ตอนที่ 1 อ่านได้ที่
https://pantip.com/topic/40262677
....................................................................................................................
ผมนั่งนิ่งรอกุ๊งกิ๊งตรงที่นั่งพักผู้ป่วย คนที่มาโรงพยาบาลถ้าไม่ป่วยก็บาดเจ็บ แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน ก็เจ็บปวดด้วยกันทั้งนั้น ผมมองผู้คนมากมายที่เดินไปมาขวักไขว่ ใจคิดไปถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อสองสามวันก่อน
เหตุการณ์รถชนวันนั้นวุ่นวายน่าดู ลูกค้าหลายคนวิ่งออกไปดูเหตุการณ์ ผมจำภาพนั้นได้ติดตา ร่างของพี่เขานอนอยู่บนพื้นถนนท่ามกลางแสงแดดรำไร เลือดไหลอาบ น่าหวาดกลัว ทั้งที่ก่อนหน้านั้นไม่กี่วินาที เขายังยังอยู่ริมหน้าต่างในร้านกาแฟอยู่เลย
ใจผมหายวาบ! ขนแขนลุกฮือโดยพร้อมเพรียงกัน
เอาจริงๆ วินาทีนั้นผมตระหนักเลยว่า เรามีเวลาอยู่ด้วยกันน้อยมาก ไม่มีใครรู้เลยว่า วินาทีไหน เวลาไหนอีกฝ่ายจะบอกลาจากไป อา…จู่ๆ ผมก็นึกถึงเด็กบ้าออโต้ที่สาปแช่งผมเอาไว้ เด็กนั่นคงชอบผมมากสินะ และอาจจะอยากใช้ทุกวินาทีกับผมก็ได้
ผมสะบัดหัวเบาๆ จะมาสำนึกผิดอะไรตอนนี้ คงไม่ทันแล้ว อีกอย่างผมคงทนการถูกบังคับ จู้จี้จุกจิกแบบนั้นไม่ไหวแน่ ขนาดพ่อกับแม่ผมยังไม่สามารถออกคำสั่งกับผมขนาดนั้นได้เลย
ผมจูงความคิดกลับมาหาพี่เขาคนที่ผมสนใจดีกว่า เหตุการณ์วันนั้นที่เกิดขึ้น หากพี่เขาตายไปจริงๆ ผมคงหดหู่อย่างบอกไม่ถูกเลยล่ะ แต่ผมก็รู้แล้วล่ะว่าพี่เขาไม่ได้ตาย
แล้วพี่เขาวิ่งออกไปทำไม??
หรือวิ่งออกไปให้รถชน ฆ่าตัวตายเหรอ?
จะใช่เหรอ! ผมได้แต่เก็บความสงสัยนี้เอาไว้ในใจ การวนเวียนคิดเรื่องที่เขาฆ่าตัวตายทำให้ผมนึกถึงใครบางคนขึ้นมา ใครคนหนึ่งที่เป็นคนสำคัญ ภาพที่คนคนนั้นจะกระโดดลงจากขอบหน้าต่าง
ผมได้แค่ยืนร้องไห้…
ผมพยายามสลัดความคิดวนเวียนเก่าๆ ทิ้งไป อาจจะเพราะผมจำแววตา ความเศร้าของคนสำคัญคนนั้นได้อย่างละเอียดล่ะมั้ง ผมเลยรู้สึกสนใจพี่เขาเป็นพิเศษ
ถ้าหากคนเราอ่อนแอถึงขนาดไม่อยากอยู่บนโลกใบนี้ เขาคนนั้นจะต้องเจอกับความเจ็บปวดขนาดไหน เจ็บปวดเหมือนคนไข้ที่เดินขวักไขว่ไปมาในโรงพยาบาลนี้หรือเปล่า
ผมถอนหายใจ ถึงคิดไปผมก็คงไม่ได้คำตอบอยู่ดี แล้วป่านนี้ทำไมไอ้กิ๊งเพื่อนรักไม่มาสักที ผมเปลี่ยนความคิดมาจดจ่อที่กุ๊งกิ๊งแทน
ใช่แล้วล่ะ! ผมนัดกุ๊งกิ๊งเอาไว้ ตั้งใจจะให้ไปเป็นเพื่อนเพื่อขึ้นไปเยี่ยมพี่เขาข้างบนด้วยกัน!!
