เรื่องสั้น เอ็นวายกู NYKU: New York Kitchen University ตอนที่ 18: Bus Boy & จตุรเทพคนที่หนึ่ง

​ ​
     จากความเดิมตอนที่แล้ว หลังจากที่ผมได้เข้าไปทำงานที่ร้านทะเล ร้านอาหารไทยที่ได้ชื่อว่าเป็นที่สุดของอะไรหลายอย่าง เช่น ที่สุดของความใหญ่โต กว่า 300 ที่นั่ง, ที่สุดของรายได้ คืนเดียว มีสองสามร้อยเหรียญ, ที่สุดของลูกค้า ร้อยพ่อพันแม่ แถมแต่ละคนเหมือนเกิดมาเพื่อกวน! และที่สุดที่ทุกคนในนิวยอร์กยอมรับเลยก็คือ ที่สุดของงานหนัก หนักยิ้ม ๆ ที่มาจากการทำงานแบบระบบอุตสาหกรรมเสมือนเครื่องจักรนี่เอง ที่ทำให้พนักงานที่ร้านทะเลทำงานแบบ Non-Stop ชนิดที่เรียกว่าห้ามป่วย ห้ามสาย ห้ามตาย ห้ามลากันเลยทีเดียว

     หลังจากที่ผมคุยกับพี่ยวด เมนเนเจอร์ของร้านทะเล และใช้เส้นสายกำลังภายในพาตัวเองเข้าไปทำงานที่ร้านทะเลจนได้ และได้รับตำแหน่งบัสบอย ตำแหน่งที่ผมต้องเลิ่กคิ้ว ทำหน้างง ตาลอย ปล่อยเบลอ เสมือนอ่านรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เพราะไม่รู้เรื่องเลยว่ามันคืออะไร
     “บัสบอย? เขาทำอะไรอ่ะครับพี่ยวด” ผมถาม
     “อ้าว นี่ยูไม่รู้เหรอว่าบัสบอยทำอะไร” พี่ยวดไม่ตอบ แถมถามกลับ
     “คือ ถ้ากูรู้เนี่ย กูจะถามไหมครับ” อันนี้ผมแค่คิดในใจ ผมไม่ได้ตอบไปนะครับ ก่อนจะทำหน้าติ๋ม ๆ รอให้พี่ยวดอธิบายต่อ
     “บัสบอยก็ไม่มีไรมาก คอยเดินตามเว๊ท ช่วยเว๊ทเสิร์ฟน้ำ เช็ดโต๊ะ เก็บจาน ง่าย ๆ” พี่ยวดบอก

     ชื่อว่า 'บัสบอย (Bus Boy) ’ ชื่อแม้อาจจะโก้เก๋ เหมือนวง Boy Band เกาหลีอย่าง BTS (เหมือนตรงไหนวะ?) อาจจะคล้ายกับพวก Superhero ที่มีพละกำลังเหนือมนุษย์ ถ้าอันนี้ก็เหมือนจะใช่ครับ พวกบัสบอยมันเหนือมนุษย์มนาเขา ก็อีตรงใช้พละกำลังนี่แหละ เพราะหน้าที่ของบัสบอย คือ เสิร์ฟน้ำ เอาจานชามที่กินหมดแล้วออกจากโต๊ะ ก่อนที่อาหารจานใหม่จะมา และจัดโต๊ะใหม่ให้เร็วที่สุดเมื่อลูกค้าจากไป เลิกงานก็กวาดถูร้าน ล้างห้องน้ำ แรงงานพม่าหลงกรุงเข้ามาชัด ๆ ที่บ้าน อุตส่าห์ขายที่นาส่ง ‘ควาย’ เรียนมหา’ ลัยจนจบ หมดค่าเทอม ค่าเรียน ค่าเหล้า ไปหลายแสนอยู่ ได้ใบปริญญามา ก็เอาไปทิ้งไว้ที่ไหนก็ไม่รู้ จะเอามาเช็ดตูดก็ยังไม่ได้ แถมยังอุตส่าห์ถ่อจากบ้านเกิดมาอีกซีกโลกนึง เพื่อมาทำงานใช้พละกำลังแบบนี้เหรอ แต่ให้ทำไงได้ล่ะ หลงมาแล้วนี่ครับ แถมทำงานคืนนึงได้สองร้อยกว่าเหรียญ แปลเป็นเงินไทยก็แปดพันกว่าบาท พวกขยัน ๆ ทำงานหลาย ๆ วัน หนึ่งเดือนรายได้เป็นแสนสองแสน ถ้าอยู่ที่ไทย ไม่เป็นนักการเมือง ก็ต้องตั้งด่านล่ะคร้าาาบ

