Three True Things 3 สิ่งที่แท้ทรู

กระทู้สนทนา
ท่ามกลางการพัดผ่านของ พายุดีเพรสชั่นทำให้สองวันนี้อากาสเย็น จนรู้สึกได้ว่าไม่ต้องเปิดแอร์ ไม่ต้องเปิดพัดลม ไม่ต้องเปิดหน้าต่างกว้างแค่แง้มนิดๆ สัก 1 เซ็นติเมตรก็นอนได้ นอนๆไปก็ฝันเห็นคนหลายคน บางคนก็ไม่เจอกันนานแล้ว บางคนก็เสียชีวิตไปนานแล้ว แต่ผมฝันเห็นคนที่ไม่ได้มีชีวิตอยู่บนโลกนี้หลายครั้ง มาเป็นเกินสิบปีแล้ว เคยเล่าให้หัวหน้าฟัง หัวหน้าหัวเราะแล้วแซวว่า ไม่ใช่ว่าเขาจะมา ... นั่นแหล่ะรู้ๆกันฝันเห็นคนที่จากโลกนี้ไปแล้ว จะโดนแหย่เรื่องอะไร แต่ผมฝันเห็นแต่ละคน แต่ละครั้ง เหมือนว่าเขายังอยุ่จริงๆ ไม่ได้รู้สึกว่าเขาจากโลกนี้ไปนานแสนนานแล้วเลย 

ไม่ว่าจะเพื่อนสมัยเรียนที่จากไปในวัย 20 เพื่อนที่ทำงาน ไปตอน 37  อันนี้นับเฉพาะคนที่ค่อนข้างสนิทกัน แล้วก็ พ่อ แม่ ญาติ มาจนสองปีก่อน ก็มีได้ข่าวเพื่อนรุ่นเดียวกันหรือไล่เลี่ยกัน จากไปอีกหลายคน 4 เรียกว่าหลายคงจะได้ และอายุไม่ถึง 50 สักคนนะที่จากไป

ผมเคยดูหนังเรื่อง One True Thing จำไม่ได้ละหนังเกี่ยวกับอะไร แต่ผมเคยได้ยินฝรั่งพูดเสียดสี่ว่า สิ่งที่แน่นอนของชีวิตคนเราคือ ภาษี และ ความตาย แต่มีข่าว โดนัล ทรัมพ์ โกงภาษี เออ จริงๆไม่ต้องรอคนระดับนั้นมาโดนแฉ เราก็รู้กันอยู่ว่า ความตายน่ะแน่นอน ของจริง แต่ ภาษี น่ะไม่แน่หรอก ดู โดนัล สิ และคนแบบนี้มีอีกเยอะ ในความคิดผมนะ 

ก็เลยนึกถึงจากคำเสียดสี และ ชื่อหนัง มันก็เลยกลายเป็น 3 ทรูติง หรือ 3 สิ่งที่แท้ทรู 