กุ๊งกิ๊งมาถึงในอีก 20 นาทีต่อมา ท่าทางกระหืดกระหอบบอกให้รู้ว่าเจ้าตัวคงสายแน่ๆ จนต้องวิ่งมาขนาดนี้ คนที่ไม่ชอบมาสายแต่ก็มาสายประจำ เพื่อนสนิทผมเป็นคนแบบนั้นแหละ ตั้งแต่เด็กแล้ว
“เรียกฉันมาโรงพยาบาลเนี่ยมีอะไร” เสียงกุ๊งกิ๊งขาดเป็นห้วง เพราะเจ้าตัวหายใจไม่ทัน” หรือไม่สบาย แต่ก็ดูแกปกติดีนี่"
“มาเยี่ยมพี่คนที่โดนรถชน”
“ห๊า!” กุ๊งกิ๊งร้องเสียงหลง ผมไม่ได้บอกไอ้กิ๊งตอนที่เรียกมาหรอกว่าผมมาทำอะไรที่โรงพยาบาล ผมแค่บอกว่า ให้มาหาผมที่โรงพยาบาลหน่อย ผมต้องการความช่วยเหลือ ไอ้กิ๊งก็รับปากว่าจะรีบมาทันที แต่ขอปิดร้านให้เรียบร้อยก่อน “แกจะบอกว่าแกเรียกฉันมาเพราะแกจะไปเยี่ยมคนที่ไม่รู้จักเหรอ แก จะบ้าเหรอ"
“เขาเป็นลูกค้าของเรา” ผมอ้าง พยายามทำหน้าขึงขัง “เขาได้รับบาดเจ็บเราก็ต้องมาเยี่ยมสิ”
“เขาไม่ได้ถูกรถชนในร้านฉันสักหน่อย ฉันไม่ไป ฉันจะกลับ บ้าเหรอ จะให้ไปเยี่ยมคนไม่รู้จัก เสียเวลาปิดร้านหมด” กุ๊งกิ๊งโวยวาย หมุนตัวจะเดินกลับไป ผมดึงคอเสื้อมันเอาไว้ก่อน
“ช่วยหน่อยสิ”
“ไอ้บ้า! ปล่อยฉันนะเว้ย”
“ฉันจะเฝ้าร้านให้อาทิตย์นึงอ่ะ”
ได้ผล! กุ๊งกิ๊งชะงัก ไอ้นี่มันผลประโยชน์มาก่อนตลอด
กุ๊งกิ๊งหันกลับมา วางมาดน่าหมั่นไส้ บอกตรงๆ คนตรงหน้าผมนี่เป็นผู้หญิงที่น่าถีบที่สุดละ
“10 วัน” กุ๊งกิ๊งต่อรองขึงขัง
“ไอ้!!” ผมกัดฟันกรอด
“งั้นกลับ”
“เออๆๆๆๆ” ผมตะโกน “ก็ได้เว้ย”
“ขอโทษนะครับ” เสียงบุรุษพยาบาลดังมาพร้อมใบหน้าหล่อๆ โอ้วโหว หน้าตาหล่อมากเลยทีเดียว ตาโตคิ้วคม
ผลั๊วะ! กุ๊งกิ๊งฟาดมือเข้าที่บ่าจนผมสะดุ้ง ได้สติ
“ที่นี่โรงพยาบาล รบกวนงดใช้เสียงดังนะครับ” พี่บุรุษพยาบาลเตือนด้วยน้ำเสียงสุภาพ จนผมหน้าม้าน รู้สึกชาๆ ที่หน้าเหมือนกันนะเอาจริงๆ รีบก้มหัวขอโทษขอโพยก่อนจะลากกุ๊งกิ๊งขึ้นลิฟต์ไปที่ชั้นห้า
“ถ้าไม่เฝ้าสิบวันแกก็ไปคนเดียว” กุ๊งกิ๊งยื่นคำขาด แววตาเด็ดขาด
ผมจะไปมีทางเลือกอะไรมากมายนอกจากตอบตกลง
“ก็แค่นั้น”
ฝากไว้ก่อนเถอะ! ผมได้แต่คิดในใจ อารมณ์แบบเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดสุดๆ เลยล่ะ
“แล้วแกรู้เหรอว่าเขาอยู่ห้องไหน”
ผมล้วงเศษกระดาษที่พี่กู้ภัยเขียนให้ ชูสะบัดไปมา “นี่ไง” ผมอ้างกับพี่กู้ภัยที่มาส่งว่าผมเป็นเจ้าของร้านกาแฟ แล้วพี่เขาลืมของไว้ที่ร้านกาแฟ อยากจะคืนให้พี่เขาโดยตรง พี่กู้ภัยอาจจะเป็นคนบางซื่อ เลยท่าทางซื่อๆ บอกเบอร์ห้องผู้ป่วยผมมาง่ายๆ ผมเลยได้มาด้วยประการฉะนี้แหละ
กุ๊งกิ๊งดูตื่นเต้นกับสิ่งที่ผมมี “แกนี่มันกล้าหาญเรื่องบ้าผู้ชายจริงๆ”
“ไม่งั้นก็โสดนานๆ เหมือนแกสิ”
“ไอ้โป!”
ผมเก็บเศษกระดาษเข้ากระเป๋า ไม่อยากต่อล้อต่อเถียง มองตรงไปยังกระจกด้านหลังของลิฟต์ตัวนี้ที่ฉายให้เห็นนักศึกษาปีสี่ที่มองมุมไหนก็ดูดีไปเสียหมด ยิ่งผมใส่เชิ๊ตสีน้ำเงินเทากับกางเกงยีนส์ ผมรองทรงสูงปัดให้ยุ่งๆ หน่อย อื้อหือ! รางวัลป๊อปปูล่าขวัญใจหนุ่มหล่อต้องมาแล้วล่ะ
“แกกำลังคิดว่าตัวเองหล่อล่ะสิ” ไอ้กิ๊งเหมือนจะรู้ เอาจริงๆ เพื่อนคนนี้ของผมก็รู้ตลอดแหละว่าผมคิดอะไร แม่ผมยังทึ่งเลย เวลาพาไอ้กิ๊งไปที่บ้านแล้วมันรู้ว่าผมกำลังคิดอะไรอยู่ นอกจากแม่จะทึ่งแล้ว แม่ยังว้าวมันด้วย แถมยังฝากฝังให้มันแย่งผู้ชายของผมอีกด้วย
แม่บอกว่าผมมีผู้ชายในสังกัดมากเกินไป!
หารู้ไม่คนอย่างไอ้กิ๊งเหรอจะแย่งผู้ชายของใครได้!
