[CR] เสพย์ความเขียวที่ ปัว จ.น่าน


-------------------------------------------
ฝากกด Subscribe Youtube Channel
และติดตามเพจของเราด้วยนะค้า ^^
-------------------------------------------

“น่าน” เป็นจังหวัดที่เราอยากไปมานานแล้ว
แต่ว่าไม่ได้ไปซักที เพราะคิดว่าน่าจะต้องใช้เวลา
ปีนี้ได้เที่ยวไทยเยอะ แล้วก็ได้วันหยุด 3 วัน 2 คืน
เราเลยได้เจอกันซักทีนะ น่าน


เราคิดว่าไปน่านทั้งที น่าจะต้องไปซัก 4 วัน 3 คืน เป็นอย่างต่ำ แต่เวลาเราไม่ได้ซักที ก็เลยลองจัดโปรแกรมเอาเท่าที่ได้ดู ไม่งั้นเดี๋ยวจะไม่ได้ไปกันซักที 555

ทริปน่าน 3 วัน 2 คืน ของเรารอบนี้เลยตกลงกันว่าเราจะไปที่ ‘ปัว’ และ ‘สะปัน’ กัน เนื่องจากว่าเป็นทริปที่เราจะไม่ขับรถ เราเลยต้องทำการบ้านก่อนไปกันค่อยข้างเยอะหน่อย เรื่องเวลาและรถสาธารณะ จะให้ตกรถ ตกเรือ ตาม Concept ทุกครั้ง ก็ไม่ดีม้างงง 555
รีวิวนี้ ไผ่ขอเริ่มจากครึ่งแรกของเราก่อนเลยที่ ‘ปัว’ 

ไฟลท์บินรอบนี้มีเวลาได้นอนเยอะขึ้น (อีกนิสสส) เพราะว่าเราบินกันไฟลท์ 9:00 น. พอเดินออกประตูสนามบิน ข้ามถนนเล็กๆ จะเจอคิวรถสองแถวจอดรอเลย ค่ารถเข้าเมืองจะคนละ 50 บาท ปลายทางน่าจะอยู่ที่ บขส น่าน แต่ว่าเราบอกว่าขอลงที่ ‘วัดภูมินทร์’ ค่ะ

พอลงรถมา วันนี้เมฆเยอะเชียว ไม่มีแดดเลย พอเข้ามาในตัววัด เราก็จะเจอรูปปั้น ‘กระซิบรัก บันลือโลก’ ซึ่งเป็น Signature ของที่นี่ ยืนต้อนรับตั้งแต่ทางเข้าเลย

Highlight ของที่นี่คงไม่พ้นภาพเขียนฝาหนังรอบวิหาร ตอนแรกไผ่นึกว่ามีแค่รูปกระซิบรักบันลือโลกเป็นรูปใหญ่ๆ แต่เปล่าเลย เค้าเป็นภาพเขียนรอบโบสถ์บอกเล่าเรื่องราวสมัยก่อน รูปกระซิบรักบันลือโลกเป็นเพียงส่วนหนึ่ง ต้องแอบหากันดูค่ะว่าอยู่ตรงไหน

ตรงข้ามกับวัดภูมินทร์จะมีของที่ระลึกและชุดพื้นเมืองขาย และสิ่งที่สะดุดตาอีกอย่างก็คือ ร้าน Amazon ที่ดีไซน์แปลกตา ออกแบบร้านให้มีกลิ่นล้านนานิดๆ สวยเลยค่ะ 

วัดภูมินทร์จะตั้งอยู่ตรงแยกใหญ่ค่ะ พอข้ามถนนแรกไป จะเป็น ‘ซุ้มลีลาวดี’ อีก 1 จุดถ่ายรูปที่ตั้งอยู่ ‘พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จ.น่าน’ ค่ะ

ไหนๆก็เข้ามาในพิพิธภัณฑ์แล้ว ก็ต้องเดินไปเยี่ยมชมด้านในซะหน่อย

ข้างในนี้ชั้น 2 เค้าจะมี ‘งาช้างดำ’ ของหายาก จัดแสดงอยู่ค่ะ นอกจากงาช้างดำแล้ว ยังมีของโบราณอีกหลายอย่างให้เดินชมกันด้วยน้า
ค่าเข้าชม 20 บาท/คน

