ตอนแรกที่ผมเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยแล้วมาเจอระบบว๊ากเกอร์หรือใช้คำพูดที่ทำร้ายจิตใจ อาจเป็นไปได้ว่าผมคิดเอาเองว่าตัวผม “หนีเสือปะจระเข้” ผมมาเรียนรู้ในภายหลังว่าการคิดแบบนี้มันไม่ดี แต่แน่นอนว่าคนเราต้องค่อยๆปรับตัว ประมาณ 3 ปีก่อนเข้ามหาวิทยาลัย ผมหนีความรุนแรงเท่าที่จะหนีได้และคิดว่าตัวเองหนีได้สำเร็จ ส่วนความรุนแรงที่ผ่านมาที่ประสบพบเจอ มันเป็นความรุนแรงที่หนีไม่ได้ ผมเองอาจจะพลาดหรือผิดตรงที่ไม่มีข้อมูลมาก่อนว่าระบบว๊ากเกอร์ในมหาวิทยาลัยที่ผมเข้าศึกษามันเป็นอย่างไร ผมเองขาดความรู้ตรงนี้มาก และไม่เคยคิดว่าในมหาวิทยาลัยจะมีระบบแบบนี้ แต่ต้องออกตัวไว้ก่อนว่าระบบแบบนี้มันผูกไว้ที่รุ่นพี่ ผูกไว้กับระบบของนักศึกษา ไม่ใช่ระบบที่เป็นทางการของมหาวิทยาลัย ผมว่าหลายๆท่านก็น่าจะเข้าใจกันไปในทำนองนี้ เพียงแต่ว่าตอนที่อยู่ในระบบเมื่อปี 2532 เราอยู่ในมหาวิทยาลัย ยังไงเราก็ต้องเจอระบบแบบนี้
ผมเองก็พยายามวางแผนไปในทำนองที่ว่าอย่าเอา “ประสบการณ์ที่เลวร้ายในอดีต” มาทำลายตัวเองในปัจจุบันและอนาคต จริงๆแล้วมันก็ทำยากนะครับ ผมจึงเข้าใจคนที่อยู่ในสถานะเดียวกับผม ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง ผู้ชาย กะเทยหรือเพศอื่นๆ เรื่องแบบนี้ถ้าใครเจอก็ต้องหาวิธีแก้ปัญหากันเอาเอง สิ่งที่ผมทำช่วงแรกๆ แล้วได้รับฉายาว่า “ไอ้ลวดหนาม” (คนอื่นตั้ง) “ไอ้ลิปติก” (ผมตั้งเอง) ผมคิดว่าเราไม่ควรทำอะไรแบบนั้น เพียงแต่บางครั้งเราต้อง express (ขอยังใช้ศัพท์แบบนี้อยู่เพราะใช้มานานแล้วครับ) ออกมาบ้าง อาจเป็นการ express โดยไม่ตั้งใจ หลังจากนั้นผมก็จะพยายามอยู่เงียบๆ ตั้งใจเรียนไป แล้วก็ตั้งใจทำงานพิเศษไปด้วยเพราะปัญหาของผมยังมีอีกเยอะ หลายอย่างควรได้รับการแก้ไข ตอนนั้นพยายามจะไม่คิดอะไรวุ่นวาย นอกจากพยายามแก้ปัญหาที่ตัวเองมี และตั้งใจจะอยู่คนเดียวไปก่อน เพราะการแก้ปัญหาในแต่ละเรื่อง เราต้องการสมาธิ ส่วนสิ่งที่ผ่านมาในชีวิต ผมก็พยายามคิดในแง่บวกว่า มันก็มีมุมที่สามารถนำเอาไปปรับใช้ให้เป็นประโยชน์ในอนาคตได้เหมือนกัน มุมไหนที่ปรับใช้ไม่ได้ ก็ให้มันอยู่ในอดีตไปก่อน ถึงจะผ่านประสบการณ์เลวร้าย ตัวเราเองไม่จำเป็นต้องเลวร้ายไปตามประสบการณ์นั้น