     แต่อย่าคิดว่าร้านอาหารไทยจะต้องมีแต่คนไทยทำงานเท่านั้นนะครับ อย่างที่บอกไว้ นิวยอร์กเป็นเมืองที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและเชื้อชาติมากที่สุดในโลก จึงไม่แปลกเลยที่ร้านทะเลจะมีคนหลากหลายเชื้อชาติเข้ามาทำงานเต็มไปหมดครับ เชื้อชาติไม่สำคัญ ไม่ต้องมีแป๊ะเจี๊ยะ เขานับกันที่หน้าตาครับ ถุ๊ย! (เล่นเอง ถุ๊ยเอง 555) เขานับกันที่ความสามารถครับ นอกเหนือไปจากคนไทยที่จำนวนมากกว่าชาวบ้านแล้ว ก็มีคนจีน ฮ่องกง เม๊กซิกัน บังคลาเทศหรือแม้แต่อเมริกันเองมาทำงาน เรียกได้ว่า International กันสุด ๆ

     แน่นอนว่าการจะรับเด็กใหม่เข้าทำงาน มันก็ต้องมีการเทรน สอนงานกันก่อน การเทรนก็คือ การสอนให้เด็กใหม่ วัยกระเตาะอย่างผมรู้ว่าต้องทำงานยังไง อะไรอยู่ตรงไหน ใครเป็นพี่ใหญ่ พี่เล็ก ก็ว่าไป ว่าแล้วพี่ยวดก็เดินพาผมไปหาหนึ่งในสุดยอดบัสบอยของร้าน มารู้ทีหลังว่า พี่แกคือ หนึ่งในสี่จตุรเทพ บัสบอยของร้านทะเล อันประกอบไปด้วยสี่เชื้อชาติ จีน เม็กซิกัน บังคลาเทศและก็อเมริกันครับ

     จตุรเทพคนแรกที่ผมเจอเป็นคนจีน ชื่อ ‘ดิง’ เป็นหนุ่มตัวเล็ก ผอม ๆ สูงประมาณร้อยเจ็ดสิบ ปากแหลมเหมือนซูเนโอะ โกนหัวล้านเหมือนกับพระวัดเส้าหลิน ดิงเป็นคนอเมริกันเชื้อสายจีนรุ่นที่สอง เกิดและโตที่นี่ เขาเรียกว่า ABC ที่ย่อมาจาก American-Born Chinese หรือ คนจีนอเมริกัน เอ๊ะ! ถ้าอย่างนั้น มันก็น่าจะมี ABT, American-Born Thai ด้วยซิ 555 ดิงมีพี่ชายคนนึงที่ทำงานเป็นเว๊ทในร้านทะเลด้วย เราไม่เคยรู้ ว่าดิงมีชื่อเต็ม ๆ ว่าอะไร รู้จักกันแค่ ‘ดิง’ เลยเรียกพี่ชายว่า ‘ดิงใหญ่’ และเรียกน้องชายว่า ‘ดิงเล็ก’
     “ดิง นี่เด็กใหม่ ชื่ออ็อตโต้ ฝากสอนงานเขาหน่อยละ สอนดี ๆ นะ” พี่ยวดฝากฝังผมไว้กับดิง ก่อนจะสะบัดตูดเดินจากไป โดยหารู้ไม่ว่านั่นละ ฝากและฝังจริง ๆ ครับ
     
