[CR] [ALBUM REVIEW] Taylor Swift - 'Folklore (2020)'

Taylor Swift - "Folklore (2020)" (86%)
Album Review

         Studio Album ลำดับที่ 8 จากหญิงสาวมากความสามารถอย่าง Taylor Swift ที่ผ่านการคลุกคลีกับหลายแวดวงทั้งในวงการเพลงคันทรี่ เพลงป๊อป แฟชั่น งานแสดง และต่าง ๆ อีกมากมาย โดยภาพจำของเธอเปลี่ยนไปในแต่ละปีจากหญิงสาววัยแรกรุ่นสู่การเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง รวมถึงผลงานของเธอก็เปลี่ยนแปลงไปตามวัยและเวลาเช่นกัน

         หลังจากเพิ่งปล่อยอัลบั้มที่ 7 อย่าง Lover ไปเมื่อช่วงปลายปี 2019 ที่ผ่านมาได้ไม่กี่อึดใจ อัลบั้มชุดที่ 8 Folklore ก็ถูกปล่อยมาแบบที่ทุกคนไม่ทันได้ตั้งตัว ซึ่งนับว่าเร็วผิดจากค่าเฉลี่ยแผนการทำอัลบั้มแต่ละชุดของเธอที่อยู่ที่ประมาณ 2-3 ปีต่อ 1 อัลบั้ม แต่ก็เข้าใจได้จากสถานการณ์โรคระบาด COVID-19 ในปัจจุบัน ที่ส่งผลให้ศิลปินในแต่ละแขนงรวมถึงบุคคลทั่วไปต้องปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานรวมไปถึงวิถีชีวิตของตัวเองเพื่อความอยู่รอด

 
          Folklore จัดอยู่ในหมวดเพลง folk, indie folk หรือ alternative rock ด้วยปริมาณเพลงที่อัดแน่นมาให้ถึง 17 เพลงในอัลบั้ม น่าจะมากเพียงพอที่จะเยียวยาแฟนคลับหรือผู้ฟังขาจรให้หายคิดถึงเธอในช่วงขวบปีที่ผ่านมา ที่แทบจะไม่ได้ไปออกรายการใดๆ หรือแม้แต่ทัวร์คอนเสิร์ตที่เป็นอันต้องต้องพับโครงการไปสำหรับหลายศิลปินไม่เว้นแม่แต่เธอ ที่ ณ ตอนนี้ก็ยังไม่มีแม้แต่กำหนดการที่แน่นอนในการกลับมาทัวร์อีกครั้ง ธีมของอัลบั้มจะเป็นสิ่งที่พูดถึงกันแบบนิทานพื้นบ้านรวมถึงเรื่องราวต่างๆในแต่ละท้องที่ซึ่งมีความจริงกับความลึกลับปนกันอยู่ ผ่านสายตาและฝีมือการวาดลวดลายการประพันธ์ ผ่านการเล่ากันปากต่อปากโดยเธอก็รับหน้าที่เป็นปากหนึ่งให้คุณผู้ฟังเล่าต่อเป็นปากต่อๆกันไป

           สำหรับ Single แรกของอัลบั้มอย่าง Cardigan ได้เปิดตัวในอันดับที่ 1 บน Billboard Hot 100 จากคะแนนของยอด Digital sales และ Streaming ในระดับสูง ซึ่งมีบทบาทในสัดส่วนการนำมาคำนวณคะแนนที่โดดเด่นกว่าในอดีตมากทดแทนการลดสัดส่วนลงของ Physical Sales/ Radio Airplays และนั่นก็เพียงพอที่จะทำให้เธอสร้างประวัติศาสตร์เป็นศิลปินคนแรกที่สามารถ Debut อันดับที่ 1 ได้ใน Billboard Hot 100 Singles และ Billboard Hot 200 Albums ได้ในสัปดาห์เดียวกัน