ถึงแม้จะอยากอยู่คนเดียวไปก่อน แต่ศักดิ์ก็เดินเข้ามา เขาเป็นเพื่อนในเอก ไม่รู้ว่าเขารู้เรื่องไอ้ลวดหนามของผมมั้ย เรื่องนี้ถึงคนจะรู้ไม่มาก แต่ก็มีคนจำนวนหนึ่งแน่นอนที่ยังเอาเรื่องนี้มานินทากันอยู่ ตอนนั้นผมไม่คิดอะไรมาก ใครอยากนินทาก็นินทาไป ศักดิ์เป็นผู้ชายง่ายๆสบายๆ อยู่ใกล้แล้วอบอุ่น ทำให้ผู้หญิงในร่างผม รู้สึกพึงพอใจเขามาก ตอนแรกๆ เขาก็เป็นกำลังใจที่ดี กระตุ้นในความเป็นผู้หญิงในส่วนลึกให้มันออกมา แต่ออกมาในแง่ที่เป็นลักษณะชาย ผมเองพยายามแก้ปัญหาตรงนี้อยู่เหมือนกัน ผมไม่แน่ใจว่ามันเป็นปัญหาลวงหรือปัญหาจริง ตอนนั้นก็ยังคิดไม่ตก มาดูเรื่องความชอบก่อนๆ สิ่งที่ชอบเสพอย่างหนึ่งก็คือการดูมวย การดูมวยปล้ำ การชอบดูสารคดีฝึกทหาร ดูการซ้อมกีฬา พวกนี้ชอบดูเพราะอิจฉาคนเหล่านั้นในการแสดงออกในสิ่งที่เขาชอบ คือเราชอบเหมือนกัน แต่มันดันมีกำแพงบางอย่างมากั้นไม่ให้ตัวผมแสดงออกอย่างนั้นได้ แม้ร่างกายผมจะดูเป็นผู้ชายก็ตาม แต่พอเสพพวกนั้นจนสุดทางก็มักจะหันมาเสพในอีกทางนึงคือดูการประกวดนางงาม ดูการรำต่างๆ ดูการจัดดอกไม้ ดูการออกแบบชุดราตรี ดูการทำพวงมาลัย ดูวิธีการแกะสลักผลไม้ เรื่องทางนี้ ผมก็สนใจมาก ตอนสนใจมากๆ ตอนที่เสพ ก็จะนึกว่า “เราเป็นผู้หญิง” ซ่อนอยู่ในร่างผู้ชายและไม่มีวันจะออกมาได้
จริงๆแล้ว ผมควรเลือกในแนวทางใดแนวทางหนึ่ง แต่มันก็กลายเป็นสิ่งที่เราเลือกไม่ได้ พอเลือกไม่ได้ก็ต้องปล่อยให้เป็นไปตามนั้นก่อน ผู้หญิงในร่างชายของผมก็เลยพึงพอใจศักดิ์ แต่ผู้ชายในร่างชายของผมชอบศักดิ์แบบเพื่อนมากกว่า จริงๆก็ต้องบอกแบบเดิมว่าผู้ชายที่ทุกคนเห็นคือตัวผมชอบศักดิ์แบบเพื่อน แต่ผู้หญิงที่ซ่อนอยู่ในร่างของผมชอบศักดิ์ในแบบที่ทำให้เกิดความอบอุ่นในหัวใจ เขียนแบบนี้มันตรงกว่า เพียงแต่จะเข้าใจยากกว่า แต่ก็ต้องว่ากันตามนี้ไปก่อน ส่วนศักดิ์ล่ะ เขาคิดยังไงกับผม มันตีความยากนะเพราะไม่เคยถามเลย ไม่รู้ว่าเขามองเห็นอะไรในตัวผม ตอนเดินด้วยกันบางครั้งมือโดนกันเองโดยบังเอิญโดยไม่รู้ตัว มันก็รู้สึกดี