ออกจากพิพิธภัณฑ์ ขอแวะอีกซักวัดที่อยู่ตรงข้ามกันเลยอย่าง ‘วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร’ หน่อยค่ะ จุดเด่นของที่นี่ สำหรับไผ่คงไม่พ้นเจดีย์ใหญ่ที่มองเห็นแต่ไกลที่ประดิษฐานอยู่ด้านหลังวิหาร

ดูนาฬิกาแล้ว น่าจะถึงเวลาที่เราต้องเดินไป บขส เพื่อไปขึ้นรถสองแถวไปยัง อ.ปัว กันแล้ว จากวัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร ใช้เวลาเดินประมาณ 17 นาที เราก็กะว่าจะหาข้าวเที่ยงทานระหว่างทางที่เดินไปนี่ล่ะค่ะ พอดีว่าระหว่างทางจะผ่าน ‘เสาพระหลักเมืองน่าน’ ก็เลยขอแวะซะหน่อย

หลังจากที่เราหาร้านอาหารเหนือระหว่างทางมาเรื่อยๆ แต่ก็ไม่เจอ
พี่ปุ่น: “นี่ มีร้านข้าวซอยคุณยายด้วยไผ่”
ลูกไผ่: “เห...?? วันนี้เค้าปิดรึเปล่าคะ” (เพราะเดินผ่านมาเจอร้านปิดตลอดเลย)
พี่ปุ่น: “ไม่ นี่ไง เค้ามีป้ายชี้เนี่ย อยู่ตรงนี้เอง”

อยู่ๆเราก็เจอร้านลับ!
โชคดีที่เดินๆอยู่ในเสาพระหลักไปถึงประตูด้านใน แล้วที่ประตูมีป้ายเล็กๆติดอยู่ว่า ‘ร้านข้าวซอยคุณยาย’ ซึ่งร้านอยู่เยื้องๆกับประตูนี่เอง!

เค้าทำร้านข้าวซอยที่บ้านค่ะ น่ารักมากๆเลย 
ที่ร้านมีขาย ขนมจีนน้ำเงี้ยว และข้าวซอย พี่เจ้าของร้านน่ารักมากๆ เค้ามานั่งคุยและให้คำแนะนำเรื่องสถานที่ท่องเที่ยวแบบเป็นกันเองมากๆ เหมือนเรามาทานข้าวบ้านเพื่อนเลย

พี่เค้าบอกว่าชั้นบนเป็นโฮมสเตย์ด้วยน้า

รอบนี้ไผ่ลองสั่ง ข้าวซอยไก่ มาทาน ไม่ผิดหวังเลย รสชาติเข้มข้น เหนือแต้ๆเลยเจ้า

ทานอิ่มแล้ว เราก็ออกเดินกันต่อ จนในที่สุดเราก็มาถึง บขส. น่านซักที!!!!
นี่คือหน้าตาของ คิวรถน่าน - ปัว ค่ะ 
ค่ารถคนละ 50 บาท/ คน

นั่งไปประมาณ 40 นาที ก็มาถึงคิวรถปัวค่ะ เราก็อ่านรีวิวมาดิบดีว่า เช่ามอเตอร์ไซค์ แถวนี้ได้เลย
แล้วไหน!? ร้านเช่ามอเตอร์ไซค์!

นี่แงะ ขอเรียกว่า “ตกร้านเช่ามอเตอร์ไซค์” ค่ะ! 
ต้องบอกก่อนว่าตรงคิวรถปัว จะติดกับถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ ไม่ได้อยู่ในหมู่บ้าน หรือชุมชน มีความเฟว้งฟว้างระดับนึงเลยทีเดียว 555

สิ่งที่เราทำคือ เริ่มถามจากลุงคิวรถเลยค่ะ
คุณลุง: “ร้านเช่ามอเตอร์ไซค์เหรอ (ทำท่าคิด) แถวนี้ไม่มีนะ”
นั่นไง!