"The 1" (5/5)
อาลัยอาวรณ์ถึงรักคนนั้นคนดีซึ่งก็มีอยู่คนเดียว ยิ่งฟังยิ่งหมกมุ่น ไม่ว่าจะทำอะไรก็คิดเป็นตุเป็นตะไปหมด ถ้าเธอยังอยู่ตรงข้างๆกันมันจะเป็นอย่างไรนะ ไม่มีคำว่า Move On อยู่จริงในพจนานุกรม เมื่อความสัมพันธ์ถูกยุติไปแล้ว แล้วกลับมาคิดถึงด้านสว่างของเขา มันทำให้รู้สึกเจ็บปวดแปลกๆนะ

"Cardigan" (5/5)
น่าจะฟังง่ายติดหูที่สุดในอัลบั้มแล้ว!(?) จึงนับว่าชาญฉลาดมากๆที่จะเลือกตัดเพลงนี้เป็นซิงเกิ้ลแรกชนิดที่ว่าโผล่มาตู้มเดียว งงกันทั้งบาง เพราะสองสามอัลบั้มก่อนหน้าก็ไร้วี่แววที่จะบอกเป็นนัยว่าเธอจะฉีกแนวเปิดตัวออกมาโฟล์คจ๋ามาขนาดนี้ ตัวเพลงซ่อนความปวดร้าวโดยใช้เสื้อคาร์ดิแกนเป็นสัญลักษณ์ของเจ้าตัวประหนึ่งว่าเป็นของตายของเธอ บทจะไม่สนใจกันก็ทิ้งขว้างไป แต่เมื่อใดที่เธอโซซัดโซเซกลับมา คาร์ดิแกนตัวนี้ก็พร้อมที่จะให้ความอบอุ่น คอยซัพพอร์ตแม้ว่าสภาพมันจะเก่าเกินแกงมากๆก็ตาม ความรู้สึกมันหน่วงมากจนเหมือนหายใจไม่ออก ว่าแล้วคุณก็ลองไปเปิดตู้ผ้าคุยกับคาร์ดิแกนตัวโปรดดูสิ

"The Last Great American Dynasty" (5/5)
ชอบเพลงนี้ที่มีมิติมาก กว้างโยงไปหมดทั้งเรื่องส่วนตัว เรื่องครอบครัว และสังคม เรื่องราวมันเริ่มจากเทย์ซื้อบ้านหลังหนึ่งที่มีประวัติศาสตร์เล่าขานในยุค 50 ปีก่อน ที่มีหญิงชื่อรีเบคก้าเป็นเจ้าของบ้าน ซึ่งเธอก็ตกเป็นขี้ปากชาวบ้านว่าใช้ชีวิตแบบไม่แคร์สื่อ ซึ่งดันมาตรงกับช่วงชีวิตหนึ่งของเทย์เลอร์ที่โดนสื่อและกระแสสังคมวิพากษ์มากๆเช่นกันไม่ว่าจะทำอะไร โดยเฉพาะประเด็นข้อพิพาทกับบุคคลอื่น และเรื่องผู้ชาย เป็นหนึ่งในเพลงที่มีเนื้อหาสนุกหลากรสในแบบมีเบื้องลึกเบื้องหลัง ชอบความลึกล้ำถึงปูมหลังตรงนี้

"Exile (ft.Bon Iver)" (5/5)
อัลเทอเนทีฟร็อคจังหวะหม่นๆคลอเสียงเปียโน กับบทโต้ตอบในมโนของชายหญิงคู่รักที่ดูเหมือนว่าความสัมพันธ์ที่เคยหวานนั้นกำลังจะสะบั้นออกจากกัน ความเข้าใจที่ไม่เคยได้ถูกปรับให้มาพบกันตรงกลางทำให้คนนึงในหนึ่งคู่ต้องพลัดพรากจากถิ่นที่คุ้นเคย โศกนาฏกรรมทางความรักที่เกินกว่าจุดที่จะให้กลับไปแก้ไขกันแล้ว เป็นเพลงที่ใครได้ฟัง(หรือได้มีประสบการณ์จริง)ต้องตกหลุมรักอย่างแน่นอน