ประตูลิฟต์เปิดออก ทางเดินมืดสลัวทอดยาวลึกเข้าไป มีห้องพยาบาลอยู่ขวามือห้องเดียวที่เปิดไฟสว่าง ผมวางท่าล้วงกระเป๋าทำเหมือนว่ามาเยี่ยมผู้ป่วยที่สนิทคุ้นเคยอยู่แล้ว
“มาเยี่ยมห้องไหนเหรอคะ”
คำถามจากนางพยาบาลที่มาแต่เสียง หน้ายังไม่โผล่มาทำเอาผมต้องเหยียบเบรกตัวโก่ง ถ้าอยู่บนถนนเสียงคงดังเอี๊ยดลั่นเลยล่ะ มือที่ล้วงกระเป๋าสั่น จนผมต้องกำเอาไว้แน่น หันไปมองด้วยใจตุ้มๆ ต่อมๆ ว่าเขาจะรู้หรือเปล่าว่าผมแอบเข้ามา คุณพยาบาลยิ้มหวาน แต่ผมไม่หลงเสน่ห์ เพราะผมชอบคนหล่อ ไม่ได้ชอบคนสวย แต่เขาก็ไม่น่าจะรู้หรอก หน้าผมนิ่งจะตาย
“อ่ะ เอ่อ ห้องคุณ…”
คุณอะไรหว่า! ผมก็ไม่รู้จักชื่อเขาซะด้วย แย่แล้ว! ถามแต่เบอร์ห้อง ลืมถามชื่อ
“คุณแดนไทค่ะ”
เสียงกุ๊งกิ๊งตอบแทน ผมหันขวับ ปากจะร้องเฮ้ย! แต่กุ๊งกิ๊งสะกิดหลังเอาไว้ ผมเลยยิ้มแหยๆ ส่งให้คุณพยาบาล
“ห้องที่สามซ้ายมือเลยค่ะ”
ผมรีบขอบคุณเสียงสั่นแล้วหมุนตัวเดินไปตามทางทันที ถ้าช้ากว่านี้เดี๋ยวเขาจับผิดได้ พอพ้นห้องพยาบาลมากได้ก็มายืนที่หน้าห้องเป้าหมาย ผมสะกิดกุ๊งกิ๊งเบาๆ “แกรู้ได้ไงว่าเขาชื่อนั้น”
“เขาเคยเอาบัตรเครดิตจ่าย มันมีชื่อเขา ฉันจำได้”
“ทำไมจำได้ แกสนใจผู้ชายของฉันเหรอ”
“ใจเย็นนะ” กุ๊งกิ๊งตบบ่าผมเบาๆ “ก่อนจะถามว่าฉันสนใจเขาหรือเปล่า ให้ถามก่อนว่าเขารู้จักแกหรือยัง”
ก็จริงของมัน! พี่เขายังไม่รู้จักผมเลยสักนิด ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีผมอยู่บนโลก พักเรื่องนี้ไว้ก่อนก็ได้ ผมเอาหน้าแนบประตูแอบฟังก่อนว่ามีคนอยู่ในห้องหรือเปล่า
ห้องเงียบ! น่าจะไม่มีแหละเลยค่อยๆ หมุนลูกบิดประตูเพื่อจะเปิดเข้าไปแบบเบาที่สุด แล้วแต่ก็เปลี่ยนใจ ปิดประตูลงเหมือนเดิม
“เอ้า! ไอ้นี่” กุ๊งกิ๊งโวยวาย "ปิดทำไมวะ"
“ฉันตื่นเต้น!”
กุ๊งกิ๊งทำท่าเหมือนจะหงายท้องลงไปตาย เอาจริงๆ ผมเป็นคนมั่นใจมากเลยนะในการจะเข้าไปจีบคนที่ชอบ แต่พอเป็นพี่เขาผมกลับใจเต้นแปลกๆ หรืออาจจะเพราะเขาเป็นพี่ เพราะผมเห็นเขาแต่งชุดพนักงานออฟฟิศ ไม่สิ! ผมว่าเขาดูเหม่อลอย ไม่สนใจผมมากกว่า เลยมีอาการลุ้น
“เปิดเข้าไปเลยก็ได้นะคะ” พยาบาลที่โผล่มาจากไหนไม่รู้ แถมหมุนลูกบิดประตูเปิดให้อีกต่างหาก เอาแค่โผล่มาก็ตกใจแล้ว ทำเอาทั้งผมทั้งยัยกิ๊งหน้าเหวอ “เชิญค่ะ”
“ขอบคุณนะคะ” ยัยกิ๊งรีบดุนหลังผมเข้าไปข้างในทันที
ข้างในห้องเงียบสนิท ที่ประตูห้อง ผมเห็นร่างครึ่งล่างที่เหยียดยาวอยู่บนเตียงนอนนิ่งไม่ขยับ เอายังไงดี? จะแนะนำตัวว่าเป็นอะไร เพื่อนก็ไม่ใช่ รู้จักก็ไม่เคย แค่เห็นเขาหล่อดีและติดใจเลยบุกมาเยี่ยมที่โรงพยาบาลอย่างนี้เหรอ ไร้สาระฉิบ!