บางครั้งเผลอเดินจับมือกันโดยไม่รู้ตัวจนเพื่อนผู้หญิงร้องทัก “อุ๊ย เดินจับมือกันด้วย” เราก็ปล่อยมือแล้วก็มองหน้ากันแล้วก็หัวเราะ มันก็ถือเป็นความสุขในช่วงหนึ่งของชีวิต แต่พอเพื่อนอีกคนก้าวเข้ามาจนกลายเป็นกลุ่ม 3 คน ผมก็ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเพราะอีกคนคือสิต ผู้ชายที่ถอดแบบมาจาก หมาก ปริญ สิตมีเสน่ห์มากและอัธยาศัยดี พวกเราซี้กันจนกลายเป็นกลุ่ม 3 คน ไปไหนมาไหนหลังจากนั้นก็มักจะไปกัน 3 คน
ถ้ามองตามที่ผมเล่า เวลาอยู่กัน 3 คน ผมนี่แหละแมนน้อยที่สุด แต่เวลาอยู่ในกิจกรรมรับน้อง ผมอ่ะแมนสุดๆ เพราะอะไรเหรอครับ ตอนที่รุ่นพี่สั่งให้นำบูม ผมก็ต้องนำเพราะศักดิ์กับสิตไม่กล้าทำ แต่พอเขากล้าทำ รุ่นพี่ก็บอกว่าเสียงไม่ดัง เปลี่ยนคนใหม่ ท้ายที่สุดก็ต้องเป็นผม
ตอนบูมคณะหรือแม้กระทั่งบูมมหาลัย ซึ่งเป็นตอนที่รวมนักศึกษาหลายร้อยคน หลายครั้งคนขึ้นบูมก็ต้องเป็นผม จนเป็นที่ทราบกันดีว่าผมคือ 1 ใน 7 ที่ขึ้นบูมมหาลัยได้อย่างทรงพลัง ถามว่ารู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้ชายไหม ก็ไม่แน่ใจนะครับ ไม่แน่ใจว่าเราควรเริ่มคิดว่าเราเป็นผู้ชายตอนอายุเท่าไหร่ 3 ขวบ 4 ขวบ 15ปี 18 ปี 45 ปี หรือหลัง 49 ปี ทำไมผมถึงเขียนในลักษณะนี้ ก็เพราะผมสงสัยในความเป็นผู้ชายของผมมาตลอด สงสัยในลักษณะที่ผู้ชายคนอื่นเขาน่าจะไม่สงสัยกัน เรื่องแบบนี้ ตอนผมอายุ 18 ตอนอยู่ปี 1 ผมไม่กล้าคุยกับใครหรอกครับ มันพูดยาก จนผมมีโอกาสได้คุยเมื่อตอนที่เข้าไปแชทใน yahoo chat inter จำได้ว่าเขาเรียกกันแบบนี้นะครับ ผมเข้าไปเจอทหารอินเดียคนหนึ่ง ตอนนั้นเขาว่าง พอรู้ว่าผมอยู่แถบอาเซียน เขาก็อยากคุยกับผมมาก ผมก็บอกว่าอยากคุยกับเขามาก อิจฉาที่เขาเป็นทหาร ดีใจมากที่ได้คุยกับทหารสักคน เขาเป็นทหารคนแรกที่ผมได้เปิดใจด้วย
ผมบอกเขาว่าผมรู้สึกว่าผมเป็นผู้ชายที่อ่อนแอ สับสน ผมบอกเขาว่าผมไม่น่าเกิดมาเป็นผู้ชายเลย จริงๆไม่น่าเกิดมาเลยด้วยซ้ำ แต่ชีวิตมันเล่นตลก ผมเลยได้มาเจอกับเขา เขาถามว่าทำไมถึงคิดว่าคุณไม่ใช่ผู้ชาย คุณอยากแปลงเพศเหรอ ผมบอกว่าไม่ใช่หรอก ผมรักองคชาติของผมมากนะ ไม่มีวันที่ผมจะตัดมันทิ้ง แต่ชีวิตผมมัน ...
