหยุดใช้อำนาจแทรกแซงการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนทุกแขนง ทั้งสื่อออนไลน์และสื่อกระแสหลัก ขณะเดียวกัน ขอเรียกร้องให้สื่อทุกแขนงตั้งตนอยู่ในวิชาชีพและยึดมั่นในจรรยาบรรณของความเป็นสื่อมวลชน
 
ประเทศไทยเวลานี้ เผชิญกับปัญหารอบด้าน ทั้งความเสื่อมทรุดของระบบ/ โครงสร้าง ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม คอรัปชั่นทางนโยบาย อำนาจนิยมในระบบราชการและระบบการศึกษา เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนตัวเองและแสวงหาทางออกจากสถานการณ์ปัญหาโดยกระบวนการมีส่วนร่วม และเคารพในสิทธิ เสรีภาพของประชาชน ยึดหลักและคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชน/ สังคมเป็นที่ตั้ง อย่าได้ปล่อยผ่าน ปัดทิ้ง หรือละเลยต่อเสียงของประชาชนผู้เห็นต่าง
 
ท้ายที่สุดแล้ว ในฐานะความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน เราขอเรียกร้องให้คณะรัฐมนตรีและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคน เข้าถึงข้อมูล ข่าวสารสถานการณ์ต่างๆ ด้วยการกลั่นกรอง คิด วิเคราะห์ ยอมรับและเคารพในความแตกต่าง หลากหลาย มีความเห็นอกเห็นใจในความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย
 
“เราต่างก็มีความฝัน ฝันที่อยากเห็นสังคมนี้ มีคุณภาพชีวิตที่ดี สังคมที่ประชาชนทุกคนมีคุณค่า มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียม และได้รับการเคารพและปฏิบัติอย่างเป็นธรรม …ทุกขณะที่เราฝัน เราหวังนั้น เราลงมือทำ”
 
20 ตุลาคม 2563
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่