"My Tears Ricochet (4/5)"
รับบทนางแค้นกลับเพลงที่มีห้วงทำนองบัลลาดหลอกหลอน กับบรรยากาศเลือดเย็นอันแสนเย็นยา จากไปก็ตายตาไม่หลับ คนที่อยู่เสวยสุขก็ระวังตัวกันไว้ให้ดีล่ะ หึหึหึ โดยความหมายเพลงอาจตีความได้ถึงการที่เธอตัดสินใจออกจาก Big Machine Record และเหตุการณ์ต่อจากนั้นในการเทคโอเวอร์ค่ายของบุคคลหนึ่ง ซึ่งสร้างความเจ็บแค้นอาฆาตให้เธอเป็นอย่างมาก

"Mirrorball (2.5/5)"
บรรยากาศหวานๆบนฟลอร์เต้นรำกับเพลงที่ทำให้เราพร้อมเต้นจังหวะช้า เปรียบตัวเองเป็นลูกบอลดิสโก้ปาร์ตี้ เป็นศรีทนได้ที่พร้อมจะยืนหยัดไปกับคุณทุกสถานการณ์ แต่เพลงนี้เริ่มยืดไปหน่อย จะหลับแล้ว

"Seven" (5/5)
เล่นกับความสับสนในความทรงจำวัยหวานของเรา ช่วงวัยเปลี่ยนผ่านปฐมวัย ทำให้สิ่งที่นึกได้ในช่วงอายุที๋โตขึ้นแล้วนั้นมีภาพความกึ่งจริงกึ่งปรัมปรา ซ้อนทับกันอยู่ ซึ่งทุกอย่างในเพลงมันพอดีกันไปหมด เมโลดี้ที่ร้อยเรียงอย่างสวยงามผสานกับเสียงร้องที่ฟุ้งลอยทำให้ภาพที่ดูเลือนๆอยู่แล้วนั้นกลับยิ่งเป็นปริศนามากขึ้นไปอีก ถ้าเป็นพวกเราแบบบ้านๆก็คงนั่งเล่นขายของ ขายข้าวแกง โดดหนังยาง เด็กpensylvaniaแบบเธอก็คงจะป่ายปีน หรือทำอะไรสนุกแผลง ๆ ไปตามประสาวัฒนธรรมท้องถิ่น กล่าวมามากแล้วสรุปคือ เทคะแนนให้กับเพลงนี้ที่มากที่สุดในอัลบั้มอย่างขาดลอย

"August" (3.5/5)
กลับมาผ่อนเครื่องลงกันสักหน่อยกับความรักที่ผ่านมาผ่านไป บางครั้งก็ผ่านไวจนเราเองก็ต่างงงกับสถานะความสัมพันธ์ที่จะใช่หรือไม่ใช่อย่างไรนั้น กว่าจะรู้ตัวก็หลุดจากวงโคจรซึ่งกันและกันไปเสียแล้ว เป็นหนึ่งในชุดเพลงรักสามเส้าของ Betty และ James ซึ่งจะมีเส้นเรื่องควบกันไปกับเพลง Betty และ Cardigan สำหรับเพลงนี้ก็จะเป็นตัวแทนของชู้ทางใจของหนุ่ม James ที่มีค่าแค่สัมพันธ์เพียงชั่วคราว ทุอย่าง เริ่ม ดำเนิน และจากจบไปในเดือนสิงหาคม ซึ่งเมื่อเดือนนี้เวียนกลับมาบรรจบครบปี ก็เหมือนจะถูกกระตุ้นให้หวนกลับมาคิดถึงในทุกๆปีร่ำไป