     แม้ดิงเล็กจะตัวเล็กสมชื่อ แต่เมื่อทำงานในร้านทะเลได้ แถมถึงเป็นหนึ่งในจตุรเทพบัสบอย ก็พอจะเดาได้ว่า ฝีไม้ลายมือของดิงเล็กต้องไม่ธรรมดาแน่นอน แต่คำว่าธรรมดา มันอาจไม่เพียงพอ เพราะเมื่อผมเห็นการทำงานของดิงเล็กครั้งแรก ผมถึงกับต้องอ้าปากค้าง เมื่อโต๊ะปาตี้ขนาดสี่ห้าคน ที่มีทั้งจานเล็กจานใหญ่ ถ้วยซอสเต็มไปหมดเป็นสิบจาน ดิงเดินเข้าไปถามกินเสร็จแล้วหรือยัง ก่อนจะเก็บจานบนโต๊ะ ดิงหันมาบอกว่า
     “ดูผมนะ” ดิงบอก ก่อนจะเริ่มหยิบถาดกลมที่เอาไว้ใช้เก็บจานคู่ตัวออกมา น้ิวทั้งห้ากางออกจับด้านหนึ่งของถาดไว้ ก่อนจะหยิบจานใหญ่ขึ้นมาเป็นใบแรก วางตรงบนถาดกลมแต่ให้มันอยู่ครึ่ง ๆ ระหว่างถาดกับท่อนแขน แล้วก็เอาจานที่ขนาดเล็กกว่า ที่เราเรียกว่าจานแชร์ มาวางประกอบกันเป็นสี่มุมบนจานแรก จากนั้นก็เอาจานใหญ่อีกจานมาทับ พวกช้อนส้อมก็หยิบวางไว้อีกด้านนึงของถาดที่ว่างอยู่ ก่อนจะโชว์เทคนิค ‘การเสียบ’ โดยตรงไหนมีช่องว่าง พี่แกจะเสียบจานเล็กเข้าไป จานถูกเรียงกันคล้ายกับกลีบใบไม้ กระจายน้ำหนักออกเป็นแนวกว้าง และเอนพิงเข้าหาตัวช่วงหน้าอก อย่าหาว่าผมโม้นะ แต่ว่าดูดิงทำงานแล้วมันเหมือนดูยอดฝีมือในหนังจีน ที่กำลังฝึกวิชาอยู่ ไร้ซึ่งจุดสะดุด ปราศจากรอยต่อ ถ้าเป็นภาษาหนังกำลังภายใน กระบวนท่าของดิงนี้ คงมีชื่อว่า ‘เด็ดบุปผาต่อหยก’ แต่บังเอิญว่านี่มันร้านอาหาร ผมก็ขอเรียกกระบวนท่านี้ว่า ‘เด็ดจานไปต่อชาม’ ก็แล้วกันนะครับ 555 มัวแต่โม้เพลิน ๆ พริบตาเดียวดิงเก็บจานหมดทั้งโต๊ะ แถมแบกทั้งหมดด้วยแขนข้างซ้ายข้างเดียว ก่อนที่อีกมือจะควักผ้าเช็ดโต๊ะออกมาเช็ดโต๊ะที่เลอะ ๆ อยู่ ขณะที่ยังแบกจานทั้งกองนั้นไว้ด้วย
     “เฮ้ย! มันทำได้ไงวะ? จานตั้งเยอะแยะ” ผมอึ้ง ก่อนที่ดิงจะเดินเอาจานชามทั้งกองพะเนินนั้นไปวางที่หลังบ้าน และหันหน้ามาถามผมว่า
     “แค่เนี๊ยะ ทำได้อ๊ะป่าว?” ดิงถาม แน่นอนว่าผมจะตอบว่าไม่ได้หรอก แต่ตอนนั้น ภาษาอังกฤษยังไก่กา ไม่รู้จะตอบยังไงดี เลยได้แต่พยักหน้าตอบไป
     “ดี! งั้นต่อไปลองยูดูเลยนะ” ดิงบอกให้ผมเข้าไปเก็บจานเลย
     “เดี๋ยว ๆ นี่เมิงโชว์ให้กูดูครั้งเดียวแล้วก็จะให้กูทำเลยเนี่ยนะ?” ผมคิดในใจ นี่เมิงเพิ่งจะโชว์ให้กูดูรอบเดียว แล้วจะให้กูเก็บจานเองเลยเร๊อะ ดีออก!
แม้ผมจะด่าดิงในใจ แต่สองเท้าของผมก็ก้าวออกไปที่โต๊ะลูกค้าครับ เมื่อไม่มีทางเลือก ก็ต้องลองดู สถานการณ์สร้างวีรบุรุษที่เก่งกาจฉันใด ค่ายทหารก็สร้างนักการเมืองที่เก่งกินฉันนั้น แล้วเมื่อไหร่ประเทศมันจะเจริญวะ ห้วย! ผมสูดลมหายใจลึก ๆ ก่อนจะตะโกนว่า สู้เว๊ย! ก่อนที่ดิงจะชี้เป้าหมาย เป็นโต๊ะเล็ก มีลูกค้าสองคนนั่งอยู่
     “ยูถนัดซ้ายเหรอ?” ดิงถาม เมื่อเห็นผมเก็บจาน เพราะผมใช้มือซ้ายเก็บจานมาวางบนแขนขวา มารู้ทีหลังว่า คนถนัดขวาเขาเก็บจานขึ้นถือบนแขนซ้าย แต่ผมเป็นพวกประหลาด คือ ถนัดขวา แต่ว่าแบกจานด้วยมือแขนขวา ก็มันมีแรงมากกว่าแขนซ้ายไง

     ดิงมันก็ใจร้ายน่าดู เพราะแค่ถือถาด กูยังไม่ถือคล่องเลย ผมค่อย ๆ เริ่มเก็บจานแบบเงอะงะ ๆ อย่างว่านะครับ แค่โต๊ะแรก ผมก็ใช้เวลาเป็นนาทีอยู่ ดีที่โต๊ะมันเล็กแค่สองคนนั่ง ในที่สุดผมก็เก็บจานได้หมด แต่ถ้าถามว่าเก็บได้แบบมืออาชีพไหม คำตอบก็คงเป็นไม่ ในขณะที่ดิงเล็ก จานมันกระจายน้ำหนักเป็นแนวราบทำให้เสถียรมั่นคง แต่ของผมกลับต่อสูงกันอย่างกับคอนโด โคลงเคลง ๆ จะล้มมิล้มแหล่ อีกมือต้องช่วยประคองไว้เพราะกลัวจะเทกระจาด จนผมต้องรีบกลับไปโยนจานลงตรงที่วางจาน ซึ่งอยู่หลังร้าน ไกลโคตรอีกต่างหาก นี่ร้านอาหารหรือว่าเซ็นทรัลปาร์กวะ ไกลยิ้ม!

     พอผมกลับมา ดิงเล็กก็รออยู่ที่อีกโต๊ะนึง ขณะที่ผมมองแล้วก็ถึงกับเหงื่อตก เพราะมันเป็นโต๊ะปาตี้ขนาดห้าคน ดิงเล็กไม่พูดอะไร แค่กระดิกหน้าหันไปที่โต๊ะนั้น ผมก็ได้แต่ถอนหายใจพลางด่าญาติมัน ก่อนจะเดินเข้าไปเริ่มเก็บจานตามดุษฎี

     แต่คราวนี้มันยากกว่าครั้งแรกน่ะซิครับ โต๊ะก็ใหญ่ ปาตี้ห้าคน จานก็เยอะ แถมแต่ละคนก็กินกระฉอก จานนู่นนี่วางแบบไร้อารยธรรมโดยสิ้นเชิง คอนโดจานที่ผมเรียงสูงก็เริ่มง่อนแง่น ๆ ลูกค้าคงเห็นว่ามันล้มมิล้มแหล่ ก็ทำหน้าหวาดเสียว กลัวจานจะตกใส่หัวมันเมื่อไหร่ก็ไม่รู้
     “หยุด!” ดิงบอก และแทรกตัวเข้ามาขวางไว้
     “เฮ้อ มีคนมาช่วย รอดแล้วกู” ผมถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่แล้วมันกลับไม่ใช่อย่างนั้นน่ะซิครับ
     “คุณแค่ถือก็พอ” ดิงเล็กบอก ขณะที่ผมกำลังงง ๆ อึ้งแด็กอยู่นั้น ดิงเล็กก็เสียบจานเล็กเข้ามาตามรอยต่อของคอนโดผม พริบตาเดียวโต๊ะปาตี้ที่ผมจนปัญญาจะเก็บ ก็ถูกจัดการหมดไม่มีเหลือ จานกองมหึมาสูงถึงหน้าอก มือผมเกร็งจนเส้นเลือดปูด เพราะจานที่ร้านทะเลนี่มันหนักและหนาไม่ใช่เล่น ๆ ถ้าตกใส่หัวคนกิน ผมว่าจานไม่น่าแตก แต่หัวน่าจะแตกแทนได้ 555 ผมหันตัวจะรีบเดินกลับไปวางจานกองนั้นลงในที่พักจาน (ไอ้ตรงที่มันไกลโคตรนั่นแหละ) แต่ยังไม่ทันออกตัวเลย ดิงก็เรียกผมเอาไว้
     “เดี๋ยว ๆ จะรีบไปไหน ไม่เห็นอีกโต๊ะนึงเหรอ คุณควรเก็บให้ได้ทีละหลาย ๆ โต๊ะนะ จะได้ไม่ต้องเดินไปกลับหลาย ๆ รอบ” ดิงพูด พลางชี้ให้เห็นอีกโต๊ะนึง ที่ลูกค้าลุกไปแล้ว แต่จานชามยังกองอยู่เต็มโต๊ะ ไม่พูดพร่ำทำเพลง ดิงก็จัดการวางจานต่าง ๆ มาบนจานกองพะเนินที่ผมถืออยู่แล้ว คือ แค่กองจานของโต๊ะแรก กูก็มือสั่นแล้วนะ ยิ่งถือนานเข้า ๆ มันก็หนักมากขึ้นเรื่อย ๆ ผมเปลี่ยนมาใช้สองมือรองจานชามกองนั้นเอาไว้ แบบที่ทำขัดขืนอะไรไม่ได้เลย นอกจากพยายามยืนนิ่ง ๆ ให้ดิงมันเสียบเข้าเสียบออก! พอดิงมันเห็นผมเกร็งซะแขนจะขาด มันก็ยิ้ม ก่อนจะถามผมว่า
     “คุณโอเคป่าว?” ดิงเล็กถาม แต่สีหน้าและรอยยิ้ม คือ แปลได้ความว่า ไม่ไหวก็พอได้นะ ไอ้อ่อน หึหึหึ! ณ ตอนนั้น สาบานได้ว่าแต่ละจานที่ดิงมันเสียบเข้ามา มันช้าจนเป็นภาพสโลว์โมชั่นเลย ผมกัดกรามแน่นจนเลือดแทบซึม แขนสองข้างที่แบกจานก็เกร็งจัดซะ จนน้ำแทบกระฉูด พยายามทำหน้าเป็นปรกติ ไม่แสดงความอ่อนแอออกมา แต่คนเสียบมันไม่หนักนี่หว่า กูนี่ซิ! จานสิบกว่าใบที่ถูกเรียงขั้นมาจนอีกนิดเดียวก็จะถึงคางกูแล้ว พอดิงวางจานสุดท้ายเสร็จเท่านั้นแหละ
     “ฉันต้องเอาจานไปหลังบ้านก่อนล่ะ” ผมบอกเสียงสั่น รีบเดินไปข้างหลังเหมือนคนปวดขี้ ไอ้เห้ดิง! ไอ้สลัด! ระยะทางกว่าจะถึงหลังบ้านก็ไกลซะเหลือเกิน ใจผมเต้นตุ๊บ ๆ ไม่เป็นส่ำ สารอดินาลีนพรั่งพรูออกมา เหงื่อเม็ดเป้ง ๆ ผุดมาเต็มหน้าผาก จะไปถึงทันเวลาไหมเนี่ย ถ้าจานในมือชุดนี้หล่น ผมก็คงได้ไปเทรนงานร้านอื่นเป็นแน่แท้ อดทนว๊อยยยย! โครม!!! เสียงจานชามทั้งกองที่ผมเทลงไปในกระบะเก็บจานที่ใช้แล้วแบบทันเวลาพอดี เสียงมันดังมากจนพี่ยวดถึงกับต้องหันมามอง พร้อมกับส่ายหน้า มองผมกับดิง
     “ดิง ยูแกล้งคนใหม่อีกแล้วนะ” พี่ยวดพูด
     “เปล่านะ ชั้นเทรนเขาอยู่ไง ตั้งใจเทรน อย่างที่ยูบอกแล้วนะ” ดิงบอกหน้าระรื่น ทำหน้าซื่อ
     “ไอ้ยิ้ม อ่ะแกล้งกรู” ผมคิดในใจ
(มีต่อ)
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่