“เดินเข้าไปสิ”
ผมขืนตัวเอาไว้ “เดี๋ยวเขาเห็น”
“เอ้าแล้วที่แกมานี่ไม่ได้ให้เขาเห็นเหรอ ถ้าไม่ให้เขาเห็นทำไมไม่นอนอยู่บ้าน”
เพื่อนนี่บางทีก็กวนประสาทนะผมว่า ทำไมผมต้องมามีเพื่อนที่ปากคอเราะร้ายขนาดนี้ด้วย
“แล้วจะบอกเขาว่าอะไร”
“ก็บอกเขาไปสิว่าแกชอบเขาเพราะเขาหล่อ ไม่งั้นจะตามมาถึงนี่เหรอ”
“ถึงจะเป็นเรื่องจริงก็ไม่ต้องขนาดนั้นก็ได้มั้ง”
“งั้นก็กลับ”
“เฮ้ยๆๆๆ” ผมดึงแขนยัยกิ๊งไว้ ถึงจะปากเสียกวนประสาทไปบ้าง แต่ในบรรดาเพื่อนทั้งหมด กุ๊งกิ๊งเป็นเพื่อนที่พร้อมจะเคียงบ่าเคียงไหล่กับผมมากที่สุดแล้ว โดยเฉพาะเวลาไปสืบไปตามผู้ชายที่ชอบไม่เคยปฏิเสธ เอาจริงๆ ผมสมหวังในความรักหลายครั้งก็เพราะเพื่อนคนนี้เลยล่ะ
“งั้นแกจะมาทำไมถ้าไม่โผล่หน้าไปทักทายเขา”
“ก็ไม่รู้จะบอกเขาว่ายังไงนี่หว่า”
“ก็บอกไปสิว่าทำงานอยู่ร้านกาแฟ เห็นเขาถูกรถชน ในฐานะที่เป็นลูกค้าเลยเป็นห่วง มีอะไรในร้านเราที่ทำให้เขาตกใจจนต้องวิ่งออกไปหรือเปล่า แค่เนี๊ย พูดประมาณนี้ไม่เป็นเหรอ"
ผมถึงกับว้าว! เลยนะเอาจริงๆ
เพื่อนผมนี่มันร้ายชะมัด เรียบเรียงได้ขนาดนี้ ไม่น่าเชื่อว่าจะโสดจนถึงตอนนี้
“เอ้า! ทำเร็วๆ เขาให้เยี่ยมถึงแค่สองทุ่มนะ”
ผมค่อยๆ ย่อง ย่องจริงๆ แหละ เพราะตอนนี้ใจผมเต้นรัวมาก ผมค่อยๆ ยื่นหน้าเข้าไปเรื่อยๆ ทุกวินาทีใจยิ่งเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน เพิ่งเข้าใจอารมณ์คนจับใบดำใบแดงว่ามันลุ้นขนาดนี้แหละ และเพราะมัวแต่ค่อยๆ ยื่นหน้าไปทีละนิด ทีละนิด ทีละนิด ยัยกิ๊งคงรำคาญ เลยผลักซะหน้าผมพุ่งพรวดไปอยู่ที่เตียงของพี่เขา
ตายห่าน! ผมปล่อยมือที่จับขอบเตียงออกด้วยความตกใจ รีบถอยกรูดออกมา ไอ้บ้ากิ๊ง เล่นอะไรไม่รู้เรื่อง
ผมตั้งใจจะกันไปด่าเพื่อนจอมกวน แต่เห็นกุ๊งกิ๊งชี้ไปบนเตียงเหมือนมีอะไรสักอย่าง ผมหันขวับไปมอง หรือว่าพี่เขาตื่นแล้ว ต้องใช่แน่ๆ ผมไถตัวเข้าไปใต้เตียงอย่างรวดเร็ว ส่วนกุ๊งกิ๊งเบี่ยงตัวหลบอย่างรวดเร็วเส้นยาแดงผ่าแปดเหมือนหนังสายลับ ใจผมเต้นรัว ถ้าเขาจับได้จะทำยังไง จะบอกเขาว่าเป็นอะไร พวกหมอ พยาบาล ซีเคียวริตี้ต้องกรูกันมาแน่ ตายห่าน! แน่งานนี้ ตำรวจต้องกรูเข้ามาจับแน่ ไม่นะ!!!!
พั่บ!
เท้าของใครสักคนอยู่ตรงหน้า ส้นเท้าแห้งเชียว จะเท้าใครล่ะก็ต้องเท้าของพี่เขานั่นแหละ กล้ามเนื้อในตัวผมนี้เกร็งไปหมด ถ้าเขาเห็นผม เขาต้องหาว่าเป็นโรคจิตแน่ วินาทีนี้ผมนึกถึงแต่คำพูดของยัยกิ๊ง ถ้าผมเชื่อคำห้ามปรามของเพื่อนก็คงดี จะเอายังไงล่ะทีนี้
ขาที่ห้อยลงมาตวัดกลับขึ้น โล่งอกไปที! ผมถอนหายใจยาวเหลือบตามองไปหากุ๊งกิ๊งที่ยังทำตัวแบนแนบอยู่ข้างผนังห้องน้ำ นิ่งยังกับไม่หายใจ หรือตกใจตายตัวแข็งไปแล้ววะ เอาจริงๆ ผมก็ห่วงนะ เพื่อนทั้งคน
ยังๆ เพราะกุ๊งกิ๊งเริ่มขยับ ส่งสัญญาณบางสิ่ง ผมพออ่านปากได้ว่า
เขาหลับ
ผมชี้ไปข้างบน กุ๊งกิ๊งพยักหน้า
พี่เขาหลับไปอีกครั้ง กุ๊งกิ๊งพยักหน้าให้ผมที่ส่งสัญญาณมือถามว่าให้ผมออกไปจากใต้เตียงเหรอ กุ๊งกิ๊งบอกว่าใช่ ตอนแรกผมลังเล แต่เหมือนทุกอย่างรอบตัวเงียบสนิท ผมจึงค่อยๆ คลานออกมา บิดตัวไปมองพี่ที่นอนอยู่บนเตียง คนอะไรบทจะหลับก็หลับง่ายๆ หรือเมื่อครู่ละเมอ
“ออกกันเถอะแก เดี๋ยวเขาตื่นมาจับได้”
“แต่ฉันอยากรู้จักกับพี่เขา”
“เดี๋ยวเขาออกจากโรงพยาบาลเขาก็ไปที่ร้านกาแฟ แกเชื่อฉันสิ”
“แล้วถ้าเกิดเขาฆ่าตัวตายก่อนจะได้ไปร้านกาแฟอีกครั้งล่ะ”
“ฆ่าตัวตาย” กุ๊งกิ๊งชะงักไป “แกรู้ได้ไงว่าเขาฆ่าตัวตาย”
ไม่รู้สิ! ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่แววตาท่าทางของเขาวันนั้น มันเหมือน…ช่างเถอะ ผมอาจจะคิดไปเอง
“ถ้าอยู่ต่อฉันไม่ช่วยนะ แกคุยกับเขาเอง เก่งไม่ใช่เหรอ เรื่องคุยกับผู้ชาย”
ก็ใช่! แต่….ผมถอนหายใจ
นิยายวาย เรื่อง พี่ครับ! อย่าตายเลยนะครับ ตอนที่ 2
....................................................................................................................