"This Is Me Trying" (2/5)
งงกับเพลงนี้ มันแบนไปมาก เหมือนจะเพื่อสารภาพหรือขอโทษ แต่มันช่างดูบางเบาไร้ทางทิศ ชวนให้จิตลอยเสียเหลือเกิน

"Illicit Affairs" (2.5/5)
มีความพยายามที่จะทำให้หลับต่อเนื่องไปอีกแทร็ค โดยสภาพของตัวเอกเป็นหญิงสิ้นหวังที่มาซุ่มทำกาเมกับผู้ชายเมกาที่พึ่งพาไม่ได้ ซึ่งโครงบทนั้นจริงๆก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อย แต่ทำไมเธอกลับทำเราหลับล่ะน้องเทย์

"Invisible String" (4/5)
ต้องชื่นชมว่าเพลงนี้เรียบเรียงได้สละสลวยมากๆ มีการเล่นล้อคำเหมือนอ่านกลอนหลายๆบทเชื่อมต่อกัน
พรหมลิขิตบันดาลชักพา ปาฏิหาริย์ด้ายแดง มือที่มองไม่เห็น ชีวิตคนสองคนที่ถูกลิขิตให้คู่กันก็อาจจะเคยมีช่วงเวลาที่เดินเฉียดกันไปมาในช่วงเวลาหนึ่งๆของชีวิตเนี่ยแหละ เป็นหนึ่งในเพลงที่โรแมนติกถึงขั้นเจาะลึกที่สุดที่เธอเคยเขียนขึ้นมา

"Mad Woman" (2.5/5) 
นังแมงป่องสารพัดพิษ ให้อารมณ์แรงมาแรงกลับ อย่าให้แม่ได้โกรธ แต่ทว่าตอนนี้กลับเป็นเราที่โกรธแม่ เพราะแม่ทำเราง่วงอีกแล้ว

"Epiphany" (4/5)
เพลงบูชานักรบแกรนด์ๆ หลังจากทำเพื่อชาติสุดใจจนลมหายใจระรวยระริน นี่คือความสงบนิ่งในวูบสุดท้ายหนึ่งของห้วงชีวิต ภาพที่ฉายออกมาจากเพลงนี้น่าจะยิ่งใหญ่ที่สุดในอัลบั้มแล้ว ลมหายใจแผ่วๆ สงบนิ่งและพร้อมจะสดุดี

"Betty" (4.5/5)
กลับมาทำเพลงที่มีกลิ่นคันทรี่แบบนี้ครั้งแรกในรอบกี่ปีเนี่ย เส้นเรื่องเป็นการง้องอนขอปรับความเข้าใจของ James และ Betty ส่วนนาง Inez นั้นรับบทป้าข้างบ้านผู้เสี้ยมในคนตีกัน 55 เพลงนี้จะมีสัญลักษณ์ของ Cobblestones และ Cardigan แทรกอยู่เป็นสิ่งที่บ่งถึงการที่เพลงมีเรื่องราวที่เชื่อมโยงกับเพลง Cardigan ซึ่งเป็นเพลงไตรภาคร่วมกับเพลงนี้จากมุมของ Betty ด้วย โดยรวมคือเป็นเพลงที่บันเทิงครบรส

"Peace" (2.5/5)
มาเพื่อแสดงออกถึงความจริงใจและรักจริงชนิดที่ว่ายอมเจ็บยอมตายแทนได้ แต่ก็ไม่รับประกันว่าเธอจะปลอดภัยนะ งงไปอีก มาจนถึงเพลงนี้ก็คือปล่อยจอยแล้ว เตรียมปิดเครื่องเล่นไปนอนได้