แล้วผมก็เล่าชีวิตผมให้เขาฟัง เล่าถึงความรุนแรงที่ประสบมา เล่าแม้กระทั่งว่าผมรู้สึกว่ามีผู้หญิงซ่อนอยู่ในตัวผม เขาตอบกลับมาว่าใจเย็นน้องชาย เพิ่ง 18 เอง อย่าเพิ่งคิดไปไกล ผ่านประสบการณ์โหดมาได้ก็ถือว่าแน่มากแล้ว ส่วนเรื่องอื่นๆก็ค่อยๆปรับตัวไป เราทั้งคู่ก็เป็นลูกผู้ชายเหมือนกัน จะเข้ามาคุยกันเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ความเป็นผู้ชายของนายก็ยังคงอยู่ คำตอบของเขาเป็นน้ำทิพย์ชโลมใจผมมาก ผมรับรู้ได้ว่าเขาให้กำลังใจผม ผมได้รับกำลังใจจากผู้ชายที่เป็นทหารคนหนึ่ง มันสุดยอดไปเลย รู้สึกดีมากที่ได้คุยกับเขาผ่านแชท เขาดีมาก ก่อนหน้านี้เคยแต่เจอว่าถ้าผู้ชายมาแชทแล้วเจอผู้ชายด้วยกัน เขามักจะไม่คุย แต่ทหารอินเดียคนนี้ดีมาก เขาทำให้ผมรู้สึกดีมาก อีกสองอาทิตย์ผมพยายามเข้าไปทางเดิมเพื่อที่จะได้คุยกับเขาอีก แต่ดันไม่เจอเขา ในท้ายที่สุดก็ติดต่อกันไม่ได้
ผมกลับมาอยู่ในโลกเดิมๆอีกครั้งที่มีศักดิ์และสิต ต่อมากัปตันก็เข้ามาซี้กับเราสามคนด้วย เอกผมมีผู้ชายอยู่ 5 คน อีกคนเขาอารมณ์ศิลปิน เลยชอบแยกตัว จึงไม่ค่อยสนิทกัน กัปตันเขาอยู่หอ เป็นผู้ชายสบายๆ ไม่ค่อยซีเรียสกับชีวิต เวลาไปไหนก็ไปกัน 4 คน แต่ถ้าแยกไปเป็นคู่ ผมมักจะไปกับศักดิ์มากกว่า ศักดิ์เป็นผู้ชายตี๋ๆ หน้าตาใช้ได้ ผิวขาว เวลายิ้ม เขาจะดูอบอุ่นมาก ตอนนั้นผมจินตนาการร่างผู้หญิงในตัวผมยังไม่ได้ บังเอิญว่าปีนั้นมีนักร้องสาวคนหนึ่ง โด่งดังมาก เธอคือใหม่ เจริญปุระ เพลงของเธอในอัลบั้มชุดไม้ม้วน ดังเป็นพลุแตก ผมชื่นชอบเธอมาก จำได้ว่าเธอเคยแสดงหนังมาก่อน ผมจำได้ประมาณสองเรื่องคือขอแค่คิดถึงกับดวงยิหวา ผมว่าเธอเป็นผู้หญิงที่น่ารักมาก หลังจากนั้นหญิงสาวในร่างผมก็มีรูปร่างหน้าตาคล้ายๆเธอ เหมือนผมจะหาความเป็นรูปธรรมให้กับร่างนามธรรมได้แล้ว