ผมนั่งนิ่งรอกุ๊งกิ๊งตรงที่นั่งพักผู้ป่วย คนที่มาโรงพยาบาลถ้าไม่ป่วยก็บาดเจ็บ แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน ก็เจ็บปวดด้วยกันทั้งนั้น ผมมองผู้คนมากมายที่เดินไปมาขวักไขว่ ใจคิดไปถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อสองสามวันก่อน
เหตุการณ์รถชนวันนั้นวุ่นวายน่าดู ลูกค้าหลายคนวิ่งออกไปดูเหตุการณ์ ผมจำภาพนั้นได้ติดตา ร่างของพี่เขานอนอยู่บนพื้นถนนท่ามกลางแสงแดดรำไร เลือดไหลอาบ น่าหวาดกลัว ทั้งที่ก่อนหน้านั้นไม่กี่วินาที เขายังยังอยู่ริมหน้าต่างในร้านกาแฟอยู่เลย
ใจผมหายวาบ! ขนแขนลุกฮือโดยพร้อมเพรียงกัน
เอาจริงๆ วินาทีนั้นผมตระหนักเลยว่า เรามีเวลาอยู่ด้วยกันน้อยมาก ไม่มีใครรู้เลยว่า วินาทีไหน เวลาไหนอีกฝ่ายจะบอกลาจากไป อา…จู่ๆ ผมก็นึกถึงเด็กบ้าออโต้ที่สาปแช่งผมเอาไว้ เด็กนั่นคงชอบผมมากสินะ และอาจจะอยากใช้ทุกวินาทีกับผมก็ได้
ผมสะบัดหัวเบาๆ จะมาสำนึกผิดอะไรตอนนี้ คงไม่ทันแล้ว อีกอย่างผมคงทนการถูกบังคับ จู้จี้จุกจิกแบบนั้นไม่ไหวแน่ ขนาดพ่อกับแม่ผมยังไม่สามารถออกคำสั่งกับผมขนาดนั้นได้เลย
ผมจูงความคิดกลับมาหาพี่เขาคนที่ผมสนใจดีกว่า เหตุการณ์วันนั้นที่เกิดขึ้น หากพี่เขาตายไปจริงๆ ผมคงหดหู่อย่างบอกไม่ถูกเลยล่ะ แต่ผมก็รู้แล้วล่ะว่าพี่เขาไม่ได้ตาย
แล้วพี่เขาวิ่งออกไปทำไม??
หรือวิ่งออกไปให้รถชน ฆ่าตัวตายเหรอ?
จะใช่เหรอ! ผมได้แต่เก็บความสงสัยนี้เอาไว้ในใจ การวนเวียนคิดเรื่องที่เขาฆ่าตัวตายทำให้ผมนึกถึงใครบางคนขึ้นมา ใครคนหนึ่งที่เป็นคนสำคัญ ภาพที่คนคนนั้นจะกระโดดลงจากขอบหน้าต่าง
ผมได้แค่ยืนร้องไห้…
ผมพยายามสลัดความคิดวนเวียนเก่าๆ ทิ้งไป อาจจะเพราะผมจำแววตา ความเศร้าของคนสำคัญคนนั้นได้อย่างละเอียดล่ะมั้ง ผมเลยรู้สึกสนใจพี่เขาเป็นพิเศษ
ถ้าหากคนเราอ่อนแอถึงขนาดไม่อยากอยู่บนโลกใบนี้ เขาคนนั้นจะต้องเจอกับความเจ็บปวดขนาดไหน เจ็บปวดเหมือนคนไข้ที่เดินขวักไขว่ไปมาในโรงพยาบาลนี้หรือเปล่า
ผมถอนหายใจ ถึงคิดไปผมก็คงไม่ได้คำตอบอยู่ดี แล้วป่านนี้ทำไมไอ้กิ๊งเพื่อนรักไม่มาสักที ผมเปลี่ยนความคิดมาจดจ่อที่กุ๊งกิ๊งแทน
ใช่แล้วล่ะ! ผมนัดกุ๊งกิ๊งเอาไว้ ตั้งใจจะให้ไปเป็นเพื่อนเพื่อขึ้นไปเยี่ยมพี่เขาข้างบนด้วยกัน!!