"Hoax" (4.5/5)
ก่อนจบดันกลับมาปิดเศร้าดิ่งซะแบบนั้น เอ้า แต่ก็เป็นเพลงที่ฉายความหนักแน่นถึงด้านโลกมืดได้อย่างสะใจดี หมดสิ้นแล้วความเชื่อใจคนที่รักมาก เจ็บที่ยังต้องปวดร้าว ภาพคือคนคนหนึ่งใจสลายใกล้จิตแตกดับแล้ว มันแห้งผาก มันไร้ซึ่งความหวัง ลวงหลอก หลอกลวง เมียหลวง เมียเก็บ

"The Lakes" (5/5)
เป็น Bonus Track ที่ชอบมากที่สุดตั้งแต่อัลบั้ม Speak Now มาเลย เป็นเพลงช้าที่มีความลื่นไหลดีมาก การเกลาคำร้องมาบรรจุในเพลงอย่างประณีต จัดเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ในอัลบั้ม โดยคำศัพท์ที่ใช้ในเพลงมีระดับความยากและความซับซ้อน ให้อารมณ์ที่พยายามหาจุดที่สงบให้กับตัวเอง สว่าง สะอาด ปลีกวิเวก ปราศจากความวุ่นวาย และพร้อมบินกลับสู่สรวงสวรรค์ที่กวีท่านร้างลาจากมา

          ในภาพรวมจัดเป็นอัลบั้มที่มีคาแรคเตอร์ชัดเจน ทุกเพลงจะไปในโทนเส้นเรื่องที่วางไว้และทำให้เราเชื่อได้ว่าแต่ละแทร็คนั้นกลั่นมาจากสวนหลังบ้านในแต่ละชุมชนท้องที่จริงๆ ซึ่งรวมอยู่ในนี้มีการแฝงเรื่องราวไว้เล็กๆด้วยโดยไม่ได้เรียงแทร็ค เช่นการมีรักสามเส้าของ James, Betty และสาวชู้ลึกลับ ดังที่จะกล่าวแซมอยู่บ่อย ๆ ในข้างต้น โดยต้องขอชื่นชมว่างานชุดนี้ได้บรรจุเพลงที่จัดอยู่ในหมวดกลุ่มงานชิ้นเอกของเทย์อยู่จำนวนหลายเพลง ซึ่งมากเกินความคาดหมายจากการได้ฟังครั้งแรกไปมาก จึงกล่าวรวมได้ว่านี่คืออัลบั้มที่มีคุณภาพสูงในระดับมาสเตอร์พีซชิ้นต้นๆในอาชีพศิลปินของเธอเลยทีเดียว ข้อเสียคือกราฟอารมณ์ของอัลบั้มช่วงกลางค่อนไปท้ายอัลบั้มจะค่อนข้างดรอปทำให้หากหยิบมาฟังเรียงแทร็คอาจเป็นสิ่งที่ไม่ราบรื่นนัก อาจจำลองถึงสถานการณ์ที่ท่านอาจจะหลับไปตั้งแต่ครึ่งทางโดยที่ยังไม่ได้เสพของดีซึ่งอาจซ่อนอยู่ตอนท้ายอัลบั้ม กล่าวคือหากใช้ผิดขนานก็สามารถเป็นยานอนหลับชั้นดีได้ แต่ในภาพรวมนั้นก็ยังคงยกให้อัลบั้มนี้เป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมอันดับต้นๆของปี 2020 นี้อยู่ดี ปีที่แห้งแล้งเพลงฮิต ปีที่แห้งแล้งทั้งเชิงธุรกิจ สุขภาพ สังคม การเมือง และบันเทิง จึงเกิดเป็นความคิดในสุดท้ายนี้ที่อยากจะแนะนำให้ท่าน ๆ ได้เสพงานชุดนี้ folklore โดยที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง
ชื่อสินค้า:   taylor Swift: Folklore
คะแนน:     

CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้

  • - จ่ายเงินซื้อเอง หรือได้รับจากคนรู้จักที่ไม่ใช่เจ้าของสินค้า เช่น เพื่อนซื้อให้
  • - ไม่ได้รับค่าจ้างและผลประโยชน์ใดๆ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่