อะไรบ้าง 1 ความตาย ตอนสมัยยังหนุ่ม ( แห่ะๆ เคยๆ เคยหนุ่มครับ ) ร่างกายแข็งแรงเหมือนแหล่งพลังงาน เดินไม่ค่อยได้ วิ่งซะมาก ปีปปั๊ปทำโน่นนี่ได้เลย ความสูงเหรอ บ้านยกสูงแถมนั่งตรงราว ยังกระโดดลงได้ เพราะตอนสมัยเป็นเด็กประถม เราไม่มีอะไรเล่นเช่น มือถือ หรือสารพัดสิ่งไฮเทค ก็เล่นนี่ละครับ กระโดดจากกระได ใครได้มากขั้นกว่ากัน คนนั้น ชนะ อืมม์ คำว่า ชนะ ก็สำคัญแล้วกับเด็กประถมต้น พวกโดด 3 - 4 ขั้นอย่ามาอวด ต้องโน่น 6 - 10 ขั้น แล้วค่อนข้างชัวร์กันด้วยว่า ไม่มีใครจะลื่นล้มเมือถึงพื้น หงายหลังหัวฟาดพื้นตายกันตั้งแต่เด็กๆ ไม่ได้มีความคิดเลยว่างั้นดีกว่า นั่นแหล่ะ เราถึงเคยถูกเรียกว่า เด็ก คือ อยู่โรงเรียนเสี่ยงตายกันแทบทุกวัน ไม่ต้องมีคุณครูคนไหนเดินมา ตบกบาล หรือ ทำร้ายอะไร สมัยก่อน ครูมีแต่จะหัวใจวายเพราะเห็นแต่ละอย่างที่เราทำ รั้วสูงๆเราก็ปีน และอีกสารพัด อา... ชักยาว  กลับมาเรื่อง ความตาย พออายุมาก เลข 3 เราก็ไม่ได้แล้วครับ 30 กว่าต่างกับ 20 แล้ว เรื่องจะปีนดอยสุเทพ แบบ ฉิวๆๆๆ ไม่ได้ๆแล้ว เดินเหิร เล่นกีฬา ต้องระวังแล้ว ตีแบดตอนอายุ 40 ได้ ก็บุญแล้ว หมอสั่งห้ามด้วยซ้ำว่า 40 แล้วโยม อย่าซ่า ทำนองนั้น ดังนั้น เรื่องยามเจ็บป่วยเรารู้แล้วว่าร่างกายไม่เหมือนเดิม รวมกับญาติๆสูงอายุเจ็บป่วยบ่นอยากตายตอนต้นปี ปลายปีเราต้องไปงานศพเขาแล้ว ทั้งที่ตอนบ่นว่าอยากตาย เขายังคุยสนุกๆกับเราอยุ่เลย และนั่นทำให้ผมคิดว่า ความตายนั้นเป็นสิ่งแน่นอนมิอาจหลีกจริงๆน่ะแหล่ะ แต่ไม่ใช่อย่างเดียวที่แน่นอนหรือแท้จริง ยังมีอีกครับ

2 ความเปลี่ยนแปลง ครับ อัสนีย์ โชติกุล เคยร้องเพลงไว้ว่า " เวลาเปลี่ยน ใจคนเปลี่ยน " ในเพลง ก็เคย สายัน แต่จริงๆไม่ใช่แค่ใจคนหรอก ร่างกาย สังขาร ความคิดมันเปลี่ยนไปได้หมด เปลี่ยนไปตามกาลเวลา รวมถึง สถานการณ์ คือ สองสามปีนี้ผมได้เจอคนทำงานบริษัทเก่าๆ เราเห็นแหล่ะว่า แต่ละบริษัทที่เราเคยทำมีใครทำอยุ่บ้าง คนหลักๆคือใคร เห็นมาเป็นแบบ จะ 15 ปี แต่พอช่วงหลัง คนเหล่านั้นไม่ได้ทำที่เดิมแล้ว หายไปจนแทบไม่เหลือ คนหาย บางบริษัทย้ายครับ ขับรถไปไม่อยู่แล้ว แล้วมันเกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน คนย้ายงาน บริษัทย้ายที่ คือมันไม่เหมือนเดิมน่ะ เพราะเวลาเปลี่ยน อายุเปลี่ยน สถานะก็เปลี่ยน มันไม่มีอะไรอยู่แบบเดิมตลอดได้ แบบที่เราเคยชิน มันต้องเปลี่ยน เพียงแต่ บางอย่างเปลียนแบบ ไม่ตามกาลเวลา เพราะมานั่งคิดแล้วมีอีกอย่างนึง ที่ แท้ทรู