กุ๊งกิ๊งมาถึงในอีก 20 นาทีต่อมา ท่าทางกระหืดกระหอบบอกให้รู้ว่าเจ้าตัวคงสายแน่ๆ จนต้องวิ่งมาขนาดนี้ คนที่ไม่ชอบมาสายแต่ก็มาสายประจำ เพื่อนสนิทผมเป็นคนแบบนั้นแหละ ตั้งแต่เด็กแล้ว
“เรียกฉันมาโรงพยาบาลเนี่ยมีอะไร” เสียงกุ๊งกิ๊งขาดเป็นห้วง เพราะเจ้าตัวหายใจไม่ทัน” หรือไม่สบาย แต่ก็ดูแกปกติดีนี่"
“มาเยี่ยมพี่คนที่โดนรถชน”
“ห๊า!” กุ๊งกิ๊งร้องเสียงหลง ผมไม่ได้บอกไอ้กิ๊งตอนที่เรียกมาหรอกว่าผมมาทำอะไรที่โรงพยาบาล ผมแค่บอกว่า ให้มาหาผมที่โรงพยาบาลหน่อย ผมต้องการความช่วยเหลือ ไอ้กิ๊งก็รับปากว่าจะรีบมาทันที แต่ขอปิดร้านให้เรียบร้อยก่อน “แกจะบอกว่าแกเรียกฉันมาเพราะแกจะไปเยี่ยมคนที่ไม่รู้จักเหรอ แก จะบ้าเหรอ"
“เขาเป็นลูกค้าของเรา” ผมอ้าง พยายามทำหน้าขึงขัง “เขาได้รับบาดเจ็บเราก็ต้องมาเยี่ยมสิ”
“เขาไม่ได้ถูกรถชนในร้านฉันสักหน่อย ฉันไม่ไป ฉันจะกลับ บ้าเหรอ จะให้ไปเยี่ยมคนไม่รู้จัก เสียเวลาปิดร้านหมด” กุ๊งกิ๊งโวยวาย หมุนตัวจะเดินกลับไป ผมดึงคอเสื้อมันเอาไว้ก่อน
“ช่วยหน่อยสิ”
“ไอ้บ้า! ปล่อยฉันนะเว้ย”
“ฉันจะเฝ้าร้านให้อาทิตย์นึงอ่ะ”
ได้ผล! กุ๊งกิ๊งชะงัก ไอ้นี่มันผลประโยชน์มาก่อนตลอด
กุ๊งกิ๊งหันกลับมา วางมาดน่าหมั่นไส้ บอกตรงๆ คนตรงหน้าผมนี่เป็นผู้หญิงที่น่าถีบที่สุดละ
“10 วัน” กุ๊งกิ๊งต่อรองขึงขัง
“ไอ้!!” ผมกัดฟันกรอด
“งั้นกลับ”
“เออๆๆๆๆ” ผมตะโกน “ก็ได้เว้ย”
“ขอโทษนะครับ” เสียงบุรุษพยาบาลดังมาพร้อมใบหน้าหล่อๆ โอ้วโหว หน้าตาหล่อมากเลยทีเดียว ตาโตคิ้วคม
ผลั๊วะ! กุ๊งกิ๊งฟาดมือเข้าที่บ่าจนผมสะดุ้ง ได้สติ
“ที่นี่โรงพยาบาล รบกวนงดใช้เสียงดังนะครับ” พี่บุรุษพยาบาลเตือนด้วยน้ำเสียงสุภาพ จนผมหน้าม้าน รู้สึกชาๆ ที่หน้าเหมือนกันนะเอาจริงๆ รีบก้มหัวขอโทษขอโพยก่อนจะลากกุ๊งกิ๊งขึ้นลิฟต์ไปที่ชั้นห้า
“ถ้าไม่เฝ้าสิบวันแกก็ไปคนเดียว” กุ๊งกิ๊งยื่นคำขาด แววตาเด็ดขาด
ผมจะไปมีทางเลือกอะไรมากมายนอกจากตอบตกลง
“ก็แค่นั้น”
ฝากไว้ก่อนเถอะ! ผมได้แต่คิดในใจ อารมณ์แบบเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดสุดๆ เลยล่ะ
“แล้วแกรู้เหรอว่าเขาอยู่ห้องไหน”
ผมล้วงเศษกระดาษที่พี่กู้ภัยเขียนให้ ชูสะบัดไปมา “นี่ไง” ผมอ้างกับพี่กู้ภัยที่มาส่งว่าผมเป็นเจ้าของร้านกาแฟ แล้วพี่เขาลืมของไว้ที่ร้านกาแฟ อยากจะคืนให้พี่เขาโดยตรง พี่กู้ภัยอาจจะเป็นคนบางซื่อ เลยท่าทางซื่อๆ บอกเบอร์ห้องผู้ป่วยผมมาง่ายๆ ผมเลยได้มาด้วยประการฉะนี้แหละ
กุ๊งกิ๊งดูตื่นเต้นกับสิ่งที่ผมมี “แกนี่มันกล้าหาญเรื่องบ้าผู้ชายจริงๆ”
“ไม่งั้นก็โสดนานๆ เหมือนแกสิ”
“ไอ้โป!”
ผมเก็บเศษกระดาษเข้ากระเป๋า ไม่อยากต่อล้อต่อเถียง มองตรงไปยังกระจกด้านหลังของลิฟต์ตัวนี้ที่ฉายให้เห็นนักศึกษาปีสี่ที่มองมุมไหนก็ดูดีไปเสียหมด ยิ่งผมใส่เชิ๊ตสีน้ำเงินเทากับกางเกงยีนส์ ผมรองทรงสูงปัดให้ยุ่งๆ หน่อย อื้อหือ! รางวัลป๊อปปูล่าขวัญใจหนุ่มหล่อต้องมาแล้วล่ะ
“แกกำลังคิดว่าตัวเองหล่อล่ะสิ” ไอ้กิ๊งเหมือนจะรู้ เอาจริงๆ เพื่อนคนนี้ของผมก็รู้ตลอดแหละว่าผมคิดอะไร แม่ผมยังทึ่งเลย เวลาพาไอ้กิ๊งไปที่บ้านแล้วมันรู้ว่าผมกำลังคิดอะไรอยู่ นอกจากแม่จะทึ่งแล้ว แม่ยังว้าวมันด้วย แถมยังฝากฝังให้มันแย่งผู้ชายของผมอีกด้วย
แม่บอกว่าผมมีผู้ชายในสังกัดมากเกินไป!
หารู้ไม่คนอย่างไอ้กิ๊งเหรอจะแย่งผู้ชายของใครได้!