ส่วนอีกร่างหนึ่งในตัวผมคือนักรบเชลยศึก ผมเรียกว่าอย่างนั้นนะครับ เขาเองก็ชื่นชอบผู้หญิงคนหนึ่งในเอก เธอชื่อเล่นว่าเตย เตยเป็นผู้หญิงที่น่ารักมาก ตัวเล็กๆ ผมยาวๆ แก้มป่องๆ ความเป็นชายในตัวผมชอบเพื่อนคนนี้มาก แต่ผมต้องรักษาระยะห่างเพราะตอนนั้นผมคิดเอาเองว่าผมไม่ปกติ ถ้าจะลุยจีบเตยเลย แล้วร่างหญิงที่ชอบศักดิ์ล่ะจะทำอย่างไร มันก็ออกจะซับซ้อนอยู่เหมือนกันนะครับ
เมื่อ "ลูกผู้ชาย" อย่างผมถูกกระทำให้เป็น "ลูกสาว" : ประสบการณ์ชีวิตและความรักตั้งแต่วัยเด็กจนถึงปัจจุบัน ตอนที่ 9
ผมเองก็พยายามวางแผนไปในทำนองที่ว่าอย่าเอา “ประสบการณ์ที่เลวร้ายในอดีต” มาทำลายตัวเองในปัจจุบันและอนาคต จริงๆแล้วมันก็ทำยากนะครับ ผมจึงเข้าใจคนที่อยู่ในสถานะเดียวกับผม ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง ผู้ชาย กะเทยหรือเพศอื่นๆ เรื่องแบบนี้ถ้าใครเจอก็ต้องหาวิธีแก้ปัญหากันเอาเอง สิ่งที่ผมทำช่วงแรกๆ แล้วได้รับฉายาว่า “ไอ้ลวดหนาม” (คนอื่นตั้ง) “ไอ้ลิปติก” (ผมตั้งเอง) ผมคิดว่าเราไม่ควรทำอะไรแบบนั้น เพียงแต่บางครั้งเราต้อง express (ขอยังใช้ศัพท์แบบนี้อยู่เพราะใช้มานานแล้วครับ) ออกมาบ้าง อาจเป็นการ express โดยไม่ตั้งใจ หลังจากนั้นผมก็จะพยายามอยู่เงียบๆ ตั้งใจเรียนไป แล้วก็ตั้งใจทำงานพิเศษไปด้วยเพราะปัญหาของผมยังมีอีกเยอะ หลายอย่างควรได้รับการแก้ไข ตอนนั้นพยายามจะไม่คิดอะไรวุ่นวาย นอกจากพยายามแก้ปัญหาที่ตัวเองมี และตั้งใจจะอยู่คนเดียวไปก่อน เพราะการแก้ปัญหาในแต่ละเรื่อง เราต้องการสมาธิ ส่วนสิ่งที่ผ่านมาในชีวิต ผมก็พยายามคิดในแง่บวกว่า มันก็มีมุมที่สามารถนำเอาไปปรับใช้ให้เป็นประโยชน์ในอนาคตได้เหมือนกัน มุมไหนที่ปรับใช้ไม่ได้ ก็ให้มันอยู่ในอดีตไปก่อน ถึงจะผ่านประสบการณ์เลวร้าย ตัวเราเองไม่จำเป็นต้องเลวร้ายไปตามประสบการณ์นั้น
