JJNY : เชื่อมั่นผู้บริโภคร่วงยกแผง​/โฆษกพท.จี้แก้ปัญหารุนแรงในร.ร./ร้องจัดการเบื้องหลังบัญชีไอโอ/วีระแฉคดีปารีณาอืด

กระทู้ข่าว
ความเชื่อมั่นผู้บริโภคร่วงยกแผง ปัญหารุมเร้าโควิด-การเมือง-ตกงาน-สินค้าแพง
https://www.thairath.co.th/news/business/1948720
  

 
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ก.ย.63 ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคทุกรายการปรับลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 5 เดือน โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ก.ย.63 อยู่ที่ 50.2 ลดจาก 51.0 ในเดือน ส.ค.63 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นในปัจจุบันอยู่ที่ 34.1 ลดจาก 34.9 และดัชนีความเชื่อมั่นในอนาคตอยู่ที่ 57.8 ลดจาก 58.7 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม อยู่ที่ 42.9 ลดจาก 43.6 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางาน อยู่ที่ 48.2 ลดจาก 49.1 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ 59.4 ลดจาก 60.4 สาเหตุที่ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นทุกรายการลดลงมาจากความกังวลเกี่ยวกับการเมือง ที่อาจส่งผลให้ไทยต้องเผชิญกับความขัดแย้งทางการเมือง การระบาดของโควิด-19 ที่กระทบต่อชีวิต การทำธุรกิจ การท่องเที่ยว ภาวะเศรษฐกิจไทยในอนาคต การลาออกของนายปรีดี ดาวฉาย รมว.คลัง ผู้บริโภครู้สึกว่าเศรษฐกิจชะลอตัว มีปัญหาค่าครองชีพและราคาสินค้าแพง และกังวลว่ารายได้ไม่พอกับรายจ่าย
 
“ความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงทุกรายการเป็นครั้งแรกรอบ 5 เดือน นับตั้งแต่รัฐผ่อนคลายให้ธุรกิจกลับมาดำเนินการได้ตั้งแต่เดือน พ.ค.63 เป็นต้นมาเพราะกังวลกับเสถียรภาพการเมืองไทย การระบาดของโควิด-19 ที่อาจทำให้เกิดการว่างงานเพิ่มขึ้นและเศรษฐกิจยังย่ำแย่จากผลกระทบโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบอย่างมากต่อกำลังซื้อในประเทศ การท่องเที่ยว การส่งออก ธุรกิจทั่วไปและการจ้างงานอนาคต โดยบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ทั้งปัจจุบันและในอนาคต”
  
นายธนวรรธน์กล่าวต่อว่า คาดว่าผู้บริโภคยังคงชะลอการใช้จ่ายอย่างมากไปอย่างน้อยจนถึงไตรมาส 4 ปีนี้ หรือจนกว่าโควิด-19 ของโลกจะคลายตัวลง และต้องติดตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐบาลไตรมาส 4 ว่าจะพลิกฟื้นเศรษฐกิจได้แค่ไหน และการเมืองไทยตั้งแต่เดือน ต.ค.นี้เป็นต้นไปจะดีขึ้นหรือแย่ลง ซึ่งทั้ง 2 ปัจจัยมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค นอกจากนี้ ยังห่วงการท่องเที่ยวที่ยังไม่ฟื้นตัวขึ้น ส่วนการพักชำระหนี้ให้ภาคธุรกิจที่จะหมดอายุ ต.ค.นี้ ดังนั้น ไตรมาส 4 จึงเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของเศรษฐกิจไทย หากภาคธุรกิจไปต่อไม่ไหว อาจปลดคนงาน และอาจได้เห็นการว่างงานในภาคท่องเที่ยวมากถึง 500,000 คนในไตรมาส 4.



โฆษกพท.จี้รัฐแก้ปัญหารุนแรงในโรงเรียน
https://www.innnews.co.th/politics/news_791546/
  
โฆษกเพื่อไทย จี้รัฐแก้ปัญหาความรุนแรงในโรงเรียน พัฒนา-กำหนดมาตรฐานการศึกษาทั้งระบบ
 
นางสาวอรุณี กาสยานนท์ โฆษกพรรคเพื่อไทยและที่ปรึกษากรรมาธิการการศึกษา กล่าวถึง การที่ฝ่ายรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี อ้างว่ากรณีครูทำร้ายร่างกายและกระทำรุนแรงต่อเด็กได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาแล้วนั้น ว่า เป็นเพียงการทำบันทึกความเข้าใจกับโรงเรียนเอกชนที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่รัฐบาลชุดนี้ถนัด คือมีเหตุแล้วค่อยแก้ไข ซ้ำยังเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่เหมาะสม เพราะสิ่งที่ควรทำทันทีเมื่อเกิดเหตุรุนแรงในเด็กคือ รวบรวมแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางประเมินผลกระทบทางจิตใจและร่างกายกับเด็กทั้งหมด อำนวยความสะดวกให้กับผู้ปกครองในทางคดีความต่างๆ ประเมินสุขภาพจิตครูผู้สอนอย่างต่อเนื่องอย่างเป็นระบบโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ทุก 3 เดือน เป็นต้น
 
ทั้งนี้ รัฐบาลปล่อยปละละเลยการพัฒนาและกำหนดมาตรฐานการศึกษาทั้งระบบมาโดยตลอด แม้จะมีสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) กำกับดูแล แต่เลขาธิการ สช. ได้ออกมายอมรับว่า ระบบราชการไม่สามารถที่จะเข้าไปดูในรายละเอียดของโรงเรียนเอกชนได้ ส่งผลให้โรงเรียนเอกชนมีอิสระในการจ้างครูได้เองและยังสามารถกำหนดมาตรฐานการสอนในแบบของตัวเอง ส่งผลให้ตั้งเป้าผลสัมฤทธิ์ (KPI) ที่ไม่เหมาะสม หรือสอดคล้องกับพัฒนาการของเด็กแต่ละช่วงวัย ดังนั้นรัฐบาลควรใช้โอกาสนี้ในการพัฒนาโครงสร้างการศึกษาทั้งระบบด้วย
 
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลชุดนี้ไม่มีความรู้ความเข้าใจโครงสร้างของการศึกษาว่าควรพัฒนาและแก้ไขทั้งระบบ เรื่องแบบนี้ไม่ต้องใช้จินตนาการเพราะมันพิสูจน์ได้จากคุณภาพการเรียนการสอนของโรงเรียน
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่