ประตูลิฟต์เปิดออก ทางเดินมืดสลัวทอดยาวลึกเข้าไป มีห้องพยาบาลอยู่ขวามือห้องเดียวที่เปิดไฟสว่าง ผมวางท่าล้วงกระเป๋าทำเหมือนว่ามาเยี่ยมผู้ป่วยที่สนิทคุ้นเคยอยู่แล้ว
“มาเยี่ยมห้องไหนเหรอคะ”
คำถามจากนางพยาบาลที่มาแต่เสียง หน้ายังไม่โผล่มาทำเอาผมต้องเหยียบเบรกตัวโก่ง ถ้าอยู่บนถนนเสียงคงดังเอี๊ยดลั่นเลยล่ะ มือที่ล้วงกระเป๋าสั่น จนผมต้องกำเอาไว้แน่น หันไปมองด้วยใจตุ้มๆ ต่อมๆ ว่าเขาจะรู้หรือเปล่าว่าผมแอบเข้ามา คุณพยาบาลยิ้มหวาน แต่ผมไม่หลงเสน่ห์ เพราะผมชอบคนหล่อ ไม่ได้ชอบคนสวย แต่เขาก็ไม่น่าจะรู้หรอก หน้าผมนิ่งจะตาย
“อ่ะ เอ่อ ห้องคุณ…”
คุณอะไรหว่า! ผมก็ไม่รู้จักชื่อเขาซะด้วย แย่แล้ว! ถามแต่เบอร์ห้อง ลืมถามชื่อ
“คุณแดนไทค่ะ”
เสียงกุ๊งกิ๊งตอบแทน ผมหันขวับ ปากจะร้องเฮ้ย! แต่กุ๊งกิ๊งสะกิดหลังเอาไว้ ผมเลยยิ้มแหยๆ ส่งให้คุณพยาบาล
“ห้องที่สามซ้ายมือเลยค่ะ”
ผมรีบขอบคุณเสียงสั่นแล้วหมุนตัวเดินไปตามทางทันที ถ้าช้ากว่านี้เดี๋ยวเขาจับผิดได้ พอพ้นห้องพยาบาลมากได้ก็มายืนที่หน้าห้องเป้าหมาย ผมสะกิดกุ๊งกิ๊งเบาๆ “แกรู้ได้ไงว่าเขาชื่อนั้น”
“เขาเคยเอาบัตรเครดิตจ่าย มันมีชื่อเขา ฉันจำได้”
“ทำไมจำได้ แกสนใจผู้ชายของฉันเหรอ”
“ใจเย็นนะ” กุ๊งกิ๊งตบบ่าผมเบาๆ “ก่อนจะถามว่าฉันสนใจเขาหรือเปล่า ให้ถามก่อนว่าเขารู้จักแกหรือยัง”
ก็จริงของมัน! พี่เขายังไม่รู้จักผมเลยสักนิด ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีผมอยู่บนโลก พักเรื่องนี้ไว้ก่อนก็ได้ ผมเอาหน้าแนบประตูแอบฟังก่อนว่ามีคนอยู่ในห้องหรือเปล่า
ห้องเงียบ! น่าจะไม่มีแหละเลยค่อยๆ หมุนลูกบิดประตูเพื่อจะเปิดเข้าไปแบบเบาที่สุด แล้วแต่ก็เปลี่ยนใจ ปิดประตูลงเหมือนเดิม
“เอ้า! ไอ้นี่” กุ๊งกิ๊งโวยวาย "ปิดทำไมวะ"
“ฉันตื่นเต้น!”
กุ๊งกิ๊งทำท่าเหมือนจะหงายท้องลงไปตาย เอาจริงๆ ผมเป็นคนมั่นใจมากเลยนะในการจะเข้าไปจีบคนที่ชอบ แต่พอเป็นพี่เขาผมกลับใจเต้นแปลกๆ หรืออาจจะเพราะเขาเป็นพี่ เพราะผมเห็นเขาแต่งชุดพนักงานออฟฟิศ ไม่สิ! ผมว่าเขาดูเหม่อลอย ไม่สนใจผมมากกว่า เลยมีอาการลุ้น
“เปิดเข้าไปเลยก็ได้นะคะ” พยาบาลที่โผล่มาจากไหนไม่รู้ แถมหมุนลูกบิดประตูเปิดให้อีกต่างหาก เอาแค่โผล่มาก็ตกใจแล้ว ทำเอาทั้งผมทั้งยัยกิ๊งหน้าเหวอ “เชิญค่ะ”
“ขอบคุณนะคะ” ยัยกิ๊งรีบดุนหลังผมเข้าไปข้างในทันที
ข้างในห้องเงียบสนิท ที่ประตูห้อง ผมเห็นร่างครึ่งล่างที่เหยียดยาวอยู่บนเตียงนอนนิ่งไม่ขยับ เอายังไงดี? จะแนะนำตัวว่าเป็นอะไร เพื่อนก็ไม่ใช่ รู้จักก็ไม่เคย แค่เห็นเขาหล่อดีและติดใจเลยบุกมาเยี่ยมที่โรงพยาบาลอย่างนี้เหรอ ไร้สาระฉิบ!