ถึงแม้จะอยากอยู่คนเดียวไปก่อน แต่ศักดิ์ก็เดินเข้ามา เขาเป็นเพื่อนในเอก ไม่รู้ว่าเขารู้เรื่องไอ้ลวดหนามของผมมั้ย เรื่องนี้ถึงคนจะรู้ไม่มาก แต่ก็มีคนจำนวนหนึ่งแน่นอนที่ยังเอาเรื่องนี้มานินทากันอยู่ ตอนนั้นผมไม่คิดอะไรมาก ใครอยากนินทาก็นินทาไป ศักดิ์เป็นผู้ชายง่ายๆสบายๆ อยู่ใกล้แล้วอบอุ่น ทำให้ผู้หญิงในร่างผม รู้สึกพึงพอใจเขามาก ตอนแรกๆ เขาก็เป็นกำลังใจที่ดี กระตุ้นในความเป็นผู้หญิงในส่วนลึกให้มันออกมา แต่ออกมาในแง่ที่เป็นลักษณะชาย ผมเองพยายามแก้ปัญหาตรงนี้อยู่เหมือนกัน ผมไม่แน่ใจว่ามันเป็นปัญหาลวงหรือปัญหาจริง ตอนนั้นก็ยังคิดไม่ตก มาดูเรื่องความชอบก่อนๆ สิ่งที่ชอบเสพอย่างหนึ่งก็คือการดูมวย การดูมวยปล้ำ การชอบดูสารคดีฝึกทหาร ดูการซ้อมกีฬา พวกนี้ชอบดูเพราะอิจฉาคนเหล่านั้นในการแสดงออกในสิ่งที่เขาชอบ คือเราชอบเหมือนกัน แต่มันดันมีกำแพงบางอย่างมากั้นไม่ให้ตัวผมแสดงออกอย่างนั้นได้ แม้ร่างกายผมจะดูเป็นผู้ชายก็ตาม แต่พอเสพพวกนั้นจนสุดทางก็มักจะหันมาเสพในอีกทางนึงคือดูการประกวดนางงาม ดูการรำต่างๆ ดูการจัดดอกไม้ ดูการออกแบบชุดราตรี ดูการทำพวงมาลัย ดูวิธีการแกะสลักผลไม้ เรื่องทางนี้ ผมก็สนใจมาก ตอนสนใจมากๆ ตอนที่เสพ ก็จะนึกว่า “เราเป็นผู้หญิง” ซ่อนอยู่ในร่างผู้ชายและไม่มีวันจะออกมาได้
จริงๆแล้ว ผมควรเลือกในแนวทางใดแนวทางหนึ่ง แต่มันก็กลายเป็นสิ่งที่เราเลือกไม่ได้ พอเลือกไม่ได้ก็ต้องปล่อยให้เป็นไปตามนั้นก่อน ผู้หญิงในร่างชายของผมก็เลยพึงพอใจศักดิ์ แต่ผู้ชายในร่างชายของผมชอบศักดิ์แบบเพื่อนมากกว่า จริงๆก็ต้องบอกแบบเดิมว่าผู้ชายที่ทุกคนเห็นคือตัวผมชอบศักดิ์แบบเพื่อน แต่ผู้หญิงที่ซ่อนอยู่ในร่างของผมชอบศักดิ์ในแบบที่ทำให้เกิดความอบอุ่นในหัวใจ เขียนแบบนี้มันตรงกว่า เพียงแต่จะเข้าใจยากกว่า แต่ก็ต้องว่ากันตามนี้ไปก่อน ส่วนศักดิ์ล่ะ เขาคิดยังไงกับผม มันตีความยากนะเพราะไม่เคยถามเลย ไม่รู้ว่าเขามองเห็นอะไรในตัวผม ตอนเดินด้วยกันบางครั้งมือโดนกันเองโดยบังเอิญโดยไม่รู้ตัว มันก็รู้สึกดี บางครั้งเผลอเดินจับมือกันโดยไม่รู้ตัวจนเพื่อนผู้หญิงร้องทัก “อุ๊ย เดินจับมือกันด้วย” เราก็ปล่อยมือแล้วก็มองหน้ากันแล้วก็หัวเราะ มันก็ถือเป็นความสุขในช่วงหนึ่งของชีวิต แต่พอเพื่อนอีกคนก้าวเข้ามาจนกลายเป็นกลุ่ม 3 คน ผมก็ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเพราะอีกคนคือสิต ผู้ชายที่ถอดแบบมาจาก หมาก ปริญ สิตมีเสน่ห์มากและอัธยาศัยดี พวกเราซี้กันจนกลายเป็นกลุ่ม 3 คน ไปไหนมาไหนหลังจากนั้นก็มักจะไปกัน 3 คน