3 ความไม่แน่นอน ครับ การเปลี่ยนแปลงน่ะแน่นอน ถ้าเรามีชีวิตปกติ ก็เกิดมา เข้าอนุบาล ประถม มัธยม มหาฯลัย ทำงาน มีครอบครัว เลี้ยงลูก เกษียณ ค่อยแก่ มีอะไรหลายอย่างตามเวลา จนถึงเวลาก็จากไป โอเคนะ ถ้ามันเรียงลำดับ มี Sequence แบบนี้ แต่ชีวิตมันไม่แฟร์แบบนั้นสำหรับทุกคน ความไม่แน่นอนมันก็มาจาก คนเรานี่เอง การปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น เรื่องบังเอิญ โน่น นี่นั่น ทำให้บางคน ชีวิตไม่ได้มีลำดับแบบตามกาลเวลา แต่ก็เปลี่ยนแปลง แบบไม่ได้ตั้งตัว เรียนไม่จบ มีลูกเร็ว เจ็บป่วยอุบัติเหตุ เจ็บป่วยตามพันธุกรรม หรือ เสียคนอุปการะ ต้องออกจากโรงเรียน คบเพื่อนผิดชีวิตเปลี่ยน ดวงไม่ดีไปอยู่ในที่ไม่ควรอยู่ในเวลาไม่ถูกต้อง  หรือ อารมณ์ผันแปร ตัดสินใจพลาด หรือ และอีกหลายเหตุ ประมาท พลาดตกกระได ฝรังเรียก God Plan คนจีนบอกอะไรนะ คนอุตสาหะไม่สู้ฟ้าลิขิต  พวกเราเลย ไม่มีใครทัดเทียมกันจริงๆ มีแต่ระดับเดียวกัน เคมีตรงกัน แต่ไม่มีใครเท่าเทียมกันจริงๆหรอก 

ผมว่า 3 อย่างนี่ล่ะมันต้องยอมรับ เวลาเกิดอะไรขึ้นก็ ถ้าเข้าใจว่า ชีวิตมันไม่แน่นอน มันต้องเปลี่ยนแปลง และ วันนึงก็ต้องไม่เหลืออะไรเลย มันก็จะเป็นอะไรที่เรียกว่าเอาไว้ เป็นที่ตั้ง เวลาจะหัวร้อน เพราะเพื่อนบ้านตักขี้แมวมาใส่ถังขยะเรา หัวหน้าที่ทำงานใช้เงินฟาดหัวเรา แต่ไม่ได้เห็นหัวเรา หรือ เพื่อนจะมองผลประโยชน์จากเราเป็นหลัก และ คนที่รักกันอาจมีวันเปลี่ยนไป ( ยักไหล่ พออ่านถึงตรงนี้ ) 

ถ้าเรามีที่ตั้งในความมไม่ยึดติดได้นะ ( มันไม่ง่ายหรอกครับ ) เราจะหัวร้อนน้อยลง หรือ อาจยิ้มมุมปากว่า เอาอีกแล้ว โชคชะตาจะไม่ให้เราได้พักเลยเหรอ

ความกลัวในการเปลี่ยนแปลง หลายคนไม่ชอบเซอร์ไพรส์ แต่เราจะหลีกพ้นได้อย่างไรในเมื่อเราใช้ชีวิตอยู่กับสังคมของคน ที่แต่ละวัน แต่ละคนตื่นมาด้วยอารมณ์แตกต่างกัน เดินผ่านเส้นทางต่างกัน จะให้เขาสเถียรเป็นคนดีกันทุกวันไหวเหรอ ? แล้วพวกเขาต้องเข้าใจชีวิตอะไรมากมาย แบบคนมีความคิดหรือเปล่า ผมว่าไม่นะ หลายคนไม่ได้มานั่งคิดอะไร ก็แค่ใช้ชีวิตไปวันๆ ซึ่งมองแล้วเขาไม่ได้สนใจอะไรมาก ก็แค่เดินหน้า แล้วเป็นไงค่อยว่ากัน ซึ่งผมว่าคนที่คิดได้ในหลายๆอย่าง สรุปแล้วเขาก็คิดแบบเดียวกัน คือ Life not fair  Move on คืออย่าไปสนใจระหว่างทางซะทุกเรื่อง เอาหลักๆที่เราต้องการ คำนวนนิดหน่อยกับอนาคตที่ไม่ต้องไกลมาก  อะไรที่มันไม่ถูกใจก็ปล่อยๆไป  จะมีอะไรเกิดขึ้นเราไม่ได้กำหนดได้ทุกอย่าง ให้มันมาก่อนเหอะแล้วค่อยกลุ้ม เปรียบเทียบคนสองคน คนคิดมาก กับคนไม่คิดอะไรเลย อาจลงเอยที่ความคิดเดียวกัน 

ทั้งหมดนี้ผมเขียนบอกตัวเองล้วนๆ
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ


แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่