“เดินเข้าไปสิ”
ผมขืนตัวเอาไว้ “เดี๋ยวเขาเห็น”
“เอ้าแล้วที่แกมานี่ไม่ได้ให้เขาเห็นเหรอ ถ้าไม่ให้เขาเห็นทำไมไม่นอนอยู่บ้าน”
เพื่อนนี่บางทีก็กวนประสาทนะผมว่า ทำไมผมต้องมามีเพื่อนที่ปากคอเราะร้ายขนาดนี้ด้วย
“แล้วจะบอกเขาว่าอะไร”
“ก็บอกเขาไปสิว่าแกชอบเขาเพราะเขาหล่อ ไม่งั้นจะตามมาถึงนี่เหรอ”
“ถึงจะเป็นเรื่องจริงก็ไม่ต้องขนาดนั้นก็ได้มั้ง”
“งั้นก็กลับ”
“เฮ้ยๆๆๆ” ผมดึงแขนยัยกิ๊งไว้ ถึงจะปากเสียกวนประสาทไปบ้าง แต่ในบรรดาเพื่อนทั้งหมด กุ๊งกิ๊งเป็นเพื่อนที่พร้อมจะเคียงบ่าเคียงไหล่กับผมมากที่สุดแล้ว โดยเฉพาะเวลาไปสืบไปตามผู้ชายที่ชอบไม่เคยปฏิเสธ เอาจริงๆ ผมสมหวังในความรักหลายครั้งก็เพราะเพื่อนคนนี้เลยล่ะ
“งั้นแกจะมาทำไมถ้าไม่โผล่หน้าไปทักทายเขา”
“ก็ไม่รู้จะบอกเขาว่ายังไงนี่หว่า”
“ก็บอกไปสิว่าทำงานอยู่ร้านกาแฟ เห็นเขาถูกรถชน ในฐานะที่เป็นลูกค้าเลยเป็นห่วง มีอะไรในร้านเราที่ทำให้เขาตกใจจนต้องวิ่งออกไปหรือเปล่า แค่เนี๊ย พูดประมาณนี้ไม่เป็นเหรอ"
ผมถึงกับว้าว! เลยนะเอาจริงๆ
เพื่อนผมนี่มันร้ายชะมัด เรียบเรียงได้ขนาดนี้ ไม่น่าเชื่อว่าจะโสดจนถึงตอนนี้
“เอ้า! ทำเร็วๆ เขาให้เยี่ยมถึงแค่สองทุ่มนะ”
ผมค่อยๆ ย่อง ย่องจริงๆ แหละ เพราะตอนนี้ใจผมเต้นรัวมาก ผมค่อยๆ ยื่นหน้าเข้าไปเรื่อยๆ ทุกวินาทีใจยิ่งเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน เพิ่งเข้าใจอารมณ์คนจับใบดำใบแดงว่ามันลุ้นขนาดนี้แหละ และเพราะมัวแต่ค่อยๆ ยื่นหน้าไปทีละนิด ทีละนิด ทีละนิด ยัยกิ๊งคงรำคาญ เลยผลักซะหน้าผมพุ่งพรวดไปอยู่ที่เตียงของพี่เขา
ตายห่าน! ผมปล่อยมือที่จับขอบเตียงออกด้วยความตกใจ รีบถอยกรูดออกมา ไอ้บ้ากิ๊ง เล่นอะไรไม่รู้เรื่อง
ผมตั้งใจจะกันไปด่าเพื่อนจอมกวน แต่เห็นกุ๊งกิ๊งชี้ไปบนเตียงเหมือนมีอะไรสักอย่าง ผมหันขวับไปมอง หรือว่าพี่เขาตื่นแล้ว ต้องใช่แน่ๆ ผมไถตัวเข้าไปใต้เตียงอย่างรวดเร็ว ส่วนกุ๊งกิ๊งเบี่ยงตัวหลบอย่างรวดเร็วเส้นยาแดงผ่าแปดเหมือนหนังสายลับ ใจผมเต้นรัว ถ้าเขาจับได้จะทำยังไง จะบอกเขาว่าเป็นอะไร พวกหมอ พยาบาล ซีเคียวริตี้ต้องกรูกันมาแน่ ตายห่าน! แน่งานนี้ ตำรวจต้องกรูเข้ามาจับแน่ ไม่นะ!!!!
พั่บ!
เท้าของใครสักคนอยู่ตรงหน้า ส้นเท้าแห้งเชียว จะเท้าใครล่ะก็ต้องเท้าของพี่เขานั่นแหละ กล้ามเนื้อในตัวผมนี้เกร็งไปหมด ถ้าเขาเห็นผม เขาต้องหาว่าเป็นโรคจิตแน่ วินาทีนี้ผมนึกถึงแต่คำพูดของยัยกิ๊ง ถ้าผมเชื่อคำห้ามปรามของเพื่อนก็คงดี จะเอายังไงล่ะทีนี้
ขาที่ห้อยลงมาตวัดกลับขึ้น โล่งอกไปที! ผมถอนหายใจยาวเหลือบตามองไปหากุ๊งกิ๊งที่ยังทำตัวแบนแนบอยู่ข้างผนังห้องน้ำ นิ่งยังกับไม่หายใจ หรือตกใจตายตัวแข็งไปแล้ววะ เอาจริงๆ ผมก็ห่วงนะ เพื่อนทั้งคน
ยังๆ เพราะกุ๊งกิ๊งเริ่มขยับ ส่งสัญญาณบางสิ่ง ผมพออ่านปากได้ว่า
เขาหลับ
ผมชี้ไปข้างบน กุ๊งกิ๊งพยักหน้า
พี่เขาหลับไปอีกครั้ง กุ๊งกิ๊งพยักหน้าให้ผมที่ส่งสัญญาณมือถามว่าให้ผมออกไปจากใต้เตียงเหรอ กุ๊งกิ๊งบอกว่าใช่ ตอนแรกผมลังเล แต่เหมือนทุกอย่างรอบตัวเงียบสนิท ผมจึงค่อยๆ คลานออกมา บิดตัวไปมองพี่ที่นอนอยู่บนเตียง คนอะไรบทจะหลับก็หลับง่ายๆ หรือเมื่อครู่ละเมอ
“ออกกันเถอะแก เดี๋ยวเขาตื่นมาจับได้”
“แต่ฉันอยากรู้จักกับพี่เขา”
“เดี๋ยวเขาออกจากโรงพยาบาลเขาก็ไปที่ร้านกาแฟ แกเชื่อฉันสิ”
“แล้วถ้าเกิดเขาฆ่าตัวตายก่อนจะได้ไปร้านกาแฟอีกครั้งล่ะ”
“ฆ่าตัวตาย” กุ๊งกิ๊งชะงักไป “แกรู้ได้ไงว่าเขาฆ่าตัวตาย”
ไม่รู้สิ! ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่แววตาท่าทางของเขาวันนั้น มันเหมือน…ช่างเถอะ ผมอาจจะคิดไปเอง
“ถ้าอยู่ต่อฉันไม่ช่วยนะ แกคุยกับเขาเอง เก่งไม่ใช่เหรอ เรื่องคุยกับผู้ชาย”
ก็ใช่! แต่….ผมถอนหายใจ