ถ้ามองตามที่ผมเล่า เวลาอยู่กัน 3 คน ผมนี่แหละแมนน้อยที่สุด แต่เวลาอยู่ในกิจกรรมรับน้อง ผมอ่ะแมนสุดๆ เพราะอะไรเหรอครับ ตอนที่รุ่นพี่สั่งให้นำบูม ผมก็ต้องนำเพราะศักดิ์กับสิตไม่กล้าทำ แต่พอเขากล้าทำ รุ่นพี่ก็บอกว่าเสียงไม่ดัง เปลี่ยนคนใหม่ ท้ายที่สุดก็ต้องเป็นผม
ตอนบูมคณะหรือแม้กระทั่งบูมมหาลัย ซึ่งเป็นตอนที่รวมนักศึกษาหลายร้อยคน หลายครั้งคนขึ้นบูมก็ต้องเป็นผม จนเป็นที่ทราบกันดีว่าผมคือ 1 ใน 7 ที่ขึ้นบูมมหาลัยได้อย่างทรงพลัง ถามว่ารู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้ชายไหม ก็ไม่แน่ใจนะครับ ไม่แน่ใจว่าเราควรเริ่มคิดว่าเราเป็นผู้ชายตอนอายุเท่าไหร่ 3 ขวบ 4 ขวบ 15ปี 18 ปี 45 ปี หรือหลัง 49 ปี ทำไมผมถึงเขียนในลักษณะนี้ ก็เพราะผมสงสัยในความเป็นผู้ชายของผมมาตลอด สงสัยในลักษณะที่ผู้ชายคนอื่นเขาน่าจะไม่สงสัยกัน เรื่องแบบนี้ ตอนผมอายุ 18 ตอนอยู่ปี 1 ผมไม่กล้าคุยกับใครหรอกครับ มันพูดยาก จนผมมีโอกาสได้คุยเมื่อตอนที่เข้าไปแชทใน yahoo chat inter จำได้ว่าเขาเรียกกันแบบนี้นะครับ ผมเข้าไปเจอทหารอินเดียคนหนึ่ง ตอนนั้นเขาว่าง พอรู้ว่าผมอยู่แถบอาเซียน เขาก็อยากคุยกับผมมาก ผมก็บอกว่าอยากคุยกับเขามาก อิจฉาที่เขาเป็นทหาร ดีใจมากที่ได้คุยกับทหารสักคน เขาเป็นทหารคนแรกที่ผมได้เปิดใจด้วย
ผมบอกเขาว่าผมรู้สึกว่าผมเป็นผู้ชายที่อ่อนแอ สับสน ผมบอกเขาว่าผมไม่น่าเกิดมาเป็นผู้ชายเลย จริงๆไม่น่าเกิดมาเลยด้วยซ้ำ แต่ชีวิตมันเล่นตลก ผมเลยได้มาเจอกับเขา เขาถามว่าทำไมถึงคิดว่าคุณไม่ใช่ผู้ชาย คุณอยากแปลงเพศเหรอ ผมบอกว่าไม่ใช่หรอก ผมรักองคชาติของผมมากนะ ไม่มีวันที่ผมจะตัดมันทิ้ง แต่ชีวิตผมมัน ...