โอเค คุณลุงอาจจะไม่รู้ อ่ะ ลองเดินถามคนแถวนั้นไปเรื่อยๆ คำตอบที่ได้จะเป็นคำตอบแบบไม่แน่ใจว่า
“เหมือนร้านตรงข้ามโลตัส เค้าขายมอเตอร์ไซค์ เหมือนเค้าจะให้เช่าด้วยนะ ไม่แน่ใจ”

อ่ะ อย่างน้อยก็มีแสงอยู่ปลายอุโมงค์​ ซึ่งโลตัสอยู่นู้นนนจ้าาา ต้องเดินเลาะถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ แถมต้องข้ามถนนไปด้วย! ข้ามมาจะเจอปั๊ม ปตท. แล้วเดินตรงไปอีกนิด แอบเห็นร้านที่มีมอเตอร์ไซค์จอดอยู่หน้าร้านเยอะๆ เริ่มมีความหวัง และแล้ว เค้าก็มีให้เช่าจริงๆ!!!!  น้ำตาจะไหล

ร้านชื่อ ‘สุวัฒนายานยนต์’ 
ค่าเช่ามอเตอร์ไซค์อยู่ที่ 300 บาท/วัน มีค่ามัดจำ 500 บาทจ้า

ได้มอเตอร์ไซค์แล้ว เย้! 
เราก็เปิด map พากันขี่มอเตอร์ไซค์เข้าที่พัก คืนนี้เราจองที่พักที่ ‘นะลาวิว’ ค่ะ เพราะว่าที่ตั้งสะดวก ใกล้กับสถานที่ท่องเที่ยวที่เราจะไปหลายที่เลย แถมตรงส่วนที่ทานอาหาร ตอนเช้าจะเห็นวิวภูเขา ที่ปกคลุมไปด้วยหมอกแบบนี้ด้วย ราคาแค่คืนละ 580 บาทเองด้วย

ห้องพักมีขนาดเล็ก แต่สะอาดสะอ้านโอเคเลยค่ะ 

วางของเสร็จเรียบร้อย เราก็ออกแว๊นกันเลยจร้าาาา
จะบอกว่าประทับใจอากาศที่ปัวมากค่ะ อากาศดีมากกกก เย็นๆ (น่าจะ 24 องศาได้) แถมระหว่างทางขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านทุ่งนา คือดีมากกกก อยากสูดอากาศตุนไว้ในปอดเยอะๆเลย ตอนนี้ประมาณบ่ายสาม เป้าหมายแรกของเราคือ วัดภูเก็ต ค่ะ

ด้านหน้าทางเข้า เราจะเจอตัววัดก่อน พอเดินเข้าไปข้างใน โอ้โห.....!!!
เราจะเจอกับจุด view point ที่สามารถเห็นทุ่งนาสีเขียว แล้วมีแผงภูเขาโอบล้อมด้วยหมอกเป็น background 

เขียวมั่กๆค่ะ

เราถ่ายรูปได้ซักพัก เห็นอะไรขาวๆขุ่นๆ ตรงนั้นมั้ยค้าาา
ฝนมาแว้วววว ก้อนใหญ่ด้วยยยยย

และ ใช่ค่ะ 
เราติดฝนจร้าาา T^T
แพลนของเราที่ว่าจะไป กาแฟบ้านไทลื้อ และ ฟาร์มเห็ด ดูจะริบหรี่เหลือเกิน ม๊ายยยน้าาาาา!!!!

พอฝนเริ่มซา เราเลย ปะ จุดนี้แหละ ต้องไปแล้ว
ตอนนี้ 4 โมงกว่าๆ แล้ว กาแฟบ้านไทลื้อ ปิด 5 โมงเย็น เราไปไม่ทันละ อ่ะ ตัดไป มุ่งหน้าไป ‘ฟาร์เห็ดบ้านหัวน้ำ’ เลยละกัน ณ จุดนี้รีบแว๊นกันเต็มที่เลยจร้าาา เพราะฝนพร้อมจะตกลงมาอีกทุกเมื่อ แต่แล้ว บึ้ม!!!! ฝนตก!!!! ไม่ได้ตกปรอยๆ ตกโหดมาก สรุปคือเปียกจ้าาา แถมขี่ฝ่าต่อไปไม่ไหว ต้องหาที่หลบข้างทาง มีเพื่อนยืนหลบกันเยอะเลย ไม่ต้องกลัวเหงา 5555
พอฝนซา ปะ ไปกันต่อจ้า