แล้วผมก็เล่าชีวิตผมให้เขาฟัง เล่าถึงความรุนแรงที่ประสบมา เล่าแม้กระทั่งว่าผมรู้สึกว่ามีผู้หญิงซ่อนอยู่ในตัวผม เขาตอบกลับมาว่าใจเย็นน้องชาย เพิ่ง 18 เอง อย่าเพิ่งคิดไปไกล ผ่านประสบการณ์โหดมาได้ก็ถือว่าแน่มากแล้ว ส่วนเรื่องอื่นๆก็ค่อยๆปรับตัวไป เราทั้งคู่ก็เป็นลูกผู้ชายเหมือนกัน จะเข้ามาคุยกันเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ความเป็นผู้ชายของนายก็ยังคงอยู่ คำตอบของเขาเป็นน้ำทิพย์ชโลมใจผมมาก ผมรับรู้ได้ว่าเขาให้กำลังใจผม ผมได้รับกำลังใจจากผู้ชายที่เป็นทหารคนหนึ่ง มันสุดยอดไปเลย รู้สึกดีมากที่ได้คุยกับเขาผ่านแชท เขาดีมาก ก่อนหน้านี้เคยแต่เจอว่าถ้าผู้ชายมาแชทแล้วเจอผู้ชายด้วยกัน เขามักจะไม่คุย แต่ทหารอินเดียคนนี้ดีมาก เขาทำให้ผมรู้สึกดีมาก อีกสองอาทิตย์ผมพยายามเข้าไปทางเดิมเพื่อที่จะได้คุยกับเขาอีก แต่ดันไม่เจอเขา ในท้ายที่สุดก็ติดต่อกันไม่ได้
ผมกลับมาอยู่ในโลกเดิมๆอีกครั้งที่มีศักดิ์และสิต ต่อมากัปตันก็เข้ามาซี้กับเราสามคนด้วย เอกผมมีผู้ชายอยู่ 5 คน อีกคนเขาอารมณ์ศิลปิน เลยชอบแยกตัว จึงไม่ค่อยสนิทกัน กัปตันเขาอยู่หอ เป็นผู้ชายสบายๆ ไม่ค่อยซีเรียสกับชีวิต เวลาไปไหนก็ไปกัน 4 คน แต่ถ้าแยกไปเป็นคู่ ผมมักจะไปกับศักดิ์มากกว่า ศักดิ์เป็นผู้ชายตี๋ๆ หน้าตาใช้ได้ ผิวขาว เวลายิ้ม เขาจะดูอบอุ่นมาก ตอนนั้นผมจินตนาการร่างผู้หญิงในตัวผมยังไม่ได้ บังเอิญว่าปีนั้นมีนักร้องสาวคนหนึ่ง โด่งดังมาก เธอคือใหม่ เจริญปุระ เพลงของเธอในอัลบั้มชุดไม้ม้วน ดังเป็นพลุแตก ผมชื่นชอบเธอมาก จำได้ว่าเธอเคยแสดงหนังมาก่อน ผมจำได้ประมาณสองเรื่องคือขอแค่คิดถึงกับดวงยิหวา ผมว่าเธอเป็นผู้หญิงที่น่ารักมาก หลังจากนั้นหญิงสาวในร่างผมก็มีรูปร่างหน้าตาคล้ายๆเธอ เหมือนผมจะหาความเป็นรูปธรรมให้กับร่างนามธรรมได้แล้ว
ส่วนอีกร่างหนึ่งในตัวผมคือนักรบเชลยศึก ผมเรียกว่าอย่างนั้นนะครับ เขาเองก็ชื่นชอบผู้หญิงคนหนึ่งในเอก เธอชื่อเล่นว่าเตย เตยเป็นผู้หญิงที่น่ารักมาก ตัวเล็กๆ ผมยาวๆ แก้มป่องๆ ความเป็นชายในตัวผมชอบเพื่อนคนนี้มาก แต่ผมต้องรักษาระยะห่างเพราะตอนนั้นผมคิดเอาเองว่าผมไม่ปกติ ถ้าจะลุยจีบเตยเลย แล้วร่างหญิงที่ชอบศักดิ์ล่ะจะทำอย่างไร มันก็ออกจะซับซ้อนอยู่เหมือนกันนะครับ