และแล้วเราก็มาถึงฟาร์มเห็ดแบบเปียกๆ 

ส่วนของร้านอาหารจะอยู่ด้านในค่ะ ร้านน่ารักมากๆค่ะ แถมมีวิวทุ่งหญ้าสีเขียว บวกกับแสงเย็นให้ดูอี๊กกก บรรยากาศดีมากๆค่ะ 

มาในส่วนของอาหาร ซึ่งตอนนี้พวกเราหิวโซมาก อย่างแรกที่พลาดไม่ได้คงไม่พ้นเมนู Signature อย่าง ‘พิซซ่าเห็ด’ ซึ่งจะบอกว่า แค่กลิ่นก็​ โอ้ยยย ตายไปเลย..... หอมมากกกกก พอเอาเข้าปากไป งื้ออออ อร่อยยยย อันนี้คือเป็นเมนู recommend สุดๆ ใครมาปัวนี่แบบต้องห้ามพลาด มันดีงามมากกกก

นอกจากพิซซ่าแล้ว เราสั่งเห็ดทอด และไก่บ้านคั่วเกลือมาค่ะ ซึ่งอร่อยอีกแล้วววว โดยเฉพาะเห็ด เมนูเห็ดที่นี่เค้าสุดยอดจริงๆค่ะ นอกจากอาหารแล้ว เค้ามีเครื่องดื่มพวกชา กาแฟ สมูทตี้ให้เลือกสั่งเยอะแยะ แถมมีขนมด้วยนะคะ เป็นแบบ homemade แหละ ไผ่ลองสั่งไอติมกะทิ กับพุดดิ้งลำไยมาลอง ลำไยลูกโตมาก

สรุปคือ ฟาร์มเห็ดบ้านหัวน้ำ นี่ต้องห้ามพลาดเลยค่ะ!

อิ่มท้องแล้ว ฟ้าเริ่มจะมืดแล้ว ถึงเวลากลับแระ เพราะว่าทางที่มาไม่มีไฟค่ะ เราขี่มอเตอร์ไซค์ไม่ค่อยชำนาญกันเท่าไหร่ กลับตั้งแต่ยังมีแสงดีกว่า อากาศตอนขี่รถกลับดีอีกแล้วววว เอาจริงๆจะเรียกว่าหนาวเลยก็ว่าได้ค่ะ

—————————————
สรุปค่าใช้จ่าย 
(เป็นค่าใช้จ่ายทริปน่าน 3 วัน 2 คืน ปัว+สะปัน นะคะ)

ค่าเดินทางไป - กลับ บ้าน - สนามบิน คนละ 386 บาท
ค่าตั๋วเครื่องบินไป - กลับน่าน คนละ 225 บาท
ค่าที่พัก คนละ 1,040 บาท
ค่ารถเข้าเมืองน่าน คนละ 50 บาท
ค่ารถไปกลับน่าน - ปัว คนละ 100 บาท
ค่ารถไปกลับปัว - สะปัน คนละ 500 บาท
ค่าเช่ามอเตอร์ไซค์ + น้ำมัน คนละ 175 บาท
ค่าอาหาร คนละประมาณ 863 บาท
ค่าเข้าพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ จ.น่าน คนละ 20 บาท

รวมค่าใช้จ่ายทริปนี้ 3,259 บาท/คน

—————————————

รอติดตามภาค 2 ที่ 'สะปัน'  กันรีวิวหน้ากันน้าาาา
ชื่อสินค้า:   ปัว น่าน
คะแนน:     

CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้

  • - จ่ายเงินซื้อเอง หรือได้รับจากคนรู้จักที่ไม่ใช่เจ้าของสินค้า เช่น เพื่อนซื้อให้
  • - ไม่ได้รับค่าจ้างและผลประโยชน์